Masukสุดท้ายผมก็ถูกหิ้ว (อุ้ม) กลับมาอย่างไม่เต็มใจ ทว่าทันทีที่ลิฟต์เปิดออกในชั้นห้องพัก คนที่กำลังอุ้มผมอยู่ก็ชะงักกึก ผมเลยต้องหันไปมองด้วยความสงสัย
พี่กันต์ที่อยู่ด้านนอกลิฟต์มีสีหน้ากระวนกระวาย อีกทั้งยังมีความโมโหแฝงอยู่ ใบหน้าหล่อเหลาเย็นเยียบและดุดันจนผมตัวสั่นขึ้นมา
“พี่กันต์” ผมเอ่ยเรียก
“คุณกันต์” ไค
“นี่กำลังทำอะไรกันอยู่” เจ้าของชื่อเอ่ยถาม ดวงตาคู่คมก้มมองผมที่อยู่ในอ้อมแขนของไค
พี่พยาบาลสาวที่ไม่รู้สถานการณ์รีบฟ้อง “ก็คนไข้น่ะสิคะ วิ่งลงไปถึงข้างล่าง จะหนีออกจากโรงพยาบาลท่าเดียว โชคดีที่ได้คุณไคมาช่วยจับเอาไว้ ไม่งั้นฉันก็คงเอาไม่อยู่”
แน่ใจเหรอพี่สาว ขนาดผมเป็นผู้ชายตัวเบ้อเริ่มยังสู้แรงพี่ไม่ไหวเลยนะ!
“ส่งเขามา” พี่กันต์เดินเข้ามาใกล้ แล้วยื่นแขนรอรับ
ไคทำท่าจะส่งผมไป แต่ผมยังโกรธพี่กันต์อยู่ เลยหันหน้าหนีแล้วล็อกคอของไคเอาไว้แน่น ไม่ว่ายังไงก็ไม่ยอมไปเด็ดขาด
“เมล” น้ำเสียงของพี่กันต์ต่ำลงจนน่าขนลุก
ผมสะดุ้งโหยง เงยหน้ามองสีหน้าของพี่พยาบาลกับไคที่ดูซีด ๆ ก่อนจะหันไปมองพี่กันต์แล้วก็ต้องขนหัวลุกเหมือนเจอผีอย่างไรอย่างนั้น
แววตาของอีกฝ่ายเหมือนกำลังจะบอกว่า ถ้าไม่มานายตายแน่
“จะมาไม่มา” พี่กันต์พูดอีกรอบ
“ปล่อยฉันลง” ผมบอกไค เขาเลยวางผมลง แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้เดินออกไปจากลิฟต์ ก็ถูกไอ้คนเฮงซวยอุ้มขึ้นมาเสียก่อน
อะไรเนี่ย เอะอะก็อุ้ม คนพวกนี้เห็นผมเป็นถุงสัมภาระหรือไง!
“ขอบคุณที่พาคู่หมั้นของฉันมาส่ง” พี่กันต์หันไปพูดกับไคเสียงเข้ม ก่อนหมุนตัวเดินพาผมกลับเข้าไปในห้องพักผู้ป่วย โดยมีพี่พยาบาลสาวเดินตามมาด้วย
เขาทำท่าจะวางผมลงบนเตียง แต่ก็โดนพี่พยาบาลเบรกเอาไว้ก่อน
“เมื่อกี้คนไข้นั่งลงไปบนพื้น แถมวิ่งออกไปเท้าเปล่า โรงพยาบาลเชื้อโรคเยอะ ยังไงก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีกว่าค่ะ”
“ตัวเขายังอุ่นๆอยู่ ถ้าอาบน้ำจะป่วยหนักกว่าเดิมไหม”
“งั้นเช็ดตัวแล้วกันค่ะ” ดูก็รู้ว่าพี่พยาบาลไม่อยากขัดใจไอ้คุณพระเอก พูดจบเธอก็เดินหายออกไปสักพัก ก่อนจะกลับมาพร้อมอุปกรณ์เช็ดตัวและชุดคนไข้ชุดใหม่
“ต้องการให้ช่วยไหมคะ”
“ไม่ต้องครับ เดี๋ยวผมทำเอง” พี่กันต์พูดกับเธอ
“งั้นระหว่างนี้เดี๋ยวฉันไปตามหมอก่อนนะคะ ต้องให้น้ำเกลือใหม่ด้วย” เธอรีบออกไปจากห้องอย่างกับคนหนีผี
