เจียงเหิงผลักประตูเข้ามาในเรือนเขาก็ได้เห็นท่านปู่กับท่านย่านั่งอยู่บนเสื่อรอเขาอยู่ก่อนแล้ว
กู้ชิงเหอแอบทอดสายตาไปยังคนทั้งสอง ท่านปู่เจียงเป็นชายชราร่างบาง ใบหน้าปรากฏรอยย่นลึกจากกาลเวลา แม้ในขณะนี้ดวงตาจะเปล่งประกายความโกรธอย่างชัดเจน ทว่าก็ยังแฝงไว้ด้วยเมตตาในแววตาคู่นั้น แตกต่างจากเจียงเหิงซึ่งมีคิ้วตาเรียวเฉียงขึ้นเล็กน้อย ทว่าดูดุดันแม้เพียงทำหน้านิ่งเฉย
ส่วนท่านย่าซึ่งนั่งอยู่เคียงข้าง แม้เวลาจะผ่านหลายปี กู้ชิงเหอก็ยังเห็นเค้าโครงความงามในร่องรอยแห่งวัยนั้น เจียงเหิงกับเจียงเหยียนคงได้ความงามนี้จากท่านย่าโดยแท้
ชายหนุ่มยังไม่ทันได้ทักทายผู้อาวุโส อาสะใภ้หลี่ซื่อที่หายไปเมื่อครู่ก็พาท่านอาเล็กเจียงซืออวี่เดินตามหลังเขามา ทั้งสองทรุดตัวลงนั่งล้อมโต๊ะเตี้ยตัวยาวที่ตั้งอยู่กลางเรือน
ดูเหมือนว่าข่าวที่เขารับตัวกู้ชิงเหอกลับมาคงจะมาถึงหูท่านปู่ท่านย่าแล้วสินะ ก็ดี..จะได้ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายให้มากความ เจียงเหิงยิ้มเย็นพลางนั่งลงตรงข้ามกับผู้อาวุโสทั้งสาม
ปู่เจียงตบฝ่ามือลงบนโต๊ะเสียงดัง ตะเบ็งเสียงด้วยความไม่พอใจ "อาเหิง! ข้าอยากถามเจ้า! เจ้าเอาเงินจากที่ใดไปซื้อตัวหญิงนั่นกลับมา!"
เจียงเหิงแค่นเสียงในลำคอทีหนึ่ง ถ้ามีอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ สมาชิกในเรือนก็พากันตื่นตัวทีเดียวนะ ไม่เหมือนช่วงเช้าก่อนที่เขาจะพาเจียงเหยียนเข้าเมืองกลับไม่มีผู้ใดสนใจจะถามสักคน
“เงินนั่น..เป็นเงินส่วนตัวของข้าเองขอรับ”
ท่านย่าที่นั่งอยู่ใกล้กันแค่นเสียง "เงินส่วนตัวหรือ? อย่างเจ้าจะมีปัญญาไปทำสิ่งใดได้ถึงขนาดมีเงินเป็นตำลึง? พูดให้มันจริงเถิด เจ้าแอบซุกซ่อนเงินของแม่เจ้าเอาไว้ใช่หรือไม่!”
เสียงกระแทกถ้วยชาของหลี่ซื่ออาสะใภ้ดังขึ้น
"ท่านพ่อ ท่านแม่! ข้าไม่อาจยอมได้หรอกนะเจ้าคะ! ในเรือนยังไม่มีข้าวจะหุง เจียงเหิงกลับไปซื้อตัวหญิงสาวมาเพิ่มอีกปากท้อง! ทุกวันนี้สามีข้ายังทำงานหนักไม่พออีกหรือไร?!”
เจียงซืออวี่ อาของเจียงเหิง ผู้เคยสุขสบายด้วยเงินจากมารดาของชายหนุ่มเมื่อหลายปีก่อนถอนหายใจเสียงดัง
“เงินของพี่สะใภ้ที่ทิ้งไว้กับย่าเจ้าเมื่อหลายปีก่อน หมดไปตั้งนานแล้วนะอาเหิง สองปีมานี่ที่เจ้ากินใช้อยู่ทุกวันก็ล้วนเป็นเงินที่ข้าหามาเลี้ยงดูทั้งสิ้น แต่เจ้ากลับซุกซ่อนเงินเอาไว้ซื้อหาความสำราญให้ตัวเอง น่าผิดหวังนัก!”
