Masukชีวิตนี้ทั้งถูกตามล่า ถูกตามฆ่า บิดามารดาแท้ๆ ก็ไม่เคยพบเจอ นางไม่เข้าใจสักอย่าง จนวันหนึ่งนางสามารถฝันถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ล่วงหน้า ยามนี้จึงได้รู้ว่าเรื่องก่อนหน้านี้ไม่ใช่ลิขิตสวรรค์ แต่เป็นฝีมือคน!
Lihat lebih banyakบทนำ
ต้นเหมันต์ฤดูในเมืองหมิงหยางอากาศเริ่มเย็น ยามคุกเข่าบนพื้นไม้จึงรู้สึกเย็นเยียบ ทว่ากลับไม่เยือกเย็นเท่าน้ำเสียงของบุรุษตรงหน้าเลย
“ว่าอย่างไร เจ้าจะเลือกสิ่งใด” เขาถามอีกครา หลังจากนางเงียบไป เยว่หลินเพิ่งก้าวเท้าเข้ามาในจวนหลงตอนอาทิตย์ทอแสงเต็มผืนฟ้า นางถูกซื้อตัวจากโรงดัดสันดานมา ถูกจับอาบน้ำ เปลี่ยนอาภรณ์ตัวใหม่แล้วจึงโดนส่งตัวมายังห้องปีกเรือนตะวันออก
นางถูกส่งมาเพื่อเป็นสาวใช้อุ่นเตียงให้บุตรชายคนโตตระกูลหลง อาจเป็นเพราะนางมีใบหน้างดงามโดดเด่น จึงถูกอนุรองของนายท่านหลงซื้อตัวมา ด้วยหวังว่านางจะทำให้คุณชายใหญ่ของตระกูลมีใจอยากครอบครองได้
“แต่จงจำไว้ว่าหากเลือกอยู่ที่นี่ ข้าไม่อาจรับรองอนาคตเจ้าได้”
“ขอบคุณคุณชายที่เมตตาแต่ชีวิตข้าเป็นได้เพียงเท่านี้ ขอเพียงมีที่ให้พักพิงก็เพียงพอแล้ว” เยว่หลินตอบด้วยท่าทีนอบน้อม หลังนางถูกส่งเข้ามาบุรุษตรงหน้าถามน้ำเสียงราบเรียบ ‘หากให้เลือกเป็นสาวใช้อยู่ที่จวนกับติดตามข้าไปในกองทัพ เจ้าจะเลือกสิ่งใด’
นางไม่รู้เลยว่ายามเขาถามควรตอบอย่างไร แต่เมื่อได้ลองตรึกตรองให้ดีจึงคิดได้ ชะตานางเกิดมาถูกโยนไปโยนมาหลายครั้ง ไม่มีที่ใดให้เรียกว่าบ้าน กระทั่งสุดท้ายถูกส่งไปยังโรงดัดสันดาน ฝึกปรือฝีมือ สั่งสอนงานต่าง ๆ ในฐานะสาวใช้ รอวันถูกผู้เป็นนายซื้อ
“ในเมื่อเจ้าเลือกแล้วข้าก็จะไม่ถามอีก ไปเถิด” เขาปฏิเสธจะร่วมอภิรมย์กับหญิงงามตรงหน้า นางเลือกอยู่ในจวนต่อคนที่นางจะต้องไปปรนนิบัติย่อมไม่ใช่เขา แต่เป็นน้องชายต่างมารดาซึ่งอาศัยอยู่ในจวนตลอดเวลา
“ขอบคุณคุณชาย”
“เฉินเฟย ไปส่งนางที่เรือนฟางอวี่” สิ้นเสียงเงาร่างสายหนึ่งก็ไหวกายผ่านด้านหลังเข้ามา เปลวเทียนบนเชิงไหววูบตามแรงลมเมื่อครู่ เงาร่างนั้นย่อเข่าลงข้างหนึ่งประสานมือรับคำแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
หญิงสาวยอบกายลงทำความเคารพ จากนั้นตามเฉินเฟยออกไป
บุรุษวัยกลางคนในอาภรณ์ขาวขลิบทอง ยืนมองร่างโชกเลือดของหญิงสาวที่งดงามดั่งบุปผาด้วยแววตาราบเรียบ ไม่มีอารมณ์ใดเจือปน แม้แต่สตรีตรงหน้าจะเรียกเขาว่าบิดาก็ตาม