ตอนนี้ในห้องเลยเหลือแค่ผมกับไอ้คนเฮงซวย ผมเมินอีกฝ่าย หมุนตัวทำท่าจะเดินเข้าไปในห้องน้ำ แต่อีกฝ่ายก็คว้าแขวนผมเอาไว้
“จะไปไหน”
“อาบน้ำ”
“มาเช็ดตัว”
“ไม่เช็ด ผมหายแล้ว”
“เมล อย่าดื้อ”
ผมขมวดคิ้วไม่พอใจ “อะไรก็ดื้อ ๆ ๆ ผมบอกพี่ไปแล้วว่าผมกลัวผี พี่ก็ยังทิ้งผมไว้ในห้องมืด ๆ คนเดียว”
ถ้าเกิดผมช็อกตายขึ้นมาจะทำยังไง ชีวิตที่สองนี้ผมยังใช้ไม่คุ้มเลยนะ
“พี่ขอโทษ พี่แค่ลงไปกินข้าวเท่านั้น เห็นว่าเมลกำลังหลับอยู่เลยไม่อยากให้กลิ่นอาหารรบกวน”
ข้อแก้ตัวของเขาค่อนข้างมีเหตุผล แต่ผมก็ยังไม่หายโกรธหรอก
“แล้วทำไมพี่ไม่เปิดไฟในห้องไว้ให้ผมล่ะ”
“พี่ไม่อยากให้แสงแยงตานาย พี่คิดว่าไปแค่สิบนาทีนายคงยังไม่ตื่น” เขาดึงแขนผมไปนั่งที่โซฟา “ครั้งนี้พี่ยอมให้ด่าเลย แต่มาเช็ดตัวก่อนเถอะ”
“ผมจะเช็ดเอง”
“ได้”
ในขณะที่ผมกำลังจะถอดเสื้อคนไข้ ก็เห็นว่าพี่กันต์กำลังจ้องมองมาทางนี้ ผมเลยขึงตาใส่เขา
“พี่หันไปทางอื่นเลย”
“อืม”
น่าแปลกที่เขากลับว่าง่าย หันไปทางอื่นโดยไม่ได้พูดอะไรอีก
ผมรีบเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ จากนั้นก็เอ่ยบอก “ผมเช็ดเสร็จแล้ว”
พี่กันต์ขยับเข้ามาใกล้ ยกมือข้างที่ผมกระชากน้ำเกลือขึ้นมาดู เลือดตรงบริเวณนั้นถูกผมเช็ดออกไปหมดแล้ว เหลือก็แต่รอยแดง ๆ ของเนื้อที่ถูกเข็มเจาะเท่านั้น
“เจ็บไหม”
“นิดหน่อย”
“คราวหลังอย่าทำแบบนี้อีก”
“คราวหลังพี่ก็อย่าทิ้งผมไว้แบบนี้อีก” ผมย้อนเขา
“ไม่ทิ้งแล้ว”
“หึ คนโกหก”
“พี่พูดคำไหนคำนั้น” พี่กันต์เอ่ยเสียงหนักแน่น ผมเลยเบ้ปากให้เขาไปทีหนึ่ง
พี่กันต์โยกศีรษะผมเบา ๆ ก่อนจะช้อนตัวผมอุ้มอีกครั้ง
“ทำอะไรครับ ผมเดินเองได้ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงสักหน่อย”
“ไปล้างเท้า เมื่อกี้วิ่งเท้าเปล่าไม่ใช่หรือไง”
เขาพาผมเดินเข้าไปในห้องน้ำ วางลงบนชักโครก จากนั้นก็ย่อตัวลงพร้อมกับยกเท้าของผมขึ้นมาล้าง!
“พี่กันต์ เดี๋ยวผมล้างเอง มันสกปรกนะ” จะบ้าเหรอ ผมเป็นแค่ตัวร้าย จะกล้าดีถึงขั้นให้พระเอกล้างเท้าให้ได้ไง
“เงียบเถอะ” เขาทำเสียงดุ ๆ ใช้มือล้างเท้าให้ผมด้วยท่าทางจริงจัง
ปลายนิ้วสากถูไปทั่วฝ่าเท้า ไม่เว้นแม้กระทั่งซอกนิ้ว ผมเม้มปากแน่น ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมา พลางขยับเท้าหนีมือเขาเป็นระยะ ให้ตายเหอะ มันจั๊กจี้นะ!
