로그인เธอแค่บังเอิญได้อ่านนิยายเรื่องหนึ่ง แล้วไม่ทันได้อ่านตอนจบ ก็กลายเป็นศพเสียก่อน! เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกที กลับพบว่าตัวเองอยู่ในร่างของตัวประกอบที่มีชื่อแซ่เดียวกับตนเอง ที่มีหน้าที่แค่ ทนทุกข์ ลำบาก แล้วก็ตายเท่านั้น!! ที่เลวร้ายยิ่งกว่า คือคนที่ช่วยเธอไว้ในวันนี้ คือ ‘กังฉินเลือดเย็น’ ที่ในอีกไม่กี่บทข้างหน้าจะเป็นคนสังหารเธอเอง! ไม่มีทางกลับร่างเดิม ไม่มีโอกาสได้อ่านตอนจบ ถ้าอยากรอด เธอต้องเขียนตอนจบใหม่ด้วยสองมือตัวเอง — แม้ต้องล่อลวงหัวใจของคนอันตรายที่สุดในเรื่องนี้ก็ตาม!
더 보기ในขณะที่บทสนทนากำลังออกรส เสียงตะโกนเจื้อยแจ้วของเด็กชายตัวน้อยก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาแต่ไกล“ใต้เท้าเฉินมาถึงแล้วขอรับ หูซุนจ่างให้ข้ามาตามพวกท่าน!” กู้ชิงฉีวิ่งหน้าตั้งหอบแฮกมาหยุดตรงหน้ากู้ชิงเหอ “ตอนนี้ขบวนเกวียนหยุดอยู่ที่หน้าเรือนหูซุนจ่างแล้ว ทุกคนกำลังรีบไปรวมตัวกันที่นั่นขอรับ!”“มาได้จังหวะพอดี!” กู้ชิงเหอตบมือเบาๆ ก่อนจะหันไปทางชาวบ้านที่มาช่วยรดน้ำต้นฝ้ายในแปลงของไห่เทา “ท่านอาทั้งหลาย เมล็ดพันธุ์ที่พวกเราเก็บไว้เองมีไม่มากนัก ยามนี้ทางการนำมาเติมให้แล้ว รีบไปรับมาลงดินให้เต็มพื้นที่เถิดเจ้าค่ะ”สิ้นคำของนาง ทุกคนก็ไม่รอช้า ต่างพากันกึ่งวิ่งกึ่งเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนของหัวหน้าหมู่บ้านด้วยความตื่นเต้น ราวกับว่าที่นั่นมีขุมทรัพย์รออยู่ก็ไม่ปานทว่าท่ามกลางกระแสการปลูกฝ้ายที่ร้อนแรง ชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ปลูกฝ้ายในคราแรกกลับไม่ได้มีสีหน้าหม่นหมองแต่อย่างใด เพราะพวกเขาก็มีวิธีการหาเงินเพิ่มโดยไม่ต้องอาศัยการปลูกฝ้ายเทียนจูเหมี่ยนแต่เพียงอย่างเดียว“ขายฝ้ายได้เงินดีก็จริง แต่แป้งอวี่หูของพวกเรายามนี้ก็มีคนมาดักรอซื้อถึงหน้าหมู่บ้านเชียวนะ!” หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยพลางยกตะก
เสียงฆ้องดังกังวานมาแต่ไกลจากปากทางเข้าหมู่บ้านเกาซาน พร้อมกับเสียงตะโกนแจ้งข่าวที่ทำให้หัวใจของคนทั้งหมู่บ้านเต้นรัว สวี่อี้หมิงในชุดอาภรณ์สะอาดตาเดินนำหน้าเจ้าหน้าที่จากทางการเข้ามาด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน“ประกาศข่าวดี! เจียงเหิง แห่งหมู่บ้านเกาซาน สอบติดจวี่เหรินอันดับหนึ่ง เป็นเจี่ยหยวนแห่งมณฑล!”สิ้นเสียงประกาศ ชาวบ้านที่เคยเรียกเขาว่าบัณฑิตตกอับ ต่างพากันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงโห่ร้องยินดีกันระงม ชื่อเสียงของหมู่บ้านเกาซานยามนี้ไม่ได้มีดีเพียงแค่ฝ้ายเทียนจูเหมี่ยน แต่กำลังจะมีว่าที่ขุนนางใหญ่ประดับแผ่นดิน!ผู้เฒ่าจางและย่าเหยาที่กำลังช่วยกู้ชิงเหอคัดเมล็ดพันธุ์ฝ้ายถึงกับปล่อยมือจากตะกร้า น้ำตาแห่งความปิติรื้นขึ้นมาจนเต็มเบ้า พวกเขาเดินออกไปรับหน้าเจ้าหน้าที่ด้วยตัวสั่นเทา ยามนี้ไม่มีใครกล้าดูถูกคนชราทั้งสองอีกต่อไป เพราะหลานชายของพวกเขาคือ ‘เจี่ยหยวน’ ผู้มีความรู้เหนือใครในมณฑลทว่าในขณะที่คนทั้งหมู่บ้านมาห้อมล้อมแสดงความยินดี เจียงซืออวี่และหลี่ซื่อกลับยืนหน้างอง้ำอยู่ท้ายแถว ความสำเร็จของเจียงเหิงเปรียบเสมือนตบหน้าพวก
ทุกคนนิ่งฟังและยอมรับในการตัดสินใจของชายหนุ่ม โดยตกลงตามแผนของกู้ชิงเหอว่า เมื่อเรือนเก่าของนางซ่อมแซมจนเข้าอยู่ได้ ท่านปู่และท่านย่าจะย้ายมาพำนักที่เรือนท้ายหมู่บ้านแห่งนี้ถาวรเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเจียงเหยียนกู้ชิงเหอเดินตามเจียงเหิงเข้าไปในห้องพักที่แลดูว่างเปล่าลงถนัดตา นางมองชายหนุ่มที่กำลังเก็บสัมภาระใส่ห่อผ้าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะยื่นเงินห้าตำลึงที่ได้มาจากการขายฝ้ายส่งให้เขา“ค่าอาหาร ค่าที่พักและตำราล้วนต้องใช้เงิน ท่านอย่าได้ประหยัดจนทำให้ตัวเองต้องลำบากเลยนะเจ้าคะ ทางนี้ไม่ขาดเงินแน่ หรือหากขาดข้าก็มีวิธีการมากมายที่จะหามาใหม่ ท่านอย่าได้กังวล”“ขอบใจเจ้ามาก... ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ หากมีเรื่องติดขัดอันใดให้ไปหาอาจารย์สวี่ แม้เขาจะทำตัวแปลกแยกและปากคอเราะร้ายไปบ้างเจ้าก็อย่าได้ถือสา เขาเป็นคนจิตใจดี ย่อมเป็นธุระเรื่องซื้อเสบียงและคุ้มครองพวกเจ้าได้”กู้ชิงเหอพยักหน้ารับคำสั่งเสียของเขาด้วยหัวใจที่หนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก นางมองใบหน้าคมสันที่ดูเคร่งเครียดกว่าปกติแล้วจึงเอ่ยย้ำเพื่อให้เขาคลายกังวล“เจียงเกอเกอ... ท่านไปเถิดเจ้าค่ะ มุ่งหน้าสู่เส้นทางของท่านให้เต็มที่ ส่วนทางนี้...
