LOGIN“พี่หลิวหมายถึงเรื่องหย่าหรือคะ”
“ทั้งเรื่องหย่าและเรื่องบริษัท”
ทั้งสามรีบลงสู่ลำธาร ทันใดนั้นเสียงปืนก็ดังขึ้นหนึ่งนัด กระสุนพุ่งกระแทกต้นไม้ใกล้ศีรษะจนเปลือกไม้กระจาย หลี่น่าสะดุ้ง หวังเหว่ยรีบดึงเธอหมอบลงหลังโขดหิน“พวกมันมีปืน”สวี่อวี้เฉิงกล่าวเสียงเครียด“อยู่ข้างหลังผม”หวังเหว่ยกวาดสายตามองพื้นที่โดยรอบ ก่อนหยิบก้อนหินขว้างไปอีกด้านหนึ่ง เมื่อก้อนหินตกกระทบพุ่มไม้ แสงไฟฉายสองดวงก็หันตามเสียงทันทีหวังเหว่ยฉวยโอกาสนั้นพาทั้งสองวิ่งข้ามลำธารไปยังแนวต้นสนพวกเขาเดินสลับวิ่งอยู่นานเกือบหนึ่งชั่วโมง จนเสียงไล่ตามค่อย ๆ ห่างออกไป ทว่าเส้นทางในป่ากลับมืดสนิทและเต็มไปด้วยหมอกหลี่น่าหยุดมองเท้าของสวี่อวี้เฉิง“ครูสวี่ คุณเดินกะเผลก”ชายหนุ่มก้มดูข้อเท้าตนเอง“คงพลิกตอนกระโดดลงลำธารครับ ไม่รุนแรง”หลี่น่าย่อตัวลงตรวจทันที“เริ่มบวมแล้ว อย่าฝืนลงน้ำหนักมาก”หวังเหว่ยมองไปทางด้านหลัง ยังเห็นแสงไฟวูบไหวอยู่ไกล ๆ“เราต้องไปต่อก่อน เมื่อถึงที่ปลอดภัยค่อยทำแผล”เขาให้สวี่อวี้เฉิงพาดแขนบนไหล่และช่วยประคองเดิน หลี่น่าเดินอยู่ข้างกัน คอยส่องไฟฉายดวงเล็
รุ่งเช้า หวังเหว่ยส่งข้อความลับไปยังหลินเซิ่ง ขอให้ตรวจสอบประวัติของหยางจื้อเฉียง รวมถึงเส้นทางการเงินและคนที่ติดต่อด้วยในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา เขากำชับไม่ให้ดำเนินการจับกุมจนกว่าจะได้รับคำสั่งขณะเดียวกัน หลี่น่ากับสวี่อวี้เฉิงตรวจของที่คนร้ายทิ้งไว้ละเอียดขึ้นไม้ขีดไฟเป็นของโรงแรมเล็กในตัวอำเภอชื่อโรงแรมรุ่งอรุณ ถุงผ้ามีกลิ่นสมุนไพรและฝุ่นปูน ส่วนมีดพับมีคราบสีแดงเข้มติดอยู่ตรงด้ามหลี่น่าใช้สำลีชุบน้ำยาเช็ดคราบออกมาตรวจ“ไม่ใช่เลือด เป็นสีทาไม้”สวี่อวี้เฉิงนึกขึ้นได้“โกดังเก่าของซิงหย่วนมีประตูสีแดง เมื่อก่อนผมเคยผ่าน เห็นสีลอกออกมามาก”หวังเหว่ยจึงตัดสินใจเดินทางไปสำรวจโกดังในคืนถัดไป โดยไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพราะยังไม่แน่ใจว่ามีใครถูกซื้อไว้แล้วบ้าง หลี่น่าประกาศทันทีว่าจะไปด้วย“ไม่ได้” หวังเหว่ยปฏิเสธ เธอขมวดคิ้ว“หลักฐานหลายอย่างเกี่ยวข้องกับยา ฉันแยกได้ว่าอะไรเป็นยาจริง อะไรเป็นของปลอม”“ที่นั่นอันตราย คลินิกที่เกือบถูกเผาก็อันตรายเหมือนกัน ผมจะให้สวี่อวี้เฉิงถ่ายภาพหลักฐานกลับมา”หลี่น่าส่
