Se connecterผมไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปตอนไหน พอตื่นขึ้นมาก็เห็นว่าเบื้องหน้าคือเพดานขาวสะอาด ด้านข้างมีเสาน้ำเกลือที่เชื่อมมาถึงมือตัวเองอยู่
หรือว่าจะเป็น...โรงพยาบาล?
ยังไม่ทันที่ผมจะได้คิดอะไรต่อ พลันมีเสียงทุ้มกวนประสาทดังขึ้นที่ด้านข้าง
“ตื่นแล้ว?”
“...” ผมหันไปมองพี่กันต์ ในใจอยากพ่นคำพูดจิกกัด แต่กลับรู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะพูดออกไป
“พอป่วยแล้วสบายหูดีจริง ๆ”
“ไอ้...” เสียงของผมแหบมาก ผมเม้มปากอย่างหงุดหงิดเพราะไม่รู้จะด่าอีกฝ่ายยังไงดี
“พูดไม่เพราะอีกแล้วนะ นี่เห็นว่าป่วยอยู่หรอก ไม่งั้นเมลโดนดีแน่” พี่กันต์ยื่นมือทาบลงบนหน้าผากผม ก่อนจะเลื่อนมาหยิกแก้ม “ยังอุ่น ๆ อยู่นิดหน่อย”
ผมเบือนหน้าหนีมือของเขา แต่ก็ถูกล็อกคางกลับมา เลยได้แต่ต้องยอมให้เขาทั้งลูบทั้งหยิกต่อไป
นี่ถ้าสิวขึ้นเพราะมือเขาผมเอาคืนแน่
“ผมจะกลับได้ตอนไหน” บอกตรง ๆ สิ่งที่ผมเกลียดที่สุดก็คือโรงพยาบาลนี่แหละ
“จะรีบไปไหน ร่างกายเมลยังไม่ฟื้นตัวเลย” พี่กันต์เปลี่ยนจากลูบแก้มไปลูบศีรษะตรงจุดที่โดนกระแทกเบา ๆ “เมลอ่อนเพลียมาก แถมโดนยามาอีก นอนโรงพยาบาลอีกสักคืนเถอะ”
“ที่ผมเป็นแบบนี้ก็เพราะพี่ทั้งนั้น” ผมสะบัดหน้าอย่างเอาแต่ใจ “ผมจะกลับ”
“อย่าดื้อ”
“...” ผมเม้มปาก ดวงตาเห่อร้อน ยิ่งเห็นสีหน้าไอ้คนตัวสูงที่ไม่มีท่าทางใจอ่อนก็ยิ่งรู้สึกแย่จนต้องพลิกตัวหนีเพราะไม่อยากเห็นหน้าเขา
“ทำไมถึงไม่อยากนอนโรงพยาบาล”
“...”
“ถ้าเมลไม่พูดพี่ก็ไม่รู้หรอกนะ แต่ไม่ว่ายังไงวันนี้ก็ยังกลับไม่ได้” เสียงทุ้มดูอ่อนลงกว่าที่เคย “เมลเพิ่งโดนยามา ต้องให้หมอตรวจร่างกายอีกรอบว่ายาสลายไปหมดแล้วหรือยัง แถมเมลยังไม่หายไข้ ถ้ากลับไปแล้วไข้สูงอีกรอบจะทำยังไง”
“...”
“เอาเถอะ ไม่บอกก็ไม่เป็นไร เมลพักผ่อนไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวพี่ต้องเข้าบริษัทไปจัดการงานต่อ แล้วก็จะเอาผลตรวจร่างกายของเมลที่ได้รับยาไปแจ้งความเพื่อจัดการนักแสดงคนนั้นด้วย ตอนเย็น ๆ พี่จะมาหาอีกที”
“อย่าไปนะ” ผมรีบหันไปมองเขาอย่างตกใจ “มะ...ไม่สิ พี่ช่วยเรียกพยาบาลมาอยู่กับผมหน่อย”
พี่กันต์ชะงักมือที่กำลังจับลูกบิด เขาหันมามองหน้าผมนิ่ง ๆ “อย่าบอกนะว่า...”
