ชีวิตบัดซบเพราะมาต่างโลก เลยสร้างปาร์ตี้ไปโค่นพระเจ้าซะเลย

ชีวิตบัดซบเพราะมาต่างโลก เลยสร้างปาร์ตี้ไปโค่นพระเจ้าซะเลย

last updateآخر تحديث : 2025-05-03
بواسطة:  หัตถ์อนันต์مستمر
لغة: Thai
goodnovel16goodnovel
لا يكفي التصنيفات
226فصول
2.1Kوجهات النظر
قراءة
أضف إلى المكتبة

مشاركة:  

تقرير
ملخص
كتالوج
امسح الكود للقراءة على التطبيق

กร เด็กหนุ่มผู้ถูกกลั่นแกล้งเป็นกิจวัตร ถูกส่งไปต่างโลกด้วยสเตตัสสุดกาก แล้วค้นพบระบบ 'จุติ' เข้าจนไร้เทียมทาน งานนี้แม้แต่พระเจ้าก็ต้องโดนกรและเหล่าฮาเร็มตบเกรียน!

عرض المزيد

الفصل الأول

บทนำ

ไร้เหตุผลชะมัด  ไร้เหตุผลเกินไปแล้ว......

          อุษณกร  เด็กหนุ่มไทยอายุ 17 ปี ที่ปกติแล้วช่วงวัยและเวลานี้น่าจะต้องนั่งเรียนหนังสืออยู่ใน ห้องเรียนกับเหล่าเพื่อนร่วมชั้น ในประเทศ....ไม่สิโลกที่สงบสุข ตอนนี้กลับกำลังอยู่ในสภาพร่อแร่ใกล้ตายเต็มทีจากการปะทะกับกลุ่มมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนของต่างโลก กำลังนั่งเอาหลังพึงกำแพง แล้วบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงที่แหบแห้งและแผ่วเบาอย่างที่สุดอยู่เพียงลำพัง

ตึก ตัก............ตึก   ตัก.......................ตึก............ตัก.............................ตึก...................ตัก

          ชีพจรของเด็กหนุ่มกำลังอ่อนลงเรื่อยๆ  แต่สัมผัสทางกายที่น่าจะหายไปจากการเสียเลือดของเด็กหนุ่มยังไม่ได้จางลงแม้แต่น้อย  ความร้อนจากของเหลวสีแดงที่ไหลออกมาทั่วร่างไม่หยุดก็ยังคงชัดเจน  ความเจ็บปวดที่ปากแผลจากการสูญเสียแขนซ้ายไปเองก็ยังชัดเจน สัมผัสความเย็นจากโลหะของมีดสั้นที่เสียบอยู่ที่หน้าอกค่อนไปทางซ้าย และใบมีดของดาบยาวสองคมมือเดียวอีก 2 เล่มที่ท้องน้อยทะลุผ่านลำตัวและทะลุต้นขาขวาไปก็ยังชัดเจน

ทรมาน......

ให้ตายสิ ถ้าจะตายทั้งทีขอตายแบบไม่ทรมานไม่ได้รึไง......

          เพราะสมองประมวลผลเร็วกว่าปกติละมั้ง ทั้งที่เป็นความสามารถที่แสนภาคภูมิใจจากโลกเดิมแท้ๆ แต่เวลาแบบนี้กลับไม่มีประโยชน์เลย แล้วพอใกล้ตายทุกอย่างมันยิ่งดูช้าไปหมด เด็กหนุ่มคิดแบบนั้นพลางรับสัมผัสจากภาพที่อยู่ข้างหน้าอย่างไม่ตั้งใจ  

.....เวลาแบบนี้ยังมัวมองอะไรไปทั่วอีกงั้นเหรอ?  เพราะไม่มีแรงจะขยับต่างหากเฟ้ย!  ฉันเองก็ไม่อยากไปมองไอ้พวกที่ยำฉันซะจนเป็นแบบนี้นักหรอก

          ในสายตาของเด็กหนุ่มสะท้อนภาพของกลุ่มมอนสเตอร์ที่ทำให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพน่าอนาถทั้ง 6 ตัว  สองตัวเป็นมนุษย์ ที่มีหัวและลำตัวท่อนบนเป็นกิ้งก่า มีเกล็ดสีแดงเพลิง เรียกกันว่า ลิซาร์ดแมน ตัวนึงเป็น ก็อบลิน มีผิวสีเขียว หน้าตาอัปลักษณ์ จมูกแหลม ฟันหน้าหลายซี่ยื่นออกมาจากริมฝีปาก ส่วนอีกสามตัวที่เหลือมีรูปร่างเป็นโครงกระดูกมนุษย์ ทั้งหมดที่ว่ามามีส่วนสูงพอๆกัน เฉลี่ยอยู่ที่ 180 ซม.

จัดการไม่..ได้    ซักตัว..เลยเหรอ....

          เด็กหนุ่มบ่นพึมพำกับตัวเองอีกครั้งด้วยเสียงที่เหนื่อยอ่อนเต็มที  ราวกับเย้ยหยันความคิดของเขา  มอนสเตอร์ทั้งหมดเดินจากไปในทิศทางตรงข้ามกับที่เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ราวกับหมดความสนใจจากเขาแล้ว

คิดจะหยามกันไปถึงไหนฟะ....

แต่ก็ทำอะไรไม่ได้จริงๆ นั่นแหล่ะ..... เรานี่มันห่วยชะมัด……

ความสามารถพิเศษที่สุดแสนจะภูมิใจก็ดันใช้ได้ไม่เต็มที่.......

รู้ดีอยู่แล้วหล่ะ ว่าฉันมันกากสุดๆ......ที่ว่าไร้เหตุผลก็แค่ข้ออ้างปลอบใจตัวเองเท่านั้น ไม่อยากจะยอมรับมันในตอนนี้  ถ้ายอมรับมันในตอนนี้จิตใจคงแตกสลายแน่

ถ้าแข็งแกร่งก็รอด  อ่อนแอก็ตาย  ...การที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กก็เป็นเรื่องปกติไม่ว่าจะโลกไหนแท้ๆ

แต่ถึงเป็นแบบนั้นก็ยอมรับไม่ได้หรอก!  ฉันจะมาตายตอนนี้ไม่ได้!

ยังมีเรื่องที่ต้องทำ! ยังมีเรื่องที่สัญญาไว้กับทุกคนไว้อยู่!

ฉันยังไม่อยากตายซักหน่อย!!!

…….แต่ว่า

ถึงคร่ำครวญไปก็เท่านั้นแหล่ะ รู้ดีอยู่แล้วว่ามันเปลี่ยนอะไรไม่ได้...

หึ! ถึงจะเป็นก่อนตาย แต่ไอ้นิสัยเสียที่ชอบงอมืองอเท้านี่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแฮะ...

เฮ้อ!....ไม่เท่เอาซะเลยแฮะ.....อย่างน้อยก็ขอลากไปลงนรกด้วยซักตัว———

          แม้เด็กหนุ่มจะยังมีใจสู้อยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ แต่สมองกลับไม่ฟังคำสั่ง สติที่เด่นชัดมาตลอดของเด็กหนุ่มก็เริ่มดับวูบลงไป พร้อมกับความมืดมิดและความหนาวเย็นที่คลืบคลานเข้ามา———

❖❖❖❖❖

ชื่อของฉัน คือ『อุษณกร  วัชรวิรุฬห์』  อายุ 17 ปี  ชั้น ม.5/3 เด็กหนุ่มวัยกลัดมันที่หน้าตาสุดแสนจะธรรมดา  แต่เพราะไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองละมั้ง ทั้งสิวและกระมันเลยขึ้นบนใบหน้าของฉันจนโทรมไปหมดเลยหล่ะ นี่พูดเองยังอายเลยนะเนี่ย....

สาเหตุหนึ่งก็คงเป็นเพราะฉันเป็นไอ้หนุ่มโอตาคุ ที่อุทิศชีวิตให้กับเกมและอนิเมะอย่างบ้าคลั่ง แล้วช่วงหลังยังสนใจหนังสงครามอยู่หน่อยๆ เลยไม่ได้ใส่ใจตัวเองเท่าไหร่ด้วย  ตอนแรกก็กะทำประชดชีวิตหลังพ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตหรอก  ช่วงนั้นเลยทำตัวไร้สาระไปวันๆ แต่มันดันฝังรากลึกแบบสุดๆเนี่ยสิ  เอาเถอะอย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันยอมรับความจริงได้บ้างหล่ะน่ะ นั่นเลยทำให้ฉันยังพอกลับเข้าสังคมได้อยู่

ตัวฉันอาศัยอยู่ในเมืองธรรมดาทั่วไป ความหนาแน่นของประชากรก็ไม่มากไม่น้อยเกินไป ถนนหนทางก็ดูโล่งสะดวก สาธารณูปโภคก็ครบครัน ถือว่าน่าอยู่ไม่ใช่น้อย โรงเรียนที่เรียนเองก็เป็นโรงเรียนรัฐบาลที่ดีที่สุดในเมือง โรงเรียนเองก็มีคุณภาพ บุคลากรเพียบพร้อม ทิวทัศน์ในโรงเรียนก็ดูสะอาดตา ทุนทรัพย์ในการใช้ชีวิตก็มีลุงที่รู้จักกับพ่อแม่ตอนมีชีวิตอยู่ช่วยจัดการให้อีก ถือเป็นชีวิตสุดเพียบพร้อมระดับนึงเลยใช่ไหมหล่ะ....แต่ว่า

แผล่ะ!!!!!!

