เข้าสู่ระบบ"เช่นนั้นหรือ!?"
เสียงของฉีหนานหวังดังขึ้นครานี้ ทำให้ลู่คงเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่ถาโถมเข้าใส่อย่างยากจะต้านทาน หวังแห่งแคว้นฉีผู้นี้คืออดีตแม่ทัพไร้พ่ายจึงไม่แปลกที่รอบกายจะเต็มไปด้วยรังสีสังหาร
"พวกท่านกล่าวหากระหม่อมแรงไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ อย่าได้ทรงเชื่อองค์หญิงซือหนิงที่เปลี่ยนข้างอย่างรวดเร็วเลย กระหม่อมคิดว่าเราสองแคว้นอาจถูกใครบางคนพยายามทำให้แตกแยก เพื่อการใหญ่บางอย่าง..."
"ข้านั้นแม้เป็นองค์หญิงแคว้นเย่ทว่าเพราะเห็นเรื่องที่ไม่สำควรเกิดจึงมิอาจยืนดูเฉย ๆ โดยมิทำอะไรได้ แต่หากพวกท่านยังไม่ยอมรับ...เช่นนั้นก็รอจนขบวนทัพกลุ่มนั้นแสดงหลักฐานก็แล้วกันว่าใครกันแน่ที่พูดเรื่องจริง"
ลู่คงตาเลิกโพลงทันใด "องค์หญิงหมายความว่าอย่างไร?!"
“หึ...ก่อนหน้านี้ข้าได้ใช้นกสื่อสารที่ข้าราชบริพารแคว้นเย่ใช้ติดต่อสื่อสารอย่างลับ ๆ ส่งข่าวไปยังปลายทางแล้วว่า ให้ดำเนินตามแผนถัดไป ใต้เท้าลู่ก็คงรู้กระมังว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
ลู่คงถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างยอมแพ้แล้วทันที
...หากทหารแคว้นเย่ที่เฝ้าชายแดนได้รับสารเช่นนั้นก็คงดำเนินการตามแผนที่วางไว้ นั่นคือการเคลื่อนพลเพื่อกดดันแคว้นฉีให้ยินยอมทำตามเงื่อนไขอย่างไม่มีข้อแม้ พวกเขารู้ว่าการกดดันเพียงคราเดียวไม่อาจให้แคว้นฉียอมเสียประโยชน์ได้
...ทว่าแผนการนี้กลับกลายเป็นเชือกที่รัดคอพวกเขาเสียเอง
ลู่คงหันไปสบตากับองค์หญิงแคว้นตนเองที่ไม่เคยให้ความสำคัญหรือแม้แต่สนใจมาก่อนด้วยสายตามิคาดเดาอย่างใส่ใจเป็นคราแรก
"แคว้นเย่คงต้องการให้ทั่วทั้งแผ่นดินทุกแคว้นรอบบริเวณนี้เป็นผู้ตัดสินกระมัง?"
คำกล่าวของฮ่องเต้แคว้นฉีถือว่าเป็นคำขู่ที่ปิดท้ายได้ดียิ่งนัก หากเรื่องที่แคว้นเย่ใช้แผนสกปรกเพื่อทำสัญญาเอาเปรียบแคว้นฉีถูกปล่อยออกไปนั่นก็ทำให้ในภายภาคหน้ายากที่จะมีใครกล้าเข้ามาเป็นพันธมิตรกับแคว้นที่มีประวัติเช่นนี้
ลู่คงกำมือแน่น ดวงตาของเขาฉายแววขุ่นเคือง แต่สุดท้ายเขาก็ต้องยอมรับความจริงอย่างศิโรราบ
"...กระหม่อมจะส่งเรื่องนี้กลับไปยังฝ่าบาทของแคว้นเย่เพื่อพิจารณาใหม่อีกครั้งพะยะค่ะ ได้โปรดร่างความต้องการของพระองค์มาด้วย..."