“หูซุนจ่างอยู่ตรงนี้ หากใครกล้าใช้กำลังก็เชิญไปสำนึกผิดที่ศาลาว่าการเมืองได้เลย” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเจียงเหิงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยคำขู่ที่ทำเอาคนบ้านใหญ่ทั้งสามคนถึงกับน้ำท่วมปาก ได้แต่หมอบคลานร้องไห้ปานจะขาดใจอยู่บนพื้นดินอย่างน่าสมเพช…หลังจากจัดการเรื่องทะเบียนสำมะโนครัวและเอกสารสิทธิ์ที่ดินกับหูซ่างซุนจนเสร็จสิ้น กู้ชิงเหอ กู้ชิงฉี และเจียงเหิง ก็พากันเดินกลับมายังเรือนท้ายหมู่บ้านท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่เริ่มอ่อนแสงลงความเงียบปกคลุมระหว่างทางเดิน มีเพียงเสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอของคนทั้งสาม กู้ชิงเหอรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะยามนี้นางมีทั้งที่ดินเป็นของตนเอง มีหนทางสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำอยู่ในมือหากในอนาคต เจียงเหิงยังคงเดินตามเส้นทางในนิยาย กลายเป็นขุนนางกังฉินผู้เหี้ยมโหดคนนั้น อย่างน้อยนางก็ยังมีรังให้ถอยกลับมาพักพิงและพึ่งพาตนเองได้ทว่าเมื่อนางเงยหน้าขึ้น มองไปยังแผ่นหลังที่เหยียดตรงและสง่างามของเจียงเหิงที่เดินนำอยู่เบื้องหน้า หัวใจที่เคยพองโตกลับวูบโหวงประหลาด เขายังคงนิ่งเงียบ ไม่เอ่ยปากถามหรือทัดทานแผนการย้ายออกของนางแม้แต่คำเดียว รัศมีรอบกายของบัณฑิตหน
“จ๊าก!! ช่วยด้วย! แย่แล้ว!!” เสียงตะโกนลั่นทุ่งของเจียงเสี่ยวเหวิน ทำให้กู้ชิงเหอและคนอื่นๆ ตกใจจนแทบหยุดหายใจ นางรีบวิ่งไปยังแปลงผักไปทันที คิดว่าเด็กหนุ่มอาจถูกงูกัดหรือเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงแต่เมื่อมาถึงกลับเห็นภาพที่ทำให้นางต้องหยุดชะงัก ใกล้กับเจียงเสี่ยวเหวินมีร่างที่ชุ่มไปด้วยเลือดของบุรุษวัย
หลี่ซื่อย่นคิ้วเข้าหากัน ริมฝีปากบิดเบี้ยวด้วยโทสะ “เจ้ามันเด็กอกตัญญู! ไม่เห็นหัวผู้อาวุโส! วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียบ้าง!” นางกระแทกเท้าเข้ามาทว่าเพียงเหลือบไปเห็นว่าหวางซื่อยังยืนเฉยไม่ได้เข้าร่วมด้วย นางก็ชะงักฝีเท้า แล้วหันไปดันแผ่นหลังสามี “ท่านพี่! หลานชายท่านคนนี้กำเริบเส
เช้าวันใหม่ กู้ชิงเหอรีบตื่นขึ้นมาก่อนฟ้าสาง ตั้งใจทำอาหารเช้าให้เร็วกว่าทุกวันนางทำน้ำแกงปลาใส่ผักแว่นป่า กับนึ่งอวี่หูผสมข้าวฟ่างกินแทนข้าว พอทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยนางก็ดับฟืน แล้วหันไปคว้าจอบค่อยๆ ย่องออกจากเรือนไปเงียบๆ เพียงลำพังวันนี้นางมีเป้าหมาย ต้องไปถึงแอ่งน้ำท้ายหมู่บ้านให้เร็วที่สุด!!
หลังจากหายหน้าไปถึงห้าวัน ในที่สุดเจียงเสี่ยวเหวินก็มาเยือนเรือนท้ายหมู่บ้านด้วยสภาพอิดโรย เนื้อหนังที่เคยอวบอิ่มกว่าผู้ใดในหมู่บ้านยามนี้ราวกับว่ามันลดหายไปเกือบครึ่ง!“ข้ารู้ว่าน้ำในหมู่บ้านกำลังหมดไป ข้ามากินข้าวกินน้ำเรือนพี่ใหญ่เหิงทุกวันข้าเกรงใจ” เด็กหนุ่มกล่าวพลางเกาศีรษะด้วยความเขินอาย“รู






리뷰더 하기