Masukเมื่อนิดา CEO สาวมากความสามารถจากยุค2023 ต้องทะลุมิติไปยังยุคจีนโบราณที่ไม่รู้ว่ากี่พันปีมาแล้ว แล้วไหนจะยังมีสามีและน้องน้อยทั้งสองของเขาที่เธอต้องหาเลี้ยงอีก เห็นทีงานนี้คงมีแต่ต้องรวยขึ้นเท่านั้น!
Lihat lebih banyakณ ตึกสูงตระหง่านใจกลางเมืองภายในห้องทำงานที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงามและเป็นระเบียบร่างเพรียวบางสมส่วนอย่างหุ่นนางแบบ ใบหน้าสวยคมอย่างลูกครึ่งไทย-จีนที่กำลังนั่งพิงผนักเก้าอี้สีดำยังตำแหน่ง CEO ของบริษัท ชื่อของเธอคือ นางสาวนิดา ธาราทรัพย์ อายุ 32 ปี เจ้าของบริษัทนำเข้าและส่งออกสินค้าทุกประเภทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ซึ่งวันนี้หลังจากที่ประชุมกับผู้บริหารเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น
เธอก็ได้กลับเข้ามาที่ห้องทำงานของตัวเองเพื่อเซ็นเอกสารต่าง ๆ จนเมื่อทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้ขับรถออกจากบริษัทเพื่อที่จะกลับไปยังบ้านพักส่วนตัวของตัวเองแต่ในระหว่างที่รถจอดติดไฟแดงอยู่นั้นได้มีเด็กหญิงอายุ 5 ขวบวิ่งลงมายังกลางถนนผ่านหน้ารถของเธอไป และเมื่อนิดาดังนั้นเธอจึงได้รีบลงจากรถแล้ววิ่งตามเด็กน้อยไปอย่างรวดเร็วเพราะเนื่องจากว่าอีกไม่กี่วินาทีต่อมานั้นสัญญาณไฟจราจรจะเปลี่ยนเป็นไฟเขียวแล้ว
แต่ในขณะที่เธอกำลังจะคว้าตัวของเด็กน้อยได้นั้นกลับมีรถกระบะขับฝ่าไฟแดงแล้วพุ่งตรงมาที่เธอและเด็กน้อยคนนั้นอย่างรวดเร็วด้วยสัญชาตญาณทำให้นิดารีบใช้แรงทั้งหมดที่มีพุ่งตัวไปรวบตัวของเด็กน้อยเข้ามาไว้ในอ้อมกอดก่อนที่ตัวเธอจะพลิกตัวไปอีกด้านเพื่อใช้ร่างกายของตัวเองรับแรงกระแทกทั้งหมด
เอี๊ยดดดดดด โครมมมมมม ตุบบบบ
ร่างของนิดากระเด็นออกห่างจากจุดที่เธอถูกชนไปไม่ไกลก่อนที่ร่างของเธอจะหลนลงกระแทกกับพื้นอย่างรุนแรงโดยที่ภายในอ้อมกอดของเธอนั้นกลับกอดร่างของเด็กน้อยเอาไว้แน่นเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายหลุดออกจากอ้อมกอด แม้ร่างของตัวเธอเองจะรู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมากและเริ่มที่จะไร้ความรู้สึกไปทีละนิดและไม่นานสติของนิดาก็ดับพร้อมกับลมหายใจสุดท้าย…………..