ชัยชนะในการทำสัญญาที่แสนยืดเยื้อครานี้ตกเป็นของแคว้นฉีในที่สุด และซือหนิงที่เป็นหมากตัวสำคัญของกระดานนี้ก็ได้เปลี่ยนสถานะจากองค์หญิงที่ต้องแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กลายเป็นทูตแห่งสองแคว้นมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องแต่งงานแทน เพื่อให้พันธมิตรของสองแคว้นยังคงเป็นไปตามที่ตกลงทางแคว้นฉีจึงมีเงื่อนไขว่า พวกเขาจะยอมให้ผลผลิตทางการเกษตรแก่แคว้นเย่เพื่อนำไปจัดการกับปากท้องของประชาชน ทว่าก็ต้องแลกกับการที่แคว้นเย่ต้องส่งม้าพันธุ์ดี อาวุธที่ผลิตได้ครึ่งหนึ่งของแคว้นมาทุกคราที่ผลิตได้เช่นกัน
ส่วนรางวัลที่ซือหนิงได้รับเป็นข้อแลกเปลี่ยนในครานี้ก็คือ นางจะได้รับสถานะใหม่เป็นทูตสองแคว้นและได้สิทธิเป็นพลเมืองแคว้นฉี อาศัยอยู่ที่นี่ เป็นทูตแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม แต่โดยนัยน์นางก็คือตัวประกันในสนธิสัญญานี้นั่นเอง
เอาเถอะ นี่เป็นเพียงเริ่มต้นของชีวิตซือหนิงในชาตินี้ก็เท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วใครจะอยากเหยียบบนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดเมื่อไหร่ก็ได้ไปตลอดกันเล่า!
ภายใต้ท้องฟ้ายามรัตติกาล ซือหนิงตามด้วยองครักษ์ส่วนตัวหลี่เจ๋อหาน เดินฝ่าความเงียบงันออกจากตำหนักรับรองที่บัดนี้ไร้ทหารเฝ้ายามแข็งขันกว่าเมื่อช่วงกลางวันแล้ว ที่มีของหลี่เจ๋อหานมีตะเกียงไฟอันหนึ่งส่องสว่างพอให้มองเห็นเส้นทางที่ทั้งสองกำลังมุ่งไป
เสียงฝีเท้าของพวกเขาก้องกังวานบนลานหินเย็น พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยัง เรือนคุมขัง ที่ซึ่งข้าราชบริพารของแคว้นเย่ถูกคุมตัวไว้ก่อนจะถูกส่งกลับไปยังแคว้นเย่กับคณะทูตในวันรุ่งขึ้น
เมื่อทั้งสองมาถึงหน้าประตูเรือนคุมขัง ทหารเฝ้ายามเพียงเหลือบมองพวกเขาเล็กน้อยอย่างสงสัย ทว่าเมื่อเห็นป้ายผ่านที่มีตราประทับฮ่องเต้ฉีจิ่นหลงพวกเขาก็หลีกทางให้โดยไม่ซักถามใดใด
"เชิญ..."
เสียงลูกกรงเหล็กเสียดสีดังลั่นขณะถูกเลื่อนเปิดออก
บรรยากาศภายในมืดสลัว มีกลิ่นอับจากควันไฟจางๆ และเสียงกระซิบกระซาบของเหล่าผู้ถูกจองจำที่แอบสังเกตการณ์จากเงามืดราววิญญาณร้าย
ซือหนิงเดินตรงไปยังห้องขังที่ดูสะอาดตาที่สุด ภายในมีกลุ่มคนที่คุ้นหน้ารวมตัวอยู่ หนึ่งในนั้นมีสตรีนางหนึ่งที่นางต้องการพบ ซูกูกู อดีตข้ารับใช้ของนางและคนที่น่าจะเป็นสายลับผู้รู้เรื่องแผนฆ่าองค์หญิงในครานี้
หญิงวัยสาวในชุดนางกำนัลเงยหน้าขึ้น พอนางมองเห็นซือหนิงก็ราวกับสบตากับปีศาจ
"องค์หญิง..." น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความอ่อนแรง
ซือหนิงไม่พูดพร่ำทำเพลง เพราะซือหนิงมาในครั้งนี้เพื่อส่งคำพูดไปถึงเหล่าผู้คนในอดีตขององค์หญิงซือหนิงร่างเดิมในตอนที่อาศัยอยู่ที่แคว้นเย่
ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังซูกูกูที่ยืนขึ้นและเดินเข้ามาหานางอย่างไม่รีรอ
"เจ้าควรเรียกข้าว่าท่านหญิงซือหนิงแห่งแคว้นฉี เพราะนับแต่นี้ข้าไม่ใช่คนแคว้นเย่อีกต่อไปแล้ว"
ซูกูกูไล่สายตาสำรวจสตรีตรงหน้าที่นางรู้สึกไม่คุ้นเคยอีกต่อไปก่อนแค่นหัวเราะเสียงแหบแห้ง "ท่านเหมือนไม่ใช่องค์หญิงซือหนิงที่หม่อมฉันรู้จักเลย..."