เจียงเหิงยิ้มเย็น เมื่อแปดปีก่อนหลังจากท่านพ่อเจียงไห่ของตนเสียชีวิตไปแล้ว ท่านแม่จึงพาเขากับน้องสาวกลับมาที่หมู่บ้านเกาซานเพื่อขอพึ่งบารมีท่านปู่ท่านย่า
แต่มารดาก็ไม่ได้มาตัวเปล่า นางมอบทรัพย์สินจำนวนมากให้ท่านย่าไว้เพื่อส่งเสียให้เขาได้ร่ำเรียนต่อ และเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเจียงเหยียนที่สูญเสียความทรงจำไปในวัยห้าขวบ ซึ่งภายหน้าน้องสาวอาจจะต้องใช้เงินในการรักษาตัวไม่น้อย
พอท่านแม่ออกเดินทางไปตามหาเถ้ากระดูกของบิดาเพื่อจะนำกลับมาฝังไว้ที่หมู่บ้านเกาซาน ท่านปู่ท่านย่าก็จัดการปรับปรุงเรือนครั้งใหญ่ให้สองพี่น้องได้กินอิ่มสุขสบาย ตัวเขาเองก็ยังมีโอกาสได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาเล็กๆ ในตำบลหลินซูอีกด้วย
แต่กับเจียงเหยียนท่านย่ากลับบ่ายเบี่ยงว่าโรคความจำเสื่อมไม่อาจรักษาได้ด้วยสมุนไพรหรือวิชาแพทย์ใดๆ และใช้เงินค่ารักษาตัวของเจียงเหยียนไปอุดหนุนครอบครัวบ้านรองของเจียงซืออวี่ผู้เป็นอาของตนแทน
“ท่านอาจะบอกว่าเงินของท่านแม่ข้าที่คนสกุลเจียงใช้จ่ายมาตลอดหกปีนั้นสู้เงินที่มาจากน้ำพักน้ำแรงท่านเพียงสองปีไม่ได้เลยใช่หรือไม่ขอรับ?” ชายหนุ่มปรายตามองเจียงซืออวี่ด้วยสายตาคมกริบ
เจียงซืออวี่ทำท่าฮีดฮัดไม่พอใจ แต่กลับไม่กล้าสวนคำ ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาจึงรู้สึกหวั่นเกรงหลานชายผู้นี้อยู่ไม่น้อย
“หากคิดบัญชีกันจริงๆ ข้าได้เรียนในสำนักศึกษาเพียงสามปี เหยียนเอ๋อร์ก็ไม่ได้รับการรักษาใดๆ หักค่าข้าวค่าน้ำแปดปีของเราสองคนหรือสร้างเรือนสกุลเจียงขึ้นมาใหม่ทั้งหลัง เงินที่ท่านแม่ให้ไว้ก็ยังใช้ไม่หมดอยู่ดี ท่านย่าสงสัยหรือไม่ว่าเงินมันหายไปทางไหนหมดขอรับ?”
ย่าเหยาผงะ ตลอดมาเจียงเหิงกับเจียงเหยียนไม่เคยปริปากบ่นว่าอะไรสักคำ วันนี้กลับมาแจงรายละเอียดถี่ยิบ!
“เจ้าจะไปรู้อะไร ข้าวของแพงขึ้นทุกปี แล้วหลังจากที่เจ้าสอบเป็นซิ่วไฉสำเร็จ เจ้าก็ไม่ได้คิดจะร่ำเรียนต่อเอง นี่เป็นความผิดของข้าหรือไร!”
เจียงเหิงแค่นยิ้ม ที่ตนไม่เรียนต่อในสำนักศึกษาก็เพราะความรู้ที่เขามีมันมากกว่าอาจารย์ทั่วทั้งตำบลหลินซูต่างหาก!
