INICIAR SESIÓNอ๋องตูชานเฟิงสบถใส่ข้าว่าเป็นชายาอัปลักษณ์ ขับไล่ข้า ฮองเฮาและองค์ชายน้อยออกจากวังแล้วอยู่เคียงข้างฮ่องเต้ทรราช ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า บังคับจัดแจงทุกอย่าง ข้าชังน้ำหน้าเขานัก
Ver más๑
เพราะข้าไม่งามพอเปลี่ยนใจเขาหรือไม่
แคว้นต้าชานสูญเสียฮ่องเต้ตูชานโถวในวัย ๓๕ ชันษา องค์รัชทายาทตูชานหลินผู้เป็นพระโอรสเตรียมเพียงองค์เดียวเตรียมเถลิงราชย์
ทว่าถูกเสด็จอาตูชานเหอแย่งชิงราชบัลลังก์ สถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ ขับไล่องค์รัชทายาทตูชานหลินและเย่ฮองเฮาออกจากเมืองหลวง
อัครมหาเสนาบดีผู้เป็นตาย่อมคัดค้าน นำขุนนางประท้วง ผลคือถูกฮ่องเต้ทรราชคุมขัง แม้แต่บุตรชายบุญธรรมก็ไม่เว้น ตอนนี้เขาเหลือบุตรสาวเพียงคนเดียวที่ยังคงมีอิสระ ยามนี้นางกำลังคุกเข่าขอร้องพระสวามีให้ช่วยเหลือบิดาและพี่สาวอยู่หน้าห้องหนังสือ
ทว่าผ่านมาสองชั่วยามแล้ว พระสวามีของนางก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหวจนเข่าเริ่มแบกรับน้ำหนักเอาไว้ไม่ไหว หลุดเสียงร้องในลำคอ
“ฮือ…”
สองมือเรียววางลงกับพื้น ก้มหน้าลงปล่อยให้น้ำตาไหลอาบใบหน้า
“พระชายา วันนี้พอเท่านี้เถิดเพคะ หากท่านอ๋องทรงคิดช่วยเหลือพระองค์ทรงทำมานานแล้ว ไม่ปล่อยให้พระชายาคุกเข่าอยู่ตรงนี้”
เจียวเจียวนางกำนัลคนสนิทที่คุกเข่าอยู่ด้านหลังเอ่ยเสียงเบา นางคือคนที่รับรู้ความเจ็บปวดของคุณหนูได้เด่นชัดที่สุด ในใจคิด…
โถ่คุณหนูของข้า ตัวข้าเพียงเท่านี้ยังเจ็บเข่า ไม่ต้องพูดถึงคุณหนูที่มีน้ำมีนวลเช่นนี้
เย่หยูเหวินไม่นับเป็นสตรีร่างอวบอ้วน
แต่เมื่อเทียบกับสตรีสูงศักดิ์และนางกำนัลทั่วไปแล้วนับว่าเป็นสตรีมีน้ำมีนวล ในสายตาเจียวเจียวพระชายาของนางงดงาม น่ารัก
ทว่าคำติดปากที่พระสวามีของนางพูดประจำคือ ‘สตรีอัปลักษณ์’
“...เลิกคุกเข่ากดดันได้แล้ว สตรีอัปลักษณ์!”
ประตูหน้าห้องหนังสือเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของอ๋องตูชานเฟิง ทุกครั้งที่เย่หยูเหวินได้ยิน นางจะทำหน้าโมโหใส่เขาและประชดด้วยการกินเพิ่ม
“ท่านอ๋อง…”
เย่หยูเหวินคลานเข้าไปหาพระสวามี วันนี้นอกจากนางจะไม่แสดงสีหน้าโมโหใส่แล้วยังฝืนความเจ็บของหัวเข่า คลานเข้าไปหา ขอร้องให้อ๋องหนุ่มช่วยเหลือตระกูลเย่
“ท่านอ๋องเพคะ ได้โปรดช่วยเหลือท่านพ่อและพี่หญิงของหม่อมฉันเถิดเพคะ ไหนจะองค์รัชทายาทกับน้องบุญธรรมอีก ได้โปรด…”
มือเรียวกระตุกเสื้อตัวนอกสีดำลายมังกรเบา ๆ ชายหนุ่มนอกจากจะไม่ชายตามองหญิงสาวแล้ว ยังสะบัดชุดออกจากมือของนางจนร่างนิ่มหน้าคว่ำ
“พระชายา!”
