Masukหลังจากวันนั้น จวนสกุลโจวก็มีบรรดาแม่สื่อและบุรุษมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนแทบทุกวัน ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครได้พบหน้าบุตรบุญธรรมของโจวโหวหยวนเลยสักคน เพราะต้วนหยาอันได้สั่งให้ผู้เฝ้าประตูบอกแขกเหรื่อที่ไม่ได้เชื้อเชิญเหล่านั้นว่าบุตรสาวทั้งสองอยู่ในช่วงศึกษาความรู้ในศาสตร์แขนงต่างๆ ได้ยินข้อความดังกล่าวก็ไม่มีผู้ใดขุ่นข้องหมองใจ แต่ละคนกลับมีใจอยากเอาชนะได้ผูกมิตรเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลโจวมากยิ่งขึ้น
ในช่วงเช้าของวันหนึ่งที่ไม่มีวิชาเรียน เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟปรึกษากันอย่างจริงจัง
“อีกไม่กี่วันจะเปิดไหปลาร้าแล้ว น้ำส้มสายชู กระเทียมดอง แหนมซี่โครง แหนมหมู แหนมเห็ด แหนมเอ็นข้อไก่ตอนนี้มีครบ น้ำปลายังไม่มีแต่ก็ใช้เกลือกับซีอิ๋วขาวแทนได้ เท่ากับว่าเราเตรียมเปิดร้านได้แล้วนะ”
บีลีฟตวัดข้อมือลงปลายพู่กันด้วยความชำนาญ
เรียนมาหลายเดือน หัดคัดทุกวันจนตอนนี้สามารถตวัดปลายพู่กันเขียนตัวอักษรต่อเนื่องกันโดยแทบไม่ต้องยกมือขึ้นก็ยังได้
“ดีที่เราหมักเครื่องปรุงเพิ่มตลอด ไม่ต้องกลัวของหมด เช่นนั้นเราก็ไปเดินเล่นตลาดกันดีกว่า เผื่อเจอทำเลที่เหมาะกับการเปิดร้าน”
“ได้ ออกข้างนอกตอนนี้เลยดีมั้ย”
สองสาวเห็นพ้องต้องกันจึงเตรียมดินสอกับกระดาษใส่กระเป๋าก่อนแอบออกจากประตูหลังของจวน
พวกเธอแต่งกายด้วยชุดสีพื้น ทรงผมเรียกติงเซียงและสาวใช้คนอื่นมาช่วยจัดการ เวลาอยู่ภายนอกจะได้ไม่เป็นที่สนใจของคนทั่วไปเท่าใดนัก
เมื่อเจอทำเลที่ถูกใจก็วาดแผนที่และลักษณะร้านคร่าวๆ นอกจากนั้นพวกเธอยังมองหาบ้านหลังเล็กที่อยู่ห่างไกลผู้คนอีกหลังหนึ่ง
ต้องย้ายไหหมักปลาร้ามาบ้านหลังใหม่ เพราะถ้าเปิดฝาไหตักปลาออกมาต้ม กลิ่นหอมคงยั่วยวนชวนยกมือขึ้นมาปิดจมูกอย่างเสียไม่ได้
แม้อาณาบริเวณของจวนสกุลโจวจะกว้างขวางใหญ่โต แต่เรื่องกลิ่นก็คงหนีไม่พ้นที่จะกระจายทั่วจวนอยู่ดี
เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟเดินสำรวจจากในตลาดจนมาถึงบริเวณชานเมือง เจอบ้านหลังไม่ใหญ่มากแต่พื้นที่ภายในรั้วบ้านกว้างขวางเหมาะกับการใช้ลานบ้านทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งสองจึงเข้าไปสอบถามจนได้ความว่าบ้านหลังนี้เจ้าของปล่อยขายมานานแล้วเพราะย้ายไปอยู่ต่างเมือง
บีลีฟมองไปโดยรอบ พร้อมกับดูพื้นที่ใกล้เคียง ในหัวเริ่มคิดคำนวณต้นทุนกำไร