หรือต่อให้มีอาจารย์ท่านย่าจะยอมเจียดเงินให้เขาไปเรียนจริงหรือ?
ผู้เฒ่าเจียงเห็นว่าหากปล่อยให้หลานชายกับภรรยาถกเถียงกันไปเรื่อยอาจไม่เป็นผลดี เจียงเหิงรู้หนังสือและคิดเงินเป็น! หากเขาคิดบัญชีจริงๆ ย่อมรู้แน่ว่าเงินหายไปไม่น้อย
ชายชราตบโต๊ะแรงๆ อีกครั้ง
“ไร้สาระ! ข้าไม่ได้ถามเรื่องในอดีต ตอนนี้พวกเราไม่มีเงินกันแล้ว แต่เจ้ากลับเอาเงินไปซื้อตัวสตรีกลับมาอีกคน เรื่องนี้ต่างหากที่ข้าอยากรู้ว่าเจ้าจะจัดการอย่างไร แล้วตกลงเจ้าซ่อนเงินเอาไว้อีกเท่าใดกันแน่!”
“ขออภัยขอรับท่านปู่ เงินนั้นข้าสะสมไว้ทีละน้อย จากค่าใช้จ่ายที่ท่านย่ามอบให้ขณะไปเล่าเรียนในสำนักศึกษา บัดนี้ก็หมดแล้วขอรับ” เจียงเหิงปลดถุงเงินจากข้างเอวแล้วส่งให้ชายชรา
ท่านปู่รับถุงเงินไว้ แต่ย่าเหยาไม่รอช้า รีบเอื้อมมือมาแย่งถุงผ้าจากท่านปู่ ก่อนจะเปิดดูด้วยความตั้งใจ
ในถุงมีเหรียญอีแปะอยู่เพียงสามเหรียญเท่านั้น ย่าเหยากำมันไว้แน่นในมือ ก่อนจะยื่นถุงผ้าสีจางเปล่าๆ คืนให้หลานชาย
กู้ชิงเหอเลิกคิ้วสูง สามเหรียญอีแปะยังถูกย่าเหยาแย่งไปจากหลานชายอีก คนสกุลเจียงนี่ช่างทำให้นางได้เปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง!
หลี่ซื่อชะเง้อมองแม่สามีเก็บเหรียญสามเหรียญลงในกระเป๋าตนเองด้วยสายตาเต็มไปด้วยความอิจฉา หากนางรู้ว่าเจียงเหิงยังมีเงินติดตัวอยู่ ก็คงรีบถามไถ่เรื่องเงินกับเขาตั้งแต่ตอนที่พบกันหน้ารั้วไปแล้ว แต่ตอนนี้นางก็ได้แต่เสียดายที่ปล่อยโอกาสนั้นหลุดลอยไป
“เดี๋ยวข้าไปค้นดูในห้องของพวกเขาให้เองเจ้าค่ะท่านแม่สามี!” หลี่ซื่อลุกพรวดออกจากที่นั่งโดยไม่รอคำสั่งจากใคร ใบหน้าของนางฉายชัดถึงความตั้งใจและความเร่งรีบ นางเดินฉับ ๆ ไปยังห้องพักของสองพี่น้องด้วยความกระตือรือร้น เหมือนต้องการไขปริศนาให้กระจ่างโดยเร็ว
ขากลับ กู้ชิงเหอก็ยิ้มไปตลอดทาง พลางพูดไม่หยุดถึงอนาคตอันสดใสที่จะเกิดจากการได้เพาะปลูกฝ้าย“ต่อไปกู้ชิงฉีและเจียงเหยียนก็จะสบายแล้วเจ้าค่ะ ข้ามั่นใจว่าฝ้ายครั้งนี้จะให้ผลผลิตดีแน่นอน”เจียงเหิงมองหญิงสาวที่พูดไป พลางแวะเก็บผักป่าที่ขึ้นอยู่ริมธารไปด้วยสายตาอ่อนโยนเขาเพิ่งสังเกตว่านางเปลี่ยนจากหญิงสาวมอมแมมผอมแห้ง เป็นหญิงสาวที่หน้าตาดีขึ้นมาก ดวงตาสดใสและเปล่งประกายด้วยความกระตือรือร้น รอยยิ้มสดใสที่ปรากฏบนใบหน้าของนางทำให้เขารู้สึกเหมือนทุกอย่างรอบตัวสว่างขึ้นกู้ชิงเหอยังคงก้มเก็บผักแว่นป่า