"องค์หญิงคนเดิมตายไปตั้งแต่พวกเจ้าจงใจใช้แผนการนั้นแล้ว ที่ข้ามาพบเจ้าในวันนี้ก็เพื่อฝากเจ้าไปแจ้งเจ้านายของเจ้าให้รู้ไว้ นับแต่นี้ให้แยกจากกันไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกันอีก
...องค์หญิงแห่งแคว้นเย่ผู้นั้นได้ตายไปแล้ว บัดนี้เหลือแต่ท่านหญิงซือหนิง ทูตสองแคว้นเท่านั้น"
เสียงของซือหนิงเย็นชาเด็ดขาด เมื่อพูดสิ่งที่ต้องการจบนางก็หันหลังเดินออกจากเรือนคุมขังทันที ข้าราชบริพารเหล่านี้เป็นเพียงเบี้ยที่ต้องทำตามคำสั่งเจ้านาย เช่นนั้นแล้วก็ให้พวกเขากลับไปรับผลของการทำภารกิจไม่สำเร็จยังแคว้นเย่ก็แล้วกัน
บทส่งท้าย ตอนนี้เจี่ยงเฟยมีอายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ห้าแล้ว นางท้องโตจนต้องเปลี่ยนชุดยกแผง เดินเหินก็แสนลำบาก จะออกจากห้องไปสูดอากาศทีต้องให้บ่าวไพร่ยกโขยงทีเกือบสิบคน ทำเอาเจี่ยงเฟยแทบไม่อยากเคลื่อนย้ายตัวไปไหนเลย นับจากวันที่เกิดเรื่องที่ตำหนักบูรพา นางก็ไม่ได้เจอพระชายารองถิงถิงมาเยี่ยมเยียนที่จวนตระกูลไป๋อีกเลย นางได้รู้ความคืบหน้าจากปากของเฉิงไห่เพียงแต่ว่าองค์รัชทายาทถูกปลดและคนทั้งตำหนักถูกย้ายให้ไปประจำการที่เมืองหน้าด่านอันแสนไกลโพ้นที่หนึ่ง ห้ามออกนอกเมืองหน้าด่านแห่งนั้นโดยเด็ดขาด โดยกระบวนการที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เยี่ยงนั้นล้วนไม่ทราบเลย จนกระทั่งท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ชายขนกันมาเยี่ยมเยียนนางถึงได้รู้ว่ากว่าที่คนพวกนั้นจะได้รับบทลงโทษ ไป๋เฉิงไห่ต้องลงแรงและกำลังไปมากเพียงใด เขาจัดการแม้กระทั้งให้คนในราชวงศ์ทำสัญญาว่าจะปกปิดความลับเรื่องความสามารถในการแปลงร่างของตระกูลเจี่ยงไปทุกราชวงศ์นับจากนี้ พร้อมตกลงข้อแลกเปลี่ยนกับท่านพ่อของนางว่าจะยอมให้ยืมความสามารถเหล่านี้รับใช้แคว้นบ้างตามความเหมาะสม ทำให้ตอนนี้ตระกูลเจี่ยงมีรากฐานที่มั่นคงเพิ่มขึ้นมาก และเจี่ยงเฟยก็ตั้งปณิฐานว่าจะต
ยี่สิบหนึ่ง ถังหูลู่แสนวิเศษ🔥 “เฟยเฟยมีอันใดหรือ?” “คนตระกูลเจี่ยงที่มีสายเลือดดั้งเดิมล้วนมีความสามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้เจ้าค่ะ ส่วนข้านั้นสามารถแปลงกายเป็นแมวได้” เจี่ยงเฟยกลั้นใจพูดออกไปคราเดียวหมด และเกร็งตัวจ้องมองสีหน้าของผู้เป็นสามี นางกลัวว่าเขาจะรับไม่ได้กับความแปลกประหลาดนี้ของนาง ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริงเจี่ยงเฟยก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว แต่นางก็ไม่สามารถปิดบังความลับนี้ต่อคนรักได้อีกนั่นแหละ แต่เฉิงไห่กลับไม่ได้มีสีหน้ารังเกียจอย่างที่คิด ติดจะงุนงงเหมือนไม่เข้าใจที่นางบอกด้วยซ้ำ อย่างนั้นนางจึงตัดสินใจพิสูจน์ให้เขาดูไปเลย จากสตรีงดงามค่อย ๆ กลายร่างเป็นแมวน้อยขนดำต่อหน้าต่อตาแม่ทัพหนุ่ม จากนั้นไม่นานก็กลับมาอยู่ในร่างสตรีอีกครา ภาพการเปลี่ยนแปลงนี้ล้วนทำให้เฉิงไห่นิ่งค้าง ตะลึงจนจับสติกลับมามิได้ เขามองตาแข็งจนเจี่ยงเฟยต้องช่วยเขย่าตัวเรียกสติ “ท่านพี่รังเกียจข้าที่ไม่ปรกติรึไม่เจ้าคะ?” น้ำเสียงสั่นเทาของสตรีคนรักทำให้เฉิงไห่รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “มีใครรู้เรื่องนี้บ้าง??” เป็นแม่ทัพมาตั้งกี่ปีล้วนคลุกคลีการเมืองมาไม่น้อย เขาเข้าใจว่าความสามารถพิเศษนี้หากใครร
ยี่สิบข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกพี่เฉิงเจ้าค่ะ“พี่เฉิงเจ้าคะ รอก่อนฟังถิงถิงพูดก่อนเจ้าค่ะ!”เฉิงไห่หยุดเท้าและหันมองสตรีที่วิ่งตามหลังมาทันใด ดวงตาคมมิใช่ใช้มองคนในครอบครัวอีกต่อไป จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขาไม่แม้แต่มีเยื่อใยมองนางแบบน้องสาวได้อีกต่อไปแล้ว“ข้าให้เวลาครึ่งเค่อ ว่ามาเถิด!”ถิงถิงเข้าใจสายตานั่นดี นางรีบพ่นสิ่งที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตนางได้ในทันที“ข้าถูกองค์รัชทายารุ่ยเต๋อบังคับให้ทำเรื่องทั้งหมดเจ้าค่ะ หลังจากที่ข้าแต่งเข้ามาล้วนถูกทรมานร่างกายและจิตใจแต่จำยอมต้องทนอยู่เรื่อยมาเพราะด้วยอำนาจขององค์รัชทายาท คราก่อนนั้นที่ข้าตัดสินใจแต่งเข้ามามิใช่เพราะหมดรักพี่เฉิงนะเจ้าคะ แต่เป็นเพราะล้วนถูกคำพูดหวานที่ดูงดงามขององค์รัชทายาทบิดบัง จนข้าเลือกทางผิดในที่สุด แต่พอได้แต่งเข้ามาแล้วในใจข้าเฝ้าคิดถึงแต่วันเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันกับพี่เฉิง และในเหตุการณ์นี้หากข้าไม่ทำจะถูกทรมานอีกจึงจำยอมทั้งสิ้นเจ้าค่ะ ฮือ”“เอ่ยหมดแล้วหรือไม่!”ถิงถิงที่เล่าไปก็บีบน้ำตาจนไหลนองเต็มสองข้างแก้มเงยหน้ามองเฉิงไห่ทั้งน้ำตา คนมองมาล้วนสะเทือนใจทั้งสิ้น แต่สำหรับเฉิงไห่แล้วเขามองด้วยสายตาไร้อารมณ์ ดวงตานั่น
สิบเก้า ละเล่นกับเหมียวน้อย (2)“มะ เมี๊ยว ฮือ...”