Masukเจียงเหิงผลักประตูเข้ามาในเรือนเขาก็ได้เห็นท่านปู่กับท่านย่านั่งอยู่บนเสื่อรอเขาอยู่ก่อนแล้ว
กู้ชิงเหอแอบทอดสายตาไปยังคนทั้งสอง ท่านปู่เจียงเป็นชายชราร่างบาง ใบหน้าปรากฏรอยย่นลึกจากกาลเวลา แม้ในขณะนี้ดวงตาจะเปล่งประกายความโกรธอย่างชัดเจน ทว่าก็ยังแฝงไว้ด้วยเมตตาในแววตาคู่นั้น แตกต่างจากเจียงเหิงซึ่งมีคิ้วตาเรียวเฉียงขึ้นเล็กน้อย ทว่าดูดุดันแม้เพียงทำหน้านิ่งเฉย
ส่วนท่านย่าซึ่งนั่งอยู่เคียงข้าง แม้เวลาจะผ่านหลายปี กู้ชิงเหอก็ยังเห็นเค้าโครงความงามในร่องรอยแห่งวัยนั้น เจียงเหิงกับเจียงเหยียนคงได้ความงามนี้จากท่านย่าโดยแท้
ชายหนุ่มยังไม่ทันได้ทักทายผู้อาวุโส อาสะใภ้หลี่ซื่อที่หายไปเมื่อครู่ก็พาท่านอาเล็กเจียงซืออวี่เดินตามหลังเขามา ทั้งสองทรุดตัวลงนั่งล้อมโต๊ะเตี้ยตัวยาวที่ตั้งอยู่กลางเรือน
ดูเหมือนว่าข่าวที่เขารับตัวกู้ชิงเหอกลับมาคงจะมาถึงหูท่านปู่ท่านย่าแล้วสินะ ก็ดี..จะได้ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายให้มากความ เจียงเหิงยิ้มเย็นพลางนั่งลงตรงข้ามกับผู้อาวุโสทั้งสาม
ปู่เจียงตบฝ่ามือลงบนโต๊ะเสียงดัง ตะเบ็งเสียงด้วยความไม่พอใจ "อาเหิง! ข้าอยากถามเจ้า! เจ้าเอาเงินจากที่ใดไปซื้อตัวหญิงนั่นกลับมา!"
เจียงเหิงแค่นเสียงในลำคอทีหนึ่ง ถ้ามีอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ สมาชิกในเรือนก็พากันตื่นตัวทีเดียวนะ ไม่เหมือนช่วงเช้าก่อนที่เขาจะพาเจียงเหยียนเข้าเมืองกลับไม่มีผู้ใดสนใจจะถามสักคน
“เงินนั่น..เป็นเงินส่วนตัวของข้าเองขอรับ”
ท่านย่าที่นั่งอยู่ใกล้กันแค่นเสียง "เงินส่วนตัวหรือ? อย่างเจ้าจะมีปัญญาไปทำสิ่งใดได้ถึงขนาดมีเงินเป็นตำลึง? พูดให้มันจริงเถิด เจ้าแอบซุกซ่อนเงินของแม่เจ้าเอาไว้ใช่หรือไม่!”
เสียงกระแทกถ้วยชาของหลี่ซื่ออาสะใภ้ดังขึ้น
"ท่านพ่อ ท่านแม่! ข้าไม่อาจยอมได้หรอกนะเจ้าคะ! ในเรือนยังไม่มีข้าวจะหุง เจียงเหิงกลับไปซื้อตัวหญิงสาวมาเพิ่มอีกปากท้อง! ทุกวันนี้สามีข้ายังทำงานหนักไม่พออีกหรือไร?!”
เจียงซืออวี่ อาของเจียงเหิง ผู้เคยสุขสบายด้วยเงินจากมารดาของชายหนุ่มเมื่อหลายปีก่อนถอนหายใจเสียงดัง
“เงินของพี่สะใภ้ที่ทิ้งไว้กับย่าเจ้าเมื่อหลายปีก่อน หมดไปตั้งนานแล้วนะอาเหิง สองปีมานี่ที่เจ้ากินใช้อยู่ทุกวันก็ล้วนเป็นเงินที่ข้าหามาเลี้ยงดูทั้งสิ้น แต่เจ้ากลับซุกซ่อนเงินเอาไว้ซื้อหาความสำราญให้ตัวเอง น่าผิดหวังนัก!”
