LOGIN5
หลังจากขายผักและปลาช่อนหมดในคราวเดียวโดยลูกค้าคนเดียว เจียวเหมยก็เก็บเสื่อถักหญ้าแห้งก่อนจะเดินไปยังร้านขายดอกไม้เพื่อที่จะไปนำเงินที่ได้ไปซื้อดอกไม้ตามที่นางต้องการ
“หวังลี่อินเปิดร้านอยู่รึเปล่านะ”
เจียวเหมยพูดกับตนเองด้วยรอยยิ้มอย่างสบายอารมณ์
เมื่อเดินมาถึงร้านค้าขายดอกไม้ของหวังลี่อิน ก็พบว่านางเปิดร้านอยู่ แต่ไม่พบเห็นนางอยู่ภายในร้าน เจียวเหมยจึงใช้เวลาชื่นชมดอกไม้ในกระถางที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าร้านของนาง
“สวัสดีเจ้าค่ะ ข้ากลับมาหาพวกเจ้าอีกแล้วนะ”
เจียวเหมยนางไม่ได้พูดกับผู้ใด เพียงแต่นางพูดอยู่กับดอกไม้เหมือนอย่างเคยเป็น แม้จะดูประหลาดสำหรับชาวบ้าน แต่สิ่งที่พวกชาวบ้านได้เห็นสตรีหญิงร่างบางคนนี้มีความสุข พวกชาวบ้านเองก็มีความสุขตามไปด้วยเหมือนกัน
“วันนี้ข้าจะพาพวกเจ้ากลับบ้านนะเด็กดี”
“กลับบ้านรึ พูดอะไรของเจ้าน่ะเจียวเหมย”
นี่ไม่ใช่เสียงของท่านผู้ไร้ตัวตน แต่เป็นเสียงอ่อนนุ่มของสตรีหญิงร่างบางคนที่กำลังยืนอยู่ข้างหลังเจียวเหมย ใช่แล้ว หวังลี่อินเจ้าของร้านค้าขายดอกไม้
“หวังลี่อิน ไม่เจอกันนานแล้วนะ”
“ข้าเองก็เช่นกัน”
สตรีหญิงทั้งสองคนนี้มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน การสนทนาจึงดูสนิทสนมกัน แม้ไม่ได้เจอกันมานานและรู้จักกันได้ไม่นานก็เถอะ
“แล้ววันนี้เจ้ามีอะไรงั้นรึ อย่าบอกนะว่าเจ้าจะมาซื้อดอกไม้ที่ร้านของข้า”
“ใช่แล้ว ข้าจะมาซื้อดอกไม้ที่ร้านของเจ้า”
ลูกค้าถ่อสังขารจากนอกหมู่บ้านเพื่อมาซื้อดอกไม้ร้านตนเอง มีหรือที่จะไม่ต้อนรับลูกค้ารุ่นราวคราวเดียวกัน
หวังลี่อินเชิญชวนเจียวเหมยเข้าไปพูดคุยกันภายในบ้านหรือก็คือหลังร้านขายดอกไม้ของนางนั่นแหละ แล้วเจียวเหมยเองก็มีเรื่องพูดคุยกับหวังลี่อินในเรื่องดอกไม้ว่าดอกไม้พวกนี้เอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง
สำหรับเจียวเหมยถือเป็นข้อมูลสำคัญที่นางควรค่าแก่การรู้ หากไม่สามารถกลับไปยังโลกเดิมที่จากมาได้ นางจะต้องอยู่ที่โลกแห่งนี้จนกว่าชีวิตจะดับสูญ แล้วข้อมูลถือเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตเรื่อยมา ถึงแม้ว่า เจียวเหมยในตอนนี้จะยังไม่ค่อยรู้เรื่องห่าเหวอะไรเหมือนผู้คนที่อาศัยอยู่โลกแห่งนี้ แต่การเรียนรู้เพื่อให้ตนเองอยู่รอดได้นั้นถือเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องที่ดี หากว่านางเจอสถานการณ์ใดก็ตามตรงหน้านางก็จะสามารถผ่านพ้นมันไปได้
พอเข้ามาในบ้าน หวังลี่อินก็ให้เจียวเหมยนั่งรอที่ห้องนั่งเล่น ส่วนนางเดินเข้าไปยังห้องครัวแล้วยกชุดถ้วยชาออกมาตั้งบนโต๊ะก่อนจะรินชาให้แขกเข้ามาเยือนถึงบ้านของตนเอง
