Masukตื่นเช้าขึ้นมาเอมอรปวดร้าวไปหมดทั้งตัวโดยเฉพาะฝ่ามือกำแทบไม่ได้ ยิ่งอากาศหนาวด้วยแล้วมือไม้ก็แข็งไปหมด ตามแขนขาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยรอยแผลที่เกิดจากใบข้าวใบหญ้าบาด โดนน้ำทีแสบไปหมดทั้งหนาวทั้งแสบโคตรแห่งความทรมาน
‘เกิดมาไม่เคยทำงานหนักขนาดเน้!’
ยายกับแม่ของเธอบอกว่าให้ทำทุกวันเดี๋ยวอาการปวดเมื่อยก็จะหายไปเอง
‘สงสัยต้องอาศัยโยคะเข้าช่วย แต่ว่าตีสี่ก็ต้องตื่นมาทำงานบ้านอีกจะเอาเวลาไหนไปโยคะ ยากไปมั้ยชีวิต อยากกลับไปเรียนเหมือนเดิมยังจะดีกว่า’
สองวันต่อมาหลังกลับจากเกี่ยวข้าว วันนี้แม่กับยายและป้าแจ้งพี่สาวของแม่แล้วก็ญาติๆอีกหลายคนช่วยกันทำอาหารหลายอย่าง เธอไม่รู้ว่าจะมีงานใหญ่อะไร มีผู้ใหญ่หลายคนเดินทางเข้ามาสมทบที่บ้านของเธอ เอมอรมารู้ภายหลังว่าทางบ้านพ่อใหญ่ศิลาซึ่งเป็นพ่อของกันจะมาสู่ขอเธอไปเป็นลูกสะใภ้
‘ให้ตายเถอะ! ทะลุมิติมาทั้งทีได้มาเป็นสะใภ้ก็ถือว่ายากแล้ว แต่นี่ต้องมาเป็นสะใภ้อีสาน โอ้ยอยากตายแล้วเกิดใหม่จริงโว้ย!’
‘บ้าไปแล้ว ฉันต้องมาแต่งงานตั้งแต่อายุสิบแปดเลยเหรอเนี่ย!’
เมื่อผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งสองฝ่ายมาพร้อมกันหมด มาอยู่ที่นี่เธอต้องทำตัวให้ชินกับการใส่ผ้าถุงและการนั่งพับเพียบ ซึ่งมันเป็นเรื่องยากมากสำหรับเธอ เอมอรนั่งมองคนนั้นทีคนนี้ทีด้วยท่าทางผะอืดผะอม ส่วนกันนั่งหน้านิ่งเป็นทองไม่รู้ร้อน สายตามองมาที่เธอครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ วันนี้เขาใส่เสื้อยืดสีขาวและนุ่งโสร่งมองดูแล้วก็หล่อเข้มเหมือนพระเอกในละครหลังข่าว คนที่นี่เขารับรองแขกด้วยยาเส้นซึ่งทำมาจากต้นยาสูบหั่นฝอยแล้วนำมาไปตากแห้ง จากนั้นนำใบตองแห้งมาพันเป็นยาสูบซึ่งกันก็สูบมันเช่นกัน สักพักประเพณีการสู่ขอสาวก็ได้เริ่มขึ้น
ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง: หมู่เจ้าสิพากันมาอั่นได๋ล่ะพ่อใหญ่? (พวกคุณจะพากันมาธุระเรื่องอันใดล่ะพ่อใหญ่)
ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย: ว่าสิหยับสวนหม่อนมาซอนสวนหมี่ สิหยับสวนบักมี่มาซ้อนบักขนุน” (ว่าจะมาสู่ขอลูกสาวไปเป็นลูกสะใภ้)
‘อือนะภาษาอีสานธรรมดาก็ว่ายากละ…’
เอมอรทำหน้าเป็นเครื่องหมายคำถาม
‘คือเขาคุยภาษาอะไรกัน ต้องแปลภาษาอีสานเป็นอีสานอีกทีหรือไง้!’
ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย: ฝนตกปีนี้ฟ้าสิฮ้องแฮงปานได๋? (ทางนี้จะเรียกค่าสินสอดเท่าไหร่)
ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง: กระบุงครึ่ง (หมื่นห้า)
กว่าจะคุยกันจบคนฟังไม่รู้เรื่องอย่างเธอแทบหืดขึ้นคอ สรุปก็คือมันคือการเรียกค่าสินสอดนั่นเองเล่นเอาซะเอมอรงงเป็นไก่ตาแตก แม่กับยายของเธอเรียกค่าสินสอดไปหมื่นห้านั่นก็คือกระบุงครึ่งซึ่งฝ่ายชายก็ไม่ต่อสักบาท ที่เขาพูดกันเขาเรียกว่าคำผญา กระบุงปกติเอาไว้ตวงข้าวแต่เขาเอามาเปรียบกับค่าสินสอดถ้าหนึ่งกระบุงก็คือหนึ่งหมื่นบาท ลูกสาวบ้านอื่นเขาแต่งกันแค่สิบบาทยี่สิบบาท เอมอรได้ตั้งหมื่นห้าถ้าเทียบสมัยนี้ก็น่าน่าจะหลักแสนหลักล้านล่ะมั้ง ดูท่าว่าที่พ่อแม่สามีคงชอบเธอเอามากๆถึงยอมจ่ายหนักขนาดนี้
‘คิดในแง่ดีไว้ จะได้มีกำลังใจอยู่ต่อ’
“หนูไม่แต่งได้มั้ยคะแม่” เอมอรเอ่ยกับแม่เมื่อแขกเหรื่อกลับไปกันหมดแล้ว
“สิบ่อแต่งได้จั่งได๋ เขาอุ้มมึงปานนั้น เสียหายเหมิด ไผสิอยากมาแต่งนำมึงล่ะบาดนี่” (จะไม่แต่งได้ยังไง เขาอุ้มมึงขนาดนั้น เสียหายหมด ใครเขาจะอยากมาแต่งด้วยล่ะทีนี้)
ดูแม่ของเธอเริ่มมีอารมณ์โกรธคุกรุ่นขึ้นมา
“ก็อุ้มเพื่อช่วยชีวิตปะ ใครๆเขาก็ทำกันไม่เห็นจะเสียหายตรงไหนเลย ใครไม่อยากแต่งก็ไม่ต้องแต่งสิแม่ ไม่เห็นจะยากเลย”
“บ่อได้! ภายในสองเดือนนี้มึงต้องแต่งกับบักกันให้ได้ ถ้าบ่อแต่งมันสิผิดประเพณี จั่งได๋เพิ่นกะมาสู่ขอมึงแล้ว กะส่ำมึงเป็นของเขาเคิ่งนึง” (ไม่ได้! ภายในสองเดือนนี้มึงต้องแต่งกับไอ้กันให้ได้ ถ้าไม่แต่งมันจะผิดประเพณี)
“แม่คะแต่หนูไม่ได้รักไอ้คุณกันนั่นนี่คะ และเขาก็ไม่ได้รักหนูด้วย”
“ฮักบ่อฮักอยู่นำกันไปมันกะฮักคือเก่า เบิ่งตะกูกับพ่อมึงกะบ่อได้ฮักกันตะแรก กะยังอยู่นำกันได้จนมาฮอดซุมื้อนี้” (รักไม่รักอยู่ด้วยกันไปมันก็รักเหมือนเดิม ดูอย่างกูกับพ่อมึงก็ไม่ได้รักกันตั้งแต่แรก ก็ยังอยู่ด้วยกันได้จนมาถึงทุกวันนี้)
“งั้นหนูขอหกเดือน?”
“บ่อ”
“ห้าเดือน?”