เจียวเจียวรีบเข้าไปพยุง น้ำตาคลอเสียใจแทนเจ้านายเพราะเดาคำตอบได้จากท่าทางตูชานเฟิงแล้ว
“เลิกทำอันใดที่ไร้ประโยชน์เสีย เปิ่นหวางช่วยบิดาเจ้าไม่ได้ยิ่งช่วยฮองเฮาไม่ได้”
“เหตุใดจะช่วยไม่ได้เพคะ พระองค์เป็นอนุชาทรราชนั่น แม้จะมิใช่พี่น้องร่วมอุทรแต่ก็ยังมีความสนิทชิดเชื้อ”
ตูชานเฟิงขบกราม เสียงเข้มกดต่ำ
“หากยังอยากมีฟันไว้เคี้ยวข้าวจงระวังคำพูด คนตระกูลเย่มีเพียงเจ้าที่ยังอยู่สุขสบาย หากมิใช่เพราะเปิ่นหวาง สตรีอัปลักษณ์เช่นเจ้าจะยังมีโอกาสได้มาปากเก่งอยู่ตรงนี้หรือ”
เย่หยูเหวินน้ำตาหยดแหมะ ๆ
ตูชานเฟิงตวัดสายตาไปทางอื่นไม่มองใบหน้าเนียนหญิงสาวปาดน้ำตา ในเมื่อน้ำตาของนางไม่อาจทำให้เขาเปลี่ยนใจได้ก็ไม่ขอเสียน้ำตาต่อหน้าเขาอีก
“เช่นนั้นท่านอ๋องก็เลือกเอาเพคะ อยากให้หม่อมฉันไปติดคุกกับท่านพ่อหรือส่งหม่อมฉันไปกับพี่หญิง”
ตัวเลือกของนางทำใบหน้าหล่อเหลาเรียวยาวหันขวับมามอง ดวงตาคล้ายมีไฟลุกอยู่ในนั้น
“คิดก่อนพูดหรือไม่!”
“หม่อมฉันคิดดีแล้วเพคะ หากท่านอ๋องไม่ช่วยท่านพ่อ หม่อมฉันก็ไม่คิดอยู่ที่จวนนี้ต่อ ทุกคนตกระกำลำบาก หม่อมฉันช่วยทุกคนไม่ได้ไม่พอยังจะกล้าเสพสุขอยู่คนเดียวได้อย่างไร!”
“สตรีอัปลักษณ์ รู้ว่าตนอยู่สุขสบายยังไม่คิดขอบคุณเปิ่นหวาง สตรีแต่งออกแล้วคือสมบัติของสามี แม้เจ้าจะอัปลักษณ์แต่ก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสตรีของตูชานเฟิง!”
เย่หยูเหวินน้ำตาไหลอีกครั้ง…
สตรีของท่านอันใดกัน เข้าหอยังไม่เคยเลย
“ในเมื่อเป็นสตรีของท่านอ๋องแล้วช่วยอันใดครอบครัวไม่ได้ หม่อมฉันก็ไม่อยากเป็นแล้วเพคะ”
“คิดว่าเจ้ามีอำนาจต่อรองหรือ หากไม่อยากสุขสบายแล้วก็ได้…เปิ่นหวางจะส่งเจ้าไปอยู่กับฮองเฮา!”
ส่งไปอยู่กับพี่หญิง! ความหมายว่าเขาจะไม่ช่วยท่านพ่อกับเหว่ยเหวิน ข้าก็แค่ขู่ไปเท่านั้น บุรุษขี้ขลาดไร้น้ำใจ
เย่หยูเหวินมองเขาด้วยสีหน้าหลากอารมณ์ตามความคิด ตูชานเฟิงคิ้วกระตุกเพราะจับอารมณ์นางได้
“เป็นเจ้าเสนอเองมิใช่หรือ เปิ่นหวางจัดให้เจ้าตามคำขอ มิใช่ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า”
ข้าก็แค่ลองใจ ใครจะคิดว่าท่านจะใจเด็ดส่งข้าไปตกระกำลำบากจริง ๆ เป็นท่านเลือกวิธีนี้ให้ข้า ยังมิเรียกข่มเขาโคขืนให้กินหญ้าอีกหรือ
“ท่านอ๋องไม่เข้าใจสตรีเลยสักนิด เพราะหม่อมฉันไม่งามพอจะโน้มน้าวใจพระองค์ได้ใช่หรือไม่ ถึงไม่ใจอ่อนต่อการร้องขอของหม่อมฉัน”
ตูชานเฟิงที่ตอนแรกขมวดคิ้วใส่หญิงสาวเปลี่ยนมายิ้มเยาะ “อ้อ น้อยเนื้อต่ำใจในรูปลักษณ์ตนนั่นเอง ถามใจดูว่าแท้จริงแล้วเจ้าอยากช่วยเหลือครอบครัวหรือเรียกร้องความสนใจจากเปิ่นหวาง”