เฮือก!!! แคก แคกๆ
“แคก แคก แคก” นิดาได้สติขึ้นมาก่อนที่เธอจะไอและสำลักน้ำออกมามากมายจนเหนื่อยหอบ จากนั้นจึงได้กะพริบตาสองสามครั้งเพื่อปรับสภาพการมองเห็นและเมื่อสายตาของเธอมองเห็นภาพตรงหน้าที่ชัดเจนขึ้นแล้วนั้นเธอก็ต้องร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
“เห้ยยย! คุณเป็นใครกัน! แล้วนี้ฉันเป็นอะไรไปไม่ใช่ว่า…….. นิดาผลักชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหล่าคมเข้มที่กำลังโอบกอดร่างของเธอเอาไว้แนบอกพร้อมทั้งเอ่ยถามอีกฝ่ายทันที
“อิงเอ๋อร์ นี้เจ้าเป็นอะไรไปหรือว่าตนที่เจ้าตกน้ำไปนั้นศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนเช่นนั้นรึ เจ้าจึงจำพี่ไม่ได้เช่นนี้ ชายหนุ่มเอ่ยถามหญิงสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าตกใจกับท่าทางที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่าย
“ห๊ะ! ใครคืออิงเอ๋อร์กันฉันไม่.ชะ…โอ๊ยยยยยย นิดาที่มึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าและกำลังจะเอ่ยปฏิเสธว่าเธอนั้นไม่ใช่คนที่ชื่ออิงเอิงอะไรนั้นแต่จู่ๆ กลับรู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างรุนแรงจนคล้ายว่าหัวของเธอนั้นจะระเบิดออกมาให้ได้พร้อมทั้งภาพความทรงจำของใครบางคนที่ไหลเข้ามาภายในหัวของเธอมากมายจนเธอนั้นถึงกับต้องจิกเล็บลงบนศีรษะเพื่อลดความเจ็บปวดลง
ไม่นานความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นก็ได้จบลงหลังจากที่ภาพสุดท้ายของความทรงจำของเจ้าของร่างจะหายไป และเมื่อนิดาเรียบเรียงความทรงจำต่าง ๆ ของเจ้าของร่างเดิมเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นเธอก็แทบอยากจะกรีดร้องตะโกนให้ฟ้าถล่มลงมาทับให้เธอตายไปอีกรอบให้ได้ ก็เพราะว่าเจ้าของร่างที่เธอได้เข้ามาแทนทีนั้นมีชื่อว่า จิวอิง อายุ 17 หนาวเป็นเด็กกำพร้าที่พ่อแม่ตายจากไปตั้งแต่เมื่อสองปีที่แล้วทิ้งให้หญิงสาวใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังที่บ้านเล็กๆ ผุพังที่ท้ายหมู่บ้านป่าไผ่ อาศัยการเก็บผักป่าและหาของป่ากินเพื่อรักษาชีวิตของตนเอง
จนเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้วได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเธอ ด้วยความอิจฉาริษยาของพวกหญิงสาวในหมู่บ้านที่จิวอิงนั้นมีใบหน้าที่งดงามกว่าพวกตนเองและเป็นที่ชื่นชอบของบุรุษภายในหมู่บ้าน ในวันนั้นที่จิวอิงได้ไปซักผ้าที่ลำธารได้ถูกหนึ่งในหญิงสาวเหล่านั้นผลักตกลงไปในน้ำจนนางเกือบจมน้ำตาย แต่ในช่วงแห่งความเป็นความตายอยู่นั้นกลับได้มีชายหนุ่มคนหนึ่งกระโดดน้ำลงมาช่วยเธอเอาไว้ได้ทันนั้นก็คือ ลู่เฟิง
