LOGINสิบปีก่อน เขาบอกให้นางรอ...และจะกลับมาแต่งงานกับนาง เมื่อนำชัยชนะกลับจากสนามรบได้สำเร็จ มีฐานะเป็นแม่ทัพใหญ่ ซูหว่านชิงจึงเฝ้ารอเซียวมู่เฉินอย่างซื่อสัตย์ ทุ่มเททั้งวัยเยาว์ให้แก่คำมั่นใต้ต้นดอกท้อ ปฏิเสธการแต่งงานทุกครั้งเพื่อรอวันที่เขากลับมา ทว่าสิบปีให้หลังต่อมา เซียวมู่เฉิงผู้เป็นคนรักกลับหวนคืนสู่เมืองหลวงพร้อมชัยชนะและฐานะสูงส่ง...ทว่าเขากลับมาพร้อมภรรยาและบุตรตัวน้อยเคียงข้าง ยิ่งไปกว่านั้น...เขากลับจำนางไม่ได้เลย สูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับนางไปจนสิ้น จากคนรัก...กลายเป็นคนแปลกหน้า จากคำมั่นสัญญา...กลายเป็นเรื่องน่าสมเพช เมื่อหัวใจที่เฝ้ารอมาทั้งชีวิตถูกเหยียบย่ำไม่เหลือสิ้นดี เจ็บจนแทบกระอักเลือดออกมา พรทุกข้อที่นางอ้อนวอนต่อฟ้าดิน ล้วนขอให้เขารอดพ้นจากคมดาบและความตาย ทว่าสวรรค์กลับเมตตาเขาเกินไปนัก ไม่เพียงมอบชีวิตคืนให้เขา หากยังมอบครอบครัวที่แสนอบอุ่น...โดยแลกมาด้วยหัวใจของนางที่แตกสลาย
View Moreสายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านกำแพงเมืองหลวง แต่กลับไม่ ได้นำพาความอบอุ่นมาด้วยเลยแม้แต่น้อย มีเพียงแค่ความเย็นเยียบที่เสียดแทงผ่านเนื้อผ้า กัดกินลึกเข้าไปถึงกระดูกราวกับย้ำเตือนให้รู้ว่า…การรอคอยอย่างโดดเดี่ยวตลอดสิบปีที่ผ่านมา
ช่างหนาวเหน็บเสียจนหัวใจด้านชาไปหมดแล้ว ถนนสายหลักเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่ว่าง เสียงโห่ร้องยินดีดังระงมจนแสบแก้วหู “แม่ทัพเซียวกลับมาแล้ว!” “ชนะศึกใหญ่ครานี้ฮ่องเต้พอใจนัก! สกุลเซียวรุ่งโรจน์แน่!” “สิบปีเชียวนะ...ในที่สุดฝันร้ายที่ชายแดนก็จบลงเสียที” ชาวบ้านต่างเบียดเสียด ชะเง้อคอรอคอยขบวนกองทัพราวกับกำลังรอคอยเทพเซียนก็ไม่ปาน ทว่าท่ามกลางผู้คนมากมายกลับมีเพียงสตรีในชุดสีฟ้าอ่อนผู้หนึ่งที่ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่หน้าร้านน้ำชา ราวกับถูกตัดขาดออกจากออกจากความครึกครื้นยินดีนี้ ซูหว่านชิง...บุตรสาวเพียงคนเดียวของเจ้ากรมพิธีการ และคู่หมั้นที่ถูกลืมเลือนของแม่ทัพเซียวมู่เฉิน ใบหน้าของนางยังคงอ่อนหวานดังเดิม ทว่าหากสังเกตให้ดี แววตาคู่กรุ่นนั้นกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกที่กัดกินหัวใจมาตลอดสิบปี มือเรียวกำหยกครึ่งซีกในแขนเสื้อไว้แน่นจนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาว “คุณหนูเจ้าคะ...” ชิงเอ๋อร์ สาวใช้คนสนิทเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง พลางชำเลืองสายตาเหลือบมองสีหร้าคุณหนูของตนอย่างเห็นใจในคราเดียวกัน “ยามนี้ลมเริ่มแรงแล้ว อีกทั้งคุณหนูก็ยังตากหนาวตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางจนปานนี้แล้ว…อย่างไรมิสู้พวกเรากลับไปรอที่จวนดีไม่กว่าหรือเจ้าคะ” ซูหว่านชิงเพียงแค่นยิ้มบางๆ ทว่าดูแล้วช่างเบาบางและขื่นขมไม่น้อย “อีกไม่นานเขาก็คงถึงแล้วกระมัง...” น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าหากฟังให้ดีกลับดูสั่นสะท้านด้วยความคาดหวังที่พยุงชีวิตนางมาตลอดสิบปี ช่วงเวลาสิบปีนั้น…หากจะกล่าวว่านานมันก็คงนานสำหรับคนผู้หนึ่งที่เฝ้ารอ แต่หากจะบอกว่าเร็ว มันก็คงเร็วเสียจนน่าใจหายสำหรับผู้ที่มีความสุข ช่วงเวลาที่ยาวนานพอจะทำให้เด็กทารกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ยาวนานพอจะทำให้คนคนหนึ่งถูกลืมเลือนราวกับเคยมีอยู่ สตรีมากมายในวัยเดียวกันกับนางล้วนออกเรือนแต่งงาน มีบุตรและมีความสุขไปนานแล้วแต่นางกลับเลือกกักขังตัวเองไว้ในคำสัญญาของเด็กหนุ่มในวัยสิบหกปีแทน ‘หว่านชิง รอข้ากลับมาได้หรือไม่’ น้ำเสียงทุ้มในวันวานยังคงดังสะท้อนอยู่ในหัวใจใต้ต้นท้อที่กลีบร่วงโรย ‘ในวันที่ข้าสยบศัตรูทั่วใต้หล้า นำชัยชนะกลับคืนเมืองหลวงและก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่เกรียงไกร ข้าจะควบม้านำสินสอดทองหมั้นสิบหลี่มาแต่งเจ้าเข้าจวนอย่างสมเกียรติ ให้สตรีทั้งใต้หล้าต้องอิจฉาเจ้า…’ ‘แล้วหากท่านไม่กลับมาเล่า’ เด็กสาวในวันนั้นเอ่ยถามด้วยความหวาดกลัว เซียวมู่เฉินยัดหยกขาวใส่มือนาง พร้อมรอยยิ้มดูมั่นใจอย่างหนักแน่นราวกับบอกว่าให้เชื่อใจ อน่างไรเขาก็จะกลับมาแน่ ‘เช่นนั้นเจ้าก็มาตามหาข้าที่ปรโลก’ หว่านชิงก้มมองหยกขาวในมือที่ยามนี้อุ่นร้อนด้วยอุณหภูมิร่างกายของนาง ตลอดสิบปีที่ผ่านมาราวกับนางมีชีวิตอยู่เพื่อรักษาหยกชิ้นนี้และคำสัญญานี้เท่านั้น ทุกครั้งที่นางได้ยินข่าวลือของความพ่ายแพ้ในสงครามแพร่สะพัดเข้ามาในเมืองหลวง หัวใจของนางก็พลางกระตุกวูบปวดหนึบแทบหายใจไม่ออกด้วยควาทเป็นห่วง ทั้งยังสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมอย่างหวาดกลัวและหวาดผวา เมื่อภาพที่นางเห็นในห้วงฝันนั้น มีแต่หยาดเลือดสีแดงฉาด คมดาบและร่างที่ไร้วิญญาณนอนเกลื่อนอยู่บนผืนทราย และยิ่งในยามที่ค่ำคืนหนาวเหน็บฤดูเหมันต์ได้ย่างกรายเข้ามา สายลมเหมันต์โบกโบยผ่านหน้าต่างห้องนอนที่เงียบงัน... ความหนาวนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ผิวหนัง แต่มันกัดลึกเข้าไปในกระดูก เสียดแทงเข้าไปในอกจนเจ็บแสบไปหมด