LOGINหลังจากหยางอ๋องได้ฟังเช่นนั้น ความหวังก็พลันลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง“พูดเช่นนี้ หมายความว่าข้ายังมีทางรอดหรือ?”“แน่นอน” ซ่งรั่วเจินพยักหน้าฉู่จวินถิงหัวเราะเบา ๆ “มีพี่สะใภ้ของเจ้าอยู่ ต่อให้เจ้าอยากตาย น่ากลัวว่าก็ไม่ง่ายนัก”หยางอ๋องอดหัวเราะไม่ได้ แต่ไม่นานก็ฉุกคิดถึงความผิดปกติในถ้อยคำนั้น จึงเอ่ยถามอย่างสุดระงับ “คำว่าดูดกลืนพลังชีวิตหมายความว่าอย่างไร?”ซ่งรั่วเจินเลื่อนสายตาไปทางเมิ่งชิ่น “เจ้าเล่าเถิด”“ชิ่นเอ๋อร์?”หยางอ๋องฉงนใจ มีเรื่องใดกันที่เขาไม่รู้ แต่ชิ่นเอ๋อร์กลับรู้?“ท่านอ๋อง เรื่องนี้ยาวนัก คืนหนึ่งหลังจากหม่อมฉันแต่งเข้ามาได้ไม่นาน จู่ ๆ หม่อมฉันก็ตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วพบว่าท่านไม่ได้อยู่บนเตียง”“หม่อมฉันจึงออกไปตามหาท่าน ก็เห็นท่านสวมอาภรณ์สตรีอยู่ในอีกห้องหนึ่ง ทั้งยังยืนแต่งหน้า หวีผมอยู่หน้าคันฉ่องเพคะ”“อะไรนะ?”หยางอ๋องเบิกตากว้าง ไม่อาจเชื่อหูตนเองเขาชี้มาที่ตนอย่างเหลือจะเชื่อ เอ่ยว่า “เจ้าหมายความว่าข้าไม่ยอมนอนกลางดึก กลับไปนั่งแต่งองค์ทรงเครื่องอยู่ในห้องอื่น?”เมิ่งชิ่นพยักหน้าเบา ๆ “ตอนนั้นหม่อมฉันก็รู้สึกประหลาดใจ แต่ไม่กล้าพูดออกมา”“เ
“ก่อนหน้านี้ข้าเคยเตือนญาติผู้พี่ว่าเหวินเมี่ยวจูนิสัยใจคอไม่ดี ไม่ควรคบหาอย่างลึกซึ้ง”“แต่ญาติผู้พี่กลับไม่เชื่อ ทั้งยังคิดว่าข้าซุบซิบนินทา จงใจทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา”“คิดไม่ถึงเลยว่าพอเกิดเรื่องขึ้นจริง นางกลับซัดทอดเหวินเมี่ยวจูออกมาเสียเอง?”เมิ่งชิ่นแทบไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดไปชั่วขณะ รู้สึกเพียงว่าชวนอับจนคำพูดยิ่งนักเมื่อแรกนางยังเคยคิดว่าญาติผู้พี่ช่างไร้เดียงสา กังวลว่าจะถูกเหวินเมี่ยวจูวางกลอุบาย บัดนี้ดูแล้ว ทั้งคู่แท้จริงเป็นคนประเภทเดียวกัน ไม่ต่างอันใดเลยเรื่องของปู้ชิงเหยาครั้งนี้เอิกเกริกใหญ่โต เมื่อเหวินเมี่ยวจูถูกซัดทอดออกมา ชื่อเสียงก็พังทลายโดยสิ้นเชิงไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร ผู้ใดที่คิดจะมาสู่ขอ ก็จะรู้ว่านางมีจิตใจอำมหิตดุจงูพิษ เป็นถึงคุณหนูตระกูลใหญ่ แต่กลับเต็มไปด้วยเล่ห์กล ย่อมต้องถอยหนีอย่างไม่คิดลังเลสำหรับหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือน นี่นับเป็นการโจมตีที่ร้ายแรงถึงชีวิตคิดหวังอยากแต่งงานกับตระกูลสูงศักดิ์อีกครั้ง น่ากลัวว่าเป็นไปไม่ได้แล้ว“เดิมทีเหวินเมี่ยวจูก็ไม่ใช่คนดี เจ้าเล่ห์ช่างวางแผน โหงวเฮ้งก็ดูเป็นคนแข็งกระด้างใจคอคับแคบ!”นายห