เจียงเหิงยิ้มเย็น เมื่อแปดปีก่อนหลังจากท่านพ่อเจียงไห่ของตนเสียชีวิตไปแล้ว ท่านแม่จึงพาเขากับน้องสาวกลับมาที่หมู่บ้านเกาซานเพื่อขอพึ่งบารมีท่านปู่ท่านย่า
แต่มารดาก็ไม่ได้มาตัวเปล่า นางมอบทรัพย์สินจำนวนมากให้ท่านย่าไว้เพื่อส่งเสียให้เขาได้ร่ำเรียนต่อ และเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเจียงเหยียนที่สูญเสียความทรงจำไปในวัยห้าขวบ ซึ่งภายหน้าน้องสาวอาจจะต้องใช้เงินในการรักษาตัวไม่น้อย
พอท่านแม่ออกเดินทางไปตามหาเถ้ากระดูกของบิดาเพื่อจะนำกลับมาฝังไว้ที่หมู่บ้านเกาซาน ท่านปู่ท่านย่าก็จัดการปรับปรุงเรือนครั้งใหญ่ให้สองพี่น้องได้กินอิ่มสุขสบาย ตัวเขาเองก็ยังมีโอกาสได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาเล็กๆ ในตำบลหลินซูอีกด้วย
แต่กับเจียงเหยียนท่านย่ากลับบ่ายเบี่ยงว่าโรคความจำเสื่อมไม่อาจรักษาได้ด้วยสมุนไพรหรือวิชาแพทย์ใดๆ และใช้เงินค่ารักษาตัวของเจียงเหยียนไปอุดหนุนครอบครัวบ้านรองของเจียงซืออวี่ผู้เป็นอาของตนแทน
“ท่านอาจะบอกว่าเงินของท่านแม่ข้าที่คนสกุลเจียงใช้จ่ายมาตลอดหกปีนั้นสู้เงินที่มาจากน้ำพักน้ำแรงท่านเพียงสองปีไม่ได้เลยใช่หรือไม่ขอรับ?” ชายหนุ่มปรายตามองเจียงซืออวี่ด้วยสายตาคมกริบ
เจียงซืออวี่ทำท่าฮีดฮัดไม่พอใจ แต่กลับไม่กล้าสวนคำ ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาจึงรู้สึกหวั่นเกรงหลานชายผู้นี้อยู่ไม่น้อย
“หากคิดบัญชีกันจริงๆ ข้าได้เรียนในสำนักศึกษาเพียงสามปี เหยียนเอ๋อร์ก็ไม่ได้รับการรักษาใดๆ หักค่าข้าวค่าน้ำแปดปีของเราสองคนหรือสร้างเรือนสกุลเจียงขึ้นมาใหม่ทั้งหลัง เงินที่ท่านแม่ให้ไว้ก็ยังใช้ไม่หมดอยู่ดี ท่านย่าสงสัยหรือไม่ว่าเงินมันหายไปทางไหนหมดขอรับ?”
ย่าเหยาผงะ ตลอดมาเจียงเหิงกับเจียงเหยียนไม่เคยปริปากบ่นว่าอะไรสักคำ วันนี้กลับมาแจงรายละเอียดถี่ยิบ!
“เจ้าจะไปรู้อะไร ข้าวของแพงขึ้นทุกปี แล้วหลังจากที่เจ้าสอบเป็นซิ่วไฉสำเร็จ เจ้าก็ไม่ได้คิดจะร่ำเรียนต่อเอง นี่เป็นความผิดของข้าหรือไร!”
เจียงเหิงแค่นยิ้ม ที่ตนไม่เรียนต่อในสำนักศึกษาก็เพราะความรู้ที่เขามีมันมากกว่าอาจารย์ทั่วทั้งตำบลหลินซูต่างหาก!
หรือต่อให้มีอาจารย์ท่านย่าจะยอมเจียดเงินให้เขาไปเรียนจริงหรือ?
ผู้เฒ่าเจียงเห็นว่าหากปล่อยให้หลานชายกับภรรยาถกเถียงกันไปเรื่อยอาจไม่เป็นผลดี เจียงเหิงรู้หนังสือและคิดเงินเป็น! หากเขาคิดบัญชีจริงๆ ย่อมรู้แน่ว่าเงินหายไปไม่น้อย
ชายชราตบโต๊ะแรงๆ อีกครั้ง
“ไร้สาระ! ข้าไม่ได้ถามเรื่องในอดีต ตอนนี้พวกเราไม่มีเงินกันแล้ว แต่เจ้ากลับเอาเงินไปซื้อตัวสตรีกลับมาอีกคน เรื่องนี้ต่างหากที่ข้าอยากรู้ว่าเจ้าจะจัดการอย่างไร แล้วตกลงเจ้าซ่อนเงินเอาไว้อีกเท่าใดกันแน่!”