นางทำได้เพียงซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ฝ่ามือกุมหยกขาวชิ้นนั้นไว้แนบอก คล้ายกับกำลัวประคองความทรงจำอันน้อยนิดที่มีเหลืออยู่ไว้อย่างหวงแหน เพราะมัมคือสิ่งเดียวที่ชุบเลี้ยงเศษเสี้ยววิญญาณของนางไว้ ในยามที่นางเอ่ยประโยคนั้นออกไป นางหาได้กลัวว่าเขาจะไม่กลับมาทวงคืนคำสัญญาและหาได้กลัวว่าตนเองจะต้องกลายเป็นสตรีเทื้อที่ไร้คนแต่งด้วย หากแต่นางกลัว...กลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไปต่างหาก กลัวว่าในสนามรบโหดเหี้ยม ที่มีแต่คมดาบของศัตรูนั้นมจะพรากเอาชีวิตและรอยยิ้มอบอุ่นของเด็กหนุ่มใต้ต้นท้อคนนี้ไป ดังนั้น ตลอดสิบปีที่ผ่านมา นางจึงไม่ได้สวดอ้อนวอนขอพรต่อเทพเซียนเพื่อให้เขารีบกลับมาแต่งงานกับนาง…แต่กับนางคุกเข่าเพียงขอให้เขายังมีลมหายใจ มีชีวิตรอดกลับมาอย่างปลอดภัยไปจนผมขาวโพลนต่อให้ต้องแลกด้วยอายุขัยของนางก็ตาม พรทุกข้อที่นางเพียรขอต่อทวยเทพบนสรวงสวรรค์ นางยกมันให้เซียวมู่เฉินจนหมดสิ้น “คุณหนู…” ชิงชิงเอ๋อร์ขึ้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นางพยายามกักเก็บก้อนความสะอื้นพลางลอบถอนหายใจออกมาแผ่วเบาราวกับจะระบายความอึดอัดทั้งหมดในอก ดวงตาของนางจับจ้องใบหน้าด้านข้างของผู้เป็นนายที่ดูซูบผอมลงทุกวัน ก่อนที่จะรวบรวมความกล้าเพื่อเอ่ยสิ่งที่ตนเองเก็บมาตลอดสิบปีทว่าไม่เคยมีโอกาสได้พูดออกไปสักครา มาถึงป่านนี้แล้ว คงถึงเวลาที่นางต้องพูดความจริงแสนโหดร้ายออกไปเสียที “คุณหนู... ไม่เคยนึกเสียดายเลยหรือเจ้าคะ สิบปีที่ผ่านมาทีคุณชายาสกุลใหญ่มากมายมาแม่สู่ขอ หากคุณหนูตกลง ป่านนี้คงไม่ต้อง...” “ชิงเอ๋อร์” ซูหว่านชิงปรามขึ้นเบาๆ ทว่าเฉียบขาด สายตาของนางยังคงมองทอดยาวไปยังประตูเมือง “แต่คนเหล่านั้นไม่ใช่เซียวมู่เฉินเสียหน่อย…” หากข้าไม่รอ ในวันที่เขากลับมาอย่างปลอดภัย แล้วเห็นว่ากลายเป็นของผู้อื่นไปแล้ว…เขาจะทำอย่างไรเล่า ถ้อยคำตอบนั้นก่อนหน้านี้ช่างเรียบง่ายนัก แต่กลับกระจ่างแจ้งชัดเจนจนบีบหัวใจคนฟังไม่น้อย ชิงเอ๋อร์ทำได้เพียงเม้มริมฝีปากแน่น…นางไม่รู้ว่าควรจะยกย่องในความรักมั่น หรือควรจะเวทนาในความดื้อรั้นของผู้เป็นนายดีกันแน่ “ใช่หรือไม่แล้วอย่างไรเจ้าคะ ต่อให้เขาใช่แล้วจะมีประโยชน์อันใด ในเมื่อตอนนี้สมควรเลือกบุรุษที่รักและถนอมคุณหนูมากกว่าสตรีที่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ฝ่ายเดียวไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ!” นางพูดพลันเอ่ยกลั้นสะอื้น ปล่อยให้หยาดน้ำตาเม็ดใสไหลลงอาบแก้มด้วยความอัดอั้นจริงๆ “ใช่ว่าบุรุษทั้งใต้หล้าเฉกเช่นแม่ทัพเซียวจะมีเพียงคนเดียวเสียหน่อย...