“ถ้าเราอยู่ตรงนี้ก็สามารถเปิดเป็นโรงน้ำชาแล้วก็ขายอาหารไปในตัว สร้างเหมือนร้านเพิงที่ขายส้มตำอาหารอีสาน”
เธอเอ่ยปากพูดคุยกับเอ๋ยเอ้ย
“ก็เข้าท่านะ ให้กลิ่นหอมของอาหารลอยออกไปเชิญชวนลูกค้า แถวนี้ไม่มีโรงน้ำชาให้คนเดินทางแวะพัก อีกอย่างเราก็จัดร้านเหมือนที่ไทยเลย โชว์วัตถุดิบ ปรุงให้ดูกันจานต่อจาน”
“งั้นเราไปคุยกับท่านพ่อท่านแม่กันเถอะ”
พวกเธอพูดคุยเรื่องราคาซื้อขายกับคนดูแลต่ออีกสักพักแล้วรีบเดินทางกลับจวนสกุลโจว
ตอนแรกที่เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟบอกเรื่องนี้กับโจวโหวหยวนเขาก็ค่อนข้างอยากจะคัดค้านอยู่บ้าง ด้วยคิดว่าบ้านหลังนั้นไกลเกินไปไม่เหมาะให้หญิงสาวเปิดกิจการเท่าใดนัก แต่ต้วนหยาอันกลับสนับสนุนความคิดของบุตรบุญธรรม นางกล่าวว่าความคิดที่แปลกใหม่จะเป็นสิ่งดึงดูดลูกค้าจากทั่วสารทิศให้มาเอง ส่วนเรื่องความปลอดภัยก็แค่ส่งคนของจวนไปช่วยดูแลความเรียบร้อย
โจวโหวหยวนจึงได้แต่ยิ้มแห้งๆ ตอบรับความคิดเห็นของสตรีทั้งสามนาง
เมื่อได้รับอนุญาตและทำสัญญาซื้อขายบ้านหลังนั้นเรียบร้อยแล้ว เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟก็เตรียมตัวขนอุปกรณ์เครื่องครัวต่างๆ รวมถึงไหหมักปลาร้าที่พวกเธอทยอยทำ ตอนนี้ก็มีถึงยี่สิบไห
โจวโหวหยวนส่งคนไปซ่อมแซมทำความสะอาดพร้อมกับสร้างโรงน้ำชาด้านหน้าของบ้าน เขาเห็นแบบแปลนที่เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟวาดไว้ก็รู้สึกประหลาดใจมาก ภาพร่างที่วาดเมื่อมองก็เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย สดชื่น เหมือนสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่มีครบครันทั้งบรรยากาศและอาหารคอยต้อนรับ
ปกติเขาเคยเห็นแต่ภัตตาคารหรูที่อยู่ภายในสวน ผู้มีฐานะเท่านั้นจึงเข้าไปกินดื่มได้ แต่หากเป็นโรงน้ำชา ก็จะกลายเป็นสถานที่คนหลายระดับสามารถเข้าถึงได้
หญิงสาวทั้งสองลงแรงในการออกแบบร้านและตกแต่งสวน พวกเธอเน้นความเป็นมินิมอลและธรรมชาติผสานเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
“โรงน้ำชาบรรยากาศคาเฟ่ ถ้ามีกาแฟด้วยจะครบวงจรเลยนะ” เอ๋ยเอ้ยกวาดสายตามองด้วยความภูมิใจ
“ทำของเล่นเด็กพวก ชิงช้า ม้าโยก ที่ลื่น ไม้กระดกด้วยดีมั้ย” บีลีฟชี้นิ้วเรียวไปตรงมุมสวนที่ยังมีพื้นที่ว่าง
“ก็ดีนะ ให้เด็กน้อยมาเล่นได้”
ช่วงเวลาที่ซ่อมแซมปรับปรุงตัวบ้านและตกแต่งโรงน้ำชานั้น เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟก็อดทนรอไม่ไหว อยากจะขนย้ายไหหมักปลาร้าที่สำคัญยิ่งในชีวิตไปยังร้าน พวกเธอจะได้ลองต้มปลาร้าไหแรกเสียที
