Masukทุกๆวันช่วงเช้ามืดถึงอากาศจะหนาวเย็นแค่ไหนเธอก็ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ แรกๆก็ยากหน่อยแต่พอปรับตัวได้ร่างกายเอมอรก็เริ่มรู้สึกตัวตื่นเองโดยอัตโนมัติเมื่อถึงเวลา
แม่เริ่มสอนให้เธอทำงานบ้านงานเรือนเกือบทุกอย่าง ปัญหาก็คือการทำกับข้าวต้องก่อไฟเองแล้วก็ต้องใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง กว่าจะทำได้ในวันแรกใช้เวลาก่อไฟอยู่เกือบสามสิบนาทีตะวันจะขึ้นอยู่แล้วข้าวยังไม่ได้นึ่ง แต่เธอเกลียดกลิ่นควันไฟเป็นที่สุดมันชอบลอยเข้ามาฝั่งที่มีคนนั่งอยู่ มันเหม็นมากและทำให้น้ำหูน้ำตาเธอไหลไม่หยุด แม่ของเธอบอกว่าเมื่อไปเป็นสะใภ้บ้านโน้นแล้วต้องทำเองทุกอย่าง มันหนักกว่านี้อีกเป็นสิบเท่า เพราะพ่อใหญ่ศิลามีลูกหลายคนแถมยังมีไร่นาเป็นร้อยไร่
‘โอ้..ร้องไห้รอเลยได้มั้ย? พ่อจ๋าแม่จ๋าหนูอยากกลับบ้าน!’
“ทิดกันพาน้องไปหาบน้ำมากินแหน่” (ทิดกันพาน้องไปหาบน้ำมากินหน่อย) แม่อวนตะโกนบอกว่าที่ลูกเขยขณะที่เขายังเกี่ยวข้าวอยู่กับเอมอร
‘เรียกทิดกันแสดงว่าเขาบวชแล้วสินะ!’
“ปะอร แม่บอกให้ไปหาบน้ำ”
“น้ำอะไร?”
“น้ำกิน”
‘หือ? คือ? ทำไมต้องไปหาบแล้วทุกวันนี้เธอดื่มน้ำอะไร’
เอมอรเดินตามกันไปไกลพอสมควร เขาเป็นผู้ชายที่เดินเร็วจนเอมอรเดินตามแทบไม่ทัน ที่สำคัญคือต้องเดินเลียบไปตามแนวป่าช้า
“ย่างเร็วๆดู๊ คือย่างซ้าแท้” (เดินเร็วๆหน่อยสิ ทำไมเดินช้าจัง) กันพูดเสียงดุแล้วหยุดเดินเพื่อรอเอมอร อย่าว่าแต่เดินช้าตอนนี้เธอเริ่มจะก้าวขาไม่ออก ทางข้างหน้ามีแต่ดินทรายทั้งนั้น เหยียบเท้าลงไปทีดินก็ไหลมากองอยู่เต็มหลังเท้า ก้าวขาลำบากสุดๆ กว่าจะดึงรองเท้าขึ้นมาได้แต่ละก้าวแถมทรายก็ดีดขึ้นมาด้านหลังอีก
แล้วเขาล่ะไหนจะต้องหาบน้ำกลับมาอีกตั้งสองถังเดินบนดินทรายอีกอารมณ์เหมือนอยู่ในทะเลทรายร้อนเท้าก็ร้อน รองเท้าก็มีแต่แตะคีบ
‘สุดจริงขอบอก!’
เขาดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเธอมาก หนุ่มสาวสมัยนี้ทำงานเก่ง ทนทานต่อแดดฝนเธอแทบไม่ได้ครึ่งแม้แต่ขี้เล็บของพวกเขาเหล่านั้น เห็นจะชนะได้คนเดียวก็คือเอมอรคนก่อนที่เธอจะมาอยู่ในร่างนี้ ตอนเธอเกี่ยวข้าวยังไม่ถึงไหนเดี๋ยวก็วิ่งเข้าไปหลบในร่ม ดีแต่ที่ไม่หยุดทำไปเลย
พอมาถึงบ่อน้ำดื่มมันเป็นบ่อดินที่เกิดจากการขุดของเจ้าของที่นาหรือภาษาอีสานเรียกว่าส่าง ซึ่งลึกประมาณสองถึงสามเมตรพื้นที่โดยรอบเป็นดินเหลืองลึกลงไปเป็นหินเขาเล่าว่าบ่อน้ำนี้ใช้จอบกับเสียมขุด กันยังเล่าต่อว่าที่นาคนอื่นลึกกว่านี้ก็มี
‘คนเรานี่ก็เก่งเนอะ! ใช้จอบใช้เสียมขุดได้ลึกขนาดนี้’
น้ำในบ่อใสมากกันบอกว่าที่ตรงนี้เป็นที่นาของเขาเอง เอมอรพึ่งรู้ว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมาเธอดื่มน้ำบ่อมาตลอด รสชาติมันออกเปรี้ยวนิดหนึ่ง
‘เอาวะคนอื่นกินแล้วไม่ตายเราก็คงไม่ตายเหมือนกัน วงเล็บบ่อน้ำอยู่ทางทิศใต้ของป่าช้า น้ำจากป่าช้าไหลลงมาตรงนี้เกือบทั้งหมดเพราะพื้นที่มันลาดลงมาทางนี้’
ดินบริเวณนี้กันบอกว่ากินได้ด้วย ซึ่งเธอก็ไม่อยากรู้หรอกว่ารสชาติมันเป็นยังไง ไม่ต้องสรรหามาให้เธอลอง
‘อึ๋ย..แค่คิดก็เสียวฟัน จะเอามาให้กิน อย่าแม้แต่จะคิด’
เขาใช้ไม้ไผ่ที่มีตะขอตรงโคนเกี่ยวหูหิ้วถังน้ำแล้วตักน้ำขึ้นมา แล้วสาวไม้ไผ่ยาวอย่างชำนาญเอมอรมองดูแล้วถ้าเธอทำบ้างถังน้ำคงหลุดลงไปก้นบ่อเป็นแน่ สองมือแกร่งยกไม้คานที่มีถังน้ำอยู่เต็มทั้งสองข้างขึ้นบ่าอย่างง่ายดาย
ตอนขามาว่าเขาเดินเร็วแล้วตอนกลับแทบจะวิ่ง เขาบอกว่าหาบของหนักจะมาเดินช้าไม่ได้ ขาก็ยาวแถมมาวิ่งอีก
‘จะรออะไรล่ะ ก็วิ่งนำหน้าไปเลยสินี่มันป่าช้าน้า!’
กันต้องเหนื่อยคูณสองทั้งหาบน้ำทั้งขำท่าทางกลัวผีของเอมอร เขาเริ่มมองเห็นอนาคตของตัวเองขึ้นมาลางๆเมื่อต้องมีเมียกลัวผีแม้แต่ตอนกลางวันอย่างเธอ กลับไปถึงเถียงนาเอมอรนั่งหอบแฮ่กๆ
“แล่นเฮ็ดหยัง เป็นสาวเป็นแส้” (วิ่งทำไมเป็นสาวเป็นแส้) ยายแพงเอ่ยถามเอมอรเมื่อเห็นหลานสาววิ่งกระหืดกระหอบมา มือข้างหนึ่งก็จับชายผ้าถุงขึ้น มืออีกข้างถือรองเท้า ส่วนที่เอวไม่ต้องจับเพราะเธอใช้เชือกผูกมันไว้เป็นอย่างดี
‘เอ๊า เป็นสาวห้ามวิ่งอันนี้เธอพึ่งรู้’
“กลัวผี” เอมอรตอบยายเสียงหอบ
“ผีหยังสิมายามมื้อเวน” (ผีอะไรจะมาตอนกลางวัน)
‘ปัดโธ่! คนมันกลัวผีจะเลือกเวลามั้ยล่ะยาย พูดแบบนี้แสดงว่าตอนกลางคืนมีผีงั้นสิ?’
