Se connecterชีวิตในยุค 80 สำหรับจื้ออิงไม่ง่าย เมื่อเจ้าของร่างเดิมนั้นช่างอ่อนแอแถมพ่วงด้วยน้องชาย เงินก็ต้องหา งานก็ต้องทำ แล้วยังต้องมาปวดหัวกับศึกชิงหัวใจ หนึ่งคนก็แสนดี อีกคนก็ชอบมาทำให้วุ่นวาย จื้ออิงจะพลิกชะตาชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้นได้ไหม มาลุ้นกัน!
Voir plus"จื้ออิงวันนี้ว่างไหม"
"เธอจะทำแต่งานอย่างเดียวรึไง" "โอ้ย! ชีวิตคนเรามันต้องมีสีสันบ้างสิ" 'จื้ออิง' ในวัยยี่สิบห้าปีได้แต่ยิ้มรับ เธอรู้ดีว่าเพื่อนคงเป็นห่วงที่เห็นเธอทำงานหนัก การได้ไปเที่ยวไปผ่อนคลายบ้าง ก็เหมือนเป็นการได้เติมพลัง ผู้หญิงในวัยเดียวกันไม่มีใครทำงานหนักเหมือนเธอ "ฉันไม่ว่างน่ะสิ" "คำก็ไม่ว่าง สองคำก็ไม่ว่าง เธอควรหาความสุขให้กับตัวเองบ้างสิจื้ออิง" "ไว้ครั้งหน้าแล้วกันนะ" "อย่าเบี้ยวล่ะ" "อื้อ!" จื้ออิงรับคำเพื่อนที่ชวนเธอหลายครั้ง เธอเองก็รู้สึกผิดไม่น้อยที่บอกปัด แต่ด้วยภาระที่ต้องแบกรับทำให้เธอต้องใช้เงินอย่างประหยัด เธอทำงานอย่างหนักเพื่อเลี้ยงดูตัวเองและพี่ชายเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ 'จื้อหมิง' เป็นพี่ชายที่ไม่เอาถ่าน เขาเหมือนปลิงที่คอยดูดเลือดน้องสาวไม่ทำงาน วันๆ ขลุกแต่เล่นการพนัน และทุกสิ้นเดือน เงินของจื้ออิงก็จะถูกขูดรีดไปใช้ในเรื่องที่ไร้ประโยชน์สิ้นดี "จื้ออิง! วันนี้เงินเดือนออกแล้วใช่ไหม" "ช่วงนี้พี่มีปัญหา พี่ขอยืมเงินหน่อยสิ" "ถ้าได้เงินจากเพื่อนพี่จะรีบเอามาคืน" มันคือคำโกหกเดิม ๆ ที่จื้อหมิงใช้ ดวงตาคมไม่มีแม้แต่ความละอายใจ จื้ออิงมองดูมือที่ยื่นมาด้วยความเหนื่อยใจ มีหลายครั้งที่เธอพยายามจะตัดขาด แต่ก็ทำไม่ได้ เวลาที่เห็นเขาลำบากเธอก็ใจอ่อน ยื่นมือเข้าไปช่วยอยู่ร่ำไป หากให้เปรียบเทียบคำว่า 'พี่ชาย' ก็ไม่ต่างอะไรกับโซ่ตรวนที่ผูกมัดเธอ "พี่เลิกเล่นการพนันได้ไหม" เป็นคำขอที่ทำให้อีกฝ่ายหลุดหัวเราะออกมา พร้อมกับคำตอบที่ทำให้จื้ออิงถึงกับถอนหายใจ "ถ้าเลิกแล้วชีวิตมันจะไปสนุกอะไร" ช่างเป็นคำตอบที่เห็นแก่ตัวและไม่คิดถึงใคร จื้อหมิงใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่สนว่าน้องสาวจะลำบากหรือไม่ เขาปฏิเสธที่จะทำงานเพราะเห็นว่าจื้ออิงทำงานอยู่ในบริษัทใหญ่ แทนที่จะช่วยประหยัดกลับเอาแต่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย กี่ครั้งแล้วที่เธอพูดเตือนสติไป แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย "ครั้งหน้าฉันไม่มีให้แล้วนะ" จื้ออิงยื่นคำขาด "เออ! รู้แล้วน่า" พี่ชายพอได้เงินก็หายวับ ชีวิตวนไปซ้ำๆ เธอได้แต่หวังว่าสักวันพี่ชายจะคิดได้และตาสว่าง กลับมาทำงาน ทำการ และเมื่อถึงวันนั้นเธอคงจะยิ้มได้อย่างมีความสุขจริงๆ "ทำไมวันนี้ถึงอยู่บ้านได้" จื้ออิงถามพี่ชายที่ทำตัวแปลกไป สองสามวันมานี้เขาขลุกตัวอยู่แต่บ้านไม่ออกไปไหน ดวงตาก็เอาแต่มองหน้าต่างเหมือนกลัวอะไร พอถามก็ไม่ตอบเอาแต่เงียบอย่างเดียว ตึง! ตึง! ตึง! ไม่ทันที่จื้ออิงจะได้คำตอบ เสียงทุบประตูจากด้านนอกก็ดังสนั่น จื้ออิงมองหน้าจื้อหมิงที่เลิ่กลั่ก เสียงทุบดังต่อเนื่องกันพร้อมกับเสียงดุดันแทรกเข้ามา "ไอ้จื้อหมิง ฉันรู้ว่าแกหดหัวอยู่ในนั้น" ตึง! ตึง! ตึง! "รีบออกมาเดี๋ยวนี้!" จื้อหมิงหน้าซีดเผือด เขารีบหาที่ซ่อนตัวอย่างขี้ขลาดและเอาแต่บอกเธอว่าห้ามเปิดประตูบ้าน ถึงจื้ออิงจะไม่รู้เหตุผลแต่ก็พอเดาได้จากสถานการณ์ พี่ชายของเธอคงไปติดหนี้พนันและนักเลงพวกนั้นก็คงถูกสั่งให้มาทวงเงิน "เปิดประตู!!" เสียงทุบประตูดังปึงปัง เมื่อคนข้างในไม่ตอบ คนข้างนอกก็ฉุนจัด เท้าถีบเข้าที่ประตูไม้อย่างจังและมันก็เปิดอ้าออกให้เห็นคนที่นั่งตัวสั่นข้างใน "ไอ้ขี้ขลาดมันซ่อนตัวอยู่ที่ไหน" หนึ่งในนั้นตะคอกถามเสียงดัง "ฉันไม่รู้" "อย่ามาโกหก!" "ฉันไม่ได้โกหก เขาไม่ได้อยู่ที่นี่" "คิดว่าพวกฉันจะเชื่อรึไง" ดูเหมือนคำพูดของเธอจะไม่ได้ทำให้นักเลงพวกนั้นเปลี่ยนใจ รองเท้าที่พี่ชายลืมเก็บไว้ทำให้พวกมันปักใจเชื่อว่า 'เขา' ต้องหดหัวอยู่ที่นี่แน่ๆ "ไปดูห้องนั้น" "อย่าให้หนีไปได้" "ค้นให้ละเอียดนะเว้ย" จื้อหมิงที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เตียงเริ่มร้อนใจ หน้าของเขาซีดเพราะความกลัว กลัวว่าจะโดนจับได้ ภายในห้องที่มืดและเงียบเขาแทบไม่กล้าหายใจ จังหวะที่ประตูห้องถูกเปิดหัวใจเขาก็เต้นถี่แรง "หาให้ทั่ว" ในระหว่างที่ความตึงเครียดถึงขีดสุด จื้อหมิงที่กลัวว่าจะโดนจับได้ รีบฉวยโอกาสตอนที่พวกมันหันหลังให้หนีไป แต่เขาประเมินพวกนังเลงต่ำเกินไป เมื่อหนึ่งในนั้นคว้าคอเสื้อเขาจนหงายหลังตึง ก่อนจะกระทืบไปที่ท้องหลายครั้งจนตัวบิดงอ "ถ้ายังหนีอีกจะอัดให้เละเป็นผักเลย" เสียงข่มขู่ดังลั่น ใบหน้าของพี่เธอบวมปูดจากการโดนทำร้ายอย่างหนัก พี่ของเธอไปยืมเงินของพวกมัน พอไม่มีจ่ายก็เลยโดน "หยุดนะ! อย่าทำเขา!" เพราะความผูกพันธ์ ทำให้จื้ออิงไม่อาจทนมองพี่ชายถูกทำร้ายได้ เธอพุ่งตัวเข้าไปขวางพวกนักเลงที่ยังซัดพี่เธอไม่หนำใจ สิ่งเดียวที่ทำได้คือตะโกนร้องให้คนช่วย "ช่วยด้วยค่ะ! ช่วยด้วย!" เธอส่งเสียงหวังให้ข้างบ้านได้ยิน "หุบปาก!!" นักเลงอีกคนเงื้อไม้หน้าสามในมือขึ้นหมายจะสั่งสอนพี่ชายที่แทบจะยืนไม่ไหว จื้ออิงที่เห็นจึงวิ่งเอาตัวไปบังไว้ ไม้หนาฟาดเข้าที่ท้ายทอยโดยไม่มีความปราณีใดๆ ร่างเล็กทรุดลงไปกองที่พื้น "เฮ้ย!! ทำเกินไปไหมวะ" "แล้วใครให้มันแส่เอาตัวมาบัง" "แล้วจะทำไงต่อดี" หนึ่งในนักเลงถามแววตาเลิ่กลั่ก ถ้าพวกเขาโดนตำรวจจับ ชีวิตคงได้จบเห่ในคุกแน่ๆ "ก็ต้องเผ่นก่อนสิวะ!!" เมื่อพวกนักเลงหนีไป บ้านของเธอก็กลับมาเงียบอีกครั้ง ภาพตรงหน้าของจื้ออิงเริ่มเลือนราง เธอคิดว่าพี่ชายจะรีบเข้ามาช่วยเธอ หรือไม่ก็โทรเรียกรถพยาบาล แต่สิ่งที่เขาทำช่างเลวร้ายสิ้นดี "เงิน! เงินอยู่ไหน" จื้อหมิงหยิบกระเป๋าของเธอออกมารื้อค้นกระจาย เขากลัวว่าพวกนั้นจะหวนกลับมาทำร้าย ใบหน้าของจื้อหมิงซีดเผือดและร้อนใจขณะค้นกระเป๋าน้องสาวที่นอนหายใจรวยริน "ขอโทษนะจื้ออิง เงินนี้พี่ต้องเอาไปใช้ก่อน" นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่ได้ยิน ก่อนที่จื้ออิงจะหมดสติไป ความรักความหวังดีที่เธอมีให้โดยไม่คาดหวังสิ่งใด พี่ชายไม่เคยมองเห็นคุณค่าเลย "พี่ช่วย...." เสียงของเธอแผ่วเบาเกินกว่าจะรั้งพี่ชายให้หันกลับมาได้ แผ่นหลังพี่ชายค่อยๆ ห่างออกไป ชีวิตของเธอยังไม่ได้ใช้ให้สนุกเต็มที่แต่ต้องจบอย่างนี้เพราะพี่ชาย ความผิดหวังมันจุกในใจ ฉัน.... ไม่น่าเกิดมาเป็นน้องสาวพี่จริงๆเช้าวันใหม่ในเมืองเสิ่นซื่อช่างคึกคัก จื้ออิงเปิดหน้าต่างห้องออกมา เธอมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาและรถราที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในชนบทที่ห่างไกล เธอตื่นเต้นกับการเริ่มต้นใหม่ในยุคสมัยที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในซี่รี่ย์ย้อนยุคที่เธอเคยดู"วันนี้เราจะไปตลาดกันนะ จื้อหง"จื้ออิงบอกน้องชายที่ตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย ร่างกายที่ผอมกว่าเด็กในวัยเดียวกันนี้สักวันเธอจะต้องขุนให้อ้วนพีีให้ได้เลย"เราจะไปทำอะไรกันฮะ?"