ตัวฉันที่กำลังนั่งกดเครื่องเล่นเกมแบบพกพาตามปกติในตอนเช้าก่อนโฮมรูมอยู่นั้น สัมผัสได้ถึงวัตถุเปียกชื้นบนหัวของตัวเอง เห็นได้ชัดเลยว่ามันเป็นผ้าขี้ริ้วโสโครกเปียกน้ำ

〝ก๊าก!!! ห๊ะห๊ะห๊า  เป็นไงหล่ะไอ้โอตาคุห่วยแตก! 〞

〝นี่แหละบทลงโทษที่ไม่ทำตามที่ลูกพี่บอก สมน้ำหน้า〞

〝〝ก๊าก!!! ห๊ะห๊ะห๊ะห๊ะห๊า 〞〞

          เสียงหัวเราะของผู้ชายสองคนดังไปทั่วห้องเรียนในตอนเช้าก่อนโฮมรูม และมีอีกคนนึงยืนส่งสายตารุนแรงมาทางอุษณกรอยู่ด้านหลัง ซึ่งเขาคนนี้ก็คือ ลูกพี่ ของทั้งสองคนที่แกล้งกรนั่นแหล่ะ

【ให้ตายสิเริ่มอีกแล้วเหรอ】

【สกปรกจัง  เหม็นหึ่งมาเชียว】

【หึหึหึ....สมควรแล้วหล่ะ】

          และแม้เด็กหนุ่มจะถูกแกล้งจนอยู่ในสภาพดูไม่ได้ แต่เพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่กลับไม่ได้รู้สึกสงสารแม้แต่น้อย กลับกันแล้ว พวกเขากลับรู้สึกพอใจเสียมากกว่าราวกับเรื่องที่กรถูกแกล้งเป็นเรื่องสมควรแล้วยังไงอย่างงั้น

อะแฮ่ม! ขอย้ำที่อยู่บนหัวฉันตอนนี้ คือ ผ้าขี้ริ้วสุดโสโครกแถมกำลังเปียกน้ำแฉะอีกต่างหาก

〝 เฮ้ยๆ! นี่ไม่คิดจะโต้ตอบซักหน่อยเลยเหรอวะ!? 〞ผู้ชายที่ยืนอยู่ด้านหลังเดินเข้ามาหาอุษณกรแทนที่ลูกน้องสองคนด้านหน้า พร้อมกับดึงคอเสื้อของอุษณกรขึ้นมาจากทางหน้าโต๊ะ แล้วพูดออกมาด้วยสีหน้าและน้ำเสียงท้าทายอย่างจงใจ

ไอ้ผู้ชายคนที่พูดท้าทายฉันอยู่นี่มีชื่อว่า『กฤษณะ  ฤทธิ์เดชา』เป็นเพื่อนร่วมชั้นของฉันด้วยแหล่ะ ถึงจะไม่เต็มใจก็เหอะ เพื่อนๆในชั้นเรียนชอบเรียกหมอนี่ว่า『ไอ้เสือ』 ไว้ผมยาวกระเซอะกระเซิง  เสื้อออกนอกกางเกงซีกหนึ่งโดยที่กระดุมเม็ดล่างสุดไม่ได้กลัด เข็มขัดและถุงเท้าก็ไม่ได้ใส่อีกต่างหาก มองดูแล้วก็พวกอันธพาลดีๆ นี่แหละ

แต่ว่านะ... ถึงจะถามว่างั้นก็เถอะ...

〝 เรื่องสิ... 〞อุษณกรตอบกลับไปแบบไม่ใส่ใจเหมือนทุกที

〝 ชิ! 〞

ปึ๊ก !!!

แล้วก็เหมือนทุกที เสือที่ท้าทายฉันไม่สำเร็จก็เดาะลิ้นเสียงดังใส่อย่างไม่สบอารมณ์ แล้วฉันก็รับการประเคนหมัดจากมันไปหนึ่งดอกถ้วนที่ใบหน้าด้านซ้าย แล้วก็กระเด็นไปชนกับโต๊ะอีกฝั่งหนึ่ง

อ๊อกกกก!!!!

          เสียงของเด็กหนุ่มที่ถูกอัดจนกระเด็นไปกระแทกกับโต๊ะอีกฝั่งนั้นดังจนได้ยินไปทั่วทั้งห้องเรียน  และที่ริมฝีปากของอุษณกรเองก็มีเลือดไหลออกมาด้วย

【เฮ้ยๆ เพลาๆ มือหน่อยล่ะไอ้เสือเอ้ย】

【ถ้ามาตายในห้องนี่คงหลอนน่าดูเลยนะเฟ้ย】

ไม่คิดจะช่วยกันซักนิดเลยสิเนี่ย แถมซ้ำเติมอีกต่างหาก ไม่สิ... ก่อนโดนชกรู้สึกว่าจะมีทั้งคนที่แอบกระซิบด้วยเสียงเหนื่อยใจ รังเกียจแล้วก็สมน้ำหน้าอยู่ด้วย

ส่วนคนอื่นคงเพราะไม่มีใครอยากมาซวยไปด้วยสินะ เอาเถอะ ถ้าฉันเป็นฝ่ายมองดูอยู่เองก็คงไม่คิดเข้ามาช่วยเหมือนกัน การเออออไปกับกระแสก็เป็นทางเลือกที่ฉลาดดีอยู่หรอก

ถ้าสังเกตดูรอบๆ ก็มีคนที่ทำอะไรไม่ถูกกับสถานการณ์อยู่เหมือนกัน ผู้หญิงที่ตกใจสุดๆ จนถึงขั้นเอามือป้องปากก็ยังมี แถมยังมีคนส่งสายตาสงสารมาให้ด้วย ให้ตายสิน่าสมเพชชะมัดเลย

เพราะเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ บางคนก็เลยเกิดความชินชาไปแล้ว แต่ไอ้ที่มีเรื่องในห้องนี่ไม่ค่อยบ่อยนักหรอกนะ

          หลังจากที่เสือทำกิจวัตรประจำวันดังกล่าวเสร็จแล้ว ก็เป็นเหมือนทุกครั้งที่เขาเปิดประตูห้องเรียนแล้วจากไปด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์พร้อมกับลูกน้องที่ยิ้มเยาะเย้ยมาทางกร  และดูเหมือนว่านักเรียนชายทั้งสามคนนั้นจะไม่รอเข้าโฮมรูมเหมือนเคย นั่นก็เพราะทั้งสามคนโดดเรียนเป็นปกติอยู่แล้วนั่นเอง

〜〜〜 เฮ้อ 〜〜〜

นี่หล่ะสภาพแวดล้อมของฉัน ไอ้เรื่องที่ถูกชวนทะเลาะด้วยนี่ก็เกิดขึ้นแทบทุกวัน เอาซะหน่ายเลยหล่ะนะ...

แล้วทำไมถึงไม่ตอบโต้งั้นเหรอ? ก็ไม่ใช่ว่าไม่ทำ แต่ทำไม่ได้ต่างหาก ด้วยสาเหตุหลายๆอย่างหน่ะนะ...

ฉันเองก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่เป็นอยู่หรอก  ถึงแม้จะมีเรื่องพรรค์นี้เกิดที่โรงเรียนตลอดแต่แค่ที่เป็นอยู่ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว  เกิดไปหนักข้อกับหมอนั่นเข้าเรื่องก็จะยิ่งแย่กว่าเดิม  เพราะฉะนั้นฉันถึงได้อดทนมาตลอด แต่การอดทนเองก็มีขีดจำกัดแน่อยู่แล้ว  ทำไมถึงทนมาได้ขนาดนี้งั้นเหรอ? 

นั่นก็เพราะ...

ครืด!!!

〝อรุณสวัสดิ์ทุกคน   เมื่อกี้มีเรื่องอะไรหรือเปล่าเสียงดังจนได้ยินมาถึงข้างนอกเลย———〞

คนที่เปิดประตูห้องเรียนเข้ามาปรากฏตัวต่อหน้านักเรียนในห้องนี้คือ 『ไอริน  ศิลปการสกุล』  เธอเป็นเด็กผู้หญิงไว้ผมยาวเลยไหล่แต่ยังไม่ถึงเอว ผมมีสีน้ำตาลเข้ม เข้ากับชุดปกกะลาสีสีขาว(ก็ชุดนักเรียนไทยทั่วไปนี่แหล่ะ)เป็นอย่างดี ผูกโบว์สีชมพูน่ารักสดใสไว้ที่ข้างศีรษะด้านซ้าย ริมฝีปากดูชุ่มชื่นมีสีชมพูอ่อน ดวงตากลมโต เบ้าหน้าได้รูป ถ้าจะหาคำจำกัดความละก็ คงเป็นคำว่า “น่ารักแบบสุดๆ เลย” นั่นล่ะ

〝กะ กร!  เกิดอะไรขึ้นเหรอเนี่ย!!!!〞

          เด็กสาวเรียกอุษณกรด้วยชื่อเล่นเนื่องจากความสนิทสนมสังเกตเห็นสภาพของเขา เธอจึงรีบวิ่งตรงเข้าไปหาโดยไม่สนใจโต๊ะที่ล้มอยู่เลยแม้แต่น้อย

〝.....อย่าคิดมากเลย ริน มันก็เหมือนทุกทีนั่นแหละ〞

ฉันยิ้มเจื่อนๆ ให้กับรินเพื่อไม่ให้เธอลำบากใจกับสภาพของฉัน

แต่ก็แน่นอนอยู่แล้วว่ามันช่วยไม่ได้มากนัก

〝จะไม่ให้คิดมากได้ยังไง!!!!  ………นี่นายโดนแกล้งอีกแล้วงั้นเหรอ!? 〞

รินทำหน้าโมโหสุดขีด ราวกับโกรธแทนตัวฉันที่นั่งบื้อทำอะไรไม่ถูกยังไงอย่างงั้น

〝เสือ........ใช่ไหม?〞

〝.......อา 〞

ฉันตอบกลับรินไปแบบกระอักกระอ่วนใจนิดหน่อย แถมยังแอบหลบหน้าเพราะรินมองมาทางฉันด้วยสายตาที่รวมความสงสารและความโกรธเข้าด้วยกันจนกดดันแบบแปลกๆนั่นแหล่ะนะ 

แล้วบรรยากาศที่น่ากระอักกระอ่วนก็ดำเนินอยู่ซักพัก จนกระทั่งคนที่เข้ามาในห้องต่อจากรินเปิดปากทักพวกเรา...