“เมลกลัวผี”
เขาเดาได้ตรงเผงเลยแหละ
“เออ ผมกลัวผีแล้วไง!”
“ตอนนี้กลางวัน ไม่มีผีหรอก”
“ไม่เอา” ถ้าเขากล้าทิ้งผมไว้คนเดียว ผมจะหนีออกจากโรงพยาบาลให้ดู
“โอเค ๆ เดี๋ยวพี่อยู่เป็นเพื่อนแล้วกัน” ร่างสูงเดินอมยิ้มไปนั่งลงบนโซฟาภายในห้องพักผู้ป่วย
ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อกี้พูดเยอะไปหน่อย ตอนนี้เลยเริ่มรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาอีกแล้ว
“พี่ห้ามแอบหนีไปนะ” ผมเหลือบตาจ้องอีกฝ่ายเขม็ง
“รู้แล้วครับ”
จากนั้นผมก็เห็นพี่กันต์โทรศัพท์สั่งงานรัว ๆ ไม่นานก็มีผู้ชายในชุดสูทหอบเอกสารมาให้เขาถึงห้องพักผู้ป่วย ทั้งคู่นั่งทำงานกันอยู่เงียบ ๆ แม้กระทั่งเวลาที่พูดก็ยังเบาเสียจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง
ตอนกลางวันพยาบาลก็เอาข้าวเที่ยงมาให้ หมอมาตรวจร่างกายจับนู่นวัดนี่ ผมก็ปล่อยให้พวกเขาทำแต่โดยดี หลังจากกินยาหลังอาหารเข้าไป ผมจึงเคลิ้มหลับไปอีกรอบโดยไม่รู้ตัว
แล้วผมก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้งในช่วงเย็น
ตอนนี้เป็นหน้าหนาว ท้องฟ้าเลยมืดเร็วกว่าปกติ บรรยากาศภายในห้องพักผู้ป่วยค่อนข้างสลัวเนื่องจากไม่ได้เปิดไฟเอาไว้ ผมตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นกระหน่ำอย่างคนทำอะไรไม่ถูก
นั่นก็เพราะในห้องไม่มีใครอยู่เลย!
“พี่กันต์” น้ำเสียงของผมสั่นเทา
ไอ้คนเฮงซวย อุตส่าห์บอกว่าอย่าไปไหน เขาก็ยังทิ้งผมได้ลงคอ
ผู้ชายอกสามศอกแบบผม ไม่ว่าอะไรก็ไม่หวั่น แต่ที่กลัวที่สุดก็คือผีนี่แหละ!
แกร๊ก
เสียงแปลก ๆ ที่ดังมาจากหน้าต่างทำเอาผมสะดุ้งโหยง ยกมือขึ้นกระชากเข็มน้ำเกลืออย่างแรง
ไม่อยู่แล้วโว้ย!
