LOGIN6
เช้าวันรุ่นขึ้นเจียวเหมยและหวังลี่อิน รวมไปถึงท่านผู้ไร้ตัวตน พวกเขาเดินทางไปยังเมืองหลวงเพื่อไปชมการแข่งขันการจัดดอกไม้โชว์ เจียวเหมยเห็นว่าหวังลี่อินเองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องดอกไม้ นางก็เลยชวนหวังลี่อินมาเป็นเพื่อน แต่เกินคาด หวังลี่อินเองก็กำลังจะเดินทางไปยังเมืองหลวงเพื่อที่จะไปดูการแข่งขันการจัดดอกไม้โชว์เฉกเช่นเดียวกับเจียวเหมย
แล้วการเดินทางจะต้องนั่งเกวียนม้าเดินทางไปเท่านั้น
“ข้าไม่คิดไม่ฝันเลยว่าเจ้าจะสนใจการแข่งขัน”
“อะไรที่เกี่ยวกับดอกไม้ข้าสนใจหมดนั่นแหละ หวังลี่อิน เจ้าเองก็เคยเข้าร่วมการแข่งขันการจัดดอกไม้โชว์ด้วยสินะ”
“ใช่ แล้วข้าก็ชนะมาหลายสังเวียนแล้วด้วย”
“สุดยอด เจ้านี่เก่งจังเลยนะ”
หวังลี่อินถูกชมจากเจียวเหมยด้วยความจริงใจ แต่ด้วยความที่นางนั้นมองเป็นเรื่องปกตินางก็เลยไม่ได้พูดอะไร แล้วหวังลี่อินก็เล่าเรื่องการแข่งขันที่นางเคยลงแข่งเมื่อคราวที่แล้ว การแข่งขันจะเป็นการนำดอกไม้ที่ทางผู้จัดการแข่งขันมาตกแต่งและวางให้สวยงามราวกับงานศิลปะ ผู้ใดที่สามารถจัดดอกไม้ให้สวยงามที่สุดในการแข่งขันก็จะเป็นผู้ชนะและได้รับเงินรางวัลในการแข่งขันนั้น แต่ครั้งนี้นางไม่ได้เข้าแข่งเพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับร้านขายดอกไม้ของตนเอง นางก็เลยไม่ได้ลงแข่ง
แล้วการแข่งขันนั้นก็จะมีการแข่งขันภายในเมืองและการแข่งขันภายในแผ่นดินใหญ่ คนที่จะเข้าไปแข่งขันภายในได้จะต้องเป็นผู้ชนะในการแข่งขันภายในเมืองเสียก่อน แล้วผู้ที่ชนะภายในเมืองก็ยังคงตำแหน่งเพื่อรอแข่งขันภายในแผ่นดินใหญ่ ไม่สามารถกลับไปแข่งขันภายในเมืองได้
“อย่างที่ข้าได้กล่าวไปนั่นแหละนะ”
“ถ้าอย่างนั้น ข้าเองก็ลงแข่งได้ใช่รึไม่”
“แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็สามารถลงทะเบียนแข่งขันได้ทั้งนั้น ถ้าหากเจ้าอยากลงแข่งขันข้าก็จะพาเจ้าไปลงทะเบียน”
“เอาสิ ข้าอยากจะลงแข่ง”
ถือว่าเป็นอันตกลงตามนี้
(ถ้าหากเราชนะการแข่งขันได้ เราก็จะได้เงินมาเปิดร้านขายดอกไม้อย่างที่หวังเอาไว้ แต่มันก็คงไม่ง่ายสินะ)
แน่นอนว่าการแข่งขันมันไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ชนะมีเพียงคนเดียวเท่านั้น แล้วคนที่จะได้รางวัลก็คือผู้ชนะในการแข่งขันการจัดดอกไม้โชว์
“ก่อนจะถึงตอนนั้น ข้าอยากให้เจ้าได้ดูการแข่งขันก่อน แล้วเจ้าค่อยตัดสินใจทีหลัง”
“อ่า เข้าใจแล้ว”
การเดินทางยังคงอีกยาวไกล กว่าจะเดินทางไปถึงเมืองหลวงก็คงค่ำมืดพอดี
“เรื่องที่ข้าบอกเจ้าก็มีอยู่เพียงเท่านี้ ส่วนที่เหลือเจ้าต้องสัมผัสด้วยตัวเอง เข้าใจนะเจียวเหมย”
“เข้าใจแล้ว”
.