〝เอ่อ... ขอโทษนะทั้งสองคน ก็ไม่อยากขัดจังหวะหวานแหววหรอกนะ แต่ดูไอ้ที่อยู่บนหัวของกรหน่อยดีกว่ามั้ง 〞

〝อ๊ะ!!!  ……นี่มันผ้าขี้ริ้วสุดโสโครกเปียกน้ำแฉะเลยนี่น่า เดี๋ยวก่อนนะกร ....เดี๋ยวฉันจัดการให้เอง〞

นี่เธอเป็นเอสเปอร์เรอะ!!!  เกือบจะตบมุขออกไปแบบนั้นซะแล้ว เพราะเหนื่อยใจกับไอ้เสืออยู่หน่ะนะเลยไม่มีกะจิตกะใจจะพูด แล้วเมื่อกี้ฉันโดนชกไม่ใช่เหรอ? ไอ้นี่มันยังไม่หลุดจากหัวอีก เป็นเพราะมันเปียกสุดๆจนมีน้ำหนักกดทับมากหรือว่า........ไม่เอา  ไม่คิดดีกว่า  แต่จะว่าไปพูดชื่อเล่นของ คุณผ้าขี้ริ้ว ได้แบบเดียวกับฉันเลยเนี่ย สุดยอดเกินไปแล้วนะรินเอ๋ย... เอาเถอะเรื่องนั้นช่างมันก่อน  

ส่วนเจ้าผู้ชายที่พูดแทรกขึ้นมานี่ไหงมองบรรยากาศน่าหดหู่แบบนี้เป็นการจีบกันไปได้ฟะ เอาเถอะอย่างน้อยก็เอาพวกเราออกจากบรรยากาศน่าอึดอัดไปได้แล้วกัน ทำได้ดีมากไอ้เพื่อนยาก แล้วไอ้หมอนี่เองก็เป็นเพื่อนของฉันเหมือนกัน ชื่อว่า『ทินโชติ  อัชณโสภณ』หน้าตา....ต้องบอกว่าดูดีแบบสุดๆ แถมยังมีผมสีเหลืองทองเป็นประกาย  ทรงผมเนี่ยจะว่าไปแล้วก็ออกแนวดาราเกาหลีหน่อยๆเลย แล้วโรงเรียนเราก็ไม่เคร่งครัดเรื่องทรงผมซะด้วย เป็นประโยชน์ของหมอนี่ที่ทำงานถ่ายแบบเป็นงานเสริมพอดี  

〝ให้ตายสิ...เกิดเรื่องบ้าๆ แบบนี้ไม่เว้นแต่ละวันเลยนะ เอ็งนี่ก็ยังอุตส่าห์ทนได้อีกนะ〞

〝เฮอะ!....ก็ฉันมันทนทายาทนี่หว่า จะงัดกะฉันก็ไปฟาร์มเวลมามากกว่านี้ก่อนเถอะ〞

〝นั่นไม่น่าใช่คำพูดของคนที่โดนเล่นจนหมอบหรอกนะเฟ้ย...  ...พูดแล้วมันเหมือนประชดตัวเองเลยฟ่ะ〞

〝อึก.....หนวกหูน่า ไอ้โชต〞

แม้จะคุยกับฉันด้วยท่าทีขี้เล่น แต่ก็ยังคงกิริยาราวกับเจ้าชายรูปงามไว้อยู่ ถ้าเป็นการ์ตูนตาหวานคงมีเอฟเฟคประกายวิ้งๆเป็นฉากหลังแหงๆ ทั้งห้องที่ได้ยินบทสนทนาของฉันกับโชตดันทำหน้าขยะแขยงใส่ฉันซะงั้น ช่างเจ็บปวดเสียนี่กระไร คิดว่าฉันเพี้ยนรึไงกัน!? ส่วนผู้หญิงในห้องก็เมินฉันที่เป็นผู้เสียหายไปมองไอ้โชตด้วยแววตาเป็นประกายแถมทำหน้าแดงหน่อยๆแทน ชักเริ่มหมั่นไส้ไอ้หมอนี่นิดๆแล้วแฮะ

〝ห๊าๆๆๆ นายเนี่ยน้าาาา... ขนาดเวลาแบบนี้ยังมาพูดจาเพ้อเจ้ออยู่อีก ตลกชะมัดเลย ห๊าๆๆๆ〞

〝นึกว่ามีเสียงเอะอะเพราะอะไรซะอีก ผมอุตส่าห์รีบมาดูนะเนี่ย〞

          นักเรียนชายและหญิงทั้งสองคนพูดขึ้นมาอย่างไม่สนบรรยากาศ เพราะทั้งห้องกำลังสนใจการสนทนาของกร รินและโชตทั้ง 3 คนอยู่ เลยทำให้ไม่มีใครสังเกตทั้งคู่ตอนเข้ามาในห้องเรียน

〝อ้าว....อลิซ  มาแต่เช้าแบบนี้ สงสัยหิมะจะตกซะละมั้งเนี่ย〞โชตเริ่มทักเด็กสาวที่มีนามว่าอลิซด้วยท่าทีสนิทสนม

〝ฉันมีซ้อมตอนเช้าน่ะสิ  เดี๋ยวปั๊ดตบเกรียนแตกเลยนี่!!! ว่าแต่กรกับรินกำลังทำอะไรกันหน่ะ กายบริหารแบบใหม่เหรอ?〞

〝เห็นยังไงถึงคิดเป็นแบบนั้นไปได้กันฟะ  ยัยติ๊งต๊องนี่!!!〞แล้วกรก็ตบมุกกลับไปด้วยความสนิทสนมเช่นเดียวกัน 

และคนที่กำลังหยอกล้อกับโชตและฉันอยู่นี่มีชื่อว่า『อลิชา  ศิริการกุล』ผมสีบลอนด์ทองเข้ม ผิวสีขาวเนียน เพราะเป็นลูกครึ่งไทยเยอรมันด้วย ส่วนสูงนี่เกือบๆ 170 ซม. เลยหล่ะ และอย่างที่อธิบายไป เธอคนนี้หน่ะเป็นดาวเด่นของชมรมกรีฑาเชียวนะเอ้อ ด้วยทรงผมโพนี่เทลหรือหางม้าที่ตัวเธอไว้อยู่ ทำให้ดูมีบรรยากาศเป็นสาวนักกีฬาที่มีความมุ่งมั่นและจริงจัง แต่เพราะมีนิสัยขี้เล่นกับติ๊งต๊องหน่อยๆ แถมขี้เกียจตัวเป็นขน ขนาดที่ว่ามาเรียนทันคาบ 2 เนี่ยยังเรียกว่ามาเร็วสุดๆแล้ว จนเป็นเรื่องปกติในทุกวัน มันเลยดูขัดกันแบบสุดๆ เรื่องนิสัยห่วยๆนั่นก็ว่าไปอย่าง แต่เรื่องหน้าตานี่ไม่ต้องพูดถึง ก็เป็นถึงลูกครึ่งเชียวนะ เรื่องน่ารักมันของตาย ขนาดฉันที่สนใจแค่โลก 2D เองยังต้องยอมรับเลยว่าเธอน่ารักแบบไม่ธรรมดาจริงๆ

〝อะแฮ่ม!!!  จะอธิบายให้ผมฟังได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น〞เด็กหนุ่มที่เข้ามาใหม่อีกคนเริ่มถามหาเหตุวุ่นวายเมื่อครู่ด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดไม่น้อย

〝จะอะไรหล่ะ.... ก็เหมือนเดิมนั่นแหล่ะชาญเอ้ย 〞โชตเองก็ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เหมือนกัน

〝อีกแล้วเหรอ.....ให้ตายสิ นี่มันครั้งที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย เฮ้อ!〞พูดเสร็จแล้ว เด็กหนุ่มที่มีชื่อว่าชาญคนนี้ก็ถอนหายใจออกมาด้วยสีหน้ากังวล

และผู้ชายที่คุยกับโชตด้วยคำพูดสุภาพและฟังดูน่าเคารพคนนี้เองก็เป็นเพื่อนของฉันเช่นกัน เขามีชื่อว่า 『วิเชียรชาญ  รัตนไพศาล』ทรงผมนี่ก็ตัดรองทรงสูง ทำให้ดูเรียบร้อยมาก รวมกับกริยามารยาท การวางตัวก็ถูกกาลเทศะ ทั้งนี้ก็เพราะเขาเป็นรองประธานนักเรียนนี่แหละ ขนาดแนวกระดุม หัวเข็มขัด เป้ากางเกงยังอยู่แนวเดียวกันหมดเลย จะเรียบร้อยเกินไปแล้วเฟ้ย ส่วนหน้าตา..... ให้ตายสิไอ้หมอนี่ก็หน้าตาธรรมดาพอๆกับฉันแท้ๆ แต่เพราะมีอุปกรณ์เสริมอย่างแว่นตาทำให้ดูดีขึ้น พอใส่แล้วก็เข้ากันแบบสุดๆไปเลย

ริน โชต อลิซและชาญ พวกเราทั้ง 4 คนเป็นเพื่อนกันมานานมาก รินกับโชต รู้จักกันตั้งแต่อนุบาล ส่วนอลิซและชาญรู้จักกันตอน ป.1 ก็ไอ้ที่เค้าเรียกว่าเพื่อนสมัยเด็กนั่นแหล่ะ ฟังดูน่าอิจฉาใช่ไหมหล่ะที่มีเพื่อนสมัยเด็กที่แสนสุดยอดแบบนี้อยู่รายล้อมฉันตั้ง 4 คน แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย ตั้งแต่ตอนนั้นทุกคนเติบโตเป็นคนที่ยอดเยี่ยมจนฉันเทียบไม่ติดราวกับเราอาศัยอยู่กันคนละโลก

ไม่ว่าจะเป็นการเรียน กีฬา การเข้าสังคม หรือภาระงานฉันเทียบไม่ได้ซักอย่าง หน้าตาทุกคนก็อยู่ชั้นแนวหน้าของโรงเรียน ริน โชติและอลิซนั้นเรียกได้ว่าเป็นไอดอลและหน้าตาของโรงเรียนเลยก็ว่าได้ ชาญเองก็เพราะเป็นรองประธานกับความพยายามของเจ้าตัว แม้จะไม่เท่าทั้ง 3 คน แต่ก็เป็นที่นิยมขนาดว่าได้รับจดหมายรักเฉลี่ยอาทิตย์ละฉบับเลยเชียวหล่ะ

ใช่.... เพราะพวกเราต่างกันแบบนั้นแหละ แต่ถึงอย่างงั้น... แม้ตอนนี้บางคนจะอยู่กันคนละห้อง แต่เจ้าพวกนี้ก็ยังมาคลุกคลีกับฉันที่สุดแสนจะธรรมดาอยู่เสมอ ก็ไม่คิดว่าตัวเองต่ำต้อยหรอก แต่ก็รู้ว่าตัวเองไม่มีอะไรดีเหมือนกัน ในสายตาคนอื่นหน่ะน่ะ ไอ้เสียงกระซิบกระซาบประมาณว่า【ทำไมคนพรรค์นี้ถึงมาอยู่กับโชตได้】หรือ【ทำไมรินต้องไปช่วยไอ้หมอนั่นด้วย】ก็มีมาไม่ขาด