“ให้แค่สามเดือน บ่อแต่งกะต้องแต่ง มึงอย่ามาเว้ายาก กูขี้ค้านเว้ากับมึง มาต่อหกต่อห้าอยู่นี่” (ให้แค่สามเดือน ไม่แต่งก็ต้องแต่ง มึงอย่ามามากความ กูขี้เกียจจะคุยกับมึง มาต่อห้าต่อหกอยู่นี่)
‘เฮ้อ! เหนื่อยใจกับแม่ในยุคนี้จัง ถ้าเป็นเหมือนแม่อรพินท์ของเธอในยุคปัจจุบันคงไม่ได้มานั่งเศร้าแบบนี้แฟนก็ไม่เคยมีจะให้แต่งงาน พระเจ้าช่วยกล้วยทอด บันเทิงล่ะงานนี้ แล้วไอ้คุณกันนั่นก็ยอมพ่อกับแม่แต่โดยดีด้วยนะ คิดแล้วมันเศร้าที่ต้องมีสามีตอนอายุสิบแปด แล้วจะต้องตกเป็นภรรยาของชายที่ตัวเองไม่ได้รักอีก’
‘เฮ้อ! เฮ้อ! คิดแล้วอยากถอนหายใจสักล้านรอบ’
เอมอรนั่งเหม่ออยู่หน้าระเบียงตรงทางขึ้นบันไดบ้าน ตอนนี้พ่อกับแม่เข้านอนกันหมดแล้ว เหลือแค่เธอที่ยังนอนไม่หลับ เอมอรจึงแอบย่องเบามานั่งกร่อยอยู่คนเดียว
“มึงบ่ออยากแต่งงานกับอ้ายกันเบาะ” (มึงไม่อยากแต่งงานกับพี่กันเหรอ) สมควรเดินเข้ามาถามพี่สาว เขาคงเห็นสีหน้าเธอเหมือนคนอมทุกข์ เอมอรลืมไปว่าน้องชายพึ่งจะกลับจากไปจีบสาว เด็กหนุ่มวัยสิบหกก็จะประมาณนี้ กินข้าวเย็นเสร็จก็หายแวบไปบ้านผู้หญิง แต่อย่าหวังว่าจะได้ออกไปเที่ยวกันสองต่อสอง ทำได้แค่นั่งจีบกันอยู่บนบ้านฝ่ายหญิงนั่นแหละ
“อือ ก็พี่ไม่ได้รักเขานี่จะให้แต่งได้ยังไง”
“บ่อต้องเว้าม่วนกับกูกะได้” (ไม่ต้องพูดเพราะกับกูก็ได้) น้องชายคงไม่ชินกับน้ำเสียงและคำพูดแบบนี้ของพี่สาว แต่ทุกคนในบ้านคงเล่าเรื่องของเธอให้เขาฟังแล้ว เพราะวันที่เธอจมน้ำเขาก็อยู่ในเหตุการณ์
“ก็เป็นแบบนี้แหละ จะพูดแบบนี้ และจะไม่มีวันเปลี่ยนด้วย”
“แล้วแต่มึง” มันก็ต้องแล้วแต่อยู่แล้วล่ะก็เธอพูดภาษาอีสานไม่ได้จะให้ไปพูดแบบเดิมที่เอมอรเคยพูดก็เห็นจะไม่ได้แล้ว
“ควรคิดว่าพี่ต้องทำยังไงดี”
“กูว่ามึงเป็นอาการจั่งสี้ มึงกะต้องแต่งแล้วล่ะ อ้ายกันลาวเป็นคนดีกะด้อ” (กูว่ามึงเป็นอาการแบบนี้ มึงก็ต้องแต่งแล้วแหละ พี่กันเขาเป็นคนดีจะตาย)
‘อืม..ช่วยตูได้เยอะมากเลย! คนดีแล้วไง รักกับดีมันคนละเรื่องก๊าน!’
“ไปนอนๆ อย่ามานั่งอยู่นี่ผู้เดียว มันเดิกแล้วมันบ่อแมนแนว” (ไปนอนๆ อย่ามานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว มันดึกแล้วมันไม่เหมาะไม่ควร)
น้องชายคงคิดว่าพี่สาวไม่เต็มบาทไปอีกคน อยู่ไปก็คงขายไม่ออก พูดจบน้องชายก็เดินเข้าห้องไป ใจเธอก็อยากจะถามต่อว่าคำสุดท้ายมันแปลว่าอะไรแต่ก็คงไม่ทันแล้ว เก็บไว้เดี๋ยวค่อยไปถามยายทีหลัง