หลังจากดื่มชากันเสร็จสรรพ สตรีหญิงร่างบางทั้งสองก็พูดคุยกันในเรื่องสำคัญที่เจียวเหมยนั้นไม่เคยได้รู้ อย่างเช่น เรื่องทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตภายในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้าน หวังลี่อินที่ถูกถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปนางก็รู้สึกสงสัยในตัวเจียวเหมยขึ้นมาว่าทำไมนางถึงได้ถามอย่างนั้น เพราะปกติแล้วผู้คนย่อมรู้เป็นอย่างที่ว่าการวิถีชีวิตและการใช้ชีวิตนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีผู้ใดถามกัน แต่ในเมื่ออีกฝ่ายอย่างเจียวเหมยอยากรู้ หวังลี่อินจึงตอบนางไปตามสมควร
(ก็ไม่ได้มีอะไรมากที่เราต้องรู้)
ไม่ว่าโลกที่จากมาหรือโลกปัจจุบันที่เจียวเหมยอาศัยอยู่ตอนนี้การใช้ชีวิตก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย ส่วนเรื่องดอกไม้ก็ต่อจากนี้
“หวังลี่อิน ข้าอยากรู้ว่าดอกไม้ที่เจ้าขายให้ลูกค้าเขาไปทำอะไรรึ”
“นั่นสิ งานเทศกาล พิธีต่างๆ นอกจากนี้ข้าเองก็นึกไม่ออก”
“งั้นหรอกรึ”
“ว่าแต่เจ้าอยากรู้เรื่องนี้ไปทำไมกันรึ”
“ข้าก็แค่อยากรู้เท่านั้นแหละ อีกอย่างเดิมทีข้าน่ะชอบดอกไม้อยู่แล้วด้วย แล้วข้าเองก็อยากเปิดร้านค้าขายดอกไม้เหมือนกัน”
บทสนทนาของเจียวเหมยทำให้หวังลี่อินสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าเจียวเหมยอยากเปิดร้านค้าขายดอกไม้เหมือนกับนาง หวังลี่อินไม่ได้ห่วงเรื่องจะมีผู้ใดมาแย่งลูกค้า แต่นางห่วงเรื่องจะไม่มีลูกค้ามากกว่า แล้วที่นางทำอยู่นี้ก็ไม่ได้กำไรอะไรมากมายด้วย กลับกัน หากเข้าสู่ช่วงเทศกาลมันก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะช่วงนั้นดอกไม้จะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ซึ่งเทศกาลเองก็ไม่ได้มีทุกวัน แล้วถ้าหากเปิดร้านค้าขายดอกไม้เพื่อหวังรวยนะ ไม่มีทางรวยแน่นอน
หวังลี่อินยกหูถ้วยชาจิบเล็กน้อยก่อนจะวางลงที่เดิม
“เจียวเหมย เหตุใดเจ้าถึงได้อยากเปิดร้านค้าขายดอกไม้”
หวังลี่อินถามออกไปตรงๆ เพื่ออยากรู้ว่าเจียวเหมยจะตอบยังไง
“เพราะข้ารักดอกไม้ที่สวยงาม”
คำตอบของเจียวเหมยทำให้หวังลี่อินยิ้มมุมปากเล็กน้อย ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดหวังลี่อินถึงยิ้มออกมาก็เถอะ
“ถ้าหากเจ้ามีความรู้สึกหลงใหลดอกไม้ เจ้าอย่าได้คิดถึงแต่กำไรล่ะ ไม่อย่างนั้น ดอกไม้แสนสวยที่เจ้าพูดถึงจะเข้าทำร้ายตัวเจ้าเสียเอง”
บทสนทนาของหวังลี่อินไม่ใช่คำขู่คำโต แต่เป็นคำเตือนเพื่อให้เจียวเหมยไม่ลุ่มหลงไปกับเงินตรา สิ่งที่หวังลี่อินพูดกล่าวออกไปนั้นเจียวเหมยรับฟังและเข้าใจเป็นอย่างดี
“ขอบใจเจ้านะหวังลี่อิน เจ้าน่ะเป็นคนดี แม้เรื่องเล็กน้อยเจ้าก็ยังเตือนคนอย่างข้า”
“ข้าก็แค่พูดไปตามความจริงที่ข้าได้เห็นมากับตาตัวเอง ไม่ต้องขอบใจข้าหรอก”
“แต่ข้าขอบใจเจ้าแล้ว ขอบใจแล้วไม่คืนคำ”
“เจ้านี่ก็แปลกคน”
.