“ร้องอีกสิ ร้องอีก ฮ่า ๆ”รุ่ยเต๋อที่ได้ฟังเสียงร้องเหมียวคราแรกก็ยิ่งได้ใจ เขาใส่แรงเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ยินเสียงที่หวังอีกหลายรอบ พอเห็นว่าเจี่ยงเฟยเริ่มร้องจนเสียงขาดห้วงจึงค่อยหยุดมือดวงตาหรี่มองสตรีบนเตียงราวมองสิ่งของล้ำค่า ใบหน้าของเจี่ยงเฟยงดงามเย้ายวนยิ่ง แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับรุ่ยเต๋อนั้นคงไม่พ้นความสามารถของการกลายเป็นแมวได้ตามที่พระชายารองของเขาบอกมา เขาก็ไม่เชื่อหรอกถึงได้จับมาพิสูจน์อย่างไรเล่า ยิ่งได้ใกล้ชิดยิ่งรู้สึกตนกำลังเล่นกับแมวน้อยอย่างไรอย่างนั้น มันทำให้จิตใจชุ่มชื่น ร่างกายกระชุ่มกระช่วยราวเพิ่งสู่วัยแรกรุ่น อีกทั้งแกนกายส่วนนั้นก็ค่อย ๆ เริ่มเติบโตตามความปรารถนาในใจเสียแล้ว...สตรีงามหรือเขามีแล้วในวังหลังแห่งนี้ แต่ยังขาดสตรีที่คล้ายแมวน้อยเช่นเจี่ยงเฟยอยู่หากทำให้เจี่ยงเฟยตกอยู่ในการครอบครองของตนได้แล้ว ส่งข่าวและทำการตกลงกับแม่ทัพไป๋ทีหลัง เรื่องทุกเรื่องย่อมง่ายดายกว่า เขาต้องได้รับผลตอบแทนให้สมกับที่ออกทุนลงแรงจัดงานเลี้ยงอันแสนสิ้นเปลืองนี่เป็นสตรีแสนเย้ายวนตรงหน้า...รุ่ยเต๋อนำกุญแจข้อเท้ามาล็
สิบเก้าละเล่นกับเหมียวน้อยเจี่ยงเฟยถูกพามาวางไว้ที่ตำหนักแห่งหนึ่ง ร่างกายไร้เรี่ยวแรงพยายามขยับกายออกจากที่นี่ก็ทำเพียงไม่กี่เค่อก็หอบหนักแล้ว พวกคนที่ยกนางมาจากไปหมดแล้วในห้องแห่งนี้น่าจะมีนางอยู่คนเดียว ภาพมัวเบลอมองเห็นว่านางอยู่บนเตียงหลังหนึ่ง แต่ไกลออกไปนั้นสภาพเป็นอย่างไร เจี่ยงเฟยไม่สามารถมองได้แล้วอย่าบอกว่านะ ว่านางถูกคนในตำหนักขององค์รัชทายาทจับมาเพื่อการเสพสวาท!!!ขอให้ไม่ใช่เถอะ เทพเซียนช่วยดลบันดาลให้เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงความฝันด้วยเถิด...เจี่ยงเฟยคนนี้ กำลังแม้จะกลายร่างเป็นแมวยังไม่มีเลย นางจะหนีอย่างไรดี ใครก็ได้ช่วยเจี่ยงเฟยด้วย...พลั่ก!แสงสว่างจากข้างนอกลอดเข้ามาเพียงครู่หนึ่งก็หายไปอีกรอบพร้อมประตูห้องที่ปิดลง เจี่ยงเฟยทำอันใดไม่ได้นอกจากนอนตัวเกร็งแสร้งว่าหลับไปในตอนนั้น เผื่อว่าจะไม่เป็นอันตรายฝีเท้าหนักเดินเข้ามาใกล้เตียงที่เจี่ยงเฟยนอนอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่หน้าเตียง หัวใจของเจี่ยงเฟยเต้นระรัวจนแทบหลุดออกจากอก ในหัวตอนนี้นางคิดถึงแต่ว่าให้พี่เฉิงไห่รับรู้และมาช่วยนางออกไปเสียที!เจี่ยงเฟยรับรู้ถึงสัมผัสอันเยียบเย็นจากมือของผู้มาใหม่ที่บริ
สิบแปด นรกบนดิน ในขณะที่สมองของเจี่ยงเฟยมึนเบลอคิดอันใดไม่ปะติดปะต่อ แต่เรื่องประสาทสัมผัสทางผิวกายกลับเด่นชัดเกินจนน่ากลัว หลังจากที่เจี่ยงเฟยรู้ว่าตนเองถูกพาออกมาที่ใดสักแห่งแล้ว จากนั้นนางก็ถูกพาไปนั่งบนเก้าอี้ มีสตรีหลายคนเข้ามาในห้องแห่งนี้ เจี่ยงเฟยรับรู้ได้ว่าตนเองถูกปลดเสื้อผ้าบนตัวออก