หวังเหว่ยตามไปโดยไม่ลังเล เสียงฝีเท้าของทั้งสองดังไปตามทางดิน ชายชุดดำรู้เส้นทางในหมู่บ้านเป็นอย่างดี เขาเลี้ยวผ่านยุ้งฉางและพยายามมุ่งหน้าไปยังชายป่าด้านทิศตะวันตก แต่หวังเหว่ยเคยเดินสำรวจพื้นที่รอบหมู่บ้านมาแล้วหลายครั้ง จึงเลือกวิ่งตัดผ่านลานบ้านหลังหนึ่งเพื่อดักหน้าเมื่อชายชุดดำพ้นแนวต้นไม้ หวังเหว่ยก็พุ่งเข้าชนจากด้านข้าง ทั้งคู่ล้มกลิ้งลงบนพื้น ชายคนนั้นชักมีดสั้นออกมาแทง หวังเหว่ยเบี่ยงตัวหลบและจับข้อมืออีกฝ่ายบิดไปด้านหลัง มีดตกลงบนดินทันที แต่ผู้บุกรุกยังใช้ศอกกระแทกเข้าที่ท้องของเขาอย่างแรง ก่อนดิ้นหลุดและวิ่งหนีต่อหวังเหว่ยตามไปติด ๆ อีกฝ่ายกระโดดขึ้นรถจักรยานยนต์ที่ซ่อนไว้หลังพุ่มไม้แล้วพยายามสตาร์ตเครื่อง แต่เครื่องยนต์ไม่ติดในครั้งแรก หวังเหว่ยคว้าด้านท้ายรถไว้ชายชุดดำหันมายกเท้าถีบหน้าอกเขาจนต้องปล่อยมือ เมื่อเครื่องยนต์ติดขึ้นในที่สุด รถจักรยานยนต์ก็พุ่งออกไปตามถนนภูเขาอย่างรวดเร็ว หวังเหว่ยไม่ได้ฝืนวิ่งตาม เขาก้มลงมองพื้นและพบสิ่งหนึ่งตกอยู่ใกล้ล้อรถ เป็นถุงผ้าสีเทาขนาดเล็ก ภายในมีไม้ขีดไฟ มีดพับ และบัตรผ่านโกดังสินค้าซึ่งถูกตัดมุมทิ้งไปแล้ว
ตลอดสัปดาห์นั้น หวังเหว่ยช่วยทุกอย่างที่พบเห็น เขาแบกหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นลมจากทุ่งนาเข้ามายังคลินิก ช่วยอุ้มเด็กที่ขาหักขึ้นรถไปโรงพยาบาล ขนถังน้ำในวันที่บ่อใกล้คลินิกแห้ง และเดินหลายกิโลเมตรไปนำยาจากหมู่บ้านข้างเคียงเมื่อยาลดไข้ขาดแคลนเขาไม่เคยประกาศว่าตนทำเพื่อหลี่น่า และไม่เคยขอคำชมจากใคร หากมีคนถาม เขาจะตอบเพียงว่า“คลินิกนี้ช่วยคนทั้งหมู่บ้าน ผมช่วยได้ก็ช่วย”ความสม่ำเสมอทำให้ท่าทีของชาวบ้านเปลี่ยนไป จากที่เคยเรียกเขาว่า “ผู้บังคับการหวัง” ด้วยความเกรงกลัว หลายคนเริ่มเรียกอย่างเป็นกันเองว่า “สามีคุณหมอ” หรือ “ลูกมือประจำคลินิก”เช้าวันหนึ่ง หญิงชราป้าหวังนำไข่ไก่ตะกร้าใหญ่มาวางบนโต๊ะ“เอาไว้ให้คุณหมอกับสามีกิน จะได้มีแรงรักษาคน”หลี่น่ารีบปฏิเสธ“ป้าหวังเก็บไว้ขายเถอะค่ะ พวกเรารับไม่ได้”หญิงชราส่ายหน้า“นี่ไม่ใช่ค่ารักษา เป็นน้ำใจ คุณหมอรักษาหลานฉัน ส่วนสามีคุณหมอก็ช่วยซ่อมหลังคาบ้านฉันเมื่อวาน”หลี่น่าหันไปมองหวังเหว่ย“คุณไปซ่อมหลังคาบ้านป้าหวังเมื่อไร”“ตอนคุณออกไปตรวจคนไข้ติดเตียง”