“ก่อนหน้านี้เมื่อได้ทราบว่าพระชายารัชทายาทตั้งครรภ์แฝดสาม ข้าตกใจอย่างมาก แต่วาสนาเช่นนี้ ก็มีเพียงพระชายารัชทายาทเท่านั้นที่คู่ควรจะได้รับ”นายหญิงเมิ่งพิจารณาท้องของซ่งรั่วเจินอย่างละเอียด เพราะอายุครรภ์ยังไม่มากนัก จึงยังไม่เห็นชัดเจน“แต่การตั้งครรภ์เดิมทีก็ลำบากอยู่แล้ว ยิ่งเจ้าตั้งครรภ์ถึงสามคน ยิ่งต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว” “คราวก่อนข้าบังเอิญพบซ่งฮูหยิน นางเอ่ยถึงเรื่องที่เจ้าตั้งครรภ์ สีหน้าของนางก็เคร่งเครียดกังวลไม่น้อยเลยทีเดียว”ซ่งรั่วเจินยิ้มบาง “พวกเราเองก็ไม่คาดคิดเช่นกัน แต่ก็นับว่าเป็นโชคดี ผู้อื่นต้องตั้งครรภ์ถึงสามครั้ง ส่วนข้าเพียงครั้งเดียวก็พอแล้ว”เมื่อแรกที่นางล่วงรู้ข่าวนี้ นอกจากความยินดีแล้ว ก็อดกังวลไม่ได้ว่าเด็กทั้งสามจะเสี่ยงเกินไปหรือไม่แต่สิ่งนี้ล้วนเป็นวาสนาที่สวรรค์ประทาน อาจเป็นเพราะชาติปางก่อนฉู่จวินถิงโดดเดี่ยวเดียวดาย ครั้นสวรรค์เลือกมอบโอกาสให้เขาเกิดใหม่ ก็หวังให้ชีวิตในชาตินี้เต็มไปด้วยความคึกคักและอบอุ่น“ย่อมเป็นเช่นนั้น วาสนาเช่นนี้นับเป็นมงคลยิ่ง ผู้อื่นต่อให้คิดอิจฉา ก็ยังอิจฉาไม่ได้”นายหญิงเมิ่งยิ้มกว้าง รู้สึกยินดีแทนซ่งรั่วเจิ
“ข้ากับพระชายามีใจตรงกัน”ฉู่จวินถิงกุมมือซ่งรั่วเจินไว้ นับแต่แต่งงานกันมา เขารู้สึกว่าชีวิตราบรื่นขึ้นทุกวันชาติที่แล้วเขาเป็นเพียงคนเดียวดาย ไม่มีสิ่งดึงดูดใจ ไม่เหมือนตอนนี้ เพียงเห็นของดี ก็อยากนำมามอบให้ฮูหยินตนความรู้สึกที่ในใจมีใครสักคนให้ห่วงหา นับเป็นความสุขอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นสีหน้ายินดีของฮูหยินตน เขากลับรู้สึกชื่นใจยิ่งกว่าตนเองได้รับของขวัญเสียอีกซ่งรั่วเจินยิ้มพลางพิงอ้อมอกฉู่จวินถิง บัดนี้ความสุขทั้งปวงล้วนจับต้องได้ ชีวิตที่สงบ เรียบง่าย และอบอุ่นเช่นนี้ นางเพียงหวังว่าจะดำเนินต่อไปได้ตลอดเมื่อทั้งสองเดินทางไปถึงจวนหยางอ๋อง ผู้ที่ออกมาต้อนรับเป็นคนแรกกลับไม่ใช่เมิ่งชิ่น หากแต่เป็นหยางอ๋องเอง“เสด็จพี่ พี่สะใภ้ เหตุใดจึงมาที่นี่หรือ?”ในดวงตาของหยางอ๋องฉายแววประหลาดใจ แม้ชิ่นเอ๋อร์จะบอกว่าจะเชิญเสด็จพี่กับเสด็จพี่สะใภ้มา แต่เห็นชัดว่ายังมิได้ส่งคนไป เหตุใดทั้งสองท่านจึงเสด็จมาด้วยตนเองแล้วเล่าฉู่จวินถิงมองเพียงปราดเดียว ก็สังเกตเห็นสีหน้าซีดเผือดของหยางอ๋อง หัวใจเขาหนักอึ้ง ดูท่าเห็นทีสิ่งที่พระชายากล่าวไว้ มิได้คลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย“หยางอ๋อง ช