ผมไม่สนใจอาการปวดเมื่อยหรือวิงเวียนศีรษะของตัวเอง พอเท้าแตะพื้นก็พุ่งตัวไปที่ประตูห้องพัก
บนระเบียงทางเดินด้านนอกเปิดไฟสว่างจ้า แต่เนื่องจากเป็นโซนห้องพักพิเศษมันเลยไม่มีคนอยู่ในบริเวณนี้สักคน ต่อให้ไฟจะสว่างอยู่แต่ผมก็ไม่สบายใจเลยสักนิด
ผมวิ่งไปที่ลิฟต์แล้วกดลงไปชั้นล่าง เหงื่อไหลซึมเต็มศีรษะ ความเงียบสงัดและวังเวงของชั้นนี้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในอีกมิติเวลาหนึ่ง
ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกตรงชั้นหนึ่ง เสียงจ้อกแจ้กจอแจของผู้คนก็ดังมา คล้ายกับผมได้กลับสู่โลกที่เต็มไปด้วยมนุษย์อีกครั้ง ทำเอาหัวใจที่กระเด้งกระดอนกลับเข้าที่เข้าทางเหมือนเดิม
“คนไข้ มาทำอะไรตรงนี้คะ” เสียงพี่พยาบาลที่เป็นคนเอาข้าวเที่ยงกับยามาให้ดังขึ้น ก่อนที่เธอจะพุ่งเข้ามาจับแขนผมเอาไว้ “ทำไมที่มือมีเลือด นี่ดึงเข็มน้ำเกลือเหรอคะ”
คำพูดของเธอทำให้ผมก้มหน้ามองหลังมือตัวเอง จุดที่กระชากเข็มน้ำเกลือเมื่อกี้มีเลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อย
“ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ”
“เดี๋ยวฉันพาไปส่งที่ห้องนะคะ”
“ผมจะกลับบ้าน” ผมรั้งแขนตัวเองเอาไว้ ไม่ยอมเดินตามการลากของพี่พยาบาลสาว
“ไม่ได้ค่ะ ต้องรอคุณหมอตรวจร่างกายอีกรอบก่อน” เธอเองก็ไม่ยอมแพ้ ออกแรงมากขึ้นเพื่อลากให้ผมเดินตาม ท่าทางดูช่ำชองประหนึ่งเคยทำแบบนี้บ่อย ๆ
“ผมไม่ไป!” ผมส่ายหน้ารัว แต่น่าแปลกที่ผู้ชายตัวโตอย่างผมกลับถูกเธอลากไปง่าย ๆ เสียอย่างนั้น
ผมที่ต้านแรงพี่สาวพยาบาลไม่ได้ก็เลยนั่งแหมะมันตรงนั้นซะเลย เอาสิ ถ้าลากไหวก็เชิญเลย
“พื้นมันสกปรกนะคะ ลุกขึ้นมาเร็ว” พี่พยาบาลมีสีหน้าหนักใจ เดาว่าถ้าไม่ติดว่าผมเป็นคนไข้ เธอคงทุบกระบาลผมไปแล้วล่ะ
ในขณะที่ผมกับพี่พยาบาลกำลังยื้อยุดกันอยู่ เสียงทุ้มที่ไม่คุ้นเคยก็เอ่ยแทรกขึ้นมา
“ต้องการความช่วยเหลือไหมครับ”
“สวัสดีค่ะคุณไค พอดีมีปัญหานิดหน่อย ถ้ายังไงรบกวนคุณช่วยไปเรียกบุรุษพยาบาลมาให้หน่อยได้ไหมคะ” พี่พยาบาลสาวหันไปพูดกับผู้ชายอีกคน ท่าทางน่าจะคุ้นเคยกันพอสมควร
ผมหันไปมองตามแล้วก็ต้องตกตะลึงกับความหล่อเหลาของอีกฝ่าย คนบ้าอะไรตัวขาวจั๊วะอย่างกับหลอดไฟเดินได้ ถ้าบอกว่าเป็นดาราผมก็เชื่อ
เดี๋ยวนะ ดาราเหรอ
ไค...
