เธอแค่บังเอิญได้อ่านนิยายเรื่องหนึ่ง แล้วไม่ทันได้อ่านตอนจบ ก็กลายเป็นศพเสียก่อน! เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกที กลับพบว่าตัวเองอยู่ในร่างของตัวประกอบที่มีชื่อแซ่เดียวกับตนเอง ที่มีหน้าที่แค่ ทนทุกข์ ลำบาก แล้วก็ตายเท่านั้น!! ที่เลวร้ายยิ่งกว่า คือคนที่ช่วยเธอไว้ในวันนี้ คือ ‘กังฉินเลือดเย็น’ ที่ในอีกไม่กี่บทข้างหน้าจะเป็นคนสังหารเธอเอง! ไม่มีทางกลับร่างเดิม ไม่มีโอกาสได้อ่านตอนจบ ถ้าอยากรอด เธอต้องเขียนตอนจบใหม่ด้วยสองมือตัวเอง — แม้ต้องล่อลวงหัวใจของคนอันตรายที่สุดในเรื่องนี้ก็ตาม!
더 보기“เอาเงินของข้าคืนมา ข้าจะไม่เอานางตัวซวยนี่ไปเหยียบเรือนข้าเป็นอันขาด!!”
“เอ้า!! ตาเฒ่า! เหตุใดเจ้าถึงได้ปลิ้นปล้อนเช่นนี้เล่า!! เสียแรงที่ข้าให้เกียรติมาตลอดเพราะเห็นว่าเป็นผู้อาวุโส ถุย!!”
กู้ชิงเหอได้ยินเสียงคนทะเลาะกันมาพักใหญ่แล้ว แต่นางรู้สึกอ่อนล้าเกินกว่าจะลืมตาขึ้นมาได้ แต่หลังจากที่ทนฟังเรื่องราวของผู้อื่นที่นางไม่เข้าใจมาเนิ่นนาน นางก็พยายามฝืนลืมตาขึ้นมามอง
ดวงตาของหญิงสาวพร่าเลือนก่อนจะค่อยๆ ปรับสายตาได้ในที่สุด
ภาพตรงหน้าเป็นกลุ่มคนที่สวมใส่เสื้อผ้าแปลกตาเนื้อตัวมอมแมมราวกับไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน บางคนก็ชี้มือมาที่นาง บางคนก้มหน้า บางคนกำลังช่วยกันดึงร่างของสตรีวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งเอาไว้
“ใครว่าข้าปลิ้นปล้อน! เจ้าดูเสียก่อนว่าคนของเจ้าทำสิ่งใดเอาไว้!” ชายชราผมสีดอกเลาอายุราว 60-70 ปี ชี้หน้าสตรีวัยกลางคนน้ำเสียงโกรธจัด ก่อนจะหันมากล่าวกับกลุ่มชาวบ้านหมู่บ้านเกาซานที่มามุงดู
“ทุกท่านเป็นพยานให้ข้าผู้นี้ด้วยเถิด ข้ามอบสินสอดให้นางหวางซื่อเมื่อเดือนก่อนไปแล้ว และตกลงมารับหลานสาวของพวกเขาไปเป็นภรรยาไว้ดูแลยามป่วยไข้ แต่พอมาถึงเจ้าสาวของข้ากลับมาชิงคิดสั้นไม่ยอมไปแต่โดยดี เช่นนี้ตาแก่อย่างข้าคือคนปลิ้นปล้อนเช่นนั้นหรือ?”
เสียงฮือฮาดังขึ้นจากกลุ่มคน หลานสาวบ้านกู้คิดสั้นหนีออกจากเรือนมาผูกคออยู่หน้าหมู่บ้าน!!