นางอยากขัดขืนและอยากหนีออกไปแทบใจขาดดิ้นแต่ไม่สามารถทำได้เลย ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ตามใจสั่ง สมองก็ไม่ปะติดปะต่อเอาเสียเลย การขัดขืนของเจี่ยงเฟยจึงเป็นเพียงการทำไปให้คนที่มากระทำอันใดกับตามตัวของนางรำคาญเพียงเท่านั้น เหล่านางกำนัลของตำหนักบูรพาสามสี่นางช่วยกันขัดสีฉวีวันร่างกายขาวผ่องที่เดิมไม่ได้สกปรกอันใดให้สะอาดผ่องมากขึ้น พร้อมทั้งชโลมน้ำมันหอมระเหยบนกายอย่างคล่องแคล่วเพราะทำสิ่งนี้มาหลายคราแล้ว แม่นางผู้น่าเวทนาในอ่างอาบน้ำนี้ไม่ใช่คนแรกที่ต้องถูกทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมก่อนมอบกายให้องค์รัชทายาท แต่อาจเป็นสตรีคนแรกที่มาทั้งอาการมึนเมาไม่รู้สติเยี่ยงนี้ เรื่องการใช้ยานั้นองค์รัชทายาทรุ่ยเต๋อทำไม่บ่อยนัก พระองค์ชอบให้สตรีมอบกายมาแบบเต็มใจเสียมากกว่า ยกเว้นก็แต่จะทรงอยากได้มากจนยอมใช้วิธ
“หม่อมฉันขอกล่าวตามตรง หม่อมฉันสูญเสียความทรงจำในอดีตไป ไม่อาจนึกถึงเรื่องระหว่างเราได้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเรื่องราวในอดีต หรือความรู้สึก... บัดนี้หม่อมฉันล้วนลืมสิ้นแล้วเพคะ”หานเซียวชะงักไปชั่วครู่อย่างไม่คาดคิด สีหน้าพลันเปลี่ยนจากอ่อนโยนเป็นหม่นเศร้า ไหนเลยว่าการที่นางนัดเขาเช่นนี้จะเพื่อบอกข
ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยคำสั่งเพิ่มเติม เสียงฝีเท้ารีบร้อนก็ดังขึ้นจากหน้าประตู ตามด้วยเสียงเรียกอันคุ้นเคยของบ่าวจากนอกเรือน“ท่านหญิงเจ้าคะ! รถม้าของจวนท่านหวังมาถึงแล้วเจ้าค่ะ!”ซือหนิงเหลือบตามองไปยังประตูด้านหน้า ก่อนจะลุกขึ้นโดยไม่ลืมกล่าวกับหลิวอวิ๋นอีกคำหนึ่ง“นำของออกไปส่งภายในวันนี้ แล้วก
แต่ซือหนิงจำได้ว่า...ตอนเดินขึ้นเขา นางเจอและก้มลงแตะต้นพืชบางชนิดที่คิดว่ามีประโยชน์ ...หรือว่าตอนนั้นเองที่มิตินี้ดูดมันเข้ามา?หากเป็นเช่นนั้น แปลว่านางสามารถเก็บของเข้ามิติได้เพียงแค่สัมผัสและนึกถึงมัน!ซือหนิงตั้งใจพิสูจน์ นางยกมือขึ้นแตะปิ่นไม้ของตน เมื่อจินตนาการว่าต้องการให้มันหายไป ปิ่นหย
บทที่ 17 นางถูกหลอกหรือ?!หลายวันถัดมา...ซือหนิงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัวเดินทาง นางแต่งกายอย่างทะมัดทะแมง สวมอาภรณ์เรียบง่ายที่เหมาะกับการผจญภัยในป่า ผมถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อยและปักด้วยปิ่นไม้ธรรมดา ไม่มีเครื่องประดับใดให้เกะกะ ด้านหลังสะพายถุงสัมภาระที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์จำเป็น มีดพก เชือก น้