พ่อกับน้องชายมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือทั้งสองคนพูดน้อยเหมือนกันเด๊ะ วันๆนึงได้ยินแต่เสียงแม่อวนบ่นอยู่คนเดียว ในหนึ่งวันพ่อกับน้องชายจะคุยกับเอมอรน้อยมาก แต่พ่อก็เป็นคนที่หวงลูกสาวมากเช่นกัน ยิ่งตอนนี้เอมอรเปลี่ยนไปไม่แก่นแก้วเหมือนเดิมก็ยิ่งทั้งหวงทั้งห่วง แต่พ่อจะชอบสื่อสารผ่านแม่ไม่เคยบอกกับเธอตรงๆสักครั้ง
สรุปน้องชายก็ไม่เข้าใจแถมยังเชียร์ให้รักกับกันอีกต่างหากไม่มีใครช่วยเธอได้ นอกจากเธอต้องช่วยตัวเอง ที่สำคัญหลังจากแต่งงานเธอต้องย้ายไปอยู่บ้านฝ่ายชายอีก ไม่รู้ต้องทำตัวยังไง ยุคนี้เขายิ่งเรียกสรรพนามกันตามบรรดาศักดิ์ไม่เกี่ยวกับอายุมากน้อย แล้วเธอจะไปเรียกใครว่ายังไงล่ะทีนี้
สองวันต่อมาเขมิกาตื่นแต่เช้าก็พบว่าพ่อกับแม่เพิ่งกลับจากไปจ่ายตลาด เธอแปลกใจที่วันนี้พ่อกับแม่ซื้อของมากันเยอะแยะ “เขมไปแต่งตัวให้สวย ๆ สิลูก วันนี้จะมีแขกคนสำคัญมาบ้านเรา” “ใครอะแม่ หนูรู้จักไหมคะ” “ไม่น่าจะรู้นะ เพราะพ่อกับแม่ก็ไม่เคยเจอพวกเขาเหมือนกัน” ‘อิหยังวะ? ไม่รู้จักแล้วจะมาทำไมก๊อน’ “แล้วเอาสวยแค่ไหนล่ะแม่” “แล้วแต่เขมเลย เอาสวยสุดเท่าที่เขมจะสวยได้นั่นแหละ” อรพินท์บอกกับลูกสาว แล้วสามีภรรยาก็แอบอมยิ้มกันสองคน เกือบสิบเอ็ดโมงรถชนกันต์เลี้ยวเข้ามาในบ้านตามด้วยรถมินิแวนสีดำอีกคัน เธอถึงได้รู้ความจริงว่าเขาให้พ่อกับแม่มาสู่ขอเธอไว้ก่อน หลังเธอเรียนจบแล้วค่อยแต่งงานกัน ตอนที่พ่อกับแม่ว่าที่คู่หมั้นยังไม่กลับเธอก็ปั้นหน้ายิ้มจนแก้มจะฉีกและดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะเห็นดีเห็นงามไปด้วยกันทั้งหมด เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นก็เวอร์วังอลังการราวกับว่ารู้จักนิสัยใจคอเธอมาเป็นสิบ ๆ ปี ‘เหมือนตอนที่จะไปเป็นลูกสะใภ้อีสานเด๊ะ นี่จะเอาไปทำงานเหมือนทาสอีกมั้ยวะเนี่ย’ เม
ขึ้นรถมาได้เขมิกาก็แว้ดใส่ชนกันต์ทันที “พี่กันต์จะมาทำไมไม่บอกล่วงหน้าคะ รู้ไหมเขมหัวใจจะวาย” “ก็บอกแล้วไง แต่เขมไม่ตอบพี่นี่นา” “อันนั้นเขาไม่ได้เรียกว่าบอกค่ะ เขาเรียกว่าถามตกวิชาภาษาไทยป๊ะเนี่ย” “ฮ่า ๆ มันก็เหมือนกันแหละ” “ไม่เหมือน” ทั้งสองตอบโต้กันไปมาคนพี่พูดไปก็ยิ้มไปด้วยตลอดทางอย่างอารมณ์ดี ส่วนคนน้องก็เอาแต่นั่งเถียงฉอด ๆ แล้วก็ทำหน้าหงิกหน้างอ พอมาถึงสวนของเขาซึ่งมีพื้นที่ราว ๆ เกือบร้อยไร่ ไหนจะสวนที่อยู่จังหวัดอื่นอีกชนกันต์ขับรถยนต์เข้าไปจอดด้านในซึ่งมีพืชพันธุ์ต่าง ๆและดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ มองไปจนสุดลูกหูลูกตา ตอนนี้ดอกไม้หลายชนิดกำลังออกดอกสวยงาม “โอ้โฮ! สวยมากเลยค่ะ” เมื่อได้เห็นดอกไม้สวย ๆ จากที่งอนเขาอยู่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง “ชอบไหม” “ชอบค่ะ” “ชอบแค่ไหน?” “ชอบม้าก” เขมิกาลากเสียงสูง เพราะเธอเองก็สนใจด้านเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้มาเจอแบบนี้ก็ยิ่งทำให้ตื่นตาตื่นใจเข้าไปใหญ่ “ถ้าชอบมากก็มาเป็นแฟนกันเลยได้ไหม” ชนก
ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ชนกันต์นัดเขมิกาออกเดท “เขม เลิกเรียกพี่ว่าคุณซะทีได้ปะ” ชนกันต์บอกเขมิกาเมื่อทั้งสองคนคุยกันมานานหลายเดือนจนชนกันต์เรียนจบ คำถามของเขาทำให้เธอหวนคิดถึงสามีที่เธอจากมา ‘ก็รอให้ถามคำนี้แหละ ใจก็อยากจะเรียกพี่มาตั้งนานละแต่ก็รอว่าเมื่อไหร่จะบอกซะที’ “ค่ะพี่กันต์” เขมิกายิ้มจนตาหยีให้ชายหนุ่ม “ปิดเทอมนี้พี่ขอไปเที่ยวบ้านเขมได้มั้ยอะ” ไม่พูดเปล่าแขนแข็งแรงพาดลงมาที่บ่าของเธอเอามือกุมหัวไหล่แล้วรั้งร่างเล็กเข้ามาให้เดินใกล้กับเขา ขณะที่กำลังเลือกซื้อของในห้างสรรพสินค้าที่เขาสองคนเคยมาซื้อกำไลข้อมือด้ายแดงในวันนั้น “ยังไม่ได้เป็นอะไรกันจะไปทำมะ” เขมิกาหยุดเดินแล้วเอียงคอถามชายหนุ่ม ที่ตัวสูงกว่าเธอจนต้องแหงนหน้ามอง ทุกอย่างที่เขาทำไม่ว่าจะเป็นท่าทางหรือการพูดการจา ถอดแบบมาจากสามีของเธอเมื่อครั้งในอดีตเป๊ะ ‘สิ่งที่อยากได้ยินคือเมื่อไหร่จะขอตูเป็นแฟนซะทีว้า’ ระหว่างที่รอลุ้นหัวใจก็เต้นตึกตักๆ จนแทบจะทะลุออกมานอกอก “ก็ในฐานะรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยงะ ไม่ได้
กลับมาถึงบ้านก็เกือบจะสองทุ่มเขมิการีบอาบน้ำเปลี่ยนชุด ได้บะหมี่ร้อนๆหนึ่งถ้วยก็รีบเข้าห้องตัวเองทันที ก๊อก ก๊อก ก๊อก อรพินท์เปิดประตูเข้ามาหาลูกสาว เธอยังเป็นห่วงที่ลูกสาวจมน้ำแล้วต้องนั่งรถกลับมาอยุธยาอีก “กินแค่นี้เหรอเขม” “ค่ะแม่ เขมเพลียน่ะค่ะจะรีบพักผ่อน” ได้ยินลูกสาวพูดแบบนั้นก็เดินเข้าไปจุมพิตหน้าผากแล้วลูบผมเธอเบาๆ “งั้นพักผ่อนเถอะแม่ไม่กวนละ” แต่พอแม่ออกไปเสียงข้อความจากไลน์ก็เตือนขึ้นอีก Chanakan: ถึงบ้านรึยังครับ ‘อื้ม เป็นผู้ชายสายรุกเหมือนกันนะเนี่ย เดี๋ยวก่อนๆเดี๋ยวเจอเขมิกาแล้วจะหนาว’ เขมิกายิ้มก่อนจะพิมพ์ตอบเขาไป Khemm: ถึงนานแล้ว กำลังจะนอนค่ะ หลังจากประโยคนั้นจบลงก็คุยกันต่ออีกยืดยาวจนปาเข้าไปเกือบตีหนึ่ง ไม่ไหวก็ยังจะฝืน ตื่นเช้ามาจึงรู้ว่าตัวเองหลับคาโทรศัพท์ที่ยังค้างหน้าจอที่แชทคุยกับเขาอยู่ จึงทำให้เธอนึกถึงตอนที่เขามาจีบเธอครั้งแรกในยุค 80 ตอนนั้นก็คุยเพลินจนลืมเวลา ครั้งนี้ถ้าไม่เพลียจากการเดินทางก็น่าจะเกือบสว่าง “แล้วไมไม่โทรค