ตำไหลบัว ยำคอหมูทอด ยำข้าวโพดกุ้งสด ใส่น้ำปลาร้าแซ่บนัว แค่คิดก็น้ำลายแทบจะหก
“แก จะมีแค่เราสองคนที่รู้สึกอร่อยหรือเปล่า” เอ๋ยเอ้ยเริ่มหวาดหวั่นกลัวร้านที่จะเปิดไม่มีคนอุดหนุน
บีลีฟสูดลมหายใจเข้าจนสุดก่อนปล่อยออกช้าๆ
“อาหารไทยดังไกลทั่วโลก ไม่อร่อยจะมีร้านขายแทบทุกประเทศได้ยังไง ทีเต้าหู้เหม็น หลัวซือเฝิ่นยังกินกันอร่อยเลย ปลาร้าเราก็ต้องอร่อยสิ”
“ก็จริง เราไปขนไหปลาร้ามาเองเลยมั้ย ไม่ต้องรอติงเซียงแล้ว”
พวกเธอสองคนรีบไปยังจวนสกุลโจวขนไหหมักปลาร้าที่ดูแลประหนึ่งลูกรักนำกลับมาไว้ที่โรงน้ำชาทันที
เส้นทางระหว่างจวนสกุลโจวและโรงน้ำชาแม้ไม่ไกลกันมากแต่ก็ยังใช้เวลาเดินเท้าเกือบสองเค่อ หญิงสาวสองคนไม่ได้บอกทางโจวโหยวหยวนขอใช้รถม้าขนย้าย พวกเธอเลือกใช้รถเข็นบรรทุกไหปลาร้า ทั้งสองค่อยๆ ประคบประหงมมาตลอดทางไม่ให้ไหทั้งหลายได้รับความกระเทือนหรือร่วงตกแตก
ท่าทางการเข็นรถและระมัดระวังมองถนนทีมองไหที ทั้งยังเสียงดังตกใจเวลาเจอถนนขรุขระไม่เรียบสร้างความสนใจแก่ผู้พบเห็นจำนวนมาก
........
“เจ้าว่าพวกนางมีลับลมคมนัยหรือไม่” ฝูเทียนเหวิน บุรุษรูปร่างค่อนข้างบางสูงโปร่งดุจต้นสน ใบหน้าหล่อเหลาแกมอ่อนหวานถามคนข้างกาย
“ท่าทางพิลึกพิลั่น การแต่งกายก็แปลก ดูทรงผมพวกนางสิ ไหนจะกระเป๋านั่นอีก รองเท้าก็ด้วย ข้าว่าเป็นพวกสติไม่สมประกอบหรือไม่ก็...” เสวียนอิง บุรุษรูปร่างกำยำสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อคมเข้ม หรี่ตาตนเองจ้องมองราวกับนัยน์ตาเหยี่ยว
“หรือไม่ก็ปิดบังอำพรางทำเรื่องผิดกฎหมายอยู่”
พวกเขามองหน้ากันจากนั้นก็พุ่งตรงเข้าหาเอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟโดยไม่รอช้า
“แม่นางทั้งสอง พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใดกัน”
เสวียนอิงกวาดตามองสตรีทั้งสอง เขาจ้องจับผิดในทุกด้านไม่ว่าจะที่ตัวคนหรือของบนรถเข็น
ขณะที่ฝูเทียนเหวินเดินเข้าใกล้ไหหมักปลาร้า เขาจับดาบชี้ที่ไหปลาร้าทำท่าจะเปิดฝาเพื่อดูสิ่งของภายใน
“อย่า” เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟร้องอย่างตกใจพร้อมกัน
“ถ้าพวกเจ้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิด ทำไมต้องกลัวการตรวจค้น” เสวียนอิงถลึงตาดุใส่พวกเธอ
“ไม่ผิด แต่เจ้าก็ไม่ควรเปิดของผู้อื่นโดยพละการ”