พอล้างเท้าเสร็จ เขาก็ไม่ยอมให้ผมเดินเองอีก แต่กลับอุ้มไปส่งที่เตียงราวกับผมเป็นคนทุพพลภาพอย่างไรอย่างนั้น จังหวะเดียวกันนั้นเองประตูห้องพักผู้ป่วยก็เปิดออก พร้อมกับหมอและพี่พยาบาลสาวเดินเข็นรถเข็นตามหลังมา
ผมโดนคุณหมอดุยกใหญ่ แล้วก็โดนเจาะมือให้น้ำเกลืออีกรอบ กระทั่งกินอาหารรอบเย็นและยาเรียบร้อย พี่พยาบาลถึงได้จากไป
เนื่องจากเพิ่งตื่นได้ไม่นาน ตอนนี้ผมก็เลยตาสว่างสุด ๆ พี่กันต์เดินไปเปิดโทรทัศน์ให้ แล้วแยกตัวไปนั่งทำงานอยู่ตรงโซฟาเงียบ ๆ
ผมนอนดูละครสลับกับมองไปทางคนตัวสูง
คนคนนี้หน้าตาหล่อเหลา สูงยาวเข่าดี หุ่นเพอร์เฟกต์เวลาทำงานก็จริงจัง ไม่ใช่คนเหลาะแหละที่ใช้เงินของพ่อแม่ไปวัน ๆ ดูไปแล้วก็เหมาะสมกับบทพระเอกจริง ๆ ติดอยู่แค่อย่างเดียว ก็คือนิสัยที่ค่อนข้างน่าโมโหนี่แหละ
หรือไม่ก็คงมีแค่ผมที่หัวร้อนอยู่คนเดียว
“จะดูหนังหรือจะดูพี่ ถ้ามองมากกว่านี้จะเก็บค่ามองแล้วนะ” อีกฝ่ายพูดโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาจากโน้ตบุ๊ก
นั่นไง แล้วจะไม่ให้ผมโมโหไอ้บ้านี่ได้ไง!
“คนอย่างพี่มีอะไรน่ามองกัน” ผมหันหน้าไปดูโทรทัศน์ต่อ
“แต่คนไม่น่ามองอย่างพี่ก็ทำให้เมลหันมามองได้เกือบสิบครั้งเลยนะ” พี่กันต์เดินมาข้างเตียง ชะโงกใบหน้ามาบังจอโทรทัศน์ รอยยิ้มตรงมุมปากดูร้ายกาจ
ผมเบิกตากว้าง แก้มร้อนผ่าวที่ถูกจับได้
นี่เขาไม่ได้ทำงานอยู่หรือไง ทำไมถึงขั้นนับจำนวนครั้งด้วยเนี่ย
“พี่อย่ามามั่วนะ ผมมองแค่สองรอบเอง”
“แน่ใจ?”
“พี่อย่ามาหลงตัวเองได้ไหม” ไม่ว่ายังไงผมก็ไม่ยอมรับเด็ดขาด
“ก็ได้พี่คงหลงตัวเองจริง ๆ นั่นแหละ” เขายักไหล่อย่างยอมแพ้ จากนั้นก็หมุนตัวจะเดินออกไปจากห้องพักผู้ป่วย
ผมลุกพรวดขึ้นนั่งบนเตียง “นั่นพี่จะไปไหน”
“เสื้อผ้าของพี่อยู่ห้องพักญาติผู้ป่วยด้านข้างนี่เอง พี่จะไปอาบน้ำเดี๋ยวมานะ”
“ผมไปด้วย” เพิ่งบอกไปหยก ๆ ว่าจะไม่ทิ้งกัน ตอนนี้เขาจะปล่อยให้ผมอยู่คนเดียวอีกแล้วเนี่ยนะ
“นี่นายกลัวถึงขั้นไหนเนี่ย”
ผมไม่ตอบเขา ทำท่าจะปีนลงจากเตียง แต่ก็โดนพี่กันต์เดินเข้ามาดันลงไปนอนเสียก่อน
“เดี๋ยวพี่มาอาบห้องนี้แล้วกัน ขอไปเอาเสื้อผ้าหนึ่งนาที”
“หนึ่งนาทีแน่นะ”
“อืม รอได้ไหมครับ”
ผมกลั้นใจพูด “ได้ครับ”
“เก่งมาก” พี่กันต์ลูบหัวผมสองครั้ง แล้วหมุนตัวเดินออกไปจากห้องด้วยความเร็วที่มากกว่าปกติ
เห็นแบบนี้ผมก็เริ่มรู้สึกผิดที่ทำตัวงี่เง่าเหมือนเด็ก แต่ให้ทำไงอะ คนมันกลัวนี่หว่า
พี่กันต์ไปแค่หนึ่งนาทีอย่างที่บอก เขาหอบกระเป๋าเสื้อผ้าใบน้อยติดมือมาด้วย คาดว่าคงให้คนที่บ้านเอามาให้ก่อนหน้านี้
พี่กันต์ก้มหน้ารื้อเสื้อผ้าในกระเป๋า “เดี๋ยวพี่เปิดประตูห้องน้ำไว้นะ อยู่ได้ใช่ไหม”
“ไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้ครับ” ความรู้สึกผิดตีขึ้นมาอีกรอบที่ทำให้คนอื่นต้องลำบากไปด้วย “แค่ได้ยินเสียงก็โอเคแล้วครับ”
เขาพยักหน้า หอบเสื้อผ้าเดินไปอาบน้ำ ไม่นานก็ออกมาอย่างรวดเร็ว ดูก็รู้ว่าคงรีบเพราะไม่อยากปล่อยผมเอาไว้คนเดียว
การที่เขาทำแบบนี้ มันทำให้ความขุ่นเคืองทั้งหมดของผมหายวับไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
เขาไม่เหมือนพระเอกสุดเย็นชาที่ผมเคยอ่านจากในนิยายเลย คนที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้มีแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่ใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นเท่านั้น
ตึกตึก ตึกตึก
ผมยกมือขึ้นกุมหน้าอกตัวเอง รับรู้ได้ถึงจังหวะการเต้นของมันอย่างชัดเจน ผมหลุบตาลง เม้มปาก ก่อนจะพลิกตัวหันหลังให้อีกฝ่าย
“ง่วงแล้วเหรอ” พี่กันต์ปิดโทรทัศน์ เดินมาแตะมือลงบนหน้าผากของผมเบา ๆ “ไม่ร้อนแล้ว พรุ่งนี้ก็กลับได้”
หลังจากกิจกรรมเข้าจังหวะของเราสองคนสิ้นสุดลง พี่กันต์ก็อุ้มผมไปอาบน้ำอย่างว่าง่าย แถมยังรักษาสัญญาว่าจะทำแค่รอบเดียวได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งตอนอาบน้ำก็ยังไม่ทำตัวรุ่มร่ามเกินเลยเหมือนเมื่อก่อน ผมเลยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเขาทำจนลุกไม่ไหว“ถ้าเมื่อก่อนพี่พูดง่ายแบบวันนี้ก็ดีสิ” ผมพูดขณะที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของคนรัก“แล้วเมื่อก่อนพี่พูดไม่ง่ายตรงไหนกัน”“ทุกตรงนั่นแหละ ผมบอกให้ทำแค่วันละรอบ พี่ก็ไม่เคยฟัง”“ก็เมลยั่วนี่นา”“อ๋อ นี่โทษผมเหรอ” ผมยกมือขึ้นหยิกหน้าอกเขาอย่างแรง“โอ๊ย ๆ พี่ไม่ได้โทษเมล พี่ผิดเอง พี่มันหื่น ปล่อยเร็วครับ เจ็บจะตายแล้ว”“หนังหนาขนาดนี้รู้จักเจ็บเป็นด้วยหรือไง” ผมออกแรงบิดมากขึ้นพี่กันต์ร้องโอดโอยอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมาขยำบั้นท้ายผมเป็นการเอาคืน สุดท้ายกว่าเราสองคนจะได้นอนก็ปาเกือบเที่ยงคืน เพราะเอาแต่ทะเลาะตบตีกันอย่างไม่มีใครยอมใครเช้าวันต่อมา แม่ ๆ ก็มาขุดผมกับพี่กันต์ออกจากเตียงแต่เช้า จากนั้
พอเดินวนดูสถานที่จัดงานจนครบแล้ว เหล่าแม่ ๆ ก็จับพวกผมไปขังในโรงแรม และถูกบังคับให้เข้าคอร์สอาบน้ำใหญ่ต่อผมยืนเอามือปิดหน้าอกตัวเองพลางกระโดดไปทั่วห้อง นั่นก็เพราะตอนนี้ผมโดนกลุ่มหญิงวัยกลางคนจับถลกหนังจนเกือบล่อนจ้อนเหลือแต่กางเกงในแล้วนั่นเอง“ที่ตัวไม่ต้องก็ได้ครับ! ถึงยังไงก็ต้องใส่ชุดสูท นอกจากหน้ากับคอ ผิวส่วนอื่นก็อยู่ใต้ร่มผ้าหมด ไม่ต้องขัดหรอก!” ผมหลับหูหลับตาตะโกน“ไม่ได้ค่ะ คุณหญิงสั่งให้พวกเราดูแลคุณตั้งแต่หัวจรดเท้า