หวังเหว่ยค่อย ๆ วางผู้ป่วยลงตามคำสั่ง จากนั้นถอยไปยืนข้างเตียงพร้อมรอฟังงานต่อไปหลี่น่าตรวจการหายใจและชีพจร ก่อนสั่งซุนเยี่ยน“เตรียมออกซิเจน แล้วเอายาใต้ลิ้นมา”“ค่ะ”หลี่น่าหันไปหาหวังเหว่ย“ช่วยเปิดหน้าต่าง อย่าให้คนมุง แล้วไปบอกญาติให้เตรียมเกวียน เราต้องส่งโรงพยาบาลอำเภอ”หวังเหว่ยพยักหน้าและทำตามทันที เขากันชาวบ้านออกจากประตู จัดทางเดินให้โล่ง และให้คนไปตามเกวียนจากบ้านผู้ใหญ่บ้านระหว่างนั้นอาการของลุงหม่ายังไม่ดีขึ้น หลี่น่าจึงต้องรีบให้การรักษาเบื้องต้นเมื่อเกวียนมาถึง หวังเหว่ยก็เป็นคนอุ้มผู้ป่วยออกไปอีกครั้ง เขาจัดผ้าห่มรองด้านล่าง ใช้เชือกยึดแผ่นไม้ไม่ให้ขยับ และกำชับคนขับให้หลีกเลี่ยงทางขรุขระ“ผมจะขับรถจี๊ปนำไปเอง”หลี่น่ามองเขา“คุณรู้ทางลัดไปโรงพยาบาลหรือ”“ผู้ใหญ่บ้านบอกเส้นทางแล้ว ผมจะไปเคลียร์ทางข้างหน้า”“ระวังด้วย ถนนยังลื่น”หวังเหว่ยชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำเตือน ก่อนตอบเบา ๆ“ผมจะระวัง”ชาวบ้านที่ยืนอยู่ใกล้กันมองทั้งสองคนสลับไปมา บางคนยิ้มอย่างร
หวังเหว่ยหันมาพยักหน้า สวี่อวี้เฉิงปีนขึ้นไปช่วยอีกคน ทั้งสองใช้ผ้าใบหนาคลุมส่วนที่รั่วและยึดด้วยเชือกจนแน่น ระหว่างที่หวังเหว่ยกำลังลงจากหลังคา เท้าของเขาเหยียบพลาดบนขั้นบันไดที่เปียก ร่างสูงไถลลงมาหลายขั้น หลี่น่ารีบเข้าไปจับแขนเขาโดยไม่ทันคิด“หวังเหว่ย!”เขายึดขอบบันไดไว้ได้ทัน ก่อนกระโดดลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย มือของหลี่น่ายังคงกำแขนเขาแน่น“เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”หวังเหว่ยมองมือของเธอ ก่อนตอบเสียงเบา“ไม่เจ็บ”เมื่อรู้ตัวว่ากำลังแสดงความเป็นห่วง หลี่น่าจึงรีบปล่อยมือ“ฉันแค่ไม่อยากให้มีคนเจ็บเพิ่ม”“ผมเข้าใจ”แม้จะพูดเช่นนั้น แต่รอยยิ้มในดวงตาของเขาทำให้เธอรู้ว่าเขาไม่ได้เชื่อทั้งหมดหลี่น่าหันไปหยิบผ้าสะอาดส่งให้“เช็ดตัวก่อน เดี๋ยวจะป่วย”หวังเหว่ยรับผ้ามา“ขอบคุณ”“อย่าเพิ่งคิดว่าฉันหายโกรธ”“ผมไม่คิดอย่างนั้น”“แล้วคุณยิ้มอะไร”“ผมดีใจที่คุณยังเป็นห่วง”หลี่น่าจ้องเขาเขม็ง“ฉันเป็นหมอ ต่อให้เป็นคนแปลกหน้าฉันก็เป็นห่วง”หวังเหว่ยพยักหน้าด้ว