คำพูดนี้ทลายความเปราะบางในจิตใจหญิงสาว ใบหน้าแดงก่ำเต็มไปด้วยความโกรธ
“ทรงดูถูกจิตใจหม่อมฉันเกินไปแล้วเพคะ ตีค่าความห่วงใยครอบครัวของหม่อมฉันราคาถูกเพียงนี้”
“…”
“ลืมไป ท่านอ๋องรักแต่ตัวเองจะห่วงใยและเข้าใจความรู้สึกของหม่อมฉันได้อย่างไร”
ตูชานเฟิงขบกราม ยื่นมือไปบีบปลายคางหญิงสาวจนริมฝีปากสีหวานเผยอออก
“เจ้าก็กำลังตีค่าเปิ่นหวางอยู่เช่นกัน เตรียมตัวเองให้ดี เปิ่นหวางจะให้คนไปส่งเจ้าวันนี้ สำนึกและเจียมตัวเองได้เมื่อไร กราบเปิ่นหวางเต็มพิธีการสามครั้ง แล้วเปิ่นหวางจะพิจารณาดูว่าควรรับเจ้ากลับเมืองหลวงหรือไม่!”
เย่หยูเหวินหลุดเสียงร้อง “อะ!” เมื่อชายหนุ่มสบัดมือออกจากปลายคาง
ร่างสูงหมุนตัวเดินจากไปพร้อมหลางหลางที่มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เย่หยูเหวินมองตามชายหนุ่มทั้งสองที่เดินลงจากเรือนใหญ่ไปจนกระทั่งลับสายตา
“หวังพึ่งเขา…หึ! เห็นทีข้าจะหวังมากเกินไป”
“พระชายาจะยอมให้ถูกส่งตัวไปชนบทตามฮองเฮาหรือเพคะ ยามนี้ไม่มีที่ใดปลอดภัยอีกแล้ว ผลัดเปลี่ยนราชบัลลังก์ แผ่นดินไม่สงบ เส้นทางที่รออยู่ด้านหน้าจะเต็มไปด้วยขวากหนามมากมายเท่าใดก็สุดจะรู้”
“แล้วเจ้าจะให้ข้าเลือกอยู่ที่จวนอ๋อง เพิกเฉยความเป็นอยู่ของท่านพ่อกับพี่หญิงหรือ”
เจียวเจียวเข้าใจความรู้สึกของเจ้านาย
“แต่การที่เราไปจากจวนอ๋องไม่อาจเปลี่ยนความคิดท่านอ๋องได้เพคะ อยู่ให้เห็นหน้าก็ยังใกล้ใจแต่ห่างกันไกลแล้วใจห่าง หากวันนั้นท่านอ๋องรับสตรีอื่นเข้าจวนขึ้นมา พระชายาจะถูกทอดทิ้งโดยสมบูรณ์เพคะ”
เจียวเจียวไม่ได้กลัวความลำบากแต่อยากพูดถึงกรณีที่ร้ายแรงที่สุดให้เจ้านายได้รับรู้
เดิมเย่หยูเหวินมิใช่คนเขลา แต่สถานการณ์ครอบครัวในตอนนี้บั่นทอนจิตใจ นางยังหาทางดิ้นรนต่อไปได้ก็ถือว่าเก่งมากสำหรับเด็กสาวอายุ ๑๘ หนาวที่ถูกบิดาเลี้ยงดูเหมือนไข่มุกในเปลือกหอย
“ข้ารู้ ท่านพ่อคือด่านที่พิชิตยากที่สุด ตระกูลเราถูกจับขังคุกหมดแล้ว ข้าไม่มีกำลังที่จะทะลายคุกได้ เหลือเพียงทางพี่หญิงและองค์รัชทายาทที่เรายังไปอยู่เคียงข้างพวกเขาได้ ข้ายอมถูกเขาทอดทิ้งดีกว่าต้องเป็นฝ่ายทอดทิ้งพี่หญิง”
“พระชายาจะไม่ระทมแน่นะเพคะ เมื่อครู่กรรแสงตอนที่ท่านอ๋องทรง…” เจียวเจียวไม่พูดต่อแต่เย่หยูเหวินเดาได้ว่าหมายถึงตอนที่ตูชานเฟิงออกปากขับไล่นาง
“อย่างไรพระองค์ก็คือบุรุษที่ข้ามอบใจให้ตั้งแต่ยังไม่อภิเษก ข้าจะไม่เสียใจได้อย่างไร”
“พระชายา…”
เย่หยูเหวินปาดน้ำตาสูดจมูก “เรียกข้าว่าคุณหนู ข้าไม่อยากเป็นชายาอ๋องขลาด ไร้น้ำใจไมตรี!”