ใต้หล้ากว้างใหญ่ปานนี้ คุณชายสกุลดีๆ ที่รักมั่น พร้อมจะปกป้องคุณหนูด้วยชีวิตมีถมเถไป เผลอๆ คนเหล่านั้นยังดีกว่าคนใจดำอำมหิตที่ทิ้งให้คุณหนูต้องจมอยู่กับความหนาวเหน็บตรงนี้เป็นไหนๆ ด้วยซ้ำ!” ซูหว่านชิงละสายตาจากเบื้องหน้า แล้วค่อยๆ ปรายสายตาหันมามองสาวใช้อย่างอดไม่ได้ “ข้ากลัว...ชิงเอ๋อร์ ข้ากลัวว่าหากถอดใจไปเสียก่อน ในยามที่เขาหันหลังกลับมาจากสนามรบหวังจะมาซบลงที่อกข้าแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า...เช่นนั้นแล้ว ความอ้างว้างในใจของเขาผู้ใดจะรับผิดชอบกันเล่า ข้าไม่อาจปล่อยให้เขาต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวหลังจากที่รอดตายมาได้หรอกนะ” ดังนั้นแล้ว นางยอมเป็นคนใจร้ายที่ทำลายชีวิตตัวเอง ยอมปล่อยให้เยาว์วัยร่วงโรย ดีกว่าต้องกลายเป็นคนทรยศในสายตาของคนที่นางรัก ตึง! ตึง! ตึง! ทันใดนั้น เสียงเกือกเท้าม้านับร้อยนับพันที่เหนียบย้ำลงบนผืนดินพลันดังสนั่นหวั่นไหวมาตามทาง กึกก้องและกระชั้นชิดเข้ามาเรื่อยๆ จนแผ่นดินคล้ายจะสั่นสะเทือน ผู้คนรอบใรเมืองหลวงต่างพากันเบียดเสียดไปข้างหน้า ทั้งโห่ร้องต้อนรับจนเสียงแหบแห้ง บรรยากาศทั่วทั้งถนนอบอวลไปด้วยไอความร้อนและเสียงดังสนั่รที่ชวนให้หายใจไม่ออก “มาแล้ว! ขบวนทัพมาแล้ว!” ทว่าสำหรับซูหว่านชิงแล้ว…นางยังคงนิ่งงันอยู่ที่เดิม หัวใจดวงน้อยพลันกระตุกวูบและเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก มือที่ถือหยกสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ ลมหายใจของนางเริ่มติดขัด หลังจากรอคอยมานานถึงสิบปี ในที่สุดนางก็จะได้พบเขาเสียที…นัยน์ตาเมล็ดที่เคยเจือไปด้วยความขมขื่น ยามนี้กลับคลายลงไป แปรเปลี่ยนเป็นความดีมจแทน ธงสีดำทมิฬโบกสะบัดตามแรงลมอย่างดูน่าเกรงขาม เหล่าทหารม้านับร้อยควบผ่านประตูเมืองเข้ามาอย่างสง่างาม และตรงใจกลางขบวนนั้นเอง...ที่ดูโดดเด่นสะดุดนิ่งนัก บุรุษในชุดเกราะเหล็กควบม้าสีขาวราวกับเทพสงคราม ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้ม ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายเข่นฆ่าหารที่ติดมาจากสงครามชายแดน…ละทิ้งคราบเด็กหนุ่มใต้ต้นท้อไปจนหมดสิ้น เพียงแค่มองเห็นจากทางไกล ขอบตาของซูหว่านชิงก็พลันร้อนผ่าวขึ้นมา น้ำตาที่อัดอั้นเก็บไว้มาสิบปีเอ่อคลอจนภาพตรงหน้าพร่าเลือน นางขยับฝีเท้าพลางก้าวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว รอยยิ้มอ่อนหวานที่งดงามที่สุดในชีวิตค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า และราวกับว่าสวรรค์ได้กำหนดโชคชะตาเอาไว้แล้ว เซียวมู่เฉินตวัดสายตามองฝ่าผู้คนมายังทิศทางที่นางยืนอยู่ เพียงเสี้ยวลมหายใจที่สายตาของนางและเขาสอดประสานสบสบกัน หัวใจของซูหว่านชิงก็พลันหยุดเต้น...