.
.
“ที่นี่คือเมืองหลวงรึ”
“ใช่แล้วแหละเจียวเหมย ที่นี่คือเมืองหลวง”
เบื้องหน้าของเจียวเหมยและหวังลี่อิน เป็นเมืองหลวงที่มีกำแพงสูงตระหง่านที่ดูคงทน มีคนยืนอยู่บนกำแพงและทางเข้าประตูพร้อมทั้งถืออาวุธครบมือด้วย คาดว่าคงจะเป็นทหารยาม แล้วบริเวณรอบนอกกำแพงก็มีบ้านเรือนอยู่ด้วยกันหลายร้อยหลังคาเรือน รวมถึงด้านในของกำแพงก็มีบ้านเรือนอยู่ด้วย แล้วที่ใจกลางเมืองก็มีวังหลวงที่มีทหารยามคอยเฝ้ายามกันตลอดทั้งวัน คนนอกไม่สามารถเข้าใจไปยังข้างในได้จนกว่าจะได้รับอนุญาต ใช่แล้ว จะเข้าไปได้ก็ต่อเมื่อถึงเวลาการแข่งขันการจัดดอกไม้โชว์เท่านั้น
“ว้าว สวยจังเลย”
“นี่เจ้าไม่เคยเข้ามาเมืองหลวงเลยรึ”
“ไม่เคยเลย นี่เป็นครั้งแรกของข้า หวังลี่อินเข้ามาเมืองหลวงตลอดเลยรึ”
“ก็นะ ข้าเข้ามาดูการแข่งขันน่ะ”
เมื่อเดินทางมาถึงหน้าประตูเมืองหลวง เกวียนม้าจะต้องหยุดเพื่อให้ทหารยามตรวจสอบความเรียบร้อยเสียก่อน
“มีผู้โดยสารเป็นหญิงสองคนขอรับ”
คนควบคุมเกวียนม้าพูด
ทหารยามก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด นอกจากผู้โดยสารสตรีหญิงร่างบางสองคนก็มีสัมภาระของพวกนางด้วย ดูแล้วไม่น่ามีปัญหาอะไร
“เข้าไปได้”
ทหารยามพูดก่อนที่ทหารยามอีกสองคนที่ยืนอยู่ตรงประตูจะเปิดประตูเพื่อให้เกวียนม้าผ่านไปได้
เมื่อเข้ามาข้างในกำแพงเมืองหลวง เจียวเหมยก็พบกับแสงสีเสียงภายในกำแพงเมืองหลวงซึ่งเป็นแสงสีเสียงของบ้านเรือนแต่ละหลังที่กำลังครึกครื้นไปด้วยงานเทศกาลทั่วทั้งเมืองหลวง ไม่ว่าจะมองไปทางทิศไหนก็มีแต่แสงสีเสียง
“ด้านนอกก็เทศกาล เข้ามาข้างในก็มีเทศกาลอีก เมืองหลวงนี่แตกต่างจากหมู่บ้านเหลียงเลย”
“อย่าเอาหมู่บ้านเหลียงมาเทียบเมืองหลวงสิ แล้วข้าจะบอกว่าที่เจ้าเห็นไม่ใช่เทศกาลหรอก”
“เอ๊ะ! ไม่ใช่เทศกาลหรอกรึ”
“ไม่ใช่ ไม่ว่าบ้านเรือนหลังไหนก็มีไฟแสงสว่างอย่างที่เจ้าเห็นนั่นแหละ แล้วเหตุเพราะเป็นเมืองหลวงที่มีประชากรอยู่จำนวนมาก การค้าขายก็มีให้เห็นแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้าหรือช่วงค่ำ”
“อย่างนี้นี่เอง”
หวังลี่อินที่เข้าออกเมืองหลวงเป็นประจำ สำหรับนางถือเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับเจียวเหมยคงจะเป็นเรื่องตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นความสวยงามของบ้านเรือนในเมืองหลวง
บ้านเรือนสมัยจีนโบราณที่มีลักษณะเหมือนกันทุกบ้านเรือนนี้ หากผู้คนที่ไม่เคยได้เดินทางมายังเมืองหลวงหรือไม่เคยได้สัมผัสก็จะรู้สึกหลงใหลแสงสีเสียงเหมือนอย่างที่เจียวเหมยกำลังพบเจออยู่ตอนนี้