เพราะงั้นละมั้งเลยมีคนที่เกลียดขี้หน้าฉันเยอะพอสมควรเพราะเรื่องนี้ พูดให้ได้ศัพท์ง่ายๆก็คือ เจ้าพวกนั้นอิจฉานั่นแหล่ะ และที่ทำให้ทุกคนเกลียดขี้หน้าฉันสุดๆก็คงเป็นเหตุการณ์เมื่อเทอมที่แล้วนี่แหล่ะนะ เพราะงั้นจะโทษพวกนี้ก็ไม่ได้ด้วย 

ส่วนตัวฉันเองก็ไม่อยากตัดพ้อเจ้าพวกนี้เพื่อให้ตัวเองรอดจากสายตาและคำพูดพวกนั้นหรอกนะ ไม่มีวันซะล่ะ! เจ้าพวกนี้ คือเพื่อนคนสำคัญของฉัน ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น พวกเราอยู่ด้วยกันมาตลอดทั้งตอนที่ฉันทุกข์ยากหรือสุขใจ ตอนที่เสียพ่อแม่ไปเองก็ด้วย คิดว่าพวกเขาคงรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน อย่างน้อยก็หวังให้เป็นแบบนั้นแหละ เพราะงั้นฉันถึงไม่อยากเสียเจ้าพวกนี้ไป ฉันไม่สนสายตาของคนอื่นหรอก เพราะงั้นฉันถึงปล่อยให้สภาพแวดล้อมรอบตัวเป็นแบบนี้ต่อไปเพื่อคงความสัมพันธ์ของพวกเราไว้ เพราะนั่นเป็นความสุขที่เหลืออยู่น้อยนิดในชีวิตของฉันและเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันอดทนมาตลอดจนถึงตอนนี้ได้

〝เอาล่ะ......เรียบร้อยแล้วหล่ะกร〞

〝อะ โอ้!  ขอบใจมากนะ ริน〞

          ขณะเดียวกับที่กรกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่นั้น รินที่ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับแผล และใช้กระดาษชำระเช็ดน้ำที่เปียกจากผ้าขี้ริ้วจนแห้งเรียบร้อยดีแล้ว ก็เข้าร่วมบทสนทนาด้วยอีกคน

〝แบบนี้มันรุนแรงเกินไปแล้วนะ!! กร  พวกเราไปบอกเรื่องนี้กับพวกคุณครูกันเถอะนะ!〞

ทุกครั้งที่เกิดเรื่อง รินก็จะพูดประโยคที่คล้ายๆแบบนี้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา  แต่ว่านะ....

〝ไม่ได้หรอก... ถึงพูดไปก็เท่านั้นแหละ〞กรตอบกลับไปด้วยท่าทีเสียดายเหมือนทุกที

〝ตะ แต่ว่า!!!!〞

〝ไม่หรอก... กรพูดถูกแล้ว ถึงฟ้องไปผมว่าอย่างมากก็แค่ถูกพักการเรียนเท่านั้นแหละ〞

          ราวกับเดาความคิดของกรออก ชาญจึงช่วยขยายความให้

ใช่แล้ว... ถึงฟ้องไปอย่างมากก็แค่ถูกพักการเรียน เพราะถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตกว่านี้ก็หาเรื่องไล่ออกไม่ได้หรอก

การทะเลาะอยู่ในระดับท้าทายกวนประสาท... ไอ้ที่ต่อยกันนี่ก็ไม่ได้บ่อยขนาดนั้นด้วย แถมไม่เคยมีแบบที่รุนแรงถึงขั้นกระดูกหักหรือต้องเย็บแผลเลยซักครั้ง

แถมเรื่องส่วนใหญ่ที่เคยเกิดก็ยังไปไม่ถึงหูของพวกคุณครูอีก เพราะงั้นถ้ามันกลับมาหลังจากถูกพักการเรียน ฉันก็ต้องรับมรสุมที่รุนแรงกว่าเดิมจากการแก้แค้นของไอ้เสือ ซึ่งเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ฉันต้องหลีกเลี่ยงเป็นอันดับแรก

แล้วที่สำคัญ... เจ้าหมอนี่มันมีคนหนุนหลังอยู่ด้วย ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้หรอก...

〝 แล้วนายจะปล่อยให้เป็นแบบนี้รึไงกันฟะ!〞

เอ่อ.... ถูกโชตถามกลับมาแบบนี้ ฉันเองก็ตอบไม่ถูกเหมือนกันนะเนี่ย

เจ้าพวกนี้ไม่รู้นี่นาว่ามันช่วยไม่ได้จริงๆเพราะทางเลือกถูกจำกัด... เพราะฉันไม่อยากให้เจ้าพวกนี้กังวลเลยไม่ได้บอกเรื่องจริงไป

ไม่ได้การหล่ะ... ต้องหาข้ออ้างสำหรับหนีดีๆซะแล้วสิ…

〝หืม〜 คิดว่าฉันจะยอมงั้นเหรอ? ไม่มีวันซะล่ะ〞กรพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจและสีหน้าราวกับวางแผนสุดโฉดไว้ในหัว

〝〝〝 เอ๋!!!! 〞〞〞

          ริน โชตและอลิซ ผิดคาดกับคำตอบของกรแบบสุดๆจนเผลอร้องออกมา ไม่สิ... ที่น่าตกใจคงจะเป็นท่าทางของกรเองต่างหาก

〝ฉันแค่รออยู่เท่านั้น... โอกาสที่จะพลิกกระดานหมากในเวลาที่เหมาะสมที่สุด  แล้วไล่พวกมันออกในทีเดียวหน่ะ หึ... หึหึหึ!〞

          กรพูดแบบนั้น ในขณะเดียวกับที่เอามือซ้ายมาบังดวงตาอันแสนเจ้าเล่ห์ในท่ากุมศีรษะ หากมองในสายตาคนทั่วไป เขาก็แค่ไอ้หนุ่มจูนิเบียวสุดเพี้ยนดีๆนี่เอง

โอ้! เท่ชะมัดเลย ท่าเมื่อกี้นี้เจ๋งจริงๆนะเนี่ยบ่องตง!

ฟังดูไร้สาระงั้นเหรอ? แหมๆ... ไม่มีใครคิดว่าฉันปกติอยู่แล้วนี่นา แต่สายตาทิ่มแทงมองมาทางนี้เต็มเลยแฮะ พูดเองยังรู้สึกเจ็บเลย  แต่ยังไงก็เถอะ คำพูดของฉันที่รวมกับการแสดงระดับตุ๊กตาทองเนี่ยสุดยอดไปเลยแฮะ

.......อย่ามองฉันด้วยสายตาสมเพชแบบนั้นสิพวกนาย

แต่ว่าไม่ใช่หรอก นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากพูดจริงๆซักนิด ที่ฉันอยากจะพูดจริงๆหน่ะ คือ 〝คงงั้นมั้ง... ฉันไม่อยากเอาตัวไปเสี่ยงกับเรื่องยุ่งยากหรอก〞ต่างหาก

เพราะถ้าไม่พูดไปแบบนั้นเจ้าพวกนี้ต้องเป็นห่วงฉันยิ่งกว่านี้แน่ แค่เรื่องของตัวเองพวกเขาก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว  จะให้มาพะวงกับเรื่องของฉันไปตลอดไม่ได้หรอก อยากซัดตัวเองชะมัดเลย แต่ไม่รู้พูดแบบนี้ไปแล้วทุกคนจะเชื่อรึเปล่าเนี่ยสิ

〝หืม.....................คิดแบบนั้นอยู่งั้นเหรอเนี่ย〞

ชาญเป็นคนเดียวที่ไม่ตกใจ แต่ดันทำหน้าปั้นยากกับสายตาเฉียบคมมาทางนี้แทนซะงั้น แถมแว่นตายังสะท้อนแสงจนไม่เห็นดวงตาพอดีอีกต่างหาก... น่ากลัวแฮะ เพราะรู้เจตนาจริงของฉันละมั้งเนี่ย  

ให้ตายสิ... เป็นคนที่ฉันไม่ถูกโรคด้วยเลยแฮะ

         

และไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ นักเรียนส่วนใหญ่นั้นเริ่มออกจากห้องไปได้ซักพักแล้ว จะว่าไปนี่ก็เลยเวลาโฮมรูมมานานแล้วนี่นะ ก็มีบ้างแหละที่ถ้าไม่มีเรื่องให้แจ้งเป็นพิเศษคุณครูก็จะไม่เข้าโฮมรูม เพื่อให้นักเรียนส่วนใหญ่ไปเตรียมตัวกับคาบแรกกัน

อ๋อ! จะว่าไปคาบแรกวันนี้เป็นวิชาคหกรรมที่อาจารย์วันเพ็ญสุดโหดสอนนี่หว่า ลืมซะสนิทเลยแฮะ พอเป็นแบบนั้นทุกคนคงรีบไปรอเรียนกันหมดแล้วหล่ะมั้ง หรือไม่ก็อยากจะหลบจากฉาก จะด้วยเพราะเห็นว่าพวกเรา 5 คนเข้าโลกส่วนตัวไปเรียบร้อยแล้วหรือไม่อยากจะยุ่งก็ไม่รู้เหมือนกัน จนสุดท้ายที่เหลืออยู่ในห้องก็เลยมีแค่พวกเรา 5 คนในที่สุด

〝ตะ แต่ว่าพอมาอยู่กันแบบนี้ทำเอานึกถึงเมื่อก่อนเลยนะ ....ฮะฮะฮะ!!!〞

          เพราะดูท่าบรรยากาศไม่ค่อยสู้ดี กรเลยหาโอกาสเปลี่ยนเรื่องคุย ซึ่งก็ได้ผลดีทีเดียวเพราะทุกคนพากันคล้อยตามอย่างง่ายดายราวกับอ่านใจกันและกันออก

〝ใช่ตอนนั้นรึเปล่า?  ที่อลิซตกจากต้นไม้ แล้วกรวิ่งมารับได้ทันพอดีเลยหน่ะ〞โชตตามกรทันในทันทีโดยการขุดคุ้ยอดีตแสนน่าอายมาเล่าสู่กันฟัง

〝อ๋อ... จะว่าไปกรตอนนั้นก็อยู่ในสภาพคล้ายๆแบบนี้เลยนี่นะ〞รินพูดเสริมด้วยรอยยิ้ม

〝โถ่! เอาเรื่องน่าอายของฉันมาพูดทำไมเนี่ย บู่ๆ〜   ถ้างั้นรินเองก็เคยเกือบตกไปในกระแสน้ำเชี่ยวสุดโหดด้วยนี่นา ดีที่กรพุ่งไปช่วยทัน ตอนนั้นอย่างกับในหนังเลยแน่ะ〞