พลางพูดต่อด้วยน้ำเสียงมั่นใจ“ต่อไปข้าจะซื้อ ตำราทุกเล่มที่ท่านต้องการ ของกินที่น้องทั้งสองอยากกิน และเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เจียงเหยียนด้วยเจ้าค่ะ ชุดที่นางใส่อยู่ตอนนี้เล็กเกินไปแล้ว”เจียงเหิงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เขาคิดว่านางอาจจะอยากได้สิ่งใดเพื่อตัวเองบ้าง แต่กลับพบว่าหัวใจของนางเต็มไปด้วยความห่วงใยผู้อื่นเขาเฝ้ามองนางอย่างเงียบ ๆ สังเกตการเคลื่อนไหวของมือที่เก็บผักอย่างทะนุถนอม รอยยิ้มที่เคยเป็นเพียงแค่เงาของความสดใส เดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยความมั่นใจและความสุขที่แท้จริง“ข้าดีใจที่เจ้าอยู่ร่วมกับพ
เสียงโต้เถียงยังคงดังระงมอยู่พักใหญ่ กว่าหูซุนจ่างจะเอ่ยขึ้นตัดบท“เอาล่ะ ๆ! พอเถอะ หากผู้ใดเต็มใจจะลองก็รับเมล็ดไปแบ่งปลูก ไม่ว่าจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ห้ามผู้ใดอิจฉาหรือต่อว่ากัน เพราะวันนี้จะเป็นการตัดสินใจของตัวพวกเจ้าเองทั้งสิ้น”ว่าพลาง เขาสั่งให้เจียงเหิงช่วยตักเมล็ดฝ้ายออกมาแบ่งใส่ถุงเล็ก ๆ แจกจ่ายแก่ครัวเรือนที่ยกมือขอลองปลูก ใครรับไปก็มีทั้งสีหน้าตื่นเต้นหวังผล หรือแววตาหวาดหวั่นไม่แน่ใจส่วนอีกหลายคน รวมทั้งกู้ต้าซุนและเจียงซืออวี่ เพียงส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อถือ พึมพำคำด่าทออยู่ข้างหลัง แล้วหันหลังกลับไปโดยไม่เหลียวแลไม่นานนัก เมล็ดพันธุ์ฝ้ายกองใหญ่ก็ถูกแบ่งไปจนหมด ผู้คนทยอยแยกย้ายกลับเรือน บ้างเดินจากไปด้วยท่าทีฮึกเหิม เต็มไปด้วยความหวังและตื่นเต้น บ้างก้าวช้า ๆ ด้วยความลังเลสงสัย เหลือเพียงกลุ่มคนที่สนิทสนมกับเจียงเหิงและกู้ชิงเหอไม่กี่คนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงที่เดิมกู้ชิงเหอมองดูกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้า ในนั้นย่อมมีสองพ่อลูกสกุลหู และสองสามีสกุลไห่ ส่วนที่เหลือก็ล้วนเป็นผู้อาวุโสที่เคยได้รับแป้งอวี่หูจากนางทำให้รอดชีวิตจากความอดอยากมาได้ในคราวก่อน ทุกคนเป็นคนที่นางสามารถวางใ