.
.
“เจียวเหมย นั่นเจ้ากำลังจะทำอะไรรึ”
“ปลูกดอกไม้เจ้าค่ะ”
หลังจากซื้อดอกไม้มาจากร้านค้าขายดอกไม้ของหวังลี่อิน เจียวเหมยพอกลับมาถึงบ้านนางก็ใช้เวลาอยู่กับการปลูกดอกไม้ตามพื้นที่บริเวณหน้าบ้านด้วยกันหลายพื้นที่
“ดินธรรมชาติไม่มีสารเจือปน แล้วก็น้ำจากแม่น้ำลำธารที่สะอาดไร้สิ่งสกปรก ต่อให้ไม่ต้องใช้ปุ๋ยก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร”
เจียวเหมยขุดดินเป็นหลุมก่อนจะนำต้นของเหม่ยฮวาหรือก็คือต้นของดอกเหมยวางลงหลุมแล้วถมดินก่อนจะรดน้ำเพื่อให้ชุ่มชื่นไปจนถึงราก แล้วหลังจากนั้นนางก็ไปรดน้ำดอกไม้ที่ปลูกอยู่ในกระถางเล็กที่วางอยู่ข้างบ้าน
“สวยงามอะไรเช่นนี้นะ แค่ได้เห็นความสวยงามก็หายเหนื่อยแล้ว”
เจียวเหมยแสดงสีหน้าออกมาอย่างมีความสุข จนทำให้ท่านผู้ไร้ตัวตนต้องถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ไม่คิดเหมือนกันว่าสตรีหญิงร่างบางผู้นี้จะหลงใหลดอกไม้ได้ถึงเพียงนี้ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้นางมีความสุขได้
“ท่านผู้ไร้ตัวตนเจ้าคะ ข้าอยากเปิดร้านขายดอกไม้ แต่เปิดร้านอยู่ในป่าแบบนี้มันคงไม่มีลูกค้าเข้ามา ข้าจะต้องทำอย่างไรดีเจ้าคะ”
“เจ้าอยากเปิดร้านขายดอกไม้รึ”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ”
“เจ้าเนี่ยนะ อย่าถามแต่ข้าสิ ลองใช้ความคิดตัวเองดูว่าจะเปิดร้านขายดอกไม้ได้อย่างไร”
“ข้ารู้ดีว่ามันต้องใช้เวลาหาเงิน แต่มันไม่มีวิธีอื่นที่ทำให้ข้าได้เงินเยอะๆ เลยหรือเจ้าคะ”
เจียวเหมยพูดออกไปอย่างเอาแต่ใจ ทำให้ท่านผู้ไร้ตัวตนครุ่นคิดเพื่อช่วยเหลือนางว่าจะมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้นางได้เงินนอกจากขายผักและขายปลา
ไม่รู้ว่าทำไม แต่เจียวเหมยรู้สึกว่าท่านผู้ไร้ตัวตนจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้ารู้สึกว่าท่านจ้องมองข้าอยู่”
“เจ้าคิดไปเอง”
“เจ้าค่ะ”
ดูเหมือนว่าท่านผู้ไร้ตัวตนจะคิดอะไรบางอย่าง
“เจียวเหมย เจ้ามีความสามารถเรื่องดอกไม้มากแค่ไหนรึ”
“ถามว่าข้ามีความสามารถเกี่ยวกับดอกไม้มากแค่ไหนหรือเจ้าคะ อย่างน้อยข้าก็น่าจะเก่งกว่าคนบนโลกนี้”
“เจ้าไปเอาความมั่นใจมาจากไหนรึ”
“ความมั่นใจของข้าก็คือตัวข้าเอง”
ยิ่งสนทนากันมากเท่าใดก็ยิ่งทำให้ท่านผู้ไร้ตัวตนเกิดความสับสนวุ่นวาย ไม่รู้เหมือนกันว่าเจียวเหมยนั้นหมายความว่าอย่างไร แต่ด้วยใบหน้าที่มีความสุขของสตรีหญิงร่างบางอย่างเจียวเหมยก็ทำให้ไม่ต้องเป็นห่วงคนอย่างนาง
“ว่าแต่ทำไมท่านถึงถามเรื่องนี้กับข้าด้วย”
“ก็เจ้าบอกข้าไม่ใช่รึว่าอยากเปิดร้านขายดอกไม้”
“ใช่เจ้าค่ะ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้”