〝ระ เรื่องนั้นมัน!!!〞

          อลิซที่เอาลมเข้าปากทำแก้มป่องต่อคำพูดของโชตกับริน ช่างดูน่ารักน่าชังราวกับเด็กน้อยเลยทีเดียว  ส่วนรินที่ถูกรื้อฟื้นกลับก็เขินจนหน้าแดง ก็ดูน่ารักไม่แพ้กัน

〝แต่ไม่น่าเชื่อเลยนะ ที่คุณหัวหน้ากลุ่มของเราในตอนนั้นจะมาตกอยู่ในสภาพร่อแร่แบบนี้ ผมหล่ะทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆ〞ชาญพูดแล้วก็ยกมือขึ้นกุมขมับ

〝นั่นสินะ... จะว่าไปกรในตอนนั้นดูเจิดจ้าสุดๆไปเลยหล่ะ〞รินพูดออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างร่าเริงในตอนที่พูดถึงกรแบบนั้น

〝ใช่ๆ! กรในตอนนั้นเนี่ยสุดยอดไปเลยหล่ะ  จำได้เลยว่าเคยคีบแมลงวันด้วยตะเกียบได้ด้วยสินา〜〞

〝เฮ้ยๆ ยัยบ๊องนี่ จำฉันได้แต่เรื่องบ้าๆซะงั้น!!!〞กรรับ-ส่งมุกกับอลิซอีกครั้งด้วยสีหน้าท่าทางที่ผ่อนคลายลง

〝ฉันเองก็จำได้นะ ยังมีไอ้ที่เคยจับปลาในแม่น้ำด้วยมือเปล่าได้ เวลาเล่นไล่จับนายก็ชอบเป็นคนหาเจอตลอด  แถมไอ้ตอนที่เล่นตีปิงปองกันตอนนั้นก็ไม่มีใครได้แต้มจากนายเลยด้วย〞

〝เห้ยโชต! เอ็งก็ด้วยเหรอ!?〞

〝แต่พอนึกย้อนไปแล้วมันน่าเจ็บใจชะมัดเลยอ่า〜 ดีหล่ะ!!! พักเที่ยงนายมาแข่งปิงปองกับฉันอีกครั้งเถอะ  นะนะน๊ะ! 〞อลิซพูดแล้วก็ยื่นหน้าเข้ามาหากรอย่างใกล้ชิด

〝เฮ้อ! ไม่เอาอ่ะ.... เหนื่อยจะตายชัก〞กรตอบกลับแบบเลี่ยงนิดๆ

ตกใจหละซี่!  ที่ในตอนเด็กฉันถูกยอมรับจากพวกเพื่อนๆขนาดนี้ เป็นถึงหัวหน้ากลุ่มเลยเชียวนะ สุดยอดเลยใช่ไหมหล่ะ? แต่มีแค่เรื่องสมัยเด็กนี่เท่านั้นแหล่ะนะที่สามารถเอามาอวดได้อย่างไม่อายใคร

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไอ้ที่ทำอะไรสุดยอดแบบนั้นได้เนี่ยไม่ใช่ลูกฟลุ๊คหรือโชคช่วยเลยนะ นั่นก็เป็นเพราะว่า...

〝เป็นความสามารถที่น่าอิจฉาชะมัดเลยนา ไอ้ 『สุดยอดการประมวลผล』นั่นหน่ะ〞

〝โชตเอ๋ย....เอ็งก็เพอร์เฟ็คอยู่แล้วนิหว่า ถ้าไม่มีไอ้นั่นฉันก็เป็นขยะน่ะสิ.....〞กรพูดออกมาพร้อมกับทำสีหน้าราวกับจะถอนหายใจได้ทุกเมื่อ

〝ผมเองก็อยากได้เหมือนกันนะ ไม่งั้นสอบกลางภาคที่จะถึงนี่คงได้คะแนนเต็มอย่างไม่ยากแท้ๆ ผมหล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมคุณไม่เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ดีๆหน่ะ〞ชาญพูดออกมาด้วยอารมณ์หงุดหงิดนิดหน่อยที่กรไม่พยายามเหมือนเมื่อก่อน

〝ก็นะ... มันดูน่ารำคาญแถมดูโกงโคตรๆเลยนี่นา... แบบนั้นไม่เอาด้วยหรอก〞แต่กรก็ตอบกลับแบบไม่ใส่ใจเหมือนเคย และเป็นอีกครั้งที่ชาญถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด

『สุดยอดการประมวลผล』เป็นความผิดปกติทางสมองและระบบประสาทในร่างกายที่ติดตัวฉันมาตั้งแต่กำเนิดแต่ไม่มีอันตรายใดๆกับร่างกายเลยตั้งแต่เกิดมา  จึงนับได้ว่าเป็นความสามารถอันสุดแสนจะโกงโคตรๆ ซึ่งมันทำให้ฉันสามารถเพิ่มประสาทสัมผัสทั้งหลายให้เฉียบคมขึ้นได้หลายเท่าตัว

หากมีเวลา 1 วินาที  คนอื่นอาจมีเวลาทำอะไรได้ซัก 1-2 อย่าง แต่ฉันสามารถทำมันได้มากกว่านั้น คือ 6-10 อย่างได้สบายๆเลยทีเดียว ในสภาวะปกติมันจะทำให้ฉันเห็นภาพทุกอย่างช้าลงราวๆ 10 เท่าของปกติเลยด้วยซ้ำ ซึ่งฉันได้พยายามฝึกควบคุมมันให้เท่าคนปกติจนสำเร็จด้วยการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้ช้าลง รวมถึงรับยาจากหมอประจำตัวที่สนิทกับคุณพ่อด้วยหน่ะนะ

มันเป็นอีกสาเหตุนึงที่ฉันต้องทำตัวสุขุมอยู่ตลอดด้วย

แต่นั่นก็เพื่อปิดผนึกความสามารถนี้ไว้เนี่ยแหละ ถ้าเอาจริงละก็... จะทำให้ฉันมองเห็นโลกทั้งใบเป็นวิดีโอซุปเปอร์สโลโมชั่นได้เลยหล่ะ

แล้วไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะ! ทั้งความจำและความเร็วในการตอบสนองของระบบประสาททั่วร่างเองก็เร็วและแม่นยำกว่าปกติแบบเหลือเชื่อ ยกตัวอย่างเช่น หากร่างกายคนอื่นจะตอบสนองจากการถูกสะกิด ต้องใช้เวลา 0.1 วินาที แต่ฉันจะรู้ตัวตั้งแต่คนที่จะมาสะกิดฉันมันเริ่มขยับนิ้วโดยที่ฉันไม่ได้มองด้วยซ้ำ ฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

แต่เห็นคุณหมอบอกว่าอาจเป็นกระแสไฟฟ้าอ่อนๆที่ปล่อยออกมาจากร่างกายของแต่ละคนก็ได้มั้งที่มากระตุ้นฉันก่อนที่จะสัมผัสด้วยร่างกาย เพราะงั้นฉันถึงต้องควบคุมตัวเอง ไม่งั้นละก็ตอนเดินบนถนนที่คนพลุกพล่านฉันคงอาเจียนแน่ๆ เลย  ไม่สิ... เอาจริงๆก็เคยอาเจียนออกมาด้วยแหล่ะนะ เฮ้อ!

สุดยอดไปเลยใช่ไหมหล่ะ! แล้วคิดว่าฉันเอาความสามารถโคตรโกงนี้ไปทำอะไรเหรอ? แน่นอนอยู่แล้ว…

ก็เอาไปอุทิศให้กับเกมและอนิเมะไงล่ะ!!!!!!

รู้รึเปล่าฉันหน่ะดูอนิเมะ 27 เรื่อง พร้อมกับเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้เมาส์อีก 3 เกมไปพร้อมกันได้สบายๆเลยล่ะ ถ้ามีซัก 10 หน้า 20 มือเหมือนทศกัณฑ์ละก็คงทำได้เยอะกว่านี้ เพราะนี่เป็นขีดจำกัดทางร่างกายของฉันหล่ะนะ แล้วคนที่รู้เรื่องนี้ก็มีแค่คุณหมอกับเพื่อนๆทั้ง 4 คนเท่านั้น ก็แหมถ้ารู้ไปทั่วละก็เรื่องใหญ่แหงมๆ

แต่เอาเถอะ ถึงมันจะสุดยอดยังไงแต่มันก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างได้หรอก เรื่องของไอ้เสือก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างนั้น

แล้วเรื่องของพลังนี้เองก็ต้องเก็บเป็นความลับสุดยอดด้วย “ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ห้ามใช้มันเด็ดขาด” เป็นคำขอร้องเชิงคำสั่งที่คุณหมอพร่ำบอกฉันเสมอมา และฉันก็ทำตามมันอย่างดี เพราะเข้าใจอยู่แล้วว่าถ้าคนทั้งบ้านทั้งเมืองรู้เข้าจะเกิดอะไรขึ้น นั่นเป็นอีกเหตุผลนึงที่ไม่คิดจะใช้พลังนี้ในการแก้ปัญหาด้วยกำลัง

แล้วถึงจะโชว์เมพไปต่อยตีกับมัน ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นหรอก แย่ลงด้วยซ้ำ ฉันนี่แหละที่อาจจะเป็นฝ่ายได้รับความหนาวเย็นจากแอร์ห้องปกครองแทน ฉันไม่อยากเสียประวัติซะด้วยสิ แล้วร้ายสุดหมอนี่อาจยกโขยงพาพวกเพื่อนๆมารุมยำฉันก็ได้ใครจะไปรู้ เพราะเห็นว่าเคยไปต่อยตีกับพวกโรงเรียนอื่นกันจนเกือบจะเป็นสงครามเลยทีเดียว

แต่ปัญหาไม่ใช่เรื่องจำนวนหรอกนะ... สาเหตุที่ฉันไม่อยากใช้พลังนี้ในการแก้ปัญหา เป็นเพราะช่วงที่พ่อแม่เสีย ฉันเคยใช้พลังนี้ไปทำเรื่องวุ่นวายอยู่พักนึงหน่ะสิ บางครั้งมันก็แอบคิดไม่ได้เลยว่านี่เป็นผลกรรมจากเมื่อตอนนั้น แต่ตอนนี้เลิกคิดเรื่องนั้นไปแล้วหล่ะนะ

มันเลยเป็นบทเรียนที่ไม่อยากใช้พลัง หรือกลัวว่าใช้พลังไปแล้วปัญหาจะตามมา…

ไม่ว่าจะพลังหรืออะไรก็ตามมันต้องมีจุดพอดีที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป นั่นคือสิ่งที่ได้รู้จากเรื่องนั้น...