“ขออภัยขอรับท่านปู่ เงินนั้นข้าสะสมไว้ทีละน้อย จากค่าใช้จ่ายที่ท่านย่ามอบให้ขณะไปเล่าเรียนในสำนักศึกษา บัดนี้ก็หมดแล้วขอรับ” เจียงเหิงปลดถุงเงินจากข้างเอวแล้วส่งให้ชายชรา
ท่านปู่รับถุงเงินไว้ แต่ย่าเหยาไม่รอช้า รีบเอื้อมมือมาแย่งถุงผ้าจากท่านปู่ ก่อนจะเปิดดูด้วยความตั้งใจ
ในถุงมีเหรียญอีแปะอยู่เพียงสามเหรียญเท่านั้น ย่าเหยากำมันไว้แน่นในมือ ก่อนจะยื่นถุงผ้าสีจางเปล่าๆ คืนให้หลานชาย
กู้ชิงเหอเลิกคิ้วสูง สามเหรียญอีแปะยังถูกย่าเหยาแย่งไปจากหลานชายอีก คนสกุลเจียงนี่ช่างทำให้นางได้เปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง!
หลี่ซื่อชะเง้อมองแม่สามีเก็บเหรียญสามเหรียญลงในกระเป๋าตนเองด้วยสายตาเต็มไปด้วยความอิจฉา หากนางรู้ว่าเจียงเหิงยังมีเงินติดตัวอยู่ ก็คงรีบถามไถ่เรื่องเงินกับเขาตั้งแต่ตอนที่พบกันหน้ารั้วไปแล้ว แต่ตอนนี้นางก็ได้แต่เสียดายที่ปล่อยโอกาสนั้นหลุดลอยไป
“เดี๋ยวข้าไปค้นดูในห้องของพวกเขาให้เองเจ้าค่ะท่านแม่สามี!” หลี่ซื่อลุกพรวดออกจากที่นั่งโดยไม่รอคำสั่งจากใคร ใบหน้าของนางฉายชัดถึงความตั้งใจและความเร่งรีบ นางเดินฉับ ๆ ไปยังห้องพักของสองพี่น้องด้วยความกระตือรือร้น เหมือนต้องการไขปริศนาให้กระจ่างโดยเร็ว
ในขณะที่บทสนทนากำลังออกรส เสียงตะโกนเจื้อยแจ้วของเด็กชายตัวน้อยก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาแต่ไกล“ใต้เท้าเฉินมาถึงแล้วขอรับ หูซุนจ่างให้ข้ามาตามพวกท่าน!” กู้ชิงฉีวิ่งหน้าตั้งหอบแฮกมาหยุดตรงหน้ากู้ชิงเหอ “ตอนนี้ขบวนเกวียนหยุดอยู่ที่หน้าเรือนหูซุนจ่างแล้ว ทุกคนกำลังรีบไปรวมตัวกันที่นั่นขอรับ!”“มาได้จังหวะพอดี!” กู้ชิงเหอตบมือเบาๆ ก่อนจะหันไปทางชาวบ้านที่มาช่วยรดน้ำต้นฝ้ายในแปลงของไห่เทา “ท่านอาทั้งหลาย เมล็ดพันธุ์ที่พวกเราเก็บไว้เองมีไม่มากนัก ยามนี้ทางการนำมาเติมให้แล้ว รีบไปรับมาลงดินให้เต็มพื้นที่เถิดเจ้าค่ะ”สิ้นคำของนาง ทุกคนก็ไม่รอช้า ต่างพากันกึ่งวิ่งกึ่งเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนของหัวหน้าหมู่บ้านด้วยความตื่นเต้น ราวกับว่าที่นั่นมีขุมทรัพย์รออยู่ก็ไม่ปานทว่าท่ามกลางกระแสการปลูกฝ้ายที่ร้อนแรง ชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ปลูกฝ้ายในคราแรกกลับไม่ได้มีสีหน้าหม่นหมองแต่อย่างใด เพราะพวกเขาก็มีวิธีการหาเงินเพิ่มโดยไม่ต้องอาศัยการปลูกฝ้ายเทียนจูเหมี่ยนแต่เพียงอย่างเดียว“ขายฝ้ายได้เงินดีก็จริง แต่แป้งอวี่หูของพวกเรายามนี้ก็มีคนมาดักรอซื้อถึงหน้าหมู่บ้านเชียวนะ!” หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยพลางยกตะก
เสียงฆ้องดังกังวานมาแต่ไกลจากปากทางเข้าหมู่บ้านเกาซาน พร้อมกับเสียงตะโกนแจ้งข่าวที่ทำให้หัวใจของคนทั้งหมู่บ้านเต้นรัว สวี่อี้หมิงในชุดอาภรณ์สะอาดตาเดินนำหน้าเจ้าหน้าที่จากทางการเข้ามาด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน“ประกาศข่าวดี! เจียงเหิง แห่งหมู่บ้านเกาซาน สอบติดจวี่เหรินอันดับหนึ่ง เป็นเจี่ยหยวนแห่งมณฑล!”สิ้นเสียงประกาศ ชาวบ้านที่เคยเรียกเขาว่าบัณฑิตตกอับ ต่างพากันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงโห่ร้องยินดีกันระงม ชื่อเสียงของหมู่บ้านเกาซานยามนี้ไม่ได้มีดีเพียงแค่ฝ้ายเทียนจูเหมี่ยน แต่กำลังจะมีว่าที่ขุนนางใหญ่ประดับแผ่นดิน!ผู้เฒ่าจางและย่าเหยาที่กำลังช่วยกู้ชิงเหอคัดเมล็ดพันธุ์ฝ้ายถึงกับปล่อยมือจากตะกร้า น้ำตาแห่งความปิติรื้นขึ้นมาจนเต็มเบ้า พวกเขาเดินออกไปรับหน้าเจ้าหน้าที่ด้วยตัวสั่นเทา ยามนี้ไม่มีใครกล้าดูถูกคนชราทั้งสองอีกต่อไป เพราะหลานชายของพวกเขาคือ ‘เจี่ยหยวน’ ผู้มีความรู้เหนือใครในมณฑลทว่าในขณะที่คนทั้งหมู่บ้านมาห้อมล้อมแสดงความยินดี เจียงซืออวี่และหลี่ซื่อกลับยืนหน้างอง้ำอยู่ท้ายแถว ความสำเร็จของเจียงเหิงเปรียบเสมือนตบหน้าพวก
ทุกคนนิ่งฟังและยอมรับในการตัดสินใจของชายหนุ่ม โดยตกลงตามแผนของกู้ชิงเหอว่า เมื่อเรือนเก่าของนางซ่อมแซมจนเข้าอยู่ได้ ท่านปู่และท่านย่าจะย้ายมาพำนักที่เรือนท้ายหมู่บ้านแห่งนี้ถาวรเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเจียงเหยียนกู้ชิงเหอเดินตามเจียงเหิงเข้าไปในห้องพักที่แลดูว่างเปล่าลงถนัดตา นางมองชายหนุ่มที่กำลังเก็บสัมภาระใส่ห่อผ้าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะยื่นเงินห้าตำลึงที่ได้มาจากการขายฝ้ายส่งให้เขา“ค่าอาหาร ค่าที่พักและตำราล้วนต้องใช้เงิน ท่านอย่าได้ประหยัดจนทำให้ตัวเองต้องลำบากเลยนะเจ้าคะ ทางนี้ไม่ขาดเงินแน่ หรือหากขาดข้าก็มีวิธีการมากมายที่จะหามาใหม่ ท่านอย่าได้กังวล”“ขอบใจเจ้ามาก... ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ หากมีเรื่องติดขัดอันใดให้ไปหาอาจารย์สวี่ แม้เขาจะทำตัวแปลกแยกและปากคอเราะร้ายไปบ้างเจ้าก็อย่าได้ถือสา เขาเป็นคนจิตใจดี ย่อมเป็นธุระเรื่องซื้อเสบียงและคุ้มครองพวกเจ้าได้”กู้ชิงเหอพยักหน้ารับคำสั่งเสียของเขาด้วยหัวใจที่หนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก นางมองใบหน้าคมสันที่ดูเคร่งเครียดกว่าปกติแล้วจึงเอ่ยย้ำเพื่อให้เขาคลายกังวล“เจียงเกอเกอ... ท่านไปเถิดเจ้าค่ะ มุ่งหน้าสู่เส้นทางของท่านให้เต็มที่ ส่วนทางนี้...