ทุกสายตาหันมาจับจ้องร่างเล็กที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นดินเย็นเฉียบ ร่างผอมแห้งจนแทบมองเห็นแนวกระดูกซี่โครงใต้เนื้อผิวซีดเซียว ดวงหน้าเล็กซีดขาวราวกระดาษ ไร้สีเลือด มีหยาดเหงื่อเกาะพราวบนหน้าผาก ผมเผ้ายุ่งเหยิงปรกแก้ม ลมหายใจแผ่วบางแทบมองไม่เห็นการขยับของอก
ลำคอของนางมีรอยแดงเข้มเป็นเส้นยาววนรอบ รอยนั้นยังใหม่และน่าขนลุก บางจุดแตกเป็นรอยถลอก บ่งบอกว่าถูกเชือกเสียดสีอย่างแรง
เสื้อผ้าหลวมโพลกเปียกปอนบนร่างกายบอบบางนั้นยิ่งขับให้เห็นความเปราะบางของนางอย่างชัดเจน แขนขาบางเฉียบคล้ายกิ่งไม้แห้ง มือข้างหนึ่งกำแน่นราวกับยังฝันว่ากำลังดิ้นรนต่อสู้ ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม ร่างของนางดูเศร้าสร้อยอย่างน่าเวทนา…
“นางจงใจประจานบ้านสกุลกู้หรือไม่” เสียงซุบซิบจากสตรีนางหนึ่งดังขึ้น
แม้ผู้เฒ่าผู้แก่จะเพียงหลุบตาลง ไม่กล่าวคำใด แต่ก็รู้กันในใจ ใครกันเล่าที่บีบให้หญิงสาวไร้หนทาง?
กู้ต้าซุนกับภรรยายกหลานสาววัยสิบห้าปีให้เป็นภรรยาของชายชราอายุเจ็ดสิบ!! กู้ชิงเหอเพิ่งสิบห้า ไม่ต้องคิดเลยว่าหญิงสาวจะรู้สึกสะเทือนใจเพียงใด
“แล้วนางตายหรือยังเล่า!! ก็แค่คิดสั้นแต่ไม่ตายไม่ใช่หรือไร ตอนนี้นางก็ลืมตาขึ้นมาแล้วเจ้าก็รับตัวนางกลับไปเสียสิ เหตุใดจึงจะมาเรียกร้องเอาเงินคืนจากข้า!”
หญิงสูงวัยนางหนึ่งถึงกับต้องเบ้ปากให้กับหวางชุ่นฮวาอาสะใภ้ของหญิงสาวผู้อาภัพ
หลานสาวเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาได้ไม่กี่อึดใจ แต่นางหวางซื่อกลับคิดแต่จะส่งคนออกไปให้พ้นตัว ไม่ถามไถ่อาการของกู้ชิงเหอเลยแม้แต่ประโยคเดียว
“เพ่ย!! นางหนูนี่เพิ่งจะคิดสั้นอยู่หยกๆ แล้วจะให้ข้าแบกคนตายกลับไปที่เรือนหรืออย่างไร!! นี่มันอัปมงคลชัดๆ!”
“เหอะ!! ตาเฒ่านี่ไม่แค่แก่ แต่ยังตาบอดหูหนวกอีกด้วย! ก็เห็นๆ กันอยู่ว่านางยังไม่ตาย คนตายแล้วจะลุกขึ้นมานั่งอย่างนี้ได้หรือ!” หญิงวัยกลางคนร่างใหญ่ชี้มือไปที่กู้ชิงเหอ ริมฝีปากแสยะยิ้ม
กู้ชิงเหอเงยหน้าขึ้นมองคนนั้นทีคนนี้ทีด้วยใบหน้าแตกตื่น เมื่อเห็นปลายนิ้วหยาบกร้านที่ชี้มายังตนจึงเพิ่งจะเข้าใจ สรุปแล้วที่พวกเขาถกเถียงกันอยู่ตั้งนานเป็นเรื่องของนางเช่นนั้นหรือ? แล้วพวกเขาเป็นใคร?!
แล้วนางมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรกัน ก่อนหน้านี้นางนั่งอยู่ในรถแท็กซี่มิใช่หรือ? จริงสิอุบัติเหตุ รถแท็กซี่ที่นางนั่งอยู่เกิดอุบัติเหตุ! แล้วที่นี่มันที่ไหน!!
ขณะที่ชายชราผมขาวกับสตรีร่างใหญ่ยังถกเถียงกันไม่เลิก บุรุษวัยกลางคนร่างสันดัด หัวตาแหลม ท่าท่าหลุกหลิกสวมชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้าหยาบกระด้างผู้หนึ่งก็เดินตรงมาที่นาง
“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ตามผู้เฒ่าหลู่กลับไปดีๆ แล้วอย่าคิดจะสร้างความเดือดร้อนให้ข้ากับป้าสะใภ้ของเจ้าอีกเล่า”
หญิงสาวเบิกตาโพลง บุรุษที่มีกลิ่นตัวเหม็นอับผู้นี้เป็นใคร?