นางได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ ก่อนที่จะก้าวตามชายหนุ่มไปยังเกวียนที่บรรทุกถุงบรรจุเมล็ดพันธุ์กองโต ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่จ้องมองอย่างมีความหวังและวิตกปนกันไปเจียงเหิงก้มลงแกะปากถุงผ้าใบใหญ่ คลายเงื่อนเชือกออกอย่างระมัดระวัง เมล็ดพันธุ์สีคล้ำจำนวนมากปรากฏขึ้นภายใน เขาช้อนเมล็ดฝ้ายเต็มอุ้งมือ ละอองปุยขาวเล็กน้อยติดปลายนิ้ว ก่อนจะเงยหน้าส่งไปยังหญิงสาวที่ยืนรออยู่ข้างกายคนชราหลายคนย่อมคุ้นเคยกับเมล็ดพันธุ์ฝ้ายอยู่บ้าง ฝ้ายปลูกง่าย จึงมีผู้ปลูกกันแพร่หลาย เพียงแต่หมู่บ้านเกาซานมีข้อจำกัดเรื่องน้ำ พวกเขาจึงไม่เลือกปลูกฝ้าย เพราะราคามิได้งดงามนัก สู้ทุ่มแรงลงในนาข้าวหรือผักที่ขายได้ราคาดีกว่า ผลตอบแทนย่อมคุ้มค่า คนหนุ่มสาวรุ่นหลังในหมู่บ้านหลายคนจึงแทบไม่เคยเห็นเมล็ดพันธุ์ฝ้ายมาก่อนเลย“ฮึม… มันก็มิใช่ฝ้ายธรรมดาหรอกหรือ? ดูแล้วไม่เห็นแตกต่างจากเดิมเลยสักนิด เหตุใดทางการจึงว่ามันเพาะปลูกได้ยากนักเล่า?” ชายชราผู้หนึ่งขยับเข้ามาใกล้ หยิบเมล็ดขึ้นพลิกไปมาในฝ่ามือ พลางเอ่ยถามอย่างฉงนทว่ากู้ชิงเหอกลับเพียงเผยรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนแต่แฝงด้วยความมั่นใจ และก็เพียงเท่านั้น
คราวนี้ทั้งลานหมู่บ้านเงียบกริบ ความหวังดีที่แฝงอยู่ในคำพูดแข็งกร้าวของเจียงเหิง ทำให้คนส่วนใหญ่ตระหนักได้ พวกเขาพากันส่งถุงเมล็ดพันธุ์พืชกลับมาวางไว้ที่เดิมแล้วถอยออกมาทีละก้าวหูซ่างซุนกับหูจื้อจิ่นเห็นว่าความสงบกลับคืนมาแล้ว เขาก็เริ่มแบ่งเมล็ดพันธุ์ผักกาด คะน้า และถั่วลิสงออกเป็นส่วนเล็ก ๆ แจกจ่ายทีละครอบครัว แม้จะได้เพียงน้อยนิด แต่ทุกคนก็ได้รับครบถ้วน สีหน้าชาวบ้านบางคนยังคงหงุดหงิดเพราะไม่พอใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากค้านอีกจนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลางฝูงชน “แล้วถุงใหญ่ ๆ ที่เหลืออยู่ตรงนั้นเล่า? เหตุใดจึงยังไม่แจกจ่าย?”สายตาทั้งหมดหันไปยังถุงผ้าใบใหญ่ที่กองพะเนินอยู่บนเกวียนดังเดิม “นั่นคือ…เมล็ดพันธุ์ฝ้าย แต่ปัญหาคือ พวกเราไม่เคยปลูกมันมาก่อน และก็ไม่เคยมีผู้ใดในแผ่นดินนี้เพาะให้มันงอกเงยขึ้นมาได้สักครั้ง เมล็ดเหล่านี้เป็นพันธุ์ต่างถิ่น แม้แต่ทางการก็ยังไม่รู้ว่ามันเหมาะสมกับดินหรืออากาศแบบใด หมู่บ้านอื่นที่เคยลองก็ล้วนล้มเหลวทั้งสิ้น”เสียงซุบซิบดังขึ้นระงมทันที บ้างขมวดคิ้วไม่เชื่อ บ้างหัวเราะเยาะ “แล้วเอากลับมาทำไมกัน ของกินยังไม่พอ จะเอาฝ้ายมาปลูกให้เสียที่ดินทำไม