“ก่อนอื่นเราต้องไปหาโรงเตี๊ยมพักกันก่อนนะเจียวเหมย”
“เข้าใจแล้วแหละหวังลี่อิน”
…
เจียวเหมยไม่คิดว่าลี่จินเหมยจะถามถึงเรื่องนี้ พอถูกถามเรื่องนี้พวกเหล่าขุนนางก็อยากรู้เหมือนกัน แล้วของเหลวที่เหมือนน้ำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีในยุคสมัยนี้ ใช่แล้ว มันก็คือสารเรืองแสง หากสารเรืองแสงนี้อยู่ในความมืดมันจะมีแสงสว่างเกิดขึ้น แล้วสารเรืองแสงที่เจียวเหมยใช้นั้นเป็นสีน้ำเงินคราม ดอกกุหลาบหลากสีที่ถูกทาด้วยสารเรืองแสงนี้อีกไม่นานมันก็จะปรากฏให้เห็น เจียวเหมยก็ได้อธิบายถึงเรื่องสารเรืองแสงแต่นางบอกได้เพียงเท่านี้ ส่วนเรื่องหามาจากไหนนั้นเป็นความลับ อีกไม่นานพระอาทิตย์ก็จะตกดิน สารเรืองแสงก็เริ่มปรากฏตัวให้เห็นเป็นสีน้ำเงินครามที่ไม่ต่างอะไรกับอัญมณีใต้ท้องทะเลส่องแสงสวยงาม ทำให้ผู้ชมและผู้เข้าการแข่งขันรวมไปถึงเหล่าขุนนางทุกคนก็ได้เห็นสิ่งที่เจียวเหมยรังสรรค์ขึ้นมา “น่าตกใจจริงที่เจ้าทำเรื่องเหลือเชื่อขึ้นมา ข้าน่ะสังเกตระหว่างที่เจ้ากำลังทาของเหลวพวกนั้น ทำให้ข้ามองเห็นแสงสีน้ำเงินอยู่ครู่หนึ่ง ข้าเองก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่คิดว่าเจ้าจะเล็งจุดนี้เอาไว้ ข้านับถือเจ้าจากใจจริงเลยนะเจียวเหมย เอาล่ะ ข้าเองก็ต้องขอตัวก่อน ผู้แพ้อย่างข้าคงจะเ
16 หลังจากเริ่มการแข่งขัน สตรีหญิงร่างบางทั้งสองก็เริ่มสร้างผลงานของตนเอง แล้วก็เหมือนเดิม ลี่จินเหมยสื่อสารกับเหล่าดอกไม้ที่ตนจัดเตรียมเอาไว้ “รบกวนพวกเจ้าด้วยนะ” ทางด้านเจียวเหมยเองก็มีความสามารถในการสื่อสารดอกไม้ นางเองก็สื่อสารกับพวกดอกไม้ที่ตนได้เตรียมเอาไว้เช่นเดียวกัน “เรามาสู้ไปด้วยกันนะเจ้าคะ” นี่คือสิ่งที่ลี่จินเหมยพูดเอาไว้ว่าเจียวเหมยนั้นเหมือนกับนาง แล้วสิ่งที่เหมือนกันคงเป็นเพราะความสามารถที่เหมือนกันนั่นแหละ เจียวเหมยนำกระถางที่บรรจุดินมาตั้งตรงหน้าก่อนที่นางจะจัดการเรื่องดินที่กระจัดการจายเพื่อให้ดินนั้นที่เรียบเนียนและสวยงามก่อนจะนำดอกกุหลาบหลากสีที่เตรียมเอาไว้มาปักบนกระถาง นำหญ้าอ่อนสีเขียวขจีมาวางบนดินบนกระถางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วใบหญ้าอ่อนก็ตรงและมีความเท่ากันราวกับว่าคัดลอกออกมาเป็นหลายใบด้วยกัน ตามด้วยนำพู่กันจุ่มกับของเหลวที่เตรียมเอาไว้แล้วนำไปทาดอกตูมของดอกกุหลาบ ขั้นตอนสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ เจียวเหมยใช้สเปรย์ฉีดพ่นน้ำเพื่อให้ดอกไม้ที่จัดขึ้นมานั้นดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เป็นอันว่าเสร็จเรียบ