เหมือนว่าในนิยายจะมีคนชื่อนี้อยู่จริง ๆ แต่เป็นเพียงแค่ตัวประกอบที่ไม่ได้สำคัญอะไร
ใช่แล้ว ไค นักแสดงหน้าใหม่ที่เข้าสังกัดมาในเวลาไล่เลี่ยกับคีย์ ด้วยความที่เป็นมือใหม่เหมือนกันก็เลยมักจะพึ่งพาช่วยเหลือกันบ่อย ๆ ทำให้คนอ่านคันยุบยิบในหัวใจลุ้นว่าหมอนี่จะมาเป็นหนึ่งในฮาเร็มของนายเอกไหม
ทว่าตัวประกอบอย่างหมอนี่ก็เป็นได้แค่ตัวประกอบนั่นแหละ นอกจากเดินผ่านฉากแวบไปแวบมาเหมือนนักเขียนแค่เอาประดับก็ไม่มีบทบาทอะไรเลย
แล้วทำไมผมถึงบังเอิญเจอหมอนี่ล่ะเนี่ย
“อ้าว นี่คุณเมลไม่ใช่เหรอครับ” อีกฝ่ายเอ่ยทัก พลางมองผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“รู้จักกันด้วยเหรอคะ ถ้างั้นก็ดีเลย ฉันรบกวนคุณไคมาช่วยกันหน่อยสิคะ คนไข้คนนี้หนีออกมาจากในห้อง ฉันจะพากลับไปก็ไม่ยอม ดื้อมากเลย”
“ผมไม่ไป” ผมทวนประโยคเดิมของตัวเอง อาศัยจังหวะที่ทั้งคู่เผลอรีบสะบัดมือเธอออก แล้วลุกขึ้นจะวิ่งออกไป
หมับ
แต่โชคชะตาช่างโหดร้ายนัก เจ้าตัวประกอบนามว่าไคมันดันมาจับที่หลังคอเสื้อของผมเอาไว้น่ะสิ!
“ปล่อยนะ” ผมหันไปถลึงตาใส่
“ขอโทษที่ทำตัวไม่สุภาพนะครับ แต่อย่าทำให้พี่พยาบาลเหนื่อยสิ พี่เขายังมีงานอื่นต้องทำอีกนะ”
“ฉันจะกลับบ้าน ปล่อยเลยนะ!”
ผมดีดดิ้นอย่างหงุดหงิด ถึงโรงพยาบาลจะเปิดแอร์ตลอดเวลา แต่เพราะเมื่อกี้วิ่งออกมา แถมตอนนี้ยังต้องมาประมือกับสองคนนี้ก็เลยทำให้ผมเริ่มเหนื่อยขึ้นมา
“ดูสิ หน้าเริ่มซีดแล้ว เป็นคนป่วยก็ทำตัวแบบคนป่วยสิครับ ผมขออนุญาตนะ” ไคก้มลงช้อนตัวผมขึ้นมาอุ้ม ก่อนจะหันไปหาพี่พยาบาล “นำทางเลยครับ เดี๋ยวผมพาไปส่งเอง”
“โอเคค่ะ” พี่พยาบาลเดินนำออกไป
ผมหน้าเหวอ พอตั้งสติได้ก็เริ่มโวยวายยกมือขึ้นดันหน้าตีอกอีกฝ่ายไม่หยุด “เฮ้ย ปล่อยนะเว้ย ไอ้บ้า”
อะไรของมันเนี่ย ไม่ได้รู้จักกันสักหน่อย จู่ ๆ จะมาอุ้มทำไม
“อยู่นิ่ง ๆ สิครับ ถ้าผมทำคุณตกลงไป ทีนี้น่าจะได้อยู่โรงพยาบาลยาวกว่าเดิมนะ”
“แม่ง” ผมหงุดหงิดจนดวงตาแสบร้อน ทำไมอะไร ๆ ก็ไม่เป็นใจเลยสักอย่างเนี่ย อยากกรี๊ดเป็นบ้า
“ทำไมถึงหนีออกมาล่ะครับ”
“ยุ่ง!” ถ้าไม่ติดว่าจะดูหยาบคายเกินไป ผมก็อยากด่าว่าเสือกด้วยซ้ำ
“เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าคุณอารมณ์ร้ายแบบนี้” ไคทำหน้าเหลือเชื่อ แต่ดวงตากลับมีร่องรอยขบขัน
ผมท่องยุบหนอพองหนอในใจเพื่อไม่ให้ต่อยคนตรงหน้าไปซะก่อน ถึงยังไงก็เพื่อนร่วมบริษัทเดียวกัน