แต่พอทั้งสองคนได้ขึ้นมาจากลำธารแล้วนั้นกลับพบเข้ากับพวกชาวบ้านมากมายที่มามุงดูเหตุการณ์จนเป็นเหตุให้ลู่เฟิงต้องตบแต่งจิวอิงไปเป็นภรรยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั้นเพราะว่าชายหนุ่มได้เห็นเรือนร่างของหญิงสาวไปแล้วแถมนางเองก็ยังเป็นหญิงที่ยังมิได้ออกเรือนอีกชายหนุ่มจึงต้องรับผิดชอบด้วยการตบแต่งอีกฝ่ายเป็นภรรยา
ซึ่งลู่เฟิงที่ผ่านมาเห็นเหตุการณ์และได้กระโดดลงน้ำไปช่วยจิวอิงก็คือ ลู่เฟิง ลูกชายคนโตของ ลู่หมิงกับนางมี่ซืออดีตภรรยาที่ตายจากไปแล้วจากนั้นไม่นานเขาก็ได้แต่งภรรยาใหม่คือนางหม่าซือแม่หม้ายจากหมู่บ้านข้างๆ เข้ามาอยู่ในบ้าน โดยลู่หมิงนั้นมีบุตรที่เกิดจากอดีตภรรยาอย่างนางมี่ซือทั้งหมดสามคน คือ ลู่เฟิงบุตรชายคนโต อายุ 20 ปี ลู่ชิงบุตรชายคนรองอายุ 14 หนาวและลู่ฟางอายุ 12 หนาว ซึ่งทั้งสามคนนั้นหลังจากที่บิดาได้แต่งภรรยาใหม่เข้ามาพร้อมลูกติดอีกหนึ่งคนนั้นต่างก็ถูกกดขี่และใช้งานหนักเยี่ยงทาสมาโดยตลอด
แม้แต่บิดาแท้ๆ ผู้ให้กำเนิดก็ยังทำเป็นไม่สนใจแล้วหลับหูลับตาทำเป็นมองไม่เห็นสิ่งที่นางหม่าซือกระทำต่อบุตรทั้งสามของตนอย่างไรความเมตตาสงสาร แต่กับลูกติดของนางนั้นกลับได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดีวันๆ ไม่ทำสิ่งใดนอกเสียจากนั่งๆ นอนๆ อยู่ที่บ้านและใช้แรงงานลู่เฟิงกับน้องๆ ของเขาให้ทำงานต่าง ๆ และหาเงินมาเลี้ยงคนในบ้านอย่างยากลำบาก
พวกชาวบ้านเองต่างก็พากันสงสารสามพี่น้องบ้านลู่แต่ก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกจากสงสารและเห็นใจเท่านั้น จนเมื่อเกิดเรื่องขึ้นมานั้นแหละนางหม่าซือที่ไม่อยากเสียตำลึงแม้แต่อีแปะเดียวให้กับลู่เฟิงที่จะต้องตบแต่งนังเด็กกำพร้าอย่างจิวอิงก็ได้พูดเป่าหูลู่หมิงสามีของตนให้ไล่พวกลู่เฟิงออกไปอยู่ที่กระท่อมหลังเล็กท้ายหมู่บ้านเพื่อลดภาระของครอบครัวลง ซึ่งบิดาผู้โง่งมของลู่เฟิงเองก็เห็นดีเห็นงามกับความคิดของแม่เลี้ยงจนทั้งสามคนพี่น้องบ้านลู่นั้นต้องพากันย้ายไปอยู่ที่กระท่อมท้ายหมู่บ้านพร้อมด้วยภรรยาหมาดๆ อย่างจิวอิงเองก็ต้องไปอยู่กับสามีผู้น่าสงสารเช่นกัน
หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสี่คนก็ใช้ชีวิตกันมาอย่างอดอยากแต่ก็ดีที่จิวอิงนั้นมีที่ดินที่เป็นมรดกจากบิดามารดาอยู่ 4 หมู่จึงพอทำให้พวกเขาได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินนี้ปลูกข้าวเพื่อเอาไว้กินในวันข้างหน้าได้พวกเขาต่างก็ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายกันมาเรื่อย ๆ เพียงแต่ทั้ง 4 คนก็ต้องทนให้นางเหมาซือและลูกติดของนางอย่างอู๋ซานมคอยเอารัดเอาเปรียบอยู่บ่อยครั้งโดยที่พวกเขาทั้งสี่คนนั้นทำอันใดไม่ได้