๒๒บทส่งท้ายเสนาบดีหลิวที่ก่อนหน้านี้ยังเป็นขุนนางที่มีคนนับหน้าถือตาไม่ยิ่งหย่อนไปว่าอัครมหาเสนาบดี ยามนี้ถูกตัดสินให้เป็นผู้หมิ่นเบื้องสูง สอบสวนเพิ่มเติมและลงอาญาแต่เนื่องจากเขาคือนักโทษที่เจ้าแผ่นดินหมายตาเอาไว้ ผู้คุมขังผู้สอบสวนไม่คิดผ่อนปรน ใช้วิธีทรมานเฆี่ยนไม่ยั้งจนกว่าจะรับคำสารภาพตอนแรกเสนาบดีหลิวย่อมไม่รับสารภาพ จนกระทั่งฮ่องเต้มีรับสั่งให้ใช้วิธีของกองทัพยามเค้นไส้ศึก เอาเหล็กร้อนจี้ที่จุดกึ่งกลางกายชายหนุ่ม หลิวยี่ฉิงถึงได้ยอมรับสารภาพ โทษตัดสินประหารชีวิตกลางเมืองส่วนหลิวกุ้ยเฟยที่ไม่มีโอกาสได้ถวายตัวเลยสักครั้งถูกเนรเทศเป็นสามัญชนแนวชายแดนเรื่องราวของตระกูลหลิวเป็นที่พูดถึงทั่วทั้งแคว้น แม้แต่ในวังหลวงก็ยังพูดเรื่องของเสนาบดีหลิวอยู่ เช่นยามนี้กำลังเป็นหัวข้อสนทนาระหว่างไทฮองไทเฮาและไทเฮา“สตรีตระกูลเย่วาสนาสูงส่งนัก ฝ่าบาทยอมลงโทษขุนนางใหญ่เพียงเพราะเขาจ้างวานนักฆ่าไปปลิดชีพนาง ชาวเมืองลือกันทั่ว ฝ่าบาทมั่นในรัก ทรงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้หญิงงามมาครอบครอง”คำพูดยืดยาวของไทฮองไทเฮามีเพียงจุดเดียวเท่านั้นที่ไม่ถูกพระทัยไทเฮา“พี่หญิงกล่าวว่าเพียงจ้างวานหรือ”ไทฮองไทเ
๒๑ชัยชนะมอบแด่เจ้าการศึกชายแดนกินเวลาราวสองเดือนก็จบลง ฮ่องเต้ตูชานโถวสามารถพาทหารเรือนแสนกำชัย ชูธงแคว้นต้าชานโบกสะบัดลมพัดพลิ้ว กลับเมืองหลวงโดยเสียเลือดเนื้อไม่มากกองทัพหลวงจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงวันนี้ ถูชานเฟิงตื่นเต้น สองเดือนที่ผ่านมาเขาได้รับข่าวสารผ่านสายข่าว ดูการสู้รบผ่านการบรรยายทางตัวอักษรจึงเฝ้ารอที่จะได้ฟังการถ่ายทอดเรื่องราวการศึกแล้ว “หยูเหวิน” “…”“หยูเหวินตื่น เช้าแล้ว วันนี้เราต้องไปรับเสด็จ จำมิได้หรือ” ตูชานเฟิงกระซิบข้างหูพระชายาเสียงแหบพร่า สูดกลิ่นตรงซอกคอหอมกรุ่นแล้วคลอเคลียนางการกระทำนี้เป็นไปเพื่อ ‘ปลุก’ แต่หากเช้านี้ได้มากกว่านั้น เขาจะถือว่าเป็นกำไร!“...ท่านอ๋อง หม่อมฉันบอกพระองค์แล้วว่าไม่ต้อง ๆ เมื่อคืนก็ยังเคี่ยวกรำหม่อมฉันทั้งคืน เหนื่อยสายตัวแทบขาดอย่าพูดถึงเดินเหินเลยเพคะ แค่ลุกขึ้นนั่งจากเตียงยังยาก”เย่หยูเหวินอยากร้องไห้ ยิ่งตอนที่ผิวหนังสัมผัสได้ถึงจมูกโด่ง ลมหายใจอุ่นร้อน สัญญาณเริ่มการโหมกายลงร่างกายนาง ร้องไห้ไปแต่ก็ต้องตอบสนองมีอยู่จริง เมื่อคืนเป็นหนึ่งในคืนที่นางมอบกายถวายเขา ร่างกายที่เคยเป็นของนางคนเดียว…มิใช่อีกแล้ว!“เช่นนั้นนอ