15 “เวลาอันสั้นแค่นี้แต่เจ้ากลับทำมันได้ขนาดนี้เชียว ไม่อยากจะเชื่อ” มันเกิดอะไรขึ้นนะ กรรมการฉุนเห็นอะไรกันแน่ “ไม่ว่าจะเป็นต้นหญ้าอ่อนบนกระถางก็ดี ดอกกุหลาบก็ดี ใบหญ้าและกลีบดอกกุหลาบเท่ากันหมดเลย” ผลงานลี่จินเหมยที่ดูไม่มีเป็นจุดเด่น กลับกลายเป็นว่ามีจุดเด่นที่คาดไม่ถึง ผลงานหวังลี่อินนับว่าสมบูรณ์แบบมากแล้ว แต่ผลงานของลี่จินเหมยนั้นสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าอีก “ผู้ชนะ ลี่จินเหมย” ผู้เข้าชมและผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่ยังรอดูผลงานผู้ที่เหลืออยู่ก็แสดงความยินดีให้แก่ผู้ชนะ ส่วนผู้แพ้ก็ต้องยอมรับในผลการตัดสิน หวังลี่อินถึงกับเข่าทรุดที่ไม่สามารถเอาชนะลี่จินเหมยได้ สัญญาที่ให้ไว้กับเจียวเหมยต้องมลายหายไป นางไม่สามารถรักษาสัญญาเอาไว้ให้กับเจียวเหมยได้ เพราะนางเป็นผู้พ่ายแพ้อย่างหมดท่า “แพ้อีกแล้วสินะหวังลี่อิน เหตุที่เจ้าพ่ายแพ้ให้กับข้าก็เพราะตัวเจ้าหวังชนะนั่นแหละ เจ้าคงจะเข้าใจในสิ่งที่ข้าพูดนะ หวังลี่อิน” เจ็บใจแต่ทำอะไรไม่ได้ ผู้แพ้ไม่มีสิทธิ์พูดหรือขออะไรทั้งนั้น แล้วสิ่งที่หวังลี่อินเจ็บใจมากที่สุดก
14 “ผู้ชนะ เจียวเหมย” หลังจากกรรมการฉุนประกาศรายชื่อผู้ชนะ เจียวเหมยก็ดีใจจนออกนอกหน้า นางไม่คิดว่าตนเองนั้นจะชนะได้ ความกังวลที่ก่อเกิดภายในใจในมันได้หายไปทันที ผู้เข้าชมรวมไปถึงผู้เข้าร่วมการแข่งขันก็ส่งเสียงแสดงความยินดีให้แก่ผู้ชนะ ส่วนผู้แพ้อย่างหลันก็ได้แต่ยืนนิ่งเป็นเสาหิน นางคงจะเจ็บใจที่ตนได้รับความพ่ายแพ้เหมือนอย่างหลิวน้องสาวของนาง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ การตัดสินถือเป็นเอกฉันท์ แล้วอีกอย่างนางก็ยอมรับในฝีมือของอีกฝ่ายอย่างเจียวเหมยด้วย “ท่านเจียวเหมย ข้าแพ้แล้วแหละ ท่านเป็นคนที่มีความสามารถยิ่งกว่าข้าและน้องสาวของข้า ผลงานของท่านสวยงามมาก สมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ” “เจ้าก็เหมือนกัน” “เหนือฟ้ายังมีฟ้า สักวันข้าจะต้องเอาชนะท่านให้จงได้” “ข้าจะรอวันที่ได้แข่งกับเจ้าอีกนะหลัน” “ท่านนี่ร้ายจริง แต่ว่า การที่ท่านจะเอาชนะการแข่งขันนี้ได้น่ะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าท่านผู้นั้นลงแข่งขัน” “เจ้าหมายถึงลี่จินเหมยสินะ” “เจ้าค่ะ ท่านผู้นั้นไม่เคยพ่ายแพ้ใคร นางมีความสามารถเหนือมนุษย์” “มันเป็นยั