เมื่อครู่เหมือนเขาจะบอกว่าสตรีร่างใหญ่ปากร้ายที่ชี้หน้านางอยู่ในเวลานี้คือป้าสะใภ้ของนางเช่นนั้นหรือ?
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันนี่!” หญิงสาวอุทานออกมาเบาๆ
นางเริ่มสำรวจไปรอบตัวอีกครั้ง นอกจากกลุ่มคนที่ยืนเถียงกันเรื่องของนางแล้ว ข้างๆ นางยังมีคนอีกสองคนนั่งอยู่ด้วย
เด็กสาวที่กุมมือข้างหนึ่งของนางเอาไว้ ดูแล้วอายุไม่น่าจะเกินสิบสามสิบสี่ปี ดวงหน้าและผิวพรรณสะอาดสะอ้านกว่าทุกคนที่กำลังจ้องมองนางอยู่ ส่วนบุรุษอีกคนที่อยู่ข้างๆ เด็กสาวกลับหลุบตาไม่มองใคร สีหน้าคล้ายรำคาญใจ
“นี่..พวกคุณ ช่วยบอกฉันทีว่าที่นี่มันที่ไหน”
ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาทว่าดูซีดเซียวไปหน่อย เหลือบตามามองนางเพียงแวบเดียว แทนที่เขาจะตอบแต่กลับทำตรงข้าม ร่างสูงลุกพรวดขึ้นยืนพลางดึงร่างเด็กสาวอีกคนให้ลุกตามไปด้วย
“ข้าอยากดูนางก่อนเจ้าค่ะพี่ใหญ่..” เด็กสาวหน้าตาฝืนตัวเอาไว้ นิ้วมือของนางกำแน่นไว้ที่ชายเสื้อของกู้ชิงเหอ
“พี่สาวเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ที่นี่ก็คือลานหน้าหมู่บ้านอย่างไรเล่า..ท่านจำไม่ได้หรือ?”
กู้ชิงเหอยืดคอไปทางด้านหลัง พลางมองร่างนุ่มนิ่มตรงหน้าด้วยใบหน้าเหยเก
เด็กคนนี้ก็น่ารักดีอยู่หรอก แต่ทำไมต้องพูดจาด้วยภาษาแปลกๆ เช่นนั้นด้วย?
ไม่สิ!! ไม่ว่าจะภาษา ทรงผมหรือการแต่งกาย คนที่อยู่ในบริเวณนี้ก็ล้วนประหลาดกันทั้งสิ้น!!
ก่อนที่นางจะอ้าปากถามเด็กสาวให้ชัดเจน ว่าหน้าหมู่บ้านนี่คือหมู่บ้านใดกันแน่ เสียงของชายชราผมขาวก็ดังขึ้นกลบเสียงนางอีกครั้ง
“ข้าไม่เอา! เป็นตายอย่างไรข้าก็ไม่เอานางกลับไปด้วยเด็ดขาด” ผู้เฒ่าหลู่ปฏิเสธเสียงแข็ง
“เกิดนางไปทำเรื่องบ้าๆ เช่นนี้อีกครั้งในเรือนข้า ข้ามิซวยแย่หรือ เงินก็เสีย! คนก็ไม่ได้! เจ้าสาวที่ทำเรื่องอัปมงคลตั้งแต่วันแรกที่จะเข้าเรือนเช่นนี้ ข้าถามพวกเจ้าหน่อย เป็นพวกเจ้าจะยอมหรือไม่!” ผู้เฒ่าหลู่หันไปถามชาวบ้าน
กลุ่มชาวบ้านหลายคนส่ายหน้าช้าๆ พวกเขาเห็นด้วยกับผู้เฒ่าหลู่ กู้ชิงเหอถูกบังคับใจเช่นนี้อีกไม่นานนางก็คงทำเรื่องเดิมซ้ำอีกครั้ง แล้วใครจะยอมเสียเงินเพื่อรับเอาตัวปัญหาเข้ามาไว้ในเรือนกันเล่า