หลังจากกิจกรรมเข้าจังหวะของเราสองคนสิ้นสุดลง พี่กันต์ก็อุ้มผมไปอาบน้ำอย่างว่าง่าย แถมยังรักษาสัญญาว่าจะทำแค่รอบเดียวได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งตอนอาบน้ำก็ยังไม่ทำตัวรุ่มร่ามเกินเลยเหมือนเมื่อก่อน ผมเลยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเขาทำจนลุกไม่ไหว“ถ้าเมื่อก่อนพี่พูดง่ายแบบวันนี้ก็ดีสิ” ผมพูดขณะที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของคนรัก“แล้วเมื่อก่อนพี่พูดไม่ง่ายตรงไหนกัน”“ทุกตรงนั่นแหละ ผมบอกให้ทำแค่วันละรอบ พี่ก็ไม่เคยฟัง”“ก็เมลยั่วนี่นา”“อ๋อ นี่โทษผมเหรอ” ผมยกมือขึ้นหยิกหน้าอกเขาอย่างแรง“โอ๊ย ๆ พี่ไม่ได้โทษเมล พี่ผิดเอง พี่มันหื่น ปล่อยเร็วครับ เจ็บจะตายแล้ว”“หนังหนาขนาดนี้รู้จักเจ็บเป็นด้วยหรือไง” ผมออกแรงบิดมากขึ้นพี่กันต์ร้องโอดโอยอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมาขยำบั้นท้ายผมเป็นการเอาคืน สุดท้ายกว่าเราสองคนจะได้นอนก็ปาเกือบเที่ยงคืน เพราะเอาแต่ทะเลาะตบตีกันอย่างไม่มีใครยอมใครเช้าวันต่อมา แม่ ๆ ก็มาขุดผมกับพี่กันต์ออกจากเตียงแต่เช้า จากนั้
พอเดินวนดูสถานที่จัดงานจนครบแล้ว เหล่าแม่ ๆ ก็จับพวกผมไปขังในโรงแรม และถูกบังคับให้เข้าคอร์สอาบน้ำใหญ่ต่อผมยืนเอามือปิดหน้าอกตัวเองพลางกระโดดไปทั่วห้อง นั่นก็เพราะตอนนี้ผมโดนกลุ่มหญิงวัยกลางคนจับถลกหนังจนเกือบล่อนจ้อนเหลือแต่กางเกงในแล้วนั่นเอง“ที่ตัวไม่ต้องก็ได้ครับ! ถึงยังไงก็ต้องใส่ชุดสูท นอกจากหน้ากับคอ ผิวส่วนอื่นก็อยู่ใต้ร่มผ้าหมด ไม่ต้องขัดหรอก!” ผมหลับหูหลับตาตะโกน“ไม่ได้ค่ะ คุณหญิงสั่งให้พวกเราดูแลคุณตั้งแต่หัวจรดเท้า ต่อให้เป็นจุดซ่อนเร้นก็ต้องได้รับการดูแลค่ะ” หญิงวัยกลางคนที่มีผมสีดอกเลาแซมครึ่งศีรษะพูดด้วยรอยยิ้มหวานหยด “มาเถอะค่ะ ไม่ต้องอายหรอก ฉันเห็นมาบ่อยแล้ว”จากนั้นพนักงานคนอื่นที่อายุพอ ๆ กัน ก็พุ่งเข้ามาล็อกแขนล็อกขาแล้วลากผมเข้าห้องน้ำไป“เฮ้ย! ปล่อยนะโว้ยยยย” ผมกรีดร้องประหนึ่งคนโดนเชือดก็ไม่ปานเกิดมายี่สิบกว่าปี อยู่มาสองโลก นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมรู้สึกอับอายขนาดนี้!สุดท้ายผมก็ถูกทารุณกรรม (ทางจิตใจ) จนใบหน้าและลำตัวแดงก่ำอย่างกับกุ้งต้ม