จนมาวันนี้ที่จิวอิงมาซักผ้าที่ลำธารตามปกติเหมือนที่เคยทำกลับถูกเซียนเยว่ หญิงสาวผู้แอบหลงรักลู่เฟิงมานานผลักตกน้ำไปด้วยความโกรธแค้นและริษยาจนสิ้นใจตายก่อนที่ลู่เฟิงจะช่วยขึ้นมาจากน้ำทันและวิญญาณของนิดาก็ได้เข้ามาอยู่แทนนั้นเอง
******************************************************************************************************
จิวอิงใช้เวลาในการทำอาหารทั้งสามอย่างราว ๆ ครึ่งชั่วยามเธอก็บอกให้พนักงานร้านที่ช่วยจัดเตรียมสิ่งของเอาไว้ให้นั้นยกจานอาหารออกมาก่อนที่เธอจะยกถ้วยของหวานตามออกมาอีกที เพียงแต่พนักงานยังเดินมาไม่ถึงโต๊ะที่บุรุษทั้งสามนั่งอยู่กลิ่นหอมของอาหารในจานนั้นก็ลอยมาก่อนแล้ว แถมภายในร้านตอนนี้เองก็มีลูกค้าที่มาทานอาหารกันอยู่มากและเมื่อลูกค้าโต๊ะอื่นได้กลิ่นอาหารที่จิวอิงเป็นคนทำต่างก็รีบมองหาที่มาของกลิ่นหอมไปทั่วทั้งร้านจนสายตาของพวกเขาได้หยุดลงที่พนักงานร้านที่ทำหน้าที่ถือถาดอาหารเดินมุ่งตรงไปยังโต๊ะของบุรุษต่างวัยทั้งสามคนพวกเขาต่างก็นึกสนใจในและจินตนาการถึงรสชาติอาหารภายใต้กลิ่นหอมน่าทานทั้งสามจานนั้นจนน้ำลายแทบจะหกเต็มโต๊ะอยู่แล้วไม่ต่างกันกับที่บุรุษต่างวัยทั้งสามคนเองก็มีอาการคล้ายคลึงกับลูกค้าคนอื่น ๆ ที่พอได้กลิ่นหอมของอาหารลอยมาน้ำย่อยในกระเพาะของพวกเขาก็เริ่มที่จะทำงานทันที และยิ่งพวกเขาได้เห็นหน้าตาของอาหารทั้งสามจานแล้วนั้นท้องของทุกคนต่างก็ส่งเสียงร้องดังแข่งกันอย่างไม่มีใครยอมใคร หลังจากที่อาหารทั้งสามอย่างถูกวางลงบนโต๊ะเรียบร้อยแล้วนั้นก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่จิวอิงเดินถือถาดข
จากนั้นทั้งสองต่างก็พากันทานอาหารไปอย่างเงียบๆ จะมีก็เพียงแต่จิวอิงที่ในระหว่างที่ทานเธอก็จะทำการจดบันทึกข้อเสียของอาหารแต่ละชามไปด้วยอย่างเคยชิน ใช้เวลาไม่นานทั้งคู่ก็ทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยและได้นั่งพักย่อยอาหารไม่นานหญิงสาวก็ได้เรียกให้พนักงานนั้นมาเก็บเงินค่าอาหารของวันนี้ แต่ในขณะที่เธอกำลังจะจ่ายเงินอยู่นั้นเอง หวังเหล่ยและชายวัยกลางคนอีกหนึ่งคนก็ได้เดินตรงมายังโต๊ะที่ทั้งคู่นั่งอยู่อย่างไม่ทันตั้งตัวจิวอิงและโจวเฟิงจึงได้ลุกขึ้นเพื่อทำความเคารพคนทั้งคู่“อ่า คารวะท่านลุงหวังเจ้าค่ะ / คารวะท่านลุงหวังขอรับ”“555 ไม่ต้องเกรงใจ ลุกขึ้นเถิดพอดีเมื่อครู่ลุงกำลังจะเดินผ่านชั้นนี้ขึ้นไปเพียงแต่เห็นพวกเจ้าก่อนเลยแวะมาทักทาย อ้อแล้วก็นี้ นายท่านหวังเหว่ยเจ้าของโรงรับจำนำและภัตตาคารหวังหรงแห่งนี้ แล้วก็ยังเป็นพี่ชายของลุงอีกด้วย ส่วนเด็กสองคนนี้คือ จิวอิงกับโจวเฟิงคนที่ข้าเอ่ยให้ท่านฟังอย่างไรเล่า” หวังเหล่ยหันไปกล่าวแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกัน“คารวะนายท่านหวังเจ้าค่ะ / ขอรับ” จิวอิงและโจวเฟิงเอ่ยกับอีกฝ่ายอย่างนอบน้อม“อืม…..พวกเจ้าตามสบายเถิด แล้วนี้ทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้วรึ”