ขากลับ กู้ชิงเหอก็ยิ้มไปตลอดทาง พลางพูดไม่หยุดถึงอนาคตอันสดใสที่จะเกิดจากการได้เพาะปลูกฝ้าย“ต่อไปกู้ชิงฉีและเจียงเหยียนก็จะสบายแล้วเจ้าค่ะ ข้ามั่นใจว่าฝ้ายครั้งนี้จะให้ผลผลิตดีแน่นอน”เจียงเหิงมองหญิงสาวที่พูดไป พลางแวะเก็บผักป่าที่ขึ้นอยู่ริมธารไปด้วยสายตาอ่อนโยนเขาเพิ่งสังเกตว่านางเปลี่ยนจากหญิงสาวมอมแมมผอมแห้ง เป็นหญิงสาวที่หน้าตาดีขึ้นมาก ดวงตาสดใสและเปล่งประกายด้วยความกระตือรือร้น รอยยิ้มสดใสที่ปรากฏบนใบหน้าของนางทำให้เขารู้สึกเหมือนทุกอย่างรอบตัวสว่างขึ้นกู้ชิงเหอยังคงก้มเก็บผักแว่นป่า พลางพูดต่อด้วยน้ำเสียงมั่นใจ“ต่อไปข้าจะซื้อ ตำราทุกเล่มที่ท่านต้องการ ของกินที่น้องทั้งสองอยากกิน และเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เจียงเหยียนด้วยเจ้าค่ะ ชุดที่นางใส่อยู่ตอนนี้เล็กเกินไปแล้ว”เจียงเหิงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เขาคิดว่านางอาจจะอยากได้สิ่งใดเพื่อตัวเองบ้าง แต่กลับพบว่าหัวใจของนางเต็มไปด้วยความห่วงใยผู้อื่นเขาเฝ้ามองนางอย่างเงียบ ๆ สังเกตการเคลื่อนไหวของมือที่เก็บผักอย่างทะนุถนอม รอยยิ้มที่เคยเป็นเพียงแค่เงาของความสดใส เดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยความมั่นใจและความสุขที่แท้จริง“ข้าดีใจที่เจ้าอยู่ร่วมกับพ
เสียงโต้เถียงยังคงดังระงมอยู่พักใหญ่ กว่าหูซุนจ่างจะเอ่ยขึ้นตัดบท“เอาล่ะ ๆ! พอเถอะ หากผู้ใดเต็มใจจะลองก็รับเมล็ดไปแบ่งปลูก ไม่ว่าจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ห้ามผู้ใดอิจฉาหรือต่อว่ากัน เพราะวันนี้จะเป็นการตัดสินใจของตัวพวกเจ้าเองทั้งสิ้น”ว่าพลาง เขาสั่งให้เจียงเหิงช่วยตักเมล็ดฝ้ายออกมาแบ่งใส่ถุงเล็ก ๆ แจกจ่ายแก่ครัวเรือนที่ยกมือขอลองปลูก ใครรับไปก็มีทั้งสีหน้าตื่นเต้นหวังผล หรือแววตาหวาดหวั่นไม่แน่ใจส่วนอีกหลายคน รวมทั้งกู้ต้าซุนและเจียงซืออวี่ เพียงส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อถือ พึมพำคำด่าทออยู่ข้างหลัง แล้วหันหลังกลับไปโดยไม่เหลียวแลไม่นานนัก เมล็ดพันธุ์ฝ้ายกองใหญ่ก็ถูกแบ่งไปจนหมด ผู้คนทยอยแยกย้ายกลับเรือน บ้างเดินจากไปด้วยท่าทีฮึกเหิม เต็มไปด้วยความหวังและตื่นเต้น บ้างก้าวช้า ๆ ด้วยความลังเลสงสัย เหลือเพียงกลุ่มคนที่สนิทสนมกับเจียงเหิงและกู้ชิงเหอไม่กี่คนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงที่เดิมกู้ชิงเหอมองดูกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้า ในนั้นย่อมมีสองพ่อลูกสกุลหู และสองสามีสกุลไห่ ส่วนที่เหลือก็ล้วนเป็นผู้อาวุโสที่เคยได้รับแป้งอวี่หูจากนางทำให้รอดชีวิตจากความอดอยากมาได้ในคราวก่อน ทุกคนเป็นคนที่นางสามารถวางใ