ผมต้องการให้พวกเราแต่งงานพร้อมกันสองคู่ ซึ่งพี่กันต์ก็ตามใจอย่างว่าง่ายด้วยความร้อนใจ วันถัดมาผมเลยนัดพี่ตินกับคีย์ออกมาทานข้าวในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ตอนที่คนในร้านรวมถึงพนักงานเห็นพวกผมสี่คนเดินเข้ามา ทุกคนก็พากันมองตามไม่ละสายตา แต่กลับไม่มีใครมาชี้นิ้วด่า หรือนินทาเสีย ๆ หาย ๆ อย่างที่บริษัทคู่แข่งต้องการคนทั่วไปมักชอบเสพข่าวลับ ๆ ของคนดังกันทั้งนั้น ถ้าไม่อยากถูกจับผิด ก็แค่ต้องทำทุกอย่างให้เปิดเผย แค่นี้ก็จะไม่มีข่าวลับอะไรให้พวกเขาเล่นงานแล้วเสียก็แต่นักแสดงในวงการกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์นั้นไม่กล้าเปิดเผยตัวเองเพราะกลัวแฟนคลับหนีหาย แต่นั่นมันไม่ใช่กับพวกผมร้านอาหารแห่งนี้ไม่มีห้องส่วนตัว ทำให้สามารถมองเห็นหน้าลูกค้าคนอื่นได้ ทว่าระยะห่างแต่ละโต๊ะนั้นไกลกันพอสมควร เลยไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาได้ยินบทสนทนา หลังจากนั่งลงและสั่งอาหารเรียบร้อย ผมก็เอ่ยเข้าประเด็นทันที“พวกนายจะแต่งงานกันไหม”“...!”“...?”ทั้งสองคนมีสีหน้าตกใจระคนงุนงง ไม่มีใครตอบอะไรกลับมา ราวกับยังตั้งสติไม่ไ
ไคถูกจับได้ว่าหักหลังบริษัทของตัวเอง แน่นอนว่าเส้นทางในสายอาชีพนักแสดงของเขาย่อมมาถึงทางตันแล้ว ตัวเขาเองก็คงจะรู้ดีเลยไม่ได้ขอร้องอ้อนวอนอะไร“ถึงนายจะจำเป็นต้องทำแบบนี้ แต่นั่นมันไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน ในเมื่อนายทำผิดก็ต้องรับผลที่ตามมา ทางบริษัทจะยกเลิกสัญญากับนาย และนายต้องเป็นคนจ่ายค่าปรับจากการผิดสัญญาเป็นจำนวนเงินสิบเท่า” พี่กันต์ทำสีหน้าเย็นชา“...” ใบหน้าของไคเปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันทีผมเดาว่าเงินที่เขาได้จากการหักหลังบริษัทคงจะไม่พอจ่ายค่าปรับแน่ ๆ งานนี้ไคก้าวพลาดแล้วล่ะทุกคนในที่นี้ไม่มีใครเห็นใจชายหนุ่มสักคน แม้กระทั่งคีย์ที่ปกติเป็นคนหัวอ่อนก็ยังเอาแต่ยืนเม้มปากเงียบ สีหน้าผิดหวังสุด ๆส่วนผมที่ไม่ได้สนิทกับไค ยิ่งไม่รู้สึกอะไรกับสถานการณ์นี้เลย ทว่าผมกลับมีความคิดหนึ่งซึ่งมันอาจจะช่วยให้ไคไม่ต้องจ่ายค่าปรับ ส่วนผู้เสียหายอย่างผม พี่กันต์ และคีย์ ก็ยังได้เอาคืนเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย“ผมคิดว่าในเมื่อ Q Entertainment ต้องการเล่นงานพวกเราด้วยข่าวฉาว งั้นทำไมพวกเราไม่เอาคืนเขาบ้างล่ะครับ&r