หลังจากที่จิวอิงและโจวเฟิงออกมาจากโรงรับจำนำหวังหรงแล้วนั้นหญิงสาวก็ได้ส่งถุงเงินไปให้กับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ทันทีพร้อมทั้งเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม“ท่านพี่เก็บไว้ให้ดีนะเจ้าคะนี้คือเงินก้อนของครอบครัวเรา”“อะ…อิงเอ๋อร์เจ้าเก็บเอาไว้เองเถิดนี้เป็นเงินที่ได้มาจากการขายสมบัติชิ้นสุดท้ายของเจ้า” ชายหนุ่มกล่าวปฏิเสธหญิงสาวอย่างรู้สึกผิดและเกรงใจอีกฝ่าย“เฮ้อ……ท่านพี่เจ้าคะระหว่างเรายังต้องมีสิ่งใดให้คิดเล็กคิดน้อยเช่นนี้อีกหรือเจ้าคะ หรือว่าท่านเองมองข้าว่าเป็นตนอื่นไม่ใช่ครอบครัวของท่านกัน ชีวิตนี้ของข้าก็มีเพียงแค่ท่านกับน้องๆ เท่านั้นที่ถือว่าเป็นตนในครอบครัวของข้า หรือว่าข้าเพียงคิดแบบนี้อยู่ฝ่ายเดียวกัน” หญิงสาวแสร้งทำเป็นเอ่ยตัดพ้อชายหนุ่มพร้อมทำหน้าเศร้าโศกจนชายหนุ่มทนไม่ไหวรีบเอ่ยกลับภรรยาอย่างขอโทษ“อิงเอ๋อร์ เป็นพี่ที่คิดน้อยเกินไปเจ้าอย่าได้เสียใจไปพี่ขอโทษต่อไปนี้พี่จะไม่ทำเช่นนี้อีก เจ้าว่าดีหรือไม่”“ดียิ่งเจ้าคะเช่นนั้นท่านก็รับเงินนี้ไปเถิดข้าหิวแล้วอยากลองทานอาหารที่เหลาอาหารดูบ้างท่านพอจะรู้จักที่อร่อย ๆ หรือไม่เจ้าคะ” หญิงสาวยิ้มเต็มใบหน้าเอ่ยตอบชายหนุ่มไปพลางเอ่ยบ
หลังจากที่พนักงานส่งจิวอิงและโจวเฟิงเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นก็ได้เดินออกไปจากห้องปล่อยให้ทั้งสองยืนมองหน้ากันไปมาอย่างมึนงงก่อนที่เสียงของใครคนหนึ่งจะดังขึ้นมา“เข้ามานั่งก่อนสิ” จบคำร่างของชายวัยกลางคนที่อายุน่าจะราว ๆ 45 ปีก็โผล่ขึ้นมาจากใต้โต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่ตรงกลางห้องจนทำเอาจิวอิงแอบสะดุ้งด้วยความตกใจเล็กน้อย“สวัสดีเจ้าค่ะท่าน…………” จิวอิงกล่าวทักทายชายตรงหน้าพร้อมทั้งคารวะอีกฝ่ายอย่างมีมารยาทหวังเหล่ย ผู้ประเมินราคาประจำโรงรับจำนำแห่งนี้ หรืออีกตำแหน่งก็คือน้องชายของเจ้าของโรงรับจำนำแห่งนี้นั้นเอง ซึ่งเจ้าของโรงรับจำนำแห่งนี้ก็คือ นายท่านหวังเหว่ย คุณชายใหญ่แห่งตระกูลหวังที่ถือว่าเป็นโรงรับจำนำที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นเยี่ยนแห่งนี้แล้วยังเป็นตระกูลพี่ค้าที่รวยที่สุดในแคว้นและสาขายย่อยเองก็กระจายไปทั่วทั้งในแคว้นและนอกแคว้นดังนั้นนายท่านหวังเหล่ยจึงเป็นบุคคลที่ทั้งขุนนางน้อยใหญ่รวมไปถึงตระกูลพ่อค้าต่างให้ความยำเกรง แม้แต่ฮ่องเต้เองก็ยังต้องไว้หน้านายท่านหวังเหว่ยอยู่ไม่น้อยแต่เหตุผลที่คนเหล่านั้นเป็นเช่นนั้นก็เพราะว่านอกจากนายท่านหวังเหว่ยจะเป็นเจ้าของโรงรับจำนำที่ใหญ่ที่สุดและมีสาข