“เกี่ยวสิ ข้าจะเล่าให้เจ้าฟัง”
เรื่องที่ท่านผู้ไร้ตัวตนเล่าให้เจียวเหมยฟังนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแข่งขันการจัดดอกไม้โชว์ ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลเป็นเงินจำนวนมากและมีโอกาสได้เข้าทำงานในวังหลวงอีกด้วย แล้วการแข่งขันการจัดดอกไม้โชว์นั้นจะจัดในวังหลวงซึ่งอยู่ในเมืองหลวงอันแสนห่างไกลกับพื้นที่ที่เจียวเหมยอาศัยอยู่ตอนนี้
หลังจากเล่าเรื่องการแข่งขันการจัดดอกไม้โชว์ให้สตรีหญิงร่างบางอย่างเจียวเหมยได้ฟัง มันทำให้นางรู้สึกมีแรงกระตุ้นขึ้นมาราวกับว่ามีไฟในตัวปะทุขึ้นมาจนหยุดเอาไว้ไม่อยู่
“เป็นไง เจ้าสนใจรึเปล่า”
“สนใจเจ้าค่ะ”
…
เจียวเหมยไม่คิดว่าลี่จินเหมยจะถามถึงเรื่องนี้ พอถูกถามเรื่องนี้พวกเหล่าขุนนางก็อยากรู้เหมือนกัน แล้วของเหลวที่เหมือนน้ำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีในยุคสมัยนี้ ใช่แล้ว มันก็คือสารเรืองแสง หากสารเรืองแสงนี้อยู่ในความมืดมันจะมีแสงสว่างเกิดขึ้น แล้วสารเรืองแสงที่เจียวเหมยใช้นั้นเป็นสีน้ำเงินคราม ดอกกุหลาบหลากสีที่ถูกทาด้วยสารเรืองแสงนี้อีกไม่นานมันก็จะปรากฏให้เห็น เจียวเหมยก็ได้อธิบายถึงเรื่องสารเรืองแสงแต่นางบอกได้เพียงเท่านี้ ส่วนเรื่องหามาจากไหนนั้นเป็นความลับ อีกไม่นานพระอาทิตย์ก็จะตกดิน สารเรืองแสงก็เริ่มปรากฏตัวให้เห็นเป็นสีน้ำเงินครามที่ไม่ต่างอะไรกับอัญมณีใต้ท้องทะเลส่องแสงสวยงาม ทำให้ผู้ชมและผู้เข้าการแข่งขันรวมไปถึงเหล่าขุนนางทุกคนก็ได้เห็นสิ่งที่เจียวเหมยรังสรรค์ขึ้นมา “น่าตกใจจริงที่เจ้าทำเรื่องเหลือเชื่อขึ้นมา ข้าน่ะสังเกตระหว่างที่เจ้ากำลังทาของเหลวพวกนั้น ทำให้ข้ามองเห็นแสงสีน้ำเงินอยู่ครู่หนึ่ง ข้าเองก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่คิดว่าเจ้าจะเล็งจุดนี้เอาไว้ ข้านับถือเจ้าจากใจจริงเลยนะเจียวเหมย เอาล่ะ ข้าเองก็ต้องขอตัวก่อน ผู้แพ้อย่างข้าคงจะเ
16 หลังจากเริ่มการแข่งขัน สตรีหญิงร่างบางทั้งสองก็เริ่มสร้างผลงานของตนเอง แล้วก็เหมือนเดิม ลี่จินเหมยสื่อสารกับเหล่าดอกไม้ที่ตนจัดเตรียมเอาไว้ “รบกวนพวกเจ้าด้วยนะ” ทางด้านเจียวเหมยเองก็มีความสามารถในการสื่อสารดอกไม้ นางเองก็สื่อสารกับพวกดอกไม้ที่ตนได้เตรียมเอาไว้เช่นเดียวกัน “เรามาสู้ไปด้วยกันนะเจ้าคะ” นี่คือสิ่งที่ลี่จินเหมยพูดเอาไว้ว่าเจียวเหมยนั้นเหมือนกับนาง แล้วสิ่งที่เหมือนกันคงเป็นเพราะความสามารถที่เหมือนกันนั่นแหละ เจียวเหมยนำกระถางที่บรรจุดินมาตั้งตรงหน้าก่อนที่นางจะจัดการเรื่องดินที่กระจัดการจายเพื่อให้ดินนั้นที่เรียบเนียนและสวยงามก่อนจะนำดอกกุหลาบหลากสีที่เตรียมเอาไว้มาปักบนกระถาง