ไม่สิ... ไม่ใช่บทเรียน มันคล้ายกับแผลใจมากกว่านะฉันว่า...

〝แต่พอนึกย้อนไปแล้วนายนี่มันสุดยอดไปเลยนะ... นายหน่ะ... เป็นฮีโร่ของพวกเราเลยหล่ะ!〞

          ในขณะที่กรคิดไปเรื่อย จู่ๆอลิซก็เปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจังอย่างกะทันหันจนเหมือนนิสัยขี้เล่นของเธอเป็นของปลอมยังไงอย่างงั้น แต่คำพูดที่อลิซพูดขึ้นมานี้ก็ทำให้กรนึกถึงเรื่องราวบางอย่างในอดีตได้ ซึ่งนั่นทำกรจุกในอกไม่น้อยเลย...

〝ทำให้ผิดหวังรึเปล่า?〞กรถามออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยแบบแปลกๆ

〝ปล่าวซ๊ากหน่อย! ก็นายไม่ได้เปลี่ยนไปเลยนี่นา〞อลิซพูดแล้วก็เอาศอกเข้าไปกระทุ้งเอวกรด้วยท่าทีขี้เล่นของเธอเหมือนเดิม

〝ชะ ใช่แล้วหล่ะ! กรไม่ได้เปลี่ยนไปเลยซักนิดเดียว!〞ทางรินเองเพราะเห็นว่ากรแสดงสีหน้าเศร้าสร้อยออกมาก็เริ่มให้กำลังใจกรในแบบของตนเช่นกัน

          แน่นอนว่านั่นเป็นเพราะสาวๆทั้งสองรู้สึกเป็นห่วงกร สภาพแบบนั้นของทั้งสามคนทำเอาโชตและชาญยิ้มไม่หุบอย่างมีเลศนัยเลยทีเดียว

พวกเธอเนี่ยน้า... แต่ว่านะ...

ตัวฉันในตอนนี้ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนหรอกนะ... ไม่เลยซักนิด...

ฉันในตอนนี้มันก็แค่ไอ้ขี้แพ้คนนึงมากกว่า...

〝เอาเถอะ... ฉันว่าคนที่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยคือพวกนายต่างหาก อลิซเองก็ยังทำตัวเหมือนเด็กจนถึงตอนนี้เลยนี่นะ〞กรพูดแล้วก็แสร้งยิ้มออกมาเพื่อให้บทสนทนาหลุดออกจากวังวนแห่งอดีตที่แสนมาคุ

〝หนอย... ว่าไงน้าเจ้าหมอนี่!!!〞

〝ปากดีนะเอ็ง!〞

          แล้วทั้งอลิซและโชตก็คล้อยตามกรโดยการเข้ามากอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างสนิทสนมในทันที โดยที่กรไม่รู้เลยว่าพวกเขามองการแสร้งยิ้มเพื่อให้ทุกคนสบายใจของตนออก

〝แต่ว่า... พอนึกย้อนไปมันก็สนุกชะมัดเลยเนอะ... เวลาได้ไปผจญภัยกันตอนเด็กๆเนี่ย〞

〝......ก็ ......นั่นสินะ〞

          พอกรตอบกลับคำพูดของรินซึ่งราวกับเป็นความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ในใจนั่นแล้ว กรกลับรู้สึกเหมือนเกิดช่องว่างในจิตใจที่ทั้งใหญ่และลึกสุดๆ ขึ้นมา พร้อมกับทำให้กรเกิดความรู้สึกเจ็บปวดทรมานตรงหน้าอกอย่างบอกไม่ถูก

【 จริงๆแล้วฉัน... อาจจะอยากกลับไปมีช่วงเวลาแสนสนุกแบบนั้นอีกซักครั้งหล่ะมั้งนะ 】

          ทั้ง 5 คนหวนนึกถึงช่วงเวลานั้นพร้อมกันราวกับนัดแนะกันไว้ พวกเราในวัยเด็กนั้น  ไม่ว่าจะตอนเล่นในแม่น้ำ ลุยป่าหรือแม้กระทั่งปีนเขาก็เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ทั้ง 5 คนเห็นภาพของตัวเองในวัยเด็กพร้อมกับเพื่อนๆ วิ่งเล่นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจอย่างสนุกสนานและร่าเริงอย่างที่สุด บรรยากาศช่างดูอบอุ่น สัมผัสได้ถึงความสุขอย่างชัดเจนราวกับมันมีตัวตนอยู่ตรงหน้าของพวกเขายังไงอย่างงั้น ไม่ว่าจะเวลาไหนก็อยู่ด้วยกันเสมอ ทุกคนเป็นเพื่อนที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้ ทั้ง 5 คนคิดแบบนั้น พลางมีความปรารถนาที่อยากจะย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่ราวกับเป็นนิรันดร์นั่นอีกครั้ง โดยหารู้ไม่ว่าอีก 4 คนที่เหลือเองก็กำลังคิดแบบนั้นอยู่เช่นกัน

〝เอ๋!!! นี่มันจะเริ่มคาบแรกแล้วเหรอเนี่ย〞

〝ว่าไงน่ะ!!!  แย่หล่ะสิ คาบแรกเราเรียนกับครูวันเพ็ญไม่ใช่เหรอ?〞

〝เห้ยๆ ไม่ตลกนะเฟ้ย!!!  รีบไปกันได้แล้ว เดี๋ยวก็ซวยหรอก 〞

          พอรินพูดขึ้นมา ทั้งกรและโชตก็สะดุ้งโหยงทันทีที่หลุดออกมาจากห้วงแห่งความทรงจำพร้อมๆกับอลิซและชาญ

          แต่หลังจากนั้นไม่นาน ไม่สิ... แค่ชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น หลังบทสนทนาของทั้ง 5 คนได้จบลง ก็เกิดเหตุการณ์อันแปลกประหลาด ที่จะสั่นคลอนชะตาชีวิตของทุกคนไปตลอดกาลขึ้น

〖เอาหล่ะ!  เหล่าหนุ่มสาวทั้งหลายเอ๋ย  จงเตรียมพร้อมกับชะตากรรมของตัวเองจากนี้ต่อไปให้ดี 〗

วิ้ง!!!!!

          หลังจากได้ยินเสียงพูดที่มีความเบื่อหน่ายปนอยู่ ก้องขึ้นมาในกะโหลกศีรษะเมื่อครู่ เสียงที่เหมือนสัญญานขาดหายในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็ตามมาติดๆกัน ผ่านเข้ามาในใบหู เสียงของมันดังราวกับจะทำให้แก้วหูปริแตกยังไงอย่างงั้น แล้วทิวทัศน์อันว่างเปล่าที่แสนมืดมิดก็เริ่มเข้าโอบล้อมสัมผัสของกร

อะไรเนี่ย... นี่มันอะไรกัน ? ทุกคนหล่ะหายไปไหน ?

อืม... ตั้งสติไว้  มืดแบบนี้มองไม่เห็นแน่ๆ อยู่แล้ว  ก่อนอื่นก็ต้อง...

.

.

สุดยอดการประมวลผลไม่ทำงานงั้นเหรอ? ไม่สิ...  ก็ยังทำงานอยู่แต่ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้วต่างหาก...

          พอกรจะใช้สุดยอดการประมวลผลตามหาเพื่อนที่อยู่รอบๆตัวเขาของเขา แต่กลับหาไม่เจอเลยทำให้เกิดความกลัวที่จะสูญเสียความสามารถเพียงหนึ่งเดียวของตนไป กรจึงลับประสาทสัมผัสให้คมกริบ แล้วลองตรวจสอบการเต้นของหัวใจตัวเอง ก็พบว่ายังคงสัมผัสได้แม้การเปลี่ยนแปลงจะเล็กน้อยก็ตาม จึงตีความว่าความสามารถของตนยังไม่หายไปนั่นเอง

เกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย.....

พอจะมีเวลาให้คิดแบบนั้นซักหน่อย หลังจากนั้นความมืดมิดที่อยู่รอบตัวฉันก็เด่นชัดขึ้น........แล้วสติของฉันก็ดับวูบลงในเสี้ยวของเสี้ยววินาทีโดยที่ไม่ทันได้รู้สึกตัว———