ผมนั่งไถโทรศัพท์อ่านคอมเมนต์อย่างคนไม่มีอะไรจะทำ การเสพเนื้อหาลบ ๆ และท็อกซิกไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่ผมรู้ว่าเรื่องที่พวกเขาด่ามันไม่เป็นความจริง เลยไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรในขณะที่กำลังเพลิดเพลิน พลันมีสายเรียกเข้าดังขึ้น ส่วนคนที่โทรเข้ามาก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็น ‘ไค’ นั่นเองผมกดรับสาย “ว่าไง”[คุณเมลเห็นข่าวหรือยังครับ]“เห็นแล้วล่ะ”[ผมขอโทษนะที่ทำให้คุณเมลพลอยถูกด่าไปด้วย ไม่คิดเลยว่าแค่ออกไปซื้อของก็จะเกิดเรื่องแบบนี้ได้ คุณเมลอย่าคิดมากนะครับ เดี๋ยวผมจะโพสต์แก้ข่าวให้]น้ำเสียงของไคดูจะรู้สึกผิดมากทีเดียว“ฉันไม่ได้คิดมากหรอก พวกเราต่างก็รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร อีกไม่นานทุกคนก็จะรู้ความจริงเองนั่นแหละ พี่กันต์กำลังไปจัดการเรื่องนี้” ผมพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ[งะ...งั้นเหรอครับ แบบนี้ก็ดีเลย]ไคถามไถ่ผมต่ออีกสองสามคำ ก่อนจะวางสายไปหลังจากนั้นไม่นาน แอ็กเคานต์ของไคก็โพสต์แก้ข่าว‘ผมกับคุณเมลเป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้องกันในบริษัทเท่านั
นอกจากข่าวฉาวของพี่กันต์กับคีย์ ตอนนี้ดันมีข่าวของผมกับรุ่นน้องที่บริษัทโผล่เพิ่มเข้ามาอีก เรื่องราวชักจะวุ่นวายไปกันใหญ่แล้ว!คุณแม่ของพี่กันต์ต่อสายหาใครสักคน ส่งเสียงแว้ดใส่ปลายสายให้รีบหาหลักฐานมา นอกจากของพี่กันต์ก็ยังมีของผมเพิ่มเข้าไปอีกด้วย เนื่องจากท่านเปิดลำโพง ทุกคนเลยได้ยินกันหมดปลายสายเองก็รีบร้อนลนลานบอกว่าขอเวลาหน่อย เนื่องจากมันกะทันหันเกินไป หลักฐานบางชิ้นอย่างพวกกล้องวงจรปิด จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย ไม่สามารถเอามาได้ทันที“ไม่รู้ล่ะ ยังไงฉันก็ต้องได้หลักฐานของทั้งตากันต์และหนูเมลภายในวันพรุ่งนี้ เรื่องเงินไม่เกี่ยง ขอแค่ผลลัพธ์เท่านั้น” คุณแม่พี่กันต์แว้ด ๆ แล้วก็วางสายด้วยอาการหอบเหนื่อย ใบหน้าที่แต่งแต้มเครื่องสำอางยับยู่ไปหมด“อีกไม่นานลูก ๆ ของเราก็จะแต่งงานกันอยู่แล้ว ใครมันช่างทำกันได้” แม่ของผมเองก็ฟึดฟัดฮึดฮัดไม่หยุด “คุณพี่ต้องลากตัวคนทำออกมาให้ได้นะคะ”“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ พี่ไม่ยอมหรอก เห็นกันอยู่ว่าลูก ๆ เรารักกันขนาดนี้ พี่ไม่ยอมให้ใครมาทำลายทั้งสองคนแน่

![ผมไม่ได้ยั่ว เสี่ยต่างหากที่ห้ามใจไม่ได้[Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