นำหญ้าอ่อนสีเขียวขจีมาวางบนดินบนกระถางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วใบหญ้าอ่อนก็ตรงและมีความเท่ากันราวกับว่าคัดลอกออกมาเป็นหลายใบด้วยกัน ตามด้วยนำพู่กันจุ่มกับของเหลวที่เตรียมเอาไว้แล้วนำไปทาดอกตูมของดอกกุหลาบ ขั้นตอนสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ เจียวเหมยใช้สเปรย์ฉีดพ่นน้ำเพื่อให้ดอกไม้ที่จัดขึ้นมานั้นดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เป็นอันว่าเสร็จเรียบ
15 “เวลาอันสั้นแค่นี้แต่เจ้ากลับทำมันได้ขนาดนี้เชียว ไม่อยากจะเชื่อ” มันเกิดอะไรขึ้นนะ กรรมการฉุนเห็นอะไรกันแน่ “ไม่ว่าจะเป็นต้นหญ้าอ่อนบนกระถางก็ดี ดอกกุหลาบก็ดี ใบหญ้าและกลีบดอกกุหลาบเท่ากันหมดเลย” ผลงานลี่จินเหมยที่ดูไม่มีเป็นจุดเด่น กลับกลายเป็นว่ามีจุดเด่นที่คาดไม่ถึง ผลงานหวังลี่อินนับว่าสมบูรณ์แบบมากแล้ว แต่ผลงานของลี่จินเหมยนั้นสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าอีก “ผู้ชนะ ลี่จินเหมย” ผู้เข้าชมและผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่ยังรอดูผลงานผู้ที่เหลืออยู่ก็แสดงความยินดีให้แก่ผู้ชนะ ส่วนผู้แพ้ก็ต้องยอมรับในผลการตัดสิน หวังลี่อินถึงกับเข่าทรุดที่ไม่สามารถเอาชนะลี่จินเหมยได้ สัญญาที่ให้ไว้กับเจียวเหมยต้องมลายหายไป นางไม่สามารถรักษาสัญญาเอาไว้ให้กับเจียวเหมยได้ เพราะนางเป็นผู้พ่ายแพ้อย่างหมดท่า “แพ้อีกแล้วสินะหวังลี่อิน เหตุที่เจ้าพ่ายแพ้ให้กับข้าก็เพราะตัวเจ้าหวังชนะนั่นแหละ เจ้าคงจะเข้าใจในสิ่งที่ข้าพูดนะ หวังลี่อิน” เจ็บใจแต่ทำอะไรไม่ได้ ผู้แพ้ไม่มีสิทธิ์พูดหรือขออะไรทั้งนั้น แล้วสิ่งที่หวังลี่อินเจ็บใจมากที่สุดก
14 “ผู้ชนะ เจียวเหมย” หลังจากกรรมการฉุนประกาศรายชื่อผู้ชนะ เจียวเหมยก็ดีใจจนออกนอกหน้า นางไม่คิดว่าตนเองนั้นจะชนะได้ ความกังวลที่ก่อเกิดภายในใจในมันได้หายไปทันที ผู้เข้าชมรวมไปถึงผู้เข้าร่วมการแข่งขันก็ส่งเสียงแสดงความยินดีให้แก่ผู้ชนะ ส่วนผู้แพ้อย่างหลันก็ได้แต่ยืนนิ่งเป็นเสาหิน นางคงจะเจ็บใจที่ตนได้รับความพ่ายแพ้เหมือนอย่างหลิวน้องสาวของนาง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ การตัดสินถือเป็นเอกฉันท์ แล้วอีกอย่างนางก็ยอมรับในฝีมือของอีกฝ่ายอย่างเจียวเหมยด้วย “ท่านเจียวเหมย ข้าแพ้แล้วแหละ ท่านเป็นคนที่มีความสามารถยิ่งกว่าข้าและน้องสาวของข้า ผลงานของท่านสวยงามมาก สมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ” “เจ้าก็เหมือนกัน” “เหนือฟ้ายังมีฟ้า สักวันข้าจะต้องเอาชนะท่านให้จงได้” “ข้าจะรอวันที่ได้แข่งกับเจ้าอีกนะหลัน” “ท่านนี่ร้ายจริง แต่ว่า การที่ท่านจะเอาชนะการแข่งขันนี้ได้น่ะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าท่านผู้นั้นลงแข่งขัน” “เจ้าหมายถึงลี่จินเหมยสินะ” “เจ้าค่ะ ท่านผู้นั้นไม่เคยพ่ายแพ้ใคร นางมีความสามารถเหนือมนุษย์” “มันเป็นยั