เอมอรเดินไปดูหม้อแกงที่ตั้งอยู่บนเตาไฟ เตาที่นาแม่ใช้เป็นหินสามก้อนขนาดกลางเพื่อพยุงหม้อไว้
“อรซิมเบิ่งดุ๊ แซบไป่” (อรชิมดูหน่อยสิ อร่อยยัง) แม่อวนยื่นทัพพีให้เธอ แม่เริ่มไว้ใจกับรสชาติอาหารที่เธอทำขึ้นมาบ้างแล้ว ในหม้อมันคือแกงปลาใส่สายบัวที่เธอชอบแต่อาหารที่แม่ทำไม่ได้ใส่กะทิสักอย่างแต่แกงทุกอย่างที่นี่ต้องใส่ปลาร้า ซึ่งปลาร้าที่แม่อวนหมักไว้กินเองต้องใช้เวลาหมักแรมปี เห็นสายบัวแล้วก็คิดถึงเหตุการณ์วันนั้นขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ถ้าเธอไม่อยากเก็บสายบัวเธอก็คงไม่ต้องมายืนอยู่ตรงนี้ เอมอรยืนนิ่งเหม่อมองแกงในหม้อ น้ำตาก็ไหลออกมาเหมือนสั่งได้ กันเดินตามมาเงียบๆแล้วหยุดยืนอยู่ข้างเธอ
“ไห้เฮ็ดหยัง” (ร้องไห้ทำไม) เขาพูดขึ้นมาเสียงอ่อนโยนราวกับว่าอยากจะปลอบเธอ เอมอรสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะยกมือขึ้นปาดน้ำตา
“ไม่ได้ร้อง ควันมันเข้าตา อะชิมให้หน่อย” เอมอรพูดเสียงสั่นเครือแล้วยื่นทัพพีให้ชายหนุ่มต่อ ก่อนที่เธอจะเดินออกไปจากตรงนั้นเพื่อจัดการกับน้ำตาของตัวเอง กันมองตามร่างบางด้วยแววตาที่แฝงไว้ด้วยความสงสัยระคนเป็นห่วง เขามองดูผู้หญิงคนนี้นับวันก็ยิ่งแปลกไปจากเอมอรคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก บางครั้งก็ดูสดใสแต่บางครั้งก็ดูเศร้าจนน่าใจหาย
สถานที่กินข้าวช่วงลงแขกแบบนี้ก็ไม่ต้องพิธีรีตองมาก ถ้ามีแต่คนในครอบครัวก็คงนั่งกินบนเถียงนา แต่นี่คนเยอะก็นั่งบนพื้นดินพื้นหญ้าเรียงเป็นสองแถวแล้วหันหน้าเข้าหากัน ทุกคนเอาอาหารที่ห่อมาจากบ้านวางตรงกลางแค่นี้ก็อร่อยที่สุดแล้ว
ช่วงบ่ายทุกคนลงไปเกี่ยวข้าวช่วยกันอีกครั้ง ที่นาของเธอคงใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะเกี่ยวเสร็จ เพราะข้าวงามเกินไปต้นข้าวปูลาดไปกับพื้นด้วยแรงลมแถมบางพื้นที่รวงข้าวสลับไขว้กันไปคนละทิศทางเอมอรแทบจะคลานเข่าเพราะก้มๆเงยๆเอวแทบหลุด และกว่าจะได้เก็บเข้ายุ้งฉางก็คงใช้เวลาอีกเป็นเดือน
ตอนนี้เธอต้องทำใจให้ชินกับทุกอย่างไปก่อน แม้กระทั่งตอนปวดหนักปวดเบาเวลาอยู่ทุ่งนา ห้องน้ำที่ดีและปลอดภัยที่สุดก็คือตอซังข้าวหรือกอหญ้าหรือไม่ก็ต้นไม้ก็ว่าไปสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือผ้าถุง ทำเหมือนสุ่มครอบไก่แล้วก็จัดการมันตรงนั้นเลย อารมณ์นั้นไม่ได้สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรทั้งนั้น