“หูซุนจ่างอยู่ตรงนี้ หากใครกล้าใช้กำลังก็เชิญไปสำนึกผิดที่ศาลาว่าการเมืองได้เลย” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเจียงเหิงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยคำขู่ที่ทำเอาคนบ้านใหญ่ทั้งสามคนถึงกับน้ำท่วมปาก ได้แต่หมอบคลานร้องไห้ปานจะขาดใจอยู่บนพื้นดินอย่างน่าสมเพช…หลังจากจัดการเรื่องทะเบียนสำมะโนครัวและเอกสารสิทธิ์ที่ดินกับหูซ่างซุนจนเสร็จสิ้น กู้ชิงเหอ กู้ชิงฉี และเจียงเหิง ก็พากันเดินกลับมายังเรือนท้ายหมู่บ้านท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่เริ่มอ่อนแสงลงความเงียบปกคลุมระหว่างทางเดิน มีเพียงเสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอของคนทั้งสาม กู้ชิงเหอรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะยามนี้นางมีทั้งที่ดินเป็นของตนเอง มีหนทางสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำอยู่ในมือหากในอนาคต เจียงเหิงยังคงเดินตามเส้นทางในนิยาย กลายเป็นขุนนางกังฉินผู้เหี้ยมโหดคนนั้น อย่างน้อยนางก็ยังมีรังให้ถอยกลับมาพักพิงและพึ่งพาตนเองได้ทว่าเมื่อนางเงยหน้าขึ้น มองไปยังแผ่นหลังที่เหยียดตรงและสง่างามของเจียงเหิงที่เดินนำอยู่เบื้องหน้า หัวใจที่เคยพองโตกลับวูบโหวงประหลาด เขายังคงนิ่งเงียบ ไม่เอ่ยปากถามหรือทัดทานแผนการย้ายออกของนางแม้แต่คำเดียว รัศมีรอบกายของบัณฑิตหน
เรือนสกุลกู้เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนที่นำโดยหูซ่างซุน เจียงเหิง และกู้ชิงเหอที่จูงมือน้องชาย เดินตรงไปยังเรือนของกู้ต้าซุน ชาวบ้านที่กำลังว่างเว้นจากการเก็บเกี่ยวต่างพากันเดินตามมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น จนลานหน้าบ้านสกุลกู้คึกคักขึ้นมาทันตาหวางชุ่นฮวาเดินออกมาจากเรือนด้วยสีหน้าบึ้งตึง ครั้นเห็นกู้ชิงเหอนำคนมามากมายก็นึกระแวง “พวกเจ้ามาทำไมกัน! รังแกคนบ้านใหญ่ยังไม่พอใจอีกรึ?”“ท่านป้าสะใภ้ ข้ามาเพื่อแจ้งให้ทราบว่า พี่ใหญ่กู้ชิงหวาย้ายกลับมาอยู่ในสำมะโนครัวหมู่บ้านเกาซานอย่างถูกต้องแล้ว และวันนี้... ข้ามาเพื่อทวงคืนที่ดินแปดหมู่และเรือนเดิมของท่านพ่อข้าคืน!”กู้ต้าซุนที่เดินตามหลังภรรยาออกมาถึงกับหน้าถอดสี “เจ้าพูดเรื่องอะไร! ที่ดินนั่นข้าดูแลมาตลอดหลายปีเพื่อรอให้ชิงฉีโต บัดนี้เขายังเป็นเด็ก จะจัดการทรัพย์สินได้อย่างไร?”“แม้ชิงฉีจะเพิ่งสิบขวบ แต่เขาก็สามารถมีผู้ปกครองที่ชอบธรรมดูแลทรัพย์สมบัติแทนได้ ไม่เชื่อท่านก็ถามเจียงซิ่วไฉดูสิ” กู้ชิงเหอเว้นจังหวะพลางปลายตามองลุงแท้ๆ ที่ยืนหน้าซีดเป็นไก่ต้ม“ในนิยาย... เอ้อ... ในอดีต ท่านอ้างความเมตตาเอาตัวพวกเรามาเลี้ยงดูแล้วยึดที่ดินไป แต่ควา