บีลีฟถลึงตาตอบเขา เธอตาโตกว่าเขาเยอะ ยังไงก็ชนะเห็นๆ แต่บุรุษก็ไม่ยอมแพ้ แม้ดวงตาเขาจะเล็กแต่ก็ดุดันกว่าสตรีนางนี้
เอ๋ยเอ้ยถอนหายใจ มันใช่เวลาแข่งกันมั้ย เธอเดินไปขวางฝูเทียนเหวิน
“หากเจ้าไม่อยากถูกจับก็ปล่อยให้ข้าเปิดดูของภายในซะ” ฝูเทียนเหวินกดเสียงต่ำขู่หญิงสาว
เอ๋ยเอ้ยส่งสายตาไปที่บีลีฟ ริมฝีปากยกยิ้มชั่วร้ายเล็กน้อย จากนั้นก็ทำท่าทางเสียใจ
“ของในนี้พวกข้าหญิงสาวสองคนทำเองกับมือทุกขั้นตอน อ่อ ควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน แม้ว่าจะมีบรรดาพ่อครัวแม่ครัวช่วยทำ แต่ก็ถือว่าเป็นลูกรักของพวกข้าอยู่ดี” เธอเงียบเล็กน้อย จ้องตาบุรุษตรงหน้าอย่างจริงจัง
“แต่ว่าก่อนเปิด เรียนเชิญคุณชายผู้นั้นมาดูพร้อมกันทีเดียว จะได้รีบเปิดรีบปิด”
บีลีฟพยักเพยิดหน้าใส่เสวียนอิง “ได้ยินแล้วใช่หรือไม่ คนของทางการจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้มาวางอำนาจใส่พวกข้า นี่เห็นว่าของในไหนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งอิ๋นตู ข้าก็จะให้พวกเจ้าสองคนได้ยลเป็นพวกแรก”
บีลีฟเดินไปยืนข้างเอ๋ยเอ้ย ส่วนเสวียนอิงเดินไปข้างฝูเทียนเหวิน สายตาบุรุษทั้งสองจ้องมองที่ไหปลาร้าอย่างตั้งใจ
ฝูเทียนเหวินสะบัดปลายดาบ ฝาของไหปลาร้าถูกเปิดกระเด็นออกมา กลิ่นของปลาร้าที่ถูกหมักไว้เกือบห้าเดือนกระจายคละคลุ้งออกมาจากปากไห
แก๊สที่อยู่ภายในไหกระทบใบหน้าของชายหนุ่มทั้งสอง พวกเขาเบือนหน้าหนี สีหน้าผะอืดผะอมทันที
เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาปิดจมูกทัน พวกเธอชะโงกหน้าดูภายในไหด้วยความกระตือรือร้น
“เย้ ไม่มีหนอน ต้องอร่อยแน่นอน”
“วันนี้ก็ต้มได้แล้ว โอ้ย น้ำลายไหล”
เสวียนอิงกับฝูเทียนเหวินที่เก็บอาการไม่ให้ตัวเองอาเจียนออกมาต่างมองหน้ากัน
สิ่งมหัศจรรย์ที่กลิ่นสามารถฆ่าคนตายได้เนี่ยนะ อร่อยจนน้ำลายไหล
“จะเปิดดูทุกไหเลยหรือไม่” เอ๋ยเอ้ยถามฝูเทียนเหวินด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ทำให้มองไม่ออกถึงเป้าหมายที่แท้จริง ฝูเทียนเหวินกลั้นหายใจปั้นหน้าเคร่งขรึม“นี่เจ้าจะหลอกใช้ข้าสินะ เฮอะ ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก” เขาเก็บดาบเตรียมชวนเสวียนอิงจากไป “เดี๋ยวสิ” มือเรียวของบีลีฟดึงแขนเสื้อของเสวียนอิง“ไม่คิดจะรับผิดชอบเลยหรือ นิสัยไม่ดีเลยนะ” เสวียนอิงมองมือหญิงสาวที่ดึงแขนเสื้อตน เขาอยากไปจากตรงนี้เร็วๆ หนีให้ไกลจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ “จะให้พว