13 การแข่งขันการจัดดอกไม้ภายในแผ่นดินใหญ่เริ่มต้นขึ้น ผู้เข้าแข่งขันที่เป็นคู่แรกต่างทำเวลาก่อนกำหนด การใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งนาทีในการจัดดอกไม้นั้น สำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกฝนด้านการจัดดอกไม้ด้วยความเร็วจะเสียเปรียบเป็นอย่างมาก โชคดีที่เจียวเหมยนั้นฝึกฝนตนมาอย่างดี เพียงแค่เวลาหนึ่งนั้นเหลือเฟือ (เก่งกันหมดทุกคนเลย) ผู้เข้าแข่งขันมีฝีมือเก่งกาจกันทั้งนั้น ทำให้เจียวเหมยรู้สึกกังวลเล็กน้อยที่จะได้ประลองกับพวกเขา “เจ้ากังวลรึ” ท่านผู้ไร้ตัวตนดูออกว่าเจียวเหมยมีความกังวลใจในการแข่งขันครั้งนี้จึงพูดถามเจียวเหมย นางจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับเป็นเชิงว่ากังวล เพราะไม่สามารถพูดได้ในตอนนี้ เดี๋ยวถูกหาว่าพิลึกคน การแข่งขันดำเนินมาหลายคู่ คราวนี้มาถึงคู่ของเจียวเหมยแล้ว (เราจะต้องชนะแล้วไปประลองกับหวังลี่อิน) เจียวเหมยแสดงถึงความสามารถของตนให้เป็นที่ประจักษ์ ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีผลงานสร้างสรรค์ของเจียวเหมยก็เสร็จ ส่วนคู่แข่งก็เสร็จแล้วเหมือนกัน แต่ผลงานของคู่แข่งนั้นมีตำหนิตรงที่มีเศษดินหล่นเต็มพื้นบนโต๊ะ ทำให้เจียวเหมยเป็น
12 “หวังลี่อิน” ไม่รู้เหมือนกันเพราะเหตุใด ทำไมเจียวเหมยถึงได้รู้สึกไม่ค่อยดีหลังจากที่หวังลี่อินเดินทางกลับ (การแข่งขันภายในแผ่นดินใหญ่เราต้องแข่งขันกับหวังลี่อินด้วย ไม่อยากแข่งด้วยเลย) ท่านผู้ไร้ตัวตนที่อยู่ด้วยตลอดเวลานั้นก็ดูออกว่าเจียวเหมยทำไมถึงได้รู้สึกแบบนี้ พอเห็นนางเป็นแบบนี้ก็ทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไป “เจ้าไม่ได้เข้าใจแม่นางหวังลี่อินเลย” “ก็ข้าไม่เข้าใจนี่นา ทำไมนางต้องอยากมาแข่งกับข้าด้วย ข้าเป็นเพื่อนนางนะ” “ข้าถึงบอกเจ้ายังไงล่ะว่าเจ้าไม่ได้เข้าใจแม่นางหวังลี่อินเลย” เจียวเหมยไม่เข้าใจเหตุผลที่หวังลี่อินอยากจะแข่งขันเพื่อเอาชนะนาง ไม่ว่าจะทำให้เข้าใจยังไงนางก็ไม่เข้าใจ ท่านผู้ไร้ตัวตนเห็นสภาพของเจียวเหมยเป็นอยู่ตอนนี้ไม่ได้ ก็เลยต้องพูดอะไรออกไปบ้างเพื่อให้เจียวเหมยเข้าใจ “ฟังข้านะ แม่นางหวังลี่อินยอมรับในตัวเจ้า นางก็เลยอยากจะแข่งกับเจ้ายังไงล่ะ นางไม่ได้เกลียดเจ้าเลย” “งั้นรึเจ้าคะ” “สิ่งที่เจ้าทำได้ก็คือแข่งกับนางแล้วเอาชนะนางให้ได้เพื่อตอบรับคว