توسيع
الفصل التالي
تحميل

أحدث فصل

فصول أخرى
لا توجد تعليقات
226 فصول
บทนำ
ไร้เหตุผลชะมัด ไร้เหตุผลเกินไปแล้ว...... อุษณกร เด็กหนุ่มไทยอายุ 17 ปี ที่ปกติแล้วช่วงวัยและเวลานี้น่าจะต้องนั่งเรียนหนังสืออยู่ใน ห้องเรียนกับเหล่าเพื่อนร่วมชั้น ในประเทศ....ไม่สิโลกที่สงบสุข ตอนนี้กลับกำลังอยู่ในสภาพร่อแร่ใกล้ตายเต็มทีจากการปะทะกับกลุ่มมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนของต่างโลก กำลังนั่งเอาหลังพึงกำแพง แล้วบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงที่แหบแห้งและแผ่วเบาอย่างที่สุดอยู่เพียงลำพังตึก ตัก............ตึก ตัก.......................ตึก............ตัก.............................ตึก...................ตัก ชีพจรของเด็กหนุ่มกำลังอ่อนลงเรื่อยๆ แต่สัมผัสทางกายที่น่าจะหายไปจากการเสียเลือดของเด็กหนุ่มยังไม่ได้จางลงแม้แต่น้อย ความร้อนจากของเหลวสีแดงที่ไหลออกมาทั่วร่างไม่หยุดก็ยังคงชัดเจน ความเจ็บปวดที่ปากแผลจากการสูญเสียแขนซ้ายไปเองก็ยังชัดเจน สัมผัสความเย็นจากโลหะของมีดสั้นที่เสียบอยู่ที่หน้าอกค่อนไปทางซ้าย และใบมีดของดาบยาวสองคมมือเดียวอีก 2 เล่มที่ท้องน้อยทะลุผ่านลำตัวและทะลุต้นขาขวาไปก็ยังชัดเจนทรมาน......ให้ตายสิ ถ้าจะตายทั้งทีขอตายแบบไม่ทรมานไม่ได้รึไง......
اقرأ المزيد
ตอนที่ 1 : ถูกความไร้เหตุผลนำมาสู่ต่างโลก
พอรู้สึกตัวอีกที ฉันก็อยู่ในห้องสีขาว ...ไม่สิเหมือนกับว่าโลกใบนี้ ทั้งพื้นดินและท้องฟ้า ทั้งหมดมันเปลี่ยนเป็นสีขาวหมดเลย ไม่มีอะไรอยู่เลยนอกจากฉัน เครื่องเกมที่น่าจะอยู่ติดตัวฉันเองก็ไม่มีด้วย ขณะที่กำลังคิดแบบนั้น รอบๆตัวของกรก็มี เหล่าผู้คนในวัยหนุ่มสาวปรากฏขึ้นมามากมาย มีกระทั่งที่สีผิวและเครื่องแบบแตกต่างจากเขา ทั้งที่ใส่ชุดนักเรียนอยู่ ชุดลำลองและชุดแปลกๆที่ไม่รู้จักเองก็มีโอ๊ะ!!! ทางนั้นมีพี่สาวใส่ชุดมิโกะด้วยหล่ะ! ไม่นะ! เดี๋ยวๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!!!!!อย่าปล่อยให้กิเลสเข้าครอบงำสิตัวฉัน ก่อนอื่นเรียบเรียงสถานการณ์ก่อน ใจเย็น〜เข้าไว้〜ฟู่-ฮ่า... ฟู่-ฮ่า... ฟู่-ฮ่า... หลังจากกรหายใจเข้า-ออกยาวๆ 3 ครั้ง กรก็ตั้งสติแล้วกลับสู่ความเป็นจริงได้ในที่สุดทุกคนที่อยู่ที่นี่ เท่าที่สังเกตมีแต่พวกหนุ่มสาวอายุประมาณเราหมดเลยแฮะ แต่ก็มีเด็ก ม.ต้น หรือวัยทำงานขึ้นไปอยู่บ้างเหมือนกัน จะว่าไปแล้ว... ยังไม่เห็นเพื่อนของเราซักคนเลยแฮะวูม〜 หลังสิ้นเสียงที่เหมือนกับ Special Effect ในหนังอวกาศ เหล่าเพื่อนร่วมชั้นและนักเรียนในห้องอื่นๆ ทั้งพวกรุ่นพี่และรุ่นน้อ
اقرأ المزيد
ตอนที่ 2 : สเตตัสสุดอนาถจิตย่อมมาพร้อมกับการถูกข่มเหง
หลังตื่นขึ้นมาตอนเช้า ฉันรู้สึกสดชื่นเป็นพิเศษเลยหล่ะ สงสัยเป็นเพราะเมื่อวานเหนื่อยจัดละมั้ง เมื่อคืนเลยหลับซะลึกเลย ให้ตายสิ! ทั้งเรื่องไอ้แก่พระเจ้า การมาต่างโลก(แถมเป็นโลกแฟนตาซีอีกต่างหาก) สภาวะสงครามของอาณาจักรที่ถูกวาร์ปมา ถูกขอร้องให้ช่วยโดยพระราชาของอาณาจักรที่ว่า แล้วสุดท้ายก็ต้องเข้าฝึกกับกองอัศวินทุกอย่างเป็นเหตุการณ์น่าเหลือเชื่อและกะทันหันเกินไป ไม่คิดว่าชั่วชีวิตจะได้เจอด้วยซ้ำ ทุกอย่างถาโถมเข้ามาในวันเดียวจนฉันยังล้าเลยหล่ะ จิตใจหน่ะนะ คิดว่าคนอื่นก็คงไม่ต่างกันก็อง!!!! ก็อง!!!! ก็อง!!!! เสียงระฆังหนักๆ ดังขึ้นเป็นจังหวะ 3 ครั้ง เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว หลังจากระฆังดังขึ้น ทุกคนก็ตื่นขึ้นมาจากความฝันอันแสนหวานแล้วมาเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายอีกครั้ง อาจมีบางคนคิดว่าเรื่องทั้งหมดคงเป็นแค่ฝันร้ายที่น่ากลัว แต่พอตื่นขึ้นมาพบว่ามันเป็นความจริงเช่นนี้คงใจเสียไม่น้อย กรเองก็มีความรู้สึกนั้นอยู่บ้างเช่นกัน แต่เพราะนิสัยง่ายๆ เลยทำให้ไม่ได้คิดอะไรมาก เขาจึงรีบลุกจากเตียงที่ทางอาณาจักรเตรียมไว้ให้ แม้เตียงในห้องท
اقرأ المزيد
ตอนที่ 3 : แม้แต่การจับคู่ประลองเล็กๆน้อยๆก็ทำให้ล้มคะมำได้เหมือนกัน
〝ไว้เจอกันเน้อ! คุณโอตาคุ!!!〞〝อย่ามัวแต่เล่นจนมาซ้อมไม่ทันหล่ะคุณโอตาคุ ฮ่าฮ่าฮ่า!!!〞〝อะ อา ขอบใจ——〞 ผ่านมาแล้ว 1 สัปดาห์ที่ทุกคนถูกส่งมาต่างโลก หลังจากเหตุการณ์ที่กรถูกเสือประจาน บรรยากาศรอบตัวของกรก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ดังเช่นเหตุการณ์ที่มีนักเรียนชายหญิงมาทักทายกร แล้วกรเองก็โบกมือลาแล้วตอบกลับไปอย่างกล้าๆกลัวๆ เมื่อซักครู่นี่มัน... เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ?คิดไปเองรึเปล่าว่าทุกคนทักเราเหมือนคนปกติ... แต่จะไม่ปกติก็ตรงที่เรียกว่า『คุณโอตาคุ』นั่นหล่ะ… อย่างน้อยๆก็เรียกฉันด้วยชื่อเล่นซักหน่อยเถอะ...แต่ถึงอย่างงั้น น้ำเสียงก็ไม่ได้มีการประชดประชันแฝงอยู่เลย.... รึว่าเพราะเหตุการณ์ครั้งก่อนทุกคนเลยรู้สึกสงสารงั้นเหรอ? แหม่ ไม่อยากจะคิดแบบนั้นเลยแฮะ น่าสงสารตัวเองจริงๆรึจะเป็นไอ้นั่น.... ไอ้『ปรากฏการณ์สะพานแขวน』ที่ว่า พอตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้ใจเต้นกับเพศตรงข้ามแล้วเข้าใจผิดว่าตกหลุมรักนั่นหน่ะ แต่ในกรณีนี้คงไม่ใช่ตกหลุมรัก แต่เป็นรู้สึกผิดซะมากกว่าละมั้ง.....แต่ดูแล้วทุกคน(หรือบางคน)นี่ก็เป็นคนดีเหมือนกันนี่นา งั้นฉันจะไม่คิดมากก็แล้วกัน เนื่องด้วยเวลานี้เ
اقرأ المزيد
ตอนที่ 4 : ฝันประหลาดมักเป็นลางบอกเหตุ
เฮ้อ!!!!!!!!! เสียงที่กำลังถอนหายใจของกรนั้นดังมากพอที่จะทำให้คนที่อยู่รอบๆหันมามองได้เลย แต่เพราะอยู่คนเดียวจึงทำแบบนั้นได้อย่างเต็มที่ หลังจากเกิดอุบัติเหตุนั่นขึ้น ก็เพิ่งผ่านมาชั่วโมงกว่าๆ กรที่กำลังคิดว่าจะขอโทษรินยังไงดีก็เลยมาหาสถานที่ผ่อนคลายอารมณ์ที่ม้านั่งในสวนของลานกว้างอยู่คนเดียวนั่นเองโอ๊ย!!!! ทำไมปัญหาของฉันมันเยอะแบบนี้ฟ้า!!!! อ๊ากกกก!!!! อยากหายไปชะมัดเลย....แล้วจะทำไงให้หายโกรธดีเนี่ย... รินคงไม่เกลียดขี้หน้าของฉันไปแล้วหรอกนะ…เฮ้อ!!!!!!!!! หลังจากที่คิดนู่นนี่ไปเรื่อย กรก็ถอนหายใจหนักๆแบบนั้นออกมาอีกครั้ง ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาทางม้านั่งที่กรนั่งอยู่〝เอ่อ กะ กร〞〝!!!!?〞ระ รินงั้นเหรอ มาหาฉันก่อนแบบนี้หมายความว่าไงเนี่ย? รึจะมาต่อว่าอะไร....เอาเถอะก็สมควรแล้วหล่ะ แต่จะให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายทำแบบนั้นก่อนไม่ได้ ก่อนอื่นเราต้องขอโทษอย่างใจจริงซะก่อน หลังจากนั้นค่อยรับฟังคำด่าทอก็ยังไม่สาย เอาหล่ะน่ะปฏิบัติการณ์ขอขมาสายฟ้าแลบเริ่มได้!!!!!!!〝คะ คือว่า เรื่องตอนประลองนั่นฉันขอโ——〞〝ขอประทานโทษด้วยคร้าบ!!! กระผมผิดไปแล้ว!!!
اقرأ المزيد
ตอนที่ 5 : เข้าถ้ำเสือทั้งที่ไม่ได้ลูกเสือ