๒๐เปิ่นกงกลับมาแล้ว ขบวนเดินทางรับเสด็จฮองเฮาและองค์รัชทายาทเข้าสู่เมืองหลวง มีชาวเมืองจำนวนมากมาต้อนรับ ไม่เหมือนครั้งที่ออกจากเมืองหลวง สิ่งที่ทำให้เย่หยูเหวินและเย่เฉิงมี่ดีใจที่สุดคือการเห็นบิดาและน้องชายบุญธรรมมารอรับหน้าประตูเมืองโดยที่ร่างกายไม่มีจุดใดบุบสลาย “ท่านพ่อ…” เย่หยูเหวินขอลงจากรถม้าต่างจากเย่เฉิงมี่ที่เปิดหน้าต่างรถม้าออกเล็กน้อย ดูให้แน่ใจว่าบิดาไม่ได้รับอันตรายใด “คำนับพระชายา” เย่หยูเหวินรีบดึงเย่หวงซู่ ไม่ให้เขาทำความเคารพตน แม้จะทราบว่าบิดามิใช่คนซื่อมือสะอาด แต่ที่ผ่านมาเขาปฏิบัติต่อนางอย่างดีมาตลอด “ไม่ต้องเจ้าค่ะท่านพ่อ” ตูชานเฟิงลงจากม้าเดินเข้ามาคารวะพ่อตา เย่หวงซู่ผงกศีรษะคารวะตอบทั้งยังโค้งต่ำกว่าเขยสูงศักดิ์ “คำนับท่านอ๋อง” “หลายวันมานี้ท่านพ่อตาลำบากแล้ว” “มิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเข้าใจเรื่องนี้ดี ฝ่าบาททรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ไม่เพียงคืนตำแหน่งให้กระหม่อมเท่านั้นแต่ยังส่งคนไปเชิญเสด็จฮองเฮาและองค์รัชทายาทหวนคืนสู่วังหลวง ทรงพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น”
๑๙เวลาพักผ่อนหมดลงแล้วสถานการณ์ทางหมู่บ้านซ่งชู่กลับสู่สภาพปรกติ ชาวบ้านช่วยกันดับไฟส่วนที่เสียหายเตรียมซ่อมวันพรุ่งนี้ เรือนใครเสียหายมากนอนเรือนเพื่อนบ้านมือสังหารที่สิ้นชีพในหมู่บ้านถูกลากไปเผารวมกันอยู่ที่เนินเตี้ย ไม่ฝังเอาไว้ให้รกพื้นที่ทำกิน“ดีที่ดับไฟกันได้ทุกหลัง ดีที่สุดคือไม่มีใครเป็นอันใด มิเช่นนั้นพี่ได้รู้สึกผิดไปชั่วชีวิตแน่”เย่เฉิงมี่เอ่ยในยามที่ฟังคำรายงานจากองครักษ์ทั้งหลายแล้ว ไม่ต้องรอการสอบสวนนางก็ทราบว่ามือสังหารพุ่งมาที่ใคร ที่ผ่านมาหมู่บ้านซ่งชู่สงบเงียบ นางเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าควรอยู่ที่นี่ต่อหรือไปจากที่นี่ คืนความสงบสุขให้กับทุกคน“พี่หญิง สีหน้าพี่หญิงดูไม่ดีเลยเจ้าค่ะ”“พี่แค่…รู้สึกผิดกับทุกคน หรือว่าพวกเราควรไปจากที่นี่ ยอมแพ้เสีย” ปลายเสียงเย่เฉิงมี่แผ่วเบาเพราะการที่นางเอ่ยคำนี้ออกมาไม่ต่างอันใดกับการตอบตกลงกลับเมืองหลวงแล้วรับตำแหน่งฮองเฮาอีกครั้ง“พี่หญิง…”เย่หยูเหวินไม่รู้ว่าตนจะปลอบพี่สาวอย่างไรนอกจากยื่นมือไปบีบมือบาง ให้กำลังใจกันและกันในยามยากลำบาก“พี่ไม่เป็นไร” เย่เฉิงมี่บีบมือน้องสาวตอบตูชานเฟิงเห็นเย่เฉิงมี่เริ่มให้ความสนใจรอบน