“ท่านไม่เคยรู้สึกว่าข้าเป็นบุตรสาวเลยหรือ” หญิงสาวกล่าวจบ กระอักเอาเลือดออกมาคำใหญ่ ใบหน้างดงามซีดเซียวราวกับในร่างไร้โลหิตแฝงเร้น
ก่อนเอ่ยถามบุรุษตรงหน้าด้วยแววตาสั่นไหว ทั้ง ๆ ที่เพิ่งรู้ว่าชายตรงหน้าเป็นบิดา ยังไม่ทันดีใจก็ต้องเสียใจเสียแล้ว เพราะบิดาที่ว่าเป็นผู้วางยาพิษและส่งมือสังหารไล่ล่านางมาตลอดชีวิต
“แม้จะเป็นบุตรสาว แต่ข้าไม่อาจปล่อยให้สายเลือดเพียงน้อยนิดทำลายแผนการใหญ่ได้ จงตายตามมารดาและตระกูลมารดาเจ้าไปเสียเถิด” น้ำเสียงนั้นช่างราบเรียบไม่ต่างจากพูดคุยเรื่องไร้แก่นสารกับบ่าวไพร่ ราวกับมิใช่บิดาและบุตรสาวซึ่งมีโลหิตสายเดียวกัน
ร่างโชกเลือดฝืนเค้นยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก พร้อมกล่าวด้วยความรวดร้าว
“ที่แท้มารดาข้าและตระกูลมารดาก็ถูกท่านวางเล่ห์อุบายจึงต้องสูญสิ้นทั้งตระกูล ที่แท้เป็นท่าน ซินเจ๋ออ๋อง” พิษร้ายแล่นพล่านเข้าสู่เส้นโลหิตทุกเส้นในร่าง ยิ่งแค้นมากเท่าใดร่างกายนางยิ่งร้อนขึ้นเท่านั้น ทำให้กระอักโลหิตสีแดงฉานกองโตออกมาอีก ดวงตาสองข้างแดงก่ำ แม้แต่เส้นเลือดในลูกตาก็พากันปริแตก
“เห็นแก่ที่เจ้าจะตาย พ่อจะบอกให้เจ้าได้รับรู้จะได้เป็นสุขเมื่ออยู่ในปรโลก ตั้งแต่แรกข้ายินยอมสมรสกับนางก็เพียงเพื่อวิชาลับป้อมตระกูลเยว่ที่ชื่อจันทร์หวนเท่านั้น หาได้รักใคร่มารดาเจ้าไม่ หากมารดาเจ้าคลอดบุตรชายก็จะได้สืบทอดวิชาลับนี้ ทว่านางกลับให้กำเนิดสตรีเช่นเจ้า ข้าจึงไม่อาจปล่อยนางไว้ได้ ข้าใช้นักฆ่าในยุทธภพเพื่อกวาดล้างป้อมตระกูลเยว่แย่งชิงวิชาลับ เพียงแต่ไม่คิดว่าสุดท้ายเจ้ารอดมาได้” ซินเจ๋ออ๋องกล่าวอย่างเฉยชา เชื่องช้า อย่างไรนางก็ไม่สามารถรอดพ้นเงื้อมมือเขาไปได้อีก
ขณะเดียวกันก็ชักมีดสั้นออกมาจากปลอกสีดำสนิทเดินเข้าหาร่างหญิงสาวตรงหน้า ยามนี้นางแทบไม่มีแรงจะหายใจเสียด้วยซ้ำจะเอาแรงใดขยับหนี เยว่หลินกึ่งนั่งกึ่งนอนใช้แผ่นหลังพิงต้นไม้ใหญ่หายใจรวยริน
ซินเจ๋ออ๋องกล่าวจบก็กำรอบมีดแน่น จากนั้นออกแรงปักมีดลงบนอกซ้ายของนางผ่านอาภรณ์สีชมพูกลีบบัว นางไม่แม้แต่จะขัดขืนเพราะสัมผัสทั้งห้าล้วนหายไปหมดสิ้นแล้ว
มีเพียงร่างกายที่รับรู้ได้จึงกระตุกเกร็ง ดวงตาเบิกโพลง สติดับวูบไป ชีวิตน้อย ๆ นี้จบสิ้นแล้วเพียงแต่เปลือกตาสีอ่อนใสนั้นไม่ยอมปิดลงเพราะแค้นที่คุกรุ่นในอก
“…” ร่างชุ่มเหงื่อถลึงลุกจากเตียงไม้ที่ทั้งแข็งและเก่าภายในโรงดัดสันดาน แม้แต่ใบหน้ายังมีเหงื่อผุดพรายซึมรอบ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนัก นางต้องการสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ร่างกาย