แต่ไม่ใช่เพราะความยินดี ทว่ามันคือความเย็นเยียบที่เสียดแทงเข้ากระดูกดำ รอยยิ้มบนใบหน้าของนางแข็งค้างไปทันที ดวงตาคมกริบดุดันคู่นั้นที่นางเคยรู้จัก ยามนี้กลับว่างเปล่า ไร้ร่องรอยของความคุ้นเคย ไร้ซึ้งความยินดี และไร้ความคิดถึงอย่างสิ้นเชิง มันทั้งราบเรียบและเย็นชา ราวกับกำลังมองคนแปลกหน้าที่ไม่มีความสำคัญใดๆ ในชีวิต ยังไม่ทันที่ความเจ็บปวดจะกัดกินใจจนทั่ว…รถม้าคันหนึ่งก็แล่นตามหลังเข้ามา ม่านรถม้าถูกเลิกขึ้นเบาๆ พร้อมกับเด็กชายตัวน้อยวัยราวห้าขวบ หน้าตาดูละม้ายคล้ายคลึงราวกับว่าถอดแบบมาจากแม่ทัพหนุ่มราวกับพิมพ์เดียวกัน เด็กน้อยยื่นหน้าออกมาพลางส่งเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีและร้องเรียกเสียงใส “ท่านพ่อขอรับ! ท่านแม่บอกว่าเมืองหลวงช่างกว้างใหญ่ยิ่งนัก…ให้ข้าวิ่งเล่นได้ตามใจชอบได้ไม่ร้องหวาดกลัวสิ่งใดอีก”นับว่าสวรรค์ยังได้ยินคำอธิษฐานของนางใช่หรือไม่เขาไม่ได้ถูกศัตรูแทงตายในสนามรบ ฟ้าดินก็หาได้ลงทัณฑ์เขาตามคำสาบาน เขายังคงมีชีวิตอยู่ยืนยาว มีชื่อเสียง ทั้งยังเป็นแม่ทัพใหญ่ที่คนทั้งเมืองหลวงแซ่ซ้องสรรเสริญ และเขาก็ได้พบเจอนางแล้ว...แต่เขาก็เลือกที่จะมองผ่านนางไปราวกับเป็นเพียงกรวดทรายไร้ค่าข้างทางคำสาบานของเขาไม่ได้พรากชีวิตเขาไป...แต่มันกำลังพรากวิญญาณของนางให้ตายทั้งเป็นอยู่ตรงนี้ต่างหาก!นางยังคงยืนจมดิ่งอยู่ที่เดิม ทว่าเหตุใดเขาถึงก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างง่ายดายโดยไม่รู้สึกผิดอันใดได้ถึงเพียงนี้กันหากนางรู้ว่า ปลายทางของการรักมั่นและเฝ้ารอจะต้องลงเอยด้วยความอนาถเช่นนี้...หากย้อนกลัยไปได้นั้น แต่แรกเริ่มนางไม่อยากจะรู้จักบุรุษผู้นี้เลยด้วยซ้ำ!วันนั้นใต้ต้นดอกท้อ...นางจะไม่เอ่ยถามแม้แต่ชื่อแซ่ของเขาตลอดสิบปีที่ผ่านมานี้ สตรีโง่งมผู้นี้เอาแต่เฝ้าแหงนมองผืนฟ้าเฝ้าเพียรถามกับหมู่เมฆและดวงดาวซ้ำๆ ว่าเขาสบายดีหรือไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้างไหม?นางอยากรู้เพียงแค่ว่า เขายังมีลมหายใจและปลอดภัยดีอยู่หรือไม่ ไฉนเลยฟ้าดินถึงเล่นตลกเฆี่ยนตีนาจนปางตายเช่นนี้กันในวันนี้เขาไม่เพียงแต่ปล