ทุกวันนี้ทุกคนในหมู่บ้านต่างรู้เรื่องที่เอมอรพูดจาแปลกไปจากคนในหมู่บ้านเดียวกัน ชาวบ้านก็พากันนินทาไปต่างๆนานา บ้างก็ว่าเธอเป็นบ้า บ้างก็ว่าสมองเสื่อม บ้างก็ว่าผีเข้า แต่เอมอรก็ไม่ได้สนใจคำพูดของใครทั้งสิ้นสิ่งที่เธอต้องการมากที่สุดในตอนนี้ก็คือจะหาทางกลับไปยังยุคปัจจุบันของเธอได้อย่างไร
สองวันต่อมาเขมิกาตื่นแต่เช้าก็พบว่าพ่อกับแม่เพิ่งกลับจากไปจ่ายตลาด เธอแปลกใจที่วันนี้พ่อกับแม่ซื้อของมากันเยอะแยะ “เขมไปแต่งตัวให้สวย ๆ สิลูก วันนี้จะมีแขกคนสำคัญมาบ้านเรา” “ใครอะแม่ หนูรู้จักไหมคะ” “ไม่น่าจะรู้นะ เพราะพ่อกับแม่ก็ไม่เคยเจอพวกเขาเหมือนกัน” ‘อิหยังวะ? ไม่รู้จักแล้วจะมาทำไมก๊อน’ “แล้วเอาสวยแค่ไหนล่ะแม่” “แล้วแต่เขมเลย เอาสวยสุดเท่าที่เขมจะสวยได้นั่นแหละ” อรพินท์บอกกับลูกสาว แล้วสามีภรรยาก็แอบอมยิ้มกันสองคน เกือบสิบเอ็ดโมงรถชนกันต์เลี้ยวเข้ามาในบ้านตามด้วยรถมินิแวนสีดำอีกคัน เธอถึงได้รู้ความจริงว่าเขาให้พ่อกับแม่มาสู่ขอเธอไว้ก่อน หลังเธอเรียนจบแล้วค่อยแต่งงานกัน ตอนที่พ่อกับแม่ว่าที่คู่หมั้นยังไม่กลับเธอก็ปั้นหน้ายิ้มจนแก้มจะฉีกและดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะเห็นดีเห็นงามไปด้วยกันทั้งหมด เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นก็เวอร์วังอลังการราวกับว่ารู้จักนิสัยใจคอเธอมาเป็นสิบ ๆ ปี ‘เหมือนตอนที่จะไปเป็นลูกสะใภ้อีสานเด๊ะ นี่จะเอาไปทำงานเหมือนทาสอีกมั้ยวะเนี่ย’ เม
ขึ้นรถมาได้เขมิกาก็แว้ดใส่ชนกันต์ทันที “พี่กันต์จะมาทำไมไม่บอกล่วงหน้าคะ รู้ไหมเขมหัวใจจะวาย” “ก็บอกแล้วไง แต่เขมไม่ตอบพี่นี่นา” “อันนั้นเขาไม่ได้เรียกว่าบอกค่ะ เขาเรียกว่าถามตกวิชาภาษาไทยป๊ะเนี่ย” “ฮ่า ๆ มันก็เหมือนกันแหละ” “ไม่เหมือน” ทั้งสองตอบโต้กันไปมาคนพี่พูดไปก็ยิ้มไปด้วยตลอดทางอย่างอารมณ์ดี ส่วนคนน้องก็เอาแต่นั่งเถียงฉอด ๆ แล้วก็ทำหน้าหงิกหน้างอ พอมาถึงสวนของเขาซึ่งมีพื้นที่ราว ๆ เกือบร้อยไร่ ไหนจะสวนที่อยู่จังหวัดอื่นอีกชนกันต์ขับรถยนต์เข้าไปจอดด้านในซึ่งมีพืชพันธุ์ต่าง ๆและดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ มองไปจนสุดลูกหูลูกตา ตอนนี้ดอกไม้หลายชนิดกำลังออกดอกสวยงาม “โอ้โฮ! สวยมากเลยค่ะ” เมื่อได้เห็นดอกไม้สวย ๆ จากที่งอนเขาอยู่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง “ชอบไหม” “ชอบค่ะ” “ชอบแค่ไหน?” “ชอบม้าก” เขมิกาลากเสียงสูง เพราะเธอเองก็สนใจด้านเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้มาเจอแบบนี้ก็ยิ่งทำให้ตื่นตาตื่นใจเข้าไปใหญ่ “ถ้าชอบมากก็มาเป็นแฟนกันเลยได้ไหม” ชนก
ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ชนกันต์นัดเขมิกาออกเดท “เขม เลิกเรียกพี่ว่าคุณซะทีได้ปะ” ชนกันต์บอกเขมิกาเมื่อทั้งสองคนคุยกันมานานหลายเดือนจนชนกันต์เรียนจบ คำถามของเขาทำให้เธอหวนคิดถึงสามีที่เธอจากมา ‘ก็รอให้ถามคำนี้แหละ ใจก็อยากจะเรียกพี่มาตั้งนานละแต่ก็รอว่าเมื่อไหร่จะบอกซะที’ “ค่ะพี่กันต์” เขมิกายิ้มจนตาหยีให้ชายหนุ่ม “ปิดเทอมนี้พี่ขอไปเที่ยวบ้านเขมได้มั้ยอะ” ไม่พูดเปล่าแขนแข็งแรงพาดลงมาที่บ่าของเธอเอามือกุมหัวไหล่แล้วรั้งร่างเล็กเข้ามาให้เดินใกล้กับเขา ขณะที่กำลังเลือกซื้อของในห้างสรรพสินค้าที่เขาสองคนเคยมาซื้อกำไลข้อมือด้ายแดงในวันนั้น “ยังไม่ได้เป็นอะไรกันจะไปทำมะ” เขมิกาหยุดเดินแล้วเอียงคอถามชายหนุ่ม ที่ตัวสูงกว่าเธอจนต้องแหงนหน้ามอง ทุกอย่างที่เขาทำไม่ว่าจะเป็นท่าทางหรือการพูดการจา ถอดแบบมาจากสามีของเธอเมื่อครั้งในอดีตเป๊ะ ‘สิ่งที่อยากได้ยินคือเมื่อไหร่จะขอตูเป็นแฟนซะทีว้า’ ระหว่างที่รอลุ้นหัวใจก็เต้นตึกตักๆ จนแทบจะทะลุออกมานอกอก “ก็ในฐานะรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยงะ ไม่ได้
กลับมาถึงบ้านก็เกือบจะสองทุ่มเขมิการีบอาบน้ำเปลี่ยนชุด ได้บะหมี่ร้อนๆหนึ่งถ้วยก็รีบเข้าห้องตัวเองทันที ก๊อก ก๊อก ก๊อก อรพินท์เปิดประตูเข้ามาหาลูกสาว เธอยังเป็นห่วงที่ลูกสาวจมน้ำแล้วต้องนั่งรถกลับมาอยุธยาอีก “กินแค่นี้เหรอเขม” “ค่ะแม่ เขมเพลียน่ะค่ะจะรีบพักผ่อน” ได้ยินลูกสาวพูดแบบนั้นก็เดินเข้าไปจุมพิตหน้าผากแล้วลูบผมเธอเบาๆ “งั้นพักผ่อนเถอะแม่ไม่กวนละ” แต่พอแม่ออกไปเสียงข้อความจากไลน์ก็เตือนขึ้นอีก Chanakan: ถึงบ้านรึยังครับ ‘อื้ม เป็นผู้ชายสายรุกเหมือนกันนะเนี่ย เดี๋ยวก่อนๆเดี๋ยวเจอเขมิกาแล้วจะหนาว’ เขมิกายิ้มก่อนจะพิมพ์ตอบเขาไป Khemm: ถึงนานแล้ว กำลังจะนอนค่ะ หลังจากประโยคนั้นจบลงก็คุยกันต่ออีกยืดยาวจนปาเข้าไปเกือบตีหนึ่ง ไม่ไหวก็ยังจะฝืน ตื่นเช้ามาจึงรู้ว่าตัวเองหลับคาโทรศัพท์ที่ยังค้างหน้าจอที่แชทคุยกับเขาอยู่ จึงทำให้เธอนึกถึงตอนที่เขามาจีบเธอครั้งแรกในยุค 80 ตอนนั้นก็คุยเพลินจนลืมเวลา ครั้งนี้ถ้าไม่เพลียจากการเดินทางก็น่าจะเกือบสว่าง “แล้วไมไม่โทรค