13 การแข่งขันการจัดดอกไม้ภายในแผ่นดินใหญ่เริ่มต้นขึ้น ผู้เข้าแข่งขันที่เป็นคู่แรกต่างทำเวลาก่อนกำหนด การใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งนาทีในการจัดดอกไม้นั้น สำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกฝนด้านการจัดดอกไม้ด้วยความเร็วจะเสียเปรียบเป็นอย่างมาก โชคดีที่เจียวเหมยนั้นฝึกฝนตนมาอย่างดี เพียงแค่เวลาหนึ่งนั้นเหลือเฟือ (เก่งกันหมดทุกคนเลย) ผู้เข้าแข่งขันมีฝีมือเก่งกาจกันทั้งนั้น ทำให้เจียวเหมยรู้สึกกังวลเล็กน้อยที่จะได้ประลองกับพวกเขา “เจ้ากังวลรึ” ท่านผู้ไร้ตัวตนดูออกว่าเจียวเหมยมีความกังวลใจในการแข่งขันครั้งนี้จึงพูดถามเจียวเหมย นางจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับเป็นเชิงว่ากังวล เพราะไม่สามารถพูดได้ในตอนนี้ เดี๋ยวถูกหาว่าพิลึกคน การแข่งขันดำเนินมาหลายคู่ คราวนี้มาถึงคู่ของเจียวเหมยแล้ว (เราจะต้องชนะแล้วไปประลองกับหวังลี่อิน) เจียวเหมยแสดงถึงความสามารถของตนให้เป็นที่ประจักษ์ ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีผลงานสร้างสรรค์ของเจียวเหมยก็เสร็จ ส่วนคู่แข่งก็เสร็จแล้วเหมือนกัน แต่ผลงานของคู่แข่งนั้นมีตำหนิตรงที่มีเศษดินหล่นเต็มพื้นบนโต๊ะ ทำให้เจียวเหมยเป็น
12 “หวังลี่อิน” ไม่รู้เหมือนกันเพราะเหตุใด ทำไมเจียวเหมยถึงได้รู้สึกไม่ค่อยดีหลังจากที่หวังลี่อินเดินทางกลับ (การแข่งขันภายในแผ่นดินใหญ่เราต้องแข่งขันกับหวังลี่อินด้วย ไม่อยากแข่งด้วยเลย) ท่านผู้ไร้ตัวตนที่อยู่ด้วยตลอดเวลานั้นก็ดูออกว่าเจียวเหมยทำไมถึงได้รู้สึกแบบนี้ พอเห็นนางเป็นแบบนี้ก็ทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไป “เจ้าไม่ได้เข้าใจแม่นางหวังลี่อินเลย” “ก็ข้าไม่เข้าใจนี่นา ทำไมนางต้องอยากมาแข่งกับข้าด้วย ข้าเป็นเพื่อนนางนะ” “ข้าถึงบอกเจ้ายังไงล่ะว่าเจ้าไม่ได้เข้าใจแม่นางหวังลี่อินเลย” เจียวเหมยไม่เข้าใจเหตุผลที่หวังลี่อินอยากจะแข่งขันเพื่อเอาชนะนาง ไม่ว่าจะทำให้เข้าใจยังไงนางก็ไม่เข้าใจ ท่านผู้ไร้ตัวตนเห็นสภาพของเจียวเหมยเป็นอยู่ตอนนี้ไม่ได้ ก็เลยต้องพูดอะไรออกไปบ้างเพื่อให้เจียวเหมยเข้าใจ “ฟังข้านะ แม่นางหวังลี่อินยอมรับในตัวเจ้า นางก็เลยอยากจะแข่งกับเจ้ายังไงล่ะ นางไม่ได้เกลียดเจ้าเลย” “งั้นรึเจ้าคะ” “สิ่งที่เจ้าทำได้ก็คือแข่งกับนางแล้วเอาชนะนางให้ได้เพื่อตอบรับคว