จื้อหงถามพี่สาวด้วยความสงสัย ดวงตากลมโตมองหน้าพี่สาวที่ยิ้มให้ ก่อนจะตอบให้้เด็กชายคลายความสงสัยว่า"ไปหาโอกาสที่จะทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นไง"ถึงจื้อหงจะฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ แต่เขาก็พยักหน้าให้พี่สาวที่ใจดี ในชีวิตของเขามีแค่พี่สาวที่หวังดี ไม่ว่าพี่สาวจะสั่งให้ทำอะไร เขาไม่เคยงอแง"ถ้าพี่สาวหาเงินได้เยอะๆ พี่สาวจะรีบซื้อชุดใหม่ให้จื้อหงนะ"จื้ออิงบอกน้องชายขณะช่วยสวมเสื้อให้ ดูจากร่องรอยของการปะชุนก็รู้แล้วว่าสองพี่น้องใช้ชีวิตมาอย่างไร ต่อให้เสื้อเก่า กางเกงขาด ป้าสะใภ้ก็ไม่เคยสนใจ เธออยากซื้อชุดใหม่ให้ แต่ชายน้อยกลับส่ายหน้าและบอกว่า"ผมยังไม่อยากได้ฮะ""ทำไมล่ะ""เสื้อผ้าพวกนี้ผมยังใ
เสียงหวูดรถไฟดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ขบวนรถจะค่อยๆ ชะลอความเร็วเข้าสู่สถานี 'เมืองเสิ่นซื่อ' ที่เต็มไปด้วยผู้คนและความวุ่นวาย ต่างจากชนบทที่ดูเรียบง่าย ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย"ถึงแล้วจื้อหง ลืมตาขึ้นมาดูสิ"จื้ออิงปลุกน้องชายที่หลับสนิทมาตลอดทาง ภาพที่เห็นทำเด็กน้อยที่ยังง่วงเบิกตากว้าง สถานีรถไฟเสิ่นซื่อในยุค 80s เต็มไปด้วยความอลหม่าน ทุกสิ่งเต็มไปด้วยความเร่งรีบและให้บรรยากาศที่คึกคักแตกต่างจากหมู่บ้านชนบทที่เคยใช้ชีวิตอยู่อย่างสิ้นเชิง"พี่จื้ออิง... คนเยอะจังเลยฮะ"จื้อหงกระซิบขณะมองคนที่เดินสวนไปมา ความอยากรู้มีมาก ความกลัวก็เช่นกัน มือน้อยๆ เกาะกุมมือของพี่สาวไว้มั่น และจื้ออิงก็สัมผัสได้"ไม่ต้องกลัวนะ จื้อหง"จื้ออิงกุมมือเล็กๆ ของน้องชายไว้แน่น แววตาของเธอไม่ได้มีความหวาดกลัวแต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น นี่คือเมืองที่พร้อมมอบโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ ผู้คนที่นี่แต่งตัวเรียบง่าย แต่แววตาของทุกคนเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวังที่จะสร้างชีวิตที่ดีกว่า"คืนนี้เราจะนอนที่ไหนฮะ"เด็กชายถามพี่สาวแววตาซื่อใส จื้ออิงก็คิดเรื่องนี้มาตั้งแต่นั่งอยู่ในรถไฟ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี
เช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงแดดอ่อนๆ ที่เริ่มสาดส่องเข้ามาในหมู่บ้าน นางหลี่ซื่อภรรยาของลุงจื้ออิงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหงุดหงิด เธอต้องรีบไปตรวจงานบ้านที่โยนให้จื้ออิงทำเมื่อวานก่อนจะเริ่มวันใหม่ที่แสนน่าเบื่อ"จื้ออิง!""ตื่นขึ้นมาทำงานได้แล้ว"หลี่ซื่อตะโกนเสียงดังจากห้องครัว แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมาคือความเงียบผิดปกติ"ยัยเด็กนี่! แอบอู้อีกแล้วสินะ"หลี่ซื่อเดินกระทืบเท้าตึงตังไปที่ห้องพักของสองพี่น้องอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าภายในห้องนอนเล็กๆ นั้นว่างเปล่า ผ้าห่มถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย และไม่มีวี่แววของจื้ออิงและจื้อหง เลย"หนีงานไปเที่ยวเล่นรึไงนะ!"เธอพึมพำด้วยความโมโห"ถ้ากลับมาเมื่อไหร่นะจะตีให้ขาหักเลย"นางหลี่ซื่อพูดไปก็ฟึดฟัดไป จังหวะที่กำลังจะเดินออกไป สายตาก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งวางไว้ หลี่ซื่อขมวดคิ้วอย่างสงสัยก่อนจะเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมาอ่าน ข้อความที่เขียนด้วยลายมือของจื้ออิงทำให้ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเงินทั้งหมดที่ป้าขโมยไปจากครอบครัวเรา จื้ออิงเอาคืนมาแล้วนะคะและขอให้ป้ามีความสุขกับ 'ของขวัญ' ชิ้นสุดท้ายที่จื้ออิงมอบให้ค่ะ
จื้ออิงค่อยๆ พยุงตัวเองที่เพิ่งได้สติให้ลุกขึ้นนั่ง เธอหลับตาลงเพื่อรวบรวมและประมวลผลความทรงจำ เมื่อเธอคิดจะลุกขึ้นสู้ชีวิตอีกครั้ง ข้อมูลทุกอย่างก็ควรเก็บให้ครบทุกเม็ด'วันนี้หนูขอพักได้ไหมคะ'จื้ออิงคนเดิมร้องขอความเมตตาจากป้าสะใภ้ที่บังคับให้ทำงานเยี่ยงคนใช้ งานหนักทุกอย่างในบ้านถูกโยนให้หญิงสาวทำหมด'ไม่ได้!!!''แต่หนูรู้สึกเหมือนจะไม่สบาย'จื้ออิงบอกเมื่อรู้สึกว่าร่างกายเริ่มไม่ไหว เธอทำงานหนักแต่ได้กินแค่น้ำต้มข้าวจางๆ และผักดองจะไปมีแรงทำงานหนักติดต่อกันได้อย่างไร หากเธอล้มหมอนนอนเสื่อไป น้องชายก็จะไม่มีอะไรกิน'ถ้าแกไม่ทำ น้องแกก็ไม่ต้องกินข้าวเย็น'เป็นคำขู่ที่ใช้กับจื้ออิงคนเดิมได้ผล เธอเป็นหญิงสาวจิตใจดี อ่อนแอ และยอมคน และนั่นก็ทำให้คนเห็นแก่ตัวอย่างป้าสะใภ้ได้ใจ'หนูจะลุกไปทำเดี๋ยวนี้ค่ะ ป้าสะใภ้อย่าให้น้องหนูต้องอดข้าวเย็นเลยนะคะ'นั่นคือความทรงจำของจื้ออิงคนเก่าที่ลำบาก แต่จื้ออิงคนใหม่ไม่ใช่คนที่หัวอ่อน ยอมคน ขนาดนั้น ความทรงจำของร่างเดิมทำเธอรู้สึกโกรธแค้นแทนสองพี่น้องที่โดนเอาเปรียบจากป้าสะใภ้มากๆ มีลุงแท้ๆ แต่กลับกลัวเมีย ช่วยอะไรหลานไม่ได้สักอย่าง ถึงจะเป็นครอบครัว