เจียงเหิงขยับตัวเล็กน้อย แสงตะเกียงสลัวขับเน้นใบหน้าที่สงบนิ่งของเขาให้ดูสุขุมยิ่งขึ้น เขามองกู้ชิงเหอที่เอาแต่ก้มหน้าอย่างเห็นใจ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังกู้ชิงหวา“พี่หญิงใหญ่ ท่านไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น”ประโยคสั้นๆ ทำเอาทุกคนเงยหน้าขึ้นมองเขาเป็นตาเดียว เจียงเหิงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง“เรือนหลังนี้อาจจะเล็ก แต่ก็พอมีที่ว่างให้ซุกหัวนอน ยามนี้ข้ากำลังจะขยายพื้นที่เลี้ยงไก่ที่เชิงเขา และชิงเหอก็ต้องจัดการเรื่องเมล็ดพันธุ์ฝ้ายรอบใหม่ นางต้องการคนช่วยงานที่ไว้ใจได้มากที่สุด ท่านเองก็เคยผ่านงานหนักในบ้านสามีมาแล้ว ย่อมมีความอดทนไม่แพ้ใคร”เขาหันไปสบตากับกู้ชิงเหอ แววตาแฝงความหมายว่าเขารับรู้ความกังวลของนางทั้งหมด “การมีแรงงานเพิ่มขึ้นในเรือนย่อมเป็นเรื่องดี เมื่อข้าไม่อยู่เจ้าจะได้มีคนช่วยงานในไร่นา ส่วนงานบ้านงานเรือนก็คงต้องรบกวนท่านปู่ท่านย่าเป็นธุระให้ด้วยขอรับ”คำกล่าวนี้ทำให้ผู้เฒ่าจางและย่าเหยาถึงกับตื้นตันจนขอบตาร้อนผ่าว มือที่เหี่ยวย่นของย่าเหยากุมชายเสื้อไว้แน่น นางดีใจจนพูดไม่ออกที่หลานชายมอบหมายหน้าที่สำคัญให้เช่นนี้ นั่นหมายความว่าเจียงเหิงไม่ได้คิดจะขับไล่พวกเขาให้กลับไปเผ
“ไม่ใช่ความผิดของท่านขอรับ… ตอนนี้ท่านก็ได้พบพวกเราแล้ว ท่านพ่อ ท่านแม่คงจะดีใจนัก” เจียงเหิงพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น“ข้าไม่ใช่คู่ต่อกรของศัตรูเหล่านั้น ในสภาพอย่างวันนี้” สวี่อี้หมิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความขมขื่นคล้ายคำสารภาพของคนที่ต่อสู้มานาน“เจ้าต้องสอบเป็นขุนนางให้ได้! อำน
อีกด้าน เกวียนไม้ที่บรรทุกตัวอย่างดอกฝ้ายสีขาวสะอาดกล่องหนึ่งแล่นออกจากหมู่บ้านเกาซานไปตามถนนลูกรังเจียงเหิงนั่งบังคับเกวียนอยู่ด้านหน้า ส่วนสวี่อี้หมิงนั่งข้าง ๆ ถือสมุดบัญชีและห่อเอกสารที่หูซุนจ่างจัดเตรียมให้สำหรับยื่นรายงานต่อทางการ“กังวลหรือ?” สวี่อี้หมิงถามยิ้มๆ“ข้ากำลังคิดถึงเรื่องราคาของ
หลี่ซื่อย่นคิ้วเข้าหากัน ริมฝีปากบิดเบี้ยวด้วยโทสะ “เจ้ามันเด็กอกตัญญู! ไม่เห็นหัวผู้อาวุโส! วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียบ้าง!” นางกระแทกเท้าเข้ามาทว่าเพียงเหลือบไปเห็นว่าหวางซื่อยังยืนเฉยไม่ได้เข้าร่วมด้วย นางก็ชะงักฝีเท้า แล้วหันไปดันแผ่นหลังสามี “ท่านพี่! หลานชายท่านคนนี้กำเริบเส
เช้าวันใหม่ กู้ชิงเหอรีบตื่นขึ้นมาก่อนฟ้าสาง ตั้งใจทำอาหารเช้าให้เร็วกว่าทุกวันนางทำน้ำแกงปลาใส่ผักแว่นป่า กับนึ่งอวี่หูผสมข้าวฟ่างกินแทนข้าว พอทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยนางก็ดับฟืน แล้วหันไปคว้าจอบค่อยๆ ย่องออกจากเรือนไปเงียบๆ เพียงลำพังวันนี้นางมีเป้าหมาย ต้องไปถึงแอ่งน้ำท้ายหมู่บ้านให้เร็วที่สุด!!