เขมิกาหลับไปตั้งแต่ตอนสายตื่นมาอีกทีก็บ่ายคล้อย ทุกคนกำลังช่วยกันจัดสถานที่เพื่อเตรียมเค้าท์ดาวน์เข้าสู่ปี 2566 เธอมองหากระเป๋าเล็กของเธอที่สะพายลงไปในบ่อตอนเก็บสายบัว จึงพบว่ามันวางอยู่บนโต๊ะข้างแคร่ที่เธอนอนอยู่ เธอแปลกใจมากที่โทรศัพท์ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ เอมอรกดเข้าไปในรูปที่เธอถ่ายไว้ก่อนจะจมน้ำ พอเลื่อนดูเธอจึงเห็นว่ารูปชายหนุ่มที่เธอถ่ายไว้ตอนที่เขายืนอยู่บนขอบบ่อนั้นก็คือชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตเธอวันนี้ มิน่าว่าทำไมเธอถึงรู้สึกคุ้นหน้าเมื่อได้เจอหน้าสามีครั้งแรก แถมเขาคนนี้ยังมีชื่อเล่นเหมือนกันอีก “แปลกมาก” เขมิกาพำพึมออกมาคนเดียวก่อนจะรื้อกระเป๋าของตัวเองออกมาดู เขมิกาหยิบกำไลข้อมือที่เป็นด้ายถักสีแดงตรงกลางเป็นหินโรสควอตซ์ออกมาจากกระเป๋ามันช่างคล้ายกับของกันที่เคยนำมาให้เธอใส่ เธอจึงเริ่มจำได้ว่าก่อนจะมาเยี่ยมปู่กับย่าเธอได้ซื้อกำไลข้อมือที่ทำจากด้ายแดงนี้มาจากห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ‘ด้ายแดงนี้ขายดีนะคะ ช่วยเสริมดวงด้านความรักด้วยค่ะ คุณผู้ชายคนนั้นก็พึ่งจะซื้อไป’ คนขายบอกกับเธอและชี้ให้เขมิกามองตามหลังหนุ่มร่างใหญ่คนนั้นแต่เ
หลายวันต่อมาอาการของเขาก็ยังไม่ดีขึ้นแถมทรุดลงมากกว่าเดิมอีก “พี่กันคะ อรว่าพี่ไปหาหมอดีกว่ามั้ยคะ” “บ่อเป็นหยัง อ้ายเป็นไข้ธรรมดาเดี๋ยวกะเซาเอง” (ไม่เป็นไร พี่เป็นไข้ธรรมดาเดี๋ยวก็หายเอง) “แต่พี่กันเป็นมาหลายวันมากแล้วนะคะ ไข้ไม่ยอมลดสักทีเลยค่ะ ข้าวก็กินไม่ได้” เอมอรบอกกับสามีด้วยสีหน้าที่เป็นห่วงมาก “อ้ายอยากเฮ็ดงานซอยอรเนาะฮึ อ้ายบ่ออยากเคิก กินยาเดี๋ยวไข้มันกะลดคือเก่านั่นล่ะ” (พี่อยากทำงานช่วยอรนี่นา พี่ไม่อยากหยุดกลางคัน กินยาเดี๋ยวไข้มันก็ลดเหมือนเดิมนั่นแหละ)กันบอกกับภรรยาเพราะกำลังสนุกกับงานและเงินที่หามาได้ เพราะก่อนหน้านี้กว่าจะหาเงินมาได้แต่ละบาทนั้นช่างแสนยากเย็น มาวันนี้ถึงจะเหนื่อยแต่ก็คุ้ม “งานทำตอนไหนก็ได้ค่ะ ไข้ลดมันก็ลดอยู่น่ะแหละแต่แป๊บเดียวก็ไข้ขึ้นสูงอีกละ” กันเป็นไข้จนเกือบครบสัปดาห์อาการป่วยยิ่งทรุดหนักขึ้นเขาจึงยอมที่จะไปหาหมอตามที่ภรรยาบอกเพราะดูอาการของตัวเองแล้วถ้าจะไม่ไหวเพราะตอนนี้เขาอ่อนเพลียมากจนแทบจะไม่มีแรงจะเดิน เช้าวันต่อมากันขึ้นรถสองแถวได้ก็เป็นลมล้มพับไปจนทุกค