ต่อให้เป็นจุดซ่อนเร้นก็ต้องได้รับการดูแลค่ะ” หญิงวัยกลางคนที่มีผมสีดอกเลาแซมครึ่งศีรษะพูดด้วยรอยยิ้มหวานหยด “มาเถอะค่ะ ไม่ต้องอายหรอก ฉันเห็นมาบ่อยแล้ว”จากนั้นพนักงานคนอื่นที่อายุพอ ๆ กัน ก็พุ่งเข้ามาล็อกแขนล็อกขาแล้วลากผมเข้าห้องน้ำไป“เฮ้ย! ปล่อยนะโว้ยยยย” ผมกรีดร้องประหนึ่งคนโดนเชือดก็ไม่ปานเกิดมายี่สิบกว่าปี อยู่มาสองโลก นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมรู้สึกอับอายขนาดนี้!สุดท้ายผมก็ถูกทารุณกรรม (ทางจิตใจ) จนใบหน้าและลำตัวแดงก่ำอย่างกับกุ้งต้ม
ผมต้องการให้พวกเราแต่งงานพร้อมกันสองคู่ ซึ่งพี่กันต์ก็ตามใจอย่างว่าง่ายด้วยความร้อนใจ วันถัดมาผมเลยนัดพี่ตินกับคีย์ออกมาทานข้าวในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ตอนที่คนในร้านรวมถึงพนักงานเห็นพวกผมสี่คนเดินเข้ามา ทุกคนก็พากันมองตามไม่ละสายตา แต่กลับไม่มีใครมาชี้นิ้วด่า หรือนินทาเสีย ๆ หาย ๆ อย่างที่บริษัทคู่แข่งต้องการคนทั่วไปมักชอบเสพข่าวลับ ๆ ของคนดังกันทั้งนั้น ถ้าไม่อยากถูกจับผิด ก็แค่ต้องทำทุกอย่างให้เปิดเผย แค่นี้ก็จะไม่มีข่าวลับอะไรให้พวกเขาเล่นงานแล้วเสียก็แต่นักแสดงในวงการกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์นั้นไม่กล้าเปิดเผยตัวเองเพราะกลัวแฟนคลับหนีหาย แต่นั่นมันไม่ใช่กับพวกผมร้านอาหารแห่งนี้ไม่มีห้องส่วนตัว ทำให้สามารถมองเห็นหน้าลูกค้าคนอื่นได้ ทว่าระยะห่างแต่ละโต๊ะนั้นไกลกันพอสมควร เลยไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาได้ยินบทสนทนา หลังจากนั่งลงและสั่งอาหารเรียบร้อย ผมก็เอ่ยเข้าประเด็นทันที“พวกนายจะแต่งงานกันไหม”“...!”“...?”ทั้งสองคนมีสีหน้าตกใจระคนงุนงง ไม่มีใครตอบอะไรกลับมา ราวกับยังตั้งสติไม่ไ
ไคถูกจับได้ว่าหักหลังบริษัทของตัวเอง แน่นอนว่าเส้นทางในสายอาชีพนักแสดงของเขาย่อมมาถึงทางตันแล้ว ตัวเขาเองก็คงจะรู้ดีเลยไม่ได้ขอร้องอ้อนวอนอะไร“ถึงนายจะจำเป็นต้องทำแบบนี้ แต่นั่นมันไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน ในเมื่อนายทำผิดก็ต้องรับผลที่ตามมา ทางบริษัทจะยกเลิกสัญญากับนาย และนายต้องเป็นคนจ่ายค่าปรับจากการผิดสัญญาเป็นจำนวนเงินสิบเท่า” พี่กันต์ทำสีหน้าเย็นชา“...” ใบหน้าของไคเปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันทีผมเดาว่าเงินที่เขาได้จากการหักหลังบริษัทคงจะไม่พอจ่ายค่าปรับแน่ ๆ งานนี้ไคก้าวพลาดแล้วล่ะทุกคนในที่นี้ไม่มีใครเห็นใจชายหนุ่มสักคน แม้กระทั่งคีย์ที่ปกติเป็นคนหัวอ่อนก็ยังเอาแต่ยืนเม้มปากเงียบ สีหน้าผิดหวังสุด ๆส่วนผมที่ไม่ได้สนิทกับไค ยิ่งไม่รู้สึกอะไรกับสถานการณ์นี้เลย ทว่าผมกลับมีความคิดหนึ่งซึ่งมันอาจจะช่วยให้ไคไม่ต้องจ่ายค่าปรับ ส่วนผู้เสียหายอย่างผม พี่กันต์ และคีย์ ก็ยังได้เอาคืนเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย“ผมคิดว่าในเมื่อ Q Entertainment ต้องการเล่นงานพวกเราด้วยข่าวฉาว งั้นทำไมพวกเราไม่เอาคืนเขาบ้างล่ะครับ&r