ท่ามกลางผู้คนมากมายและเสียงดังอื้ออึ้ง ทว่าบรรยากาศที่อยู่โดยรอบของซูหว่านชิงพลันเงียบสงัดลงทันที ราวกับจะถูกกลบหายไป เหลือเพียงเสียงก้องสะท้อนของคำว่า…ท่านพ่อที่ดังซ้ำๆ อยู่ในหัวของนางซ้ำราวกับถูกก้อนหินกระแทกหัวรอยยิ้มบนใบหน้าคนงดงามเลือนหายไปโดยสิ้น ทั้งซีดขาวเจื่อนลงราวกับคนตาย พร้อมกับลมหายใจที่สะดุดขาดตอนหัวใจที่เคยเต็มไปด้วยความหวังเมื่อครู่ ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากออกมาแล้วบดขยี้จนแหลกเหลวไม่มีชิ้นดีซูหว่านชิงยืนนิ่งงันภาพเบื้องหน้า นัยน์ตาเมล็ดซิ่งดูสั่นไหวระริกยากเกินจะควบคุม เมื่อเห็นว่านอกจากตะมีเด็กน้อยผู้นั้น ก็ยังมีโฉมงามสะคราญผู้หนึ่งก้าวลงจากรถม้าตามมานางกำลังส่งยิ้มอ่อนโยนให้แม่ทัพหนุ่มที่อยู่บนหลังม้าและสายตาที่เซียวมู่เฉินทอดมองไปยังร่างสตรีผู้นั้นและเด็กน้อยก็ช่างดูอบอุ่น อ่อนโยน และเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักยิ่งนัก“บอกแล้วอย่างไร หากมีข้าอยู่…พวกเจ้าจะปลอดภัย”หัวใจของซูหว่านชิงกระตุกวูบจนปวบหนึบทันที ราวกับว่าสายตาเช่นนี้ที่ต่อจากนี้ไปนางจะไม่มีวันได้รับมันอีกชั่วชีวิตพวกเขาสามคน...ช่างดูเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบท่ามกลางเสียงร้องแสดงความยินดีของคนทั้
สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านกำแพงเมืองหลวง แต่กลับไม่ ได้นำพาความอบอุ่นมาด้วยเลยแม้แต่น้อย มีเพียงแค่ความเย็นเยียบที่เสียดแทงผ่านเนื้อผ้า กัดกินลึกเข้าไปถึงกระดูกราวกับย้ำเตือนให้รู้ว่า…การรอคอยอย่างโดดเดี่ยวตลอดสิบปีที่ผ่านมาช่างหนาวเหน็บเสียจนหัวใจด้านชาไปหมดแล้วถนนสายหลักเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่ว่าง เสียงโห่ร้องยินดีดังระงมจนแสบแก้วหู“แม่ทัพเซียวกลับมาแล้ว!”“ชนะศึกใหญ่ครานี้ฮ่องเต้พอใจนัก! สกุลเซียวรุ่งโรจน์แน่!”“สิบปีเชียวนะ...ในที่สุดฝันร้ายที่ชายแดนก็จบลงเสียที”ชาวบ้านต่างเบียดเสียด ชะเง้อคอรอคอยขบวนกองทัพราวกับกำลังรอคอยเทพเซียนก็ไม่ปานทว่าท่ามกลางผู้คนมากมายกลับมีเพียงสตรีในชุดสีฟ้าอ่อนผู้หนึ่งที่ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่หน้าร้านน้ำชา ราวกับถูกตัดขาดออกจากออกจากความครึกครื้นยินดีนี้ซูหว่านชิง...บุตรสาวเพียงคนเดียวของเจ้ากรมพิธีการ และคู่หมั้นที่ถูกลืมเลือนของแม่ทัพเซียวมู่เฉินใบหน้าของนางยังคงอ่อนหวานดังเดิม ทว่าหากสังเกตให้ดี แววตาคู่กรุ่นนั้นกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกที่กัดกินหัวใจมาตลอดสิบปี มือเรียวกำหยกครึ่งซีกในแขนเสื้อไว้แน่นจนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาว“คุณหนูเจ้าคะ..