ฮี้ๆๆๆ〜!!!คลึ๊กๆๆๆๆ!!! เสียงของม้าที่กำลังลากเกวียนขนาดใหญ่ซึ่งสามารถบรรทุกคนสิบกว่าคนได้สบายๆดังขึ้นอย่างสม่ำเสมอและเป็นจังหวะ เกวียนที่ม้าลากอยู่นี้มีลักษณะคล้ายกับที่ชาวนาใช้ขนฟาง แต่เนื่องจากมีหลังคาคลุมที่นั่งอย่างแน่นหนามันถึงได้ดูเหมาะสำหรับการเดินทางระยะไกล และหากสังเกตดูจะเห็นว่ามีเกวียนที่มีม้าลากแบบเดียวกันนี้เป็นจำนวนกว่า 30 เล่ม เคลื่อนที่ติดกันเป็นขบวนอย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนม้าทุกตัวจะได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี มันจึงสามารถเดินตามกันได้โดยที่ไม่ต้องมีคนคุมบังเหียนด้วยซ้ำ ส่วนด้านหน้าของขบวนก็มีทหารชายวัยกลางคนคนนึงสวมชุดเกราะหนาทั้งตัว มีบริเวณเนื้อหนังโผล่ออกมาให้เห็นบางส่วนเท่านั้นกำลังนั่งบนหลังม้าแล้วนำขบวนอยู่ คนๆนั้นก็คือ ฮันซี่นั่นเอง ส่วนรอบเกวียนของคณะเดินทางก็มีทหารคุ้มกันที่สวมชุดเกราะแบบเดียวกัน แต่สวมหมวกเหล็กไว้ทุกคนต่างจากฮันซี่ที่เปิดใบหน้าให้เห็น กำลังเดินตรวจตราอยู่รอบๆเกวียนที่มีนักเรียนทุกคนนั่งอยู่ข้างใน ในขณะที่เดินทางไปพร้อมกัน ใช่แล้ว ตอนนี้นักเรียนทุกคนกำลังอยู่ในระหว่างเดินทางไปยังแถบชานเมืองเพื่อฝึกฝนการต่อสู้กับมอนสเตอร์นั
اقرأ المزيد
ตอนที่ 6 : การเอาชีวิตรอดไม่นับเป็นความเห็นแก่ตัว
〝เป็นยังไงบ้างกร ?〞〝ครับ คุณฮาว... ตรงทางแยก 3 แพร่งข้างหน้า ถ้าไปทางซ้ายจะมีลิซาร์ดแมนอยู่ 3 ตัว ส่วนทางขวายังไม่มีมอนสเตอร์ขวางทางจนกว่าจะถึงแยกต่อไป〞〝เป็นงั้นเหรอ? ได้ยินแล้วนะทุกคน รีบเดินไปข้างหน้า แล้วเลี้ยวขวาตรงแยกนั่นนะ... แล้วก็ระวังอย่าเดินส่งเสียงดังหล่ะ เข้าใจไหม〞〝〝.....ครับ/ค่ะ〞〞 ในทางเดินที่ปิดตายจากโลกภายนอกจนคล้ายกับจะมืดมิดแต่กลับมองเห็นได้ชัดเจน ที่ซึ่งไม่ทราบสถานที่แน่ชัดแต่ส่วนประกอบทั้งหมดนั้นสร้างมาจากหินและดินล้วนๆนี้ มีเสียงของคน 4 คนกระซิบกันอย่างเบาบางที่สุด จนแทบไม่ได้ยินเสียงอยู่ เหล่าคนที่กำลังกระซิบกันอยู่นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเหล่าสมาชิกปาร์ตี้ของกรนั่นเอง เพราะทั้งปาร์ตี้ถูกวาร์ปเข้ามาในดันเจี้ยนปริศนาที่ฮาวลี่ไม่รู้จักจึงทำให้ฮาวลี่กระวนกระวายเป็นอย่างมาก ฮาวลี่ยังเล่าอีกว่าดันเจี้ยนที่อยู่แถวๆที่ทุกคนล่านั้นมีแค่『ดันเจี้ยนเจ้าแห่งป่า』กับ『ดันเจี้ยนพรานแห่งพงไพร』ซึ่งเป็นดันเจี้ยนที่ได้รับการสำรวจจนครบถ้วนแล้ว แต่ดันเจี้ยนที่ทุกคนถูกวาร์ปมานี้กลับไม่ใช่ทั้ง 2 ดันเจี้ยนที่ว่ามา จากที่ฮาวลี่บอกกล่าว ดันเจี้ยนนั้นไม่ว่า
اقرأ المزيد
ตอนที่ 7 : มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ทั้งสกปรกและงดงามในเวลาเดียวกัน
วูม!!!!——— พอแสงสว่างที่จ้าเสียจนแสบตาได้จางหายไป ทิวทัศน์ที่ปรากฏตรงหน้าของลินดาก็คือ บริเวณป่าแบบเดียวกับก่อนที่จะถูกวาร์ปเข้ามาในดันเจี้ยน แต่ที่ไม่เหมือนเดิมก็คงจะเป็นสมาชิกปาร์ตี้ที่ลดลงจนเหลือแค่สามคน อันได้แก่ตัวเธอ เชษฐ์และเสือนั่นเอง ลินดาในตอนนี้ยังอยู่ในอาการสะเทือนใจอยู่พอสมควร ตอนนี้เธอกำลังรู้สึกผิดที่ปล่อยให้เพื่อนร่วมปาร์ตี้ทั้ง 2 คนตายเพียงเพื่อให้ตัวเองหนีรอดไปได้ เชษฐ์ก็ยังคงนั่งคุกเข่าเอามือกุมศีรษะ ทั้งยังสั่นเป็นเจ้าเข้าอีกต่างหาก ต่างจากเสือที่แม้จะเพิ่งผ่านสถานการณ์เสี่ยงตายมาก็ยังคงทำตัวเรียบเฉยอยู่เช่นเคย〝นี่นาย!!! ตอนที่อยู่ในดันเจี้ยนเป็นบ้าอะไรหา!!!!!!〞 ทั้งที่เพิ่งออกมาจากดันเจี้ยนได้ แต่เธอกลับไม่ดีใจเลยซักนิด เพราะทนไม่ได้กับพฤติกรรมต่ำช้าแบบนั้นของเสือ ลินดาจึงได้ตะคอกใส่เสือออกไปอย่างรุนแรง〝………………〞〝ตอบฉันมาสิ!!! ทำไม... ทำไมถึงทำเรื่องโหดร้ายแบบนั้นได้ลงคอ!!!〞 เพราะเสือไม่ได้ตอบเธอกลับมา เธอถึงได้ตะคอกถามเสือต่อไปทั้งอย่างงั้น การตะคอกนั่นดังพอที่จะดึงสติของเชษฐ์กลับมาได้ แล้วทำให้เขาพยุงตัวขึ้นมาร่วมสนทนากับลินดาได้ใ
اقرأ المزيد
ตอนที่ 8 : การจะลุกขึ้นมายืนหยัดได้ก็มีแต่ต้องใช้ขาของตัวเองเท่านั้น
มืดสนิท.....ไม่รู้สึกหนาวซักนิด..... ไม่รู้สึกว่ามีร่างกายอยู่เลยด้วย....ความกลัวเอง... ก็หายไปแล้ว?ความรู้สึกที่มันอธิบายไม่ถูกนี่มันคืออะไร?หรือว่า ที่นี่จะเป็น.....ไอ้ที่เขาเรียกว่า.......โลกหลังความตายงั้นเหรอ.....ฉัน ตายไปแล้วสินะ.... ตอนนี้กรอยู่ในสภาวะที่ตัวเองไม่เข้าใจ จึงได้มีคำถามมากมายผุดเข้ามาในหัว แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตัวเองได้ผ่านเหตุการณ์อะไรมาก็เข้าใจได้เป็นอย่างแรกเลยว่าตัวเองนั้นได้ตายไปแล้วพอมาคิดดูแล้ว ยังมีเรื่องที่ยังไม่ได้ทำอีกตั้งเยอะเลยนะเนี่ย....แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายอีกต่อไปแล้วหล่ะ.....ความรู้สึกอ้างว้างแบบนี้มันก็ดีไปอีกแบบแฮะ...เอาเถอะ..... หายไปอย่างเงียบๆแบบไม่ต้องคิดอะไร ก็ดีเหมือนกันหล่ะนะ....เพราะเดิมทีตัวฉันก็ไม่มีตัวตนหรืออะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้คนอื่นจดจำอยู่แล้ว... เป็นแค่ไอ้ขี้แพ้เท่านั้นเองเพราะงั้นถึงหายไปซะ... ก็ไม่เป็นไรหรอก......【คิดแบบนั้นจริงๆอย่างงั้นเหรอ?】!!!!!!!!!!!!!!!! หลังจากที่กรคิดแบบนั้นพลางกำลังปล่อยให้สติหลุดลอยออกไป ราบกับจะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไม่สนอะไรอีกแล้วนั้น จู่ๆก็มีเสียงของเด็กผู้ชายด
اقرأ المزيد
ตอนที่ 9 : แค่ตายแล้วฟื้นขึ้นมาได้ก็เป็นการโกงที่ไม่ธรรมดาแล้วแท้ๆ
.......นี่มันอะไรกันเนี่ย?อยู่ดีๆก็รู้สึกเหมือนกับว่าสติลอยหายไป... แล้วตอนนี้จู่ๆมันก็กลับมาซะอย่างงั้นแล้วเมื่อกี้ก็รู้สึกเหมือนกับว่า จะมีตาลุงสวมชุดเสื้อคลุมโทรมๆที่มีหมวกคลุมหน้า กำลังจะพายเรือมารับข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่งด้วยกันหรือยังไงนี่แหล่ะ... เป็นฝันที่แปลกชะมัด อยากรู้จริงๆแฮะว่าถ้าฝันต่อไปลุงนั่นจะพาไปไหน?เอ....แต่ว่าจากความทรงจำล่าสุดเนี่ยรู้สึกว่าเราจะล้มมอนสเตอร์ทั้งหมดได้สินะ...แต่ว่าพอล้มเจ้าพวกนั้นได้ เราก็ล้มลงไป... แล้วก็เพิ่งมารู้สึกตัวเอาป่านนี้รึว่า... เราคงแค่สลบไปละมั้ง …..หวังว่าจะเป็นแบบนั้นนะอืม ถ้างั้นก็.... กรที่กลับมาได้สติหลังจากฟื้นขึ้นมาจากความตายกำลังพินิจพิเคราะห์สถานการณ์ในปัจจุบันอยู่ แน่นอนว่าเขาไม่ได้คิดว่าตัวเองตายไปแล้วด้วยซ้ำ แล้วพอคิดว่าตัวเองสลบไปทั้งแบบนั้น เขาจึงได้ลืมตาขึ้นมาในทันที.....〝อึก! แสบตาชะมัดยาดเลย!〞 เพราะลืมตาขึ้นมาทันทีหลังจากที่ไม่ได้รับแสงมานาน ทำให้ดวงตาที่ยังไม่ได้ปรับแสง แสบตาขึ้นมา แต่จากนั้นไม่นานเมื่อปรับแสงได้แล้วสิ่งที่กรกำลังเห็นอยู่นั้นก็คือเพดานของดันเจี้ยนที่มีส่วนประกอบเป็นดินหรือหินที
اقرأ المزيد
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status