เขมิกาหลับไปตั้งแต่ตอนสายตื่นมาอีกทีก็บ่ายคล้อย ทุกคนกำลังช่วยกันจัดสถานที่เพื่อเตรียมเค้าท์ดาวน์เข้าสู่ปี 2566 เธอมองหากระเป๋าเล็กของเธอที่สะพายลงไปในบ่อตอนเก็บสายบัว จึงพบว่ามันวางอยู่บนโต๊ะข้างแคร่ที่เธอนอนอยู่ เธอแปลกใจมากที่โทรศัพท์ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ เอมอรกดเข้าไปในรูปที่เธอถ่ายไว้ก่อนจะจมน้ำ พอเลื่อนดูเธอจึงเห็นว่ารูปชายหนุ่มที่เธอถ่ายไว้ตอนที่เขายืนอยู่บนขอบบ่อนั้นก็คือชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตเธอวันนี้ มิน่าว่าทำไมเธอถึงรู้สึกคุ้นหน้าเมื่อได้เจอหน้าสามีครั้งแรก แถมเขาคนนี้ยังมีชื่อเล่นเหมือนกันอีก “แปลกมาก” เขมิกาพำพึมออกมาคนเดียวก่อนจะรื้อกระเป๋าของตัวเองออกมาดู เขมิกาหยิบกำไลข้อมือที่เป็นด้ายถักสีแดงตรงกลางเป็นหินโรสควอตซ์ออกมาจากกระเป๋ามันช่างคล้ายกับของกันที่เคยนำมาให้เธอใส่ เธอจึงเริ่มจำได้ว่าก่อนจะมาเยี่ยมปู่กับย่าเธอได้ซื้อกำไลข้อมือที่ทำจากด้ายแดงนี้มาจากห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ‘ด้ายแดงนี้ขายดีนะคะ ช่วยเสริมดวงด้านความรักด้วยค่ะ คุณผู้ชายคนนั้นก็พึ่งจะซื้อไป’ คนขายบอกกับเธอและชี้ให้เขมิกามองตามหลังหนุ่มร่างใหญ่คนนั้นแต่เ
หลายวันต่อมาอาการของเขาก็ยังไม่ดีขึ้นแถมทรุดลงมากกว่าเดิมอีก “พี่กันคะ อรว่าพี่ไปหาหมอดีกว่ามั้ยคะ” “บ่อเป็นหยัง อ้ายเป็นไข้ธรรมดาเดี๋ยวกะเซาเอง” (ไม่เป็นไร พี่เป็นไข้ธรรมดาเดี๋ยวก็หายเอง) “แต่พี่กันเป็นมาหลายวันมากแล้วนะคะ ไข้ไม่ยอมลดสักทีเลยค่ะ ข้าวก็กินไม่ได้” เอมอรบอกกับสามีด้วยสีหน้าที่เป็นห่วงมาก “อ้ายอยากเฮ็ดงานซอยอรเนาะฮึ อ้ายบ่ออยากเคิก กินยาเดี๋ยวไข้มันกะลดคือเก่านั่นล่ะ” (พี่อยากทำงานช่วยอรนี่นา พี่ไม่อยากหยุดกลางคัน กินยาเดี๋ยวไข้มันก็ลดเหมือนเดิมนั่นแหละ)กันบอกกับภรรยาเพราะกำลังสนุกกับงานและเงินที่หามาได้ เพราะก่อนหน้านี้กว่าจะหาเงินมาได้แต่ละบาทนั้นช่างแสนยากเย็น มาวันนี้ถึงจะเหนื่อยแต่ก็คุ้ม “งานทำตอนไหนก็ได้ค่ะ ไข้ลดมันก็ลดอยู่น่ะแหละแต่แป๊บเดียวก็ไข้ขึ้นสูงอีกละ” กันเป็นไข้จนเกือบครบสัปดาห์อาการป่วยยิ่งทรุดหนักขึ้นเขาจึงยอมที่จะไปหาหมอตามที่ภรรยาบอกเพราะดูอาการของตัวเองแล้วถ้าจะไม่ไหวเพราะตอนนี้เขาอ่อนเพลียมากจนแทบจะไม่มีแรงจะเดิน เช้าวันต่อมากันขึ้นรถสองแถวได้ก็เป็นลมล้มพับไปจนทุกค