ทั้งสามมองหน้ากันไปมา สีหน้าเต็มไปด้วยความลังเล เมล็ดพันธุ์ที่ชาวบ้านต้องการย่อมเป็นจำพวกพืชผักที่กินได้อยู่แล้ว หาใช่เมล็ดฝ้ายเหล่านี้ พวกเขาจึงยังมิอาจตัดสินใจได้ในทันทีเจ้าหน้าที่คนเดิมเห็นดังนั้นจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแฝงความกดดัน“เมล็ดพันธุ์ฝ้ายเหล่านี้เป็นของพระราชทานจากเบื้องสูง ให้นำมาแจกจ่ายแก่ราษฎร หากพวกท่านรับไปปลูก ย่อมมีแต่ผลดี อีกทั้งทางเหนือต้องการฝ้ายเป็นจำนวนมาก มีเท่าไรก็รับซื้อทั้งหมด เหตุใดจึงยังต้องรีรอกันอีกเล่า?”แววตาของเจียงเหิงไหววูบเพียงเล็กน้อยด้วยความสงสัย แม้จะไม่เคยปลูกฝ้ายมาก่อนแต่เขาก็รู้จักมัน และรู้ด้วยว่ามีคนปลูกตั้งมากมาย แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันเป็นสินค้าที่มีคนต้องการมากจนถึงขั้นมีเท่าไรก็รับซื้อทั้งหมดแล้วเหตุใดจึงไม่มีผู้ใดยอมเอาเมล็ดพันธุ์ฝ้ายเหล่านี้ไปปลูกกันเล่า? ความสงสัยปรากฏอยู่บนใบหน้าของชายหนุ่มไม่นานนัก ก่อนที่เขาจะกลับมามีสีหน้าปกติแล้วหันไปกล่าวกับสองพ่อลูก“แม้ฝ้ายจะมิใช่ของกิน แต่หากมีคนรับซื้อรออยู่แล้ว อย่างน้อยชาวบ้านก็ยังมีความหวังว่าจะได้เงินไปซื้อเสบียงอาหารมาเก็บไว้กินได้นะขอรับ" เขากล่าวพลางพยายามยิ้มกลบความกังวลทันใดน
สามวันถัดมา ความวุ่นวายภายในหมู่บ้านเกาซานยามนี้ก็ยังไม่สงบลงเท่าใดนัก ลานกลางหมู่บ้านเต็มไปด้วยผู้คน ที่มารวมตัวกันเกือบทั้งหมู่บ้าน เสียงร่ำไห้ปนเสียงตัดพ้อดังระงมไปทั่ว เด็ก ๆ บางคนผอมแห้งเหี่ยว แม้จะมีน้ำดื่มมากพอ แต่ท้องกลับยังว่างเปล่า“หูซุนจ่าง..ตอนนี้พวกเรามีน้ำดื่มมากพอแล้ว แต่ไร้ซึ่งเมล็ดพันธุ์สักเม็ดจะหว่านลงดิน” ชายชราผู้หนึ่งก้าวออกมากล่าว ดวงตาลึกโบ๋เต็มไปด้วยความกังวล “ที่ผ่านมาพวกเราขุดกินทุกอย่าง ไม่เหลือเมล็ดพันธุ์ใดไว้เพาะปลูกอีกต่อไป หากไม่มีสิ่งใดให้เพาะปลูก อย่างไรเสียปีนี้ก็ต้องอดตายแน่นอน”หญิงคนหนึ่งอุ้มลูกน้อยไว้แนบอก น้ำเสียงสั่นเครือ “ข้ากับครอบครัวพร้อมจะทำงานหนัก แต่ในยามนี้ก็ไม่มีใครว่าจ้าง เราจะหาเงินไปซื้อเมล็ดพันธุ์ได้จากที่ใดกันเล่า… หากไม่ได้เมล็ดพันธุ์จากทางการ พวกเราก็ไร้ทางรอดแล้ว ท่านมีหนทางช่วยเหลือพวกเราหรือไม่เจ้าคะ”เสียงโอดครวญดังตามมาเป็นระลอก ไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่มที่เพิ่งเสียพ่อแม่ไปเพราะความอดอยาก หรือหญิงเฒ่าที่หอบหิ้วหลานกำพร้ามายืนเบียดเสียดรอความหวัง ทุกถ้อยคำล้วนแทงลึกลงในใจของหูซ่างซุนเขายืนนิ่งอยู่กลางวงสายตานับร้อย ความทุกข์ของ