หลังจากวันนั้น จวนสกุลโจวก็มีบรรดาแม่สื่อและบุรุษมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนแทบทุกวัน ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครได้พบหน้าบุตรบุญธรรมของโจวโหวหยวนเลยสักคน เพราะต้วนหยาอันได้สั่งให้ผู้เฝ้าประตูบอกแขกเหรื่อที่ไม่ได้เชื้อเชิญเหล่านั้นว่าบุตรสาวทั้งสองอยู่ในช่วงศึกษาความรู้ในศาสตร์แขนงต่างๆ ได้ยินข้อความดังกล่าวก็ไม่มีผู้ใดขุ่นข้องหมองใจ แต่ละคนกลับมีใจอยากเอาชนะได้ผูกมิตรเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลโจวมากยิ่งขึ้น ในช่วงเช้าของวันหนึ่งที่ไม่มีวิชาเรียน เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟปรึกษากันอย่างจริงจัง “อีกไม่กี่วันจะเปิดไหปลาร้าแล้ว น้ำส้มสายชู กระเทียมดอง แหนมซี่โครง แหนมหมู แหนมเห็ด แหนมเอ็นข้อไก่ตอนนี้มีครบ น้ำปลายังไม่มีแต่ก็ใช้เกลือกับซีอิ๋วขาวแทนได้ เท่ากับว่าเราเตรียมเปิดร้านได้แล้วนะ”บีลีฟตวัดข้อมือลงปลายพู่กันด้วยความชำนาญ เรียนมาหลายเดือน หัดคัดทุกวันจนตอนนี้สามารถตวัดปลายพู่กันเขียนตัวอักษรต่อเนื่องกันโดยแทบไม่ต้องยกมือขึ้นก็ยังได้ “ดีที่เราหมักเครื่องปรุงเพิ่มตลอด ไม่ต้องกลัวของหมด เช่นนั้นเราก็ไปเดินเล่นตลาดกันดีกว่า เผื่อเจอทำเลที่เหมาะกับการเ
วันที่สองของการอาศัยที่จวนสกุลโจว เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ พวกเธอลืมตาขึ้นมาก็พบว่าติงเซียงเตรียมอ่างล้างหน้าไว้ให้เรียบร้อยแล้ว “ข้าอาบน้ำตอนเช้าได้หรือไม่” เอ๋ยเอ้ยเอ่ยถามสาวใช้ร่างเล็ก สายตาคาดหวังกับคำตอบอย่างมาก ติงเซียงขมวดคิ้วสงสัย ใบหน้างุนงง “อาบได้เจ้าค่ะ แค่ไม่ค่อยมีผู้ใดอาบน้ำตอนเช้ากัน” บีลีฟอมยิ้มขบขัน ริมฝีปากอวบอิ่มเอ่ยต่อทันที“ถ้าอาบน้ำตอนเช้าได้พวกเราสองคนก็จะอาบทุกวัน อ่อ วันละสองครั้งด้วยนะ เช้าเย็น” ติงเซียงฟังคำของบีลีฟ มองหน้าคนทั้งสองแล้วพ
จวนสกุลโจวหากมองจากกำแพงภายนอกอาจดูไม่ใหญ่โตเท่าใดนัก แต่เมื่อเข้ามาด้านในกลับพบว่าบริเวณกว้างขวางอย่างมาก มีเรือนเล็กใหญ่หลายหลัง โอบล้อมด้วยสวนดอกไม้ สวนไผ่ สวนหินและสระน้ำหลายแห่ง นอกจากนี้ยังมีน้ำตกขนาดย่อมอยู่ภายในจวน ช่างสวยงามยิ่งนัก“นายท่านพาบุตรบุญธรรมกลับมาแล้ว” เสียงของบรรดาสาวใช้พูดคุยกันขณะที่มองบีลีฟและเอ๋ยเอ้ยด้วยความตื่นเต้น“เอ่อ พวกนาง ปกติใช่หรือไม่”จากเสียงที่ดังกลายเป็นเสียงกระซิบเมื่อเห็นทรงผมและกระเป๋าสะพายข้างของหญิงสาวทั้งสองเอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟได้ยิน พวกเธอหันมองหน้ากันแล้วก็ส่งยิ้มหวานให้พวกสาวใช้ประหนึ่งว่าตนเองเป็นนางงามที่ได้รับมงกุฎและสายสะพาย ในใจพลางคิด เดี๋ยวรอให้ทำผมเป็นก่อนเถอะ จะเป็นคนสวยแบบปกติให้ดูสองสา