ผมนั่งไถโทรศัพท์อ่านคอมเมนต์อย่างคนไม่มีอะไรจะทำ การเสพเนื้อหาลบ ๆ และท็อกซิกไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่ผมรู้ว่าเรื่องที่พวกเขาด่ามันไม่เป็นความจริง เลยไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรในขณะที่กำลังเพลิดเพลิน พลันมีสายเรียกเข้าดังขึ้น ส่วนคนที่โทรเข้ามาก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็น ‘ไค’ นั่นเองผมกดรับสาย “ว่าไง”[คุณเมลเห็นข่าวหรือยังครับ]“เห็นแล้วล่ะ”[ผมขอโทษนะที่ทำให้คุณเมลพลอยถูกด่าไปด้วย ไม่คิดเลยว่าแค่ออกไปซื้อของก็จะเกิดเรื่องแบบนี้ได้ คุณเมลอย่าคิดมากนะครับ เดี๋ยวผมจะโพสต์แก้ข่าวให้]น้ำเสียงของไคดูจะรู้สึกผิดมากทีเดียว“ฉันไม่ได้คิดมากหรอก พวกเราต่างก็รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร อีกไม่นานทุกคนก็จะรู้ความจริงเองนั่นแหละ พี่กันต์กำลังไปจัดการเรื่องนี้” ผมพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ[งะ...งั้นเหรอครับ แบบนี้ก็ดีเลย]ไคถามไถ่ผมต่ออีกสองสามคำ ก่อนจะวางสายไปหลังจากนั้นไม่นาน แอ็กเคานต์ของไคก็โพสต์แก้ข่าว‘ผมกับคุณเมลเป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้องกันในบริษัทเท่านั
นอกจากข่าวฉาวของพี่กันต์กับคีย์ ตอนนี้ดันมีข่าวของผมกับรุ่นน้องที่บริษัทโผล่เพิ่มเข้ามาอีก เรื่องราวชักจะวุ่นวายไปกันใหญ่แล้ว!คุณแม่ของพี่กันต์ต่อสายหาใครสักคน ส่งเสียงแว้ดใส่ปลายสายให้รีบหาหลักฐานมา นอกจากของพี่กันต์ก็ยังมีของผมเพิ่มเข้าไปอีกด้วย เนื่องจากท่านเปิดลำโพง ทุกคนเลยได้ยินกันหมดปลายสายเองก็รีบร้อนลนลานบอกว่าขอเวลาหน่อย เนื่องจากมันกะทันหันเกินไป หลักฐานบางชิ้นอย่างพวกกล้องวงจรปิด จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย ไม่สามารถเอามาได้ทันที“ไม่รู้ล่ะ ยังไงฉันก็ต้องได้หลักฐานของทั้งตากันต์และหนูเมลภายในวันพรุ่งนี้ เรื่องเงินไม่เกี่ยง ขอแค่ผลลัพธ์เท่านั้น” คุณแม่พี่กันต์แว้ด ๆ แล้วก็วางสายด้วยอาการหอบเหนื่อย ใบหน้าที่แต่งแต้มเครื่องสำอางยับยู่ไปหมด“อีกไม่นานลูก ๆ ของเราก็จะแต่งงานกันอยู่แล้ว ใครมันช่างทำกันได้” แม่ของผมเองก็ฟึดฟัดฮึดฮัดไม่หยุด “คุณพี่ต้องลากตัวคนทำออกมาให้ได้นะคะ”“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ พี่ไม่ยอมหรอก เห็นกันอยู่ว่าลูก ๆ เรารักกันขนาดนี้ พี่ไม่ยอมให้ใครมาทำลายทั้งสองคนแน่