นางได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ ก่อนที่จะก้าวตามชายหนุ่มไปยังเกวียนที่บรรทุกถุงบรรจุเมล็ดพันธุ์กองโต ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่จ้องมองอย่างมีความหวังและวิตกปนกันไปเจียงเหิงก้มลงแกะปากถุงผ้าใบใหญ่ คลายเงื่อนเชือกออกอย่างระมัดระวัง เมล็ดพันธุ์สีคล้ำจำนวนมากปรากฏขึ้นภายใน เขาช้อนเมล็ดฝ้ายเต็มอุ้งมือ ละอองปุยขาวเล็กน้อยติดปลายนิ้ว ก่อนจะเงยหน้าส่งไปยังหญิงสาวที่ยืนรออยู่ข้างกายคนชราหลายคนย่อมคุ้นเคยกับเมล็ดพันธุ์ฝ้ายอยู่บ้าง ฝ้ายปลูกง่าย จึงมีผู้ปลูกกันแพร่หลาย เพียงแต่หมู่บ้านเกาซานมีข้อจำกัดเรื่องน้ำ พวกเขาจึงไม่เลือกปลูกฝ้าย เพราะราคามิได้งดงามนัก สู้ทุ่มแรงลงในนาข้าวหรือผักที่ขายได้ราคาดีกว่า ผลตอบแทนย่อมคุ้มค่า คนหนุ่มสาวรุ่นหลังในหมู่บ้านหลายคนจึงแทบไม่เคยเห็นเมล็ดพันธุ์ฝ้ายมาก่อนเลย“ฮึม… มันก็มิใช่ฝ้ายธรรมดาหรอกหรือ? ดูแล้วไม่เห็นแตกต่างจากเดิมเลยสักนิด เหตุใดทางการจึงว่ามันเพาะปลูกได้ยากนักเล่า?” ชายชราผู้หนึ่งขยับเข้ามาใกล้ หยิบเมล็ดขึ้นพลิกไปมาในฝ่ามือ พลางเอ่ยถามอย่างฉงนทว่ากู้ชิงเหอกลับเพียงเผยรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนแต่แฝงด้วยความมั่นใจ และก็เพียงเท่านั้น
คราวนี้ทั้งลานหมู่บ้านเงียบกริบ ความหวังดีที่แฝงอยู่ในคำพูดแข็งกร้าวของเจียงเหิง ทำให้คนส่วนใหญ่ตระหนักได้ พวกเขาพากันส่งถุงเมล็ดพันธุ์พืชกลับมาวางไว้ที่เดิมแล้วถอยออกมาทีละก้าวหูซ่างซุนกับหูจื้อจิ่นเห็นว่าความสงบกลับคืนมาแล้ว เขาก็เริ่มแบ่งเมล็ดพันธุ์ผักกาด คะน้า และถั่วลิสงออกเป็นส่วนเล็ก ๆ แจกจ่ายทีละครอบครัว แม้จะได้เพียงน้อยนิด แต่ทุกคนก็ได้รับครบถ้วน สีหน้าชาวบ้านบางคนยังคงหงุดหงิดเพราะไม่พอใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากค้านอีกจนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลางฝูงชน “แล้วถุงใหญ่ ๆ ที่เหลืออยู่ตรงนั้นเล่า? เหตุใดจึงยังไม่แจกจ่าย?”สายตาทั้งหมดหันไปยังถุงผ้าใบใหญ่ที่กองพะเนินอยู่บนเกวียนดังเดิม “นั่นคือ…เมล็ดพันธุ์ฝ้าย แต่ปัญหาคือ พวกเราไม่เคยปลูกมันมาก่อน และก็ไม่เคยมีผู้ใดในแผ่นดินนี้เพาะให้มันงอกเงยขึ้นมาได้สักครั้ง เมล็ดเหล่านี้เป็นพันธุ์ต่างถิ่น แม้แต่ทางการก็ยังไม่รู้ว่ามันเหมาะสมกับดินหรืออากาศแบบใด หมู่บ้านอื่นที่เคยลองก็ล้วนล้มเหลวทั้งสิ้น”เสียงซุบซิบดังขึ้นระงมทันที บ้างขมวดคิ้วไม่เชื่อ บ้างหัวเราะเยาะ “แล้วเอากลับมาทำไมกัน ของกินยังไม่พอ จะเอาฝ้ายมาปลูกให้เสียที่ดินทำไม