เมิ่งชิ่นได้ยินแล้วก็อดขำไม่ได้ ในสายตามารดานางดูโง่เขลาถึงเพียงใดกัน ถึงขั้นจะไปขอให้ซ่งรั่วเจินช่วยทำเรื่องเช่นนี้ได้“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ก็ดีแล้ว”นายหญิงเมิ่งถอนหายใจโล่งอก “ในเมื่อเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ”“ช่วงนี้แม้ว่าลุงกับป้าสะใภ้ของเจ้าจะกำลังโกรธเคือง แต่ก็คงไม่ถึงขั้นใส่ร้ายเจ้าโดยไร้เหตุผล เพียงลดการไปมาหาสู่กับพวกเขาสักระยะ รอให้พวกเขาคิดได้เองแล้วค่อยว่ากัน !” “ใช่แล้ว วันนี้ข้าสังเกตเห็นสีหน้าหยางอ๋องไม่สบอารมณ์สักเท่าไร ทั้งตัวเหมือนคนป่วยหนัก นี่เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่?”เมิ่งชิ่นมีสีหน้าระอา “ท่านแม่ นี่คือธุระสำคัญที่ข้าไปขอให้รั่วเจินมาช่วยเจ้าค่ะ”อีกด้านหนึ่งซ่งรั่วเจินเพิ่งตื่นขึ้นมาในยามเช้า ก็ล่วงรู้ถึงความผิดปกติของยันต์เมื่อคืนแล้ว“ดูท่าแล้ว ที่หม่อมฉันเคยทำนายไว้ก่อนหน้านี้จะไม่ผิดจริง ๆ”ฉู่จวินถิงฟังนางกล่าว ก็เข้าใจความหมายในทันที “เจ้าหมายความว่า หยางอ๋องถูกผีสิงจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?”ซ่งรั่วเจินพยักหน้า “ยันต์ของหม่อมฉันตอบสนอง เมื่อคืนผีสาวถูกขวางไว้ที่หน้าประตู ดูท่าเราจะต้องไปจวนหยางอ๋องโดยเร็ว หาไม่แล้ว
หลังจากมารดาของเมิ่งชิ่นได้ฟังทุกอย่างที่เมิ่งชิ่นพูด สีหน้าก็เปลี่ยนจากความกังวลในตอนแรก กลายเป็นความรังเกียจ “ข้ารู้ว่าชิงเหยาเด็กคนนี้นิสัยเอาแต่ใจอยู่บ้าง แต่หน้าตานางดี ท่านลุงกับท่านป้าของเจ้าก็ชอบนาง” “สตรีจะเอาแต่ใจบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ข้าไม่คิดเลยว่า นางจะหยิ่งผยองถึงเพียงนี้ และยังยอมรับทุกอย่างอย่างมั่นใจเช่นนี้!” “นึกย้อนไปตอนแรก หยางอ๋องก็ไม่เคยชอบญาติผู้พี่ของเจ้าเลย” “ท่านป้าของเจ้าก็มีความคิดจะจับคู่ ข้าเองก็มองออก แต่ข้าก็มองออกว่าหยางอ๋องไม่สนใจแม้แต่น้อย ดังนั้นในเรื่องนี้ข้าจึงไม่พูดอะไรเลย” “เสด็จแม่ของหยางอ๋องสนิทสนมกับข้ามาก ตอนที่ข้าเข้าไปในวัง ก็เคยได้ยินนางพูดถึงเรื่องการแต่งงานของหยางอ๋อง” “นางบอกว่าเคยถามหยางอ๋อง ว่าเขาคิดอย่างไรกับชิงเหยา หยางอ๋องก็ปฏิเสธทันที จึงทำให้นางเลิกล้มความคิดนี้ไป” “ไม่คิดเลยว่าเรื่องที่ยังไม่เป็นเรื่องเป็นราว เด็กคนนั้นกลับยืนยันว่าเจ้าแย่งคู่ครองของนางไป?” มารดาของเมิ่งชิ่นนึกถึงเรื่องที่ตนถูกพี่สะใภ้ตำหนิโดยไม่รู้สาเหตุในเช้าวันนี้ เพราะไม่เข้าใจสถานการณ์ แม้แต่คำโต้แย้งก็ยังพูดไม่ออก ในใจเรียกได้ว