เมื่อออกมาที่ประตูใหญ่หน้าวัด เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟก็รับรู้ถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน ถนนคอนกรีตกลายเป็นทางลูกรัง ร้านค้าและสวนหย่อมบริเวณหน้าวัดหายไป เหลือเพียงแต่ต้นไม้กอหญ้าที่ขึ้นข้างทาง มองบนถนนจนสุดสายตาก็เห็นรถม้าวิ่งสวนกันด้วยความเร็ว“ซวยแล้ว” บีลีฟสบถอย่างลืมตัว เธอหันมองเอ๋ยเอ้ยที่ยืนนิ่งเงียบด้วยความตกใจ “เอาไงดี”เอ๋ยเอ้ยยืนเม้มปากใบหน้าซีดขาว “เข้าวัดกันก่อนดีกว่า”สถานการณ์เช่นนี้อย่างไรก็ต้องพึ่งวัดพวกเธอกลับเข้าไปในวัดอีกรอบ เดินหาพระภิกษุกับแม่ชีที่พบเจอเพื่อซักถาม พอจับต้นชนปลายได้ก็เข่าอ่อนเหมือนคนสิ้นหวัง“แก ฮือ เข้าส้วมแป๊บเดียวย้อนมายุคโบราณเฉยเลย”“ฮือ ทำไงดี ที่นี่ไม่มีซีรีส์ ไม่มีแอร์ ไม่มีห้าง ไม่มีอินเตอร์เน็ตให้ท่องโลกกว้าง” ทั้งสองกอดกันแล้วทรุดนั่งร้อ
คอนโดมิเนียมโครงการหรูข้างมหาวิทยาลัยเมืองอิ๋นตูณ ห้อง A 19 – 2 ห้องพักขนาดใหญ่ 3 ห้องนอน 1 ห้องรับแขก ภายในแต่ละห้องถูกตกแต่งอย่างหรูหรา ข้าวของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับต่างๆ ล้วนมีราคาแพง บ่งบอกถึงรสนิยมเจ้าของห้องได้อย่างดีเจ้าของห้องนี้เป็นหญิงสาวสองคนที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยเมืองอิ๋นตูได้ไม่ถึงสามเดือน แม้ตอนนี้พวกเธออยู่ในระหว่างหางานทำ แต่ก็ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทอง ทั้งสองใช้จ่ายเงินของครอบครัวอย่างฟุ่มเฟือยถึงหญิงสาวทั้งสองจะใช้จ่ายมากเพียงใด คนในครอบครัวก็ไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่เพียงนิดเดียว ไม่ใช่เพราะพวกเธอเป็นลูกสาวหรือหลานสาวหัวแก้วหัวแหวนของตระกูล แต่เพราะเป็นบุตรหลานที่อยู่นอกสายตา คนในตระกูลรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเธอมีมากเสียจนไม่สามารถนับนิ้วมือรวมกับนิ้วเท้าได้ ดีที่ธุรกิจของตระกูลอยู่ในระดับต้นๆ ของประเทศ กำไรมากมายมหาศาล ทำให้สามารถส่งลูกหลานแต่ละคนไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ยังเล็ก ไม่กลับประเทศก็ไม่มีใคร




![จอมนางคู่บัลลังก์ [NC30+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