ทั้งสามมองหน้ากันไปมา สีหน้าเต็มไปด้วยความลังเล เมล็ดพันธุ์ที่ชาวบ้านต้องการย่อมเป็นจำพวกพืชผักที่กินได้อยู่แล้ว หาใช่เมล็ดฝ้ายเหล่านี้ พวกเขาจึงยังมิอาจตัดสินใจได้ในทันทีเจ้าหน้าที่คนเดิมเห็นดังนั้นจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแฝงความกดดัน“เมล็ดพันธุ์ฝ้ายเหล่านี้เป็นของพระราชทานจากเบื้องสูง ให้นำมาแจกจ่ายแก่ราษฎร หากพวกท่านรับไปปลูก ย่อมมีแต่ผลดี อีกทั้งทางเหนือต้องการฝ้ายเป็นจำนวนมาก มีเท่าไรก็รับซื้อทั้งหมด เหตุใดจึงยังต้องรีรอกันอีกเล่า?”แววตาของเจียงเหิงไหววูบเพียงเล็กน้อยด้วยความสงสัย แม้จะไม่เคยปลูกฝ้ายมาก่อนแต่เขาก็รู้จักมัน และรู้ด้วยว่ามีคนปลูกตั้งมากมาย แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันเป็นสินค้าที่มีคนต้องการมากจนถึงขั้นมีเท่าไรก็รับซื้อทั้งหมดแล้วเหตุใดจึงไม่มีผู้ใดยอมเอาเมล็ดพันธุ์ฝ้ายเหล่านี้ไปปลูกกันเล่า? ความสงสัยปรากฏอยู่บนใบหน้าของชายหนุ่มไม่นานนัก ก่อนที่เขาจะกลับมามีสีหน้าปกติแล้วหันไปกล่าวกับสองพ่อลูก“แม้ฝ้ายจะมิใช่ของกิน แต่หากมีคนรับซื้อรออยู่แล้ว อย่างน้อยชาวบ้านก็ยังมีความหวังว่าจะได้เงินไปซื้อเสบียงอาหารมาเก็บไว้กินได้นะขอรับ" เขากล่าวพลางพยายามยิ้มกลบความกังวลทันใดน
สามวันถัดมา ความวุ่นวายภายในหมู่บ้านเกาซานยามนี้ก็ยังไม่สงบลงเท่าใดนัก ลานกลางหมู่บ้านเต็มไปด้วยผู้คน ที่มารวมตัวกันเกือบทั้งหมู่บ้าน เสียงร่ำไห้ปนเสียงตัดพ้อดังระงมไปทั่ว เด็ก ๆ บางคนผอมแห้งเหี่ยว แม้จะมีน้ำดื่มมากพอ แต่ท้องกลับยังว่างเปล่า“หูซุนจ่าง..ตอนนี้พวกเรามีน้ำดื่มมากพอแล้ว แต่ไร้ซึ่งเมล็ดพันธุ์สักเม็ดจะหว่านลงดิน” ชายชราผู้หนึ่งก้าวออกมากล่าว ดวงตาลึกโบ๋เต็มไปด้วยความกังวล “ที่ผ่านมาพวกเราขุดกินทุกอย่าง ไม่เหลือเมล็ดพันธุ์ใดไว้เพาะปลูกอีกต่อไป หากไม่มีสิ่งใดให้เพาะปลูก อย่างไรเสียปีนี้ก็ต้องอดตายแน่นอน”หญิงคนหนึ่งอุ้มลูกน้อยไว้แนบอก น้ำเสียงสั่นเครือ “ข้ากับครอบครัวพร้อมจะทำงานหนัก แต่ในยามนี้ก็ไม่มีใครว่าจ้าง เราจะหาเงินไปซื้อเมล็ดพันธุ์ได้จากที่ใดกันเล่า… หากไม่ได้เมล็ดพันธุ์จากทางการ พวกเราก็ไร้ทางรอดแล้ว ท่านมีหนทางช่วยเหลือพวกเราหรือไม่เจ้าคะ”เสียงโอดครวญดังตามมาเป็นระลอก ไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่มที่เพิ่งเสียพ่อแม่ไปเพราะความอดอยาก หรือหญิงเฒ่าที่หอบหิ้วหลานกำพร้ามายืนเบียดเสียดรอความหวัง ทุกถ้อยคำล้วนแทงลึกลงในใจของหูซ่างซุนเขายืนนิ่งอยู่กลางวงสายตานับร้อย ความทุกข์ของ
댓글