“ฝันอีกแล้ว” เยว่หลินพึมพำพลางใช้ชายแขนเสื้อซับไปรอบกรอบใบหน้างดงามของตน คงเป็นเมื่อครึ่งเดือนก่อนที่อยู่ ๆ นางถูกตีหนักจนหมดสติไปทำให้มักฝันประหลาดบ่อยครั้ง การฝันจะเรียกว่าประหลาดก็คงแปลกไป หากไม่ใช่เพราะฝันนั้นมักเกินขึ้นจริงในเวลาต่อมา
ครานี้เองก็เช่นกัน ทว่าฝันนี้ประหลาดนัก นางไม่เคยรู้จักบิดามารดาตนเองมาก่อน กระทั่งในฝัน...นางมั่นใจมากกว่าเจ็ดส่วนว่าซินเจ๋ออ๋องที่นางเรียกในฝันเป็นบิดาของตน
แต่นางจะมั่นใจมากกว่านี้หากภายในเจ็ดวันนางถูกซื้อตัวเพื่อไปเป็นสาวใช้อุ่นเตียงในจวนหลง
“ฟ้าใกล้สว่างแล้ว ช่างเถิด” เยว่หลินพึมพำเบา ๆ ก่อนจะจัดแจงสวมอาภรณ์ชั้นนอก เพื่อออกไปซักชุดที่เหลือจากเมื่อวาน
ภายในโรงดัดสันดาน ไม่ว่าจะเป็นการซักผ้า ตัดเย็บ ทำอาหาร หวีแต่งผม ร้องรำก็ยังมีสอน นางต้องทำทุกอย่างให้เชี่ยวชาญเพื่อจะได้ถูกซื้อไปในราคาสูง
หลังจัดการงานช่วงเช้าเสร็จก็ถูกเรียกพบ ผู้ดูแลได้บอกกับนางว่า ตนเองถูกขายให้แก่สกุลหลงแล้ว อีกหนึ่งชั่วยามหญิงสาวจำต้องไปปรากฏตัวที่จวนหลง
ความฝันนางเป็นจริงอีกครา...
8ศาลาว่าการอำเภออู๋เยี่ยผู้ตรวจการลับจากเมืองหลวงมาถึงอู๋เยี่ยตั้งแต่เช้า เมื่อได้สติแม่ทัพหลงจวินจึงให้จางผิงส่งจดหมายถึงผู้ตรวจการลับให้มาตัดสินคดีที่ศาลาว่าการคนของนายอำเภอล่ายอี้ที่ล้อมหอเฟิงเยี่ยถูกจับกุมไว้ทั้งหมด หลักฐานสำคัญมู่ฉีก็ขโมยจากห้องเก็บของนายอำเภอแถบชานเมืองแล้ว สตรีเมื่อคืนก็ถูกขังไว้ในคุก รอเพียงการไต่สวนจากแม่ทัพหลงจวินเท่านั้นเขาจะตัดสินคดีนี้เองก็ทำได้เพียงแต่หากกราบทูล คงมีคนไม่น้อยหาทางโจมตีเขาด้วยเรื่องนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้นการเชิญผู้ตรวจการมาร่วมพิจารณาคดีนี้ด้วย ภายหลังยังมีแผนการรองรับ“ล่ายอี้เจ้ามีความผิดฐานยักยอกเสบียงหลวง ใช้เงินซื้อขายตำแหน่ง ใช้อำนาจข่มเหงประชา ใส่ร้ายขุนนางในราชสำนัก เพียงโทษยักยอกเสบียงหลวงก็เพียงพอให้ตัดหัวของเจ้าแล้วรู้หรือไม่ ทุกสิ่งที่เจ้ากระทำต่อให้ประหารเจ็ดชั่วโคตรก็ไม่ถือว่ามากไป” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน พูดจบก็ลุกจากตำแหน่งของผู้ตัดสินโทษประจำศาลาว่าการ ร่างสูงสง่าหยุดยืนเบื้องหน้าน
7หลังโรงเตี้ยมท้ายตรอกเยว่หลินมาถึงก่อนผู้อื่นในอาภรณ์สตรีจากหอเฟิงเยี่ย นางสวมชุดของสตรีจึงหลบออกมาอย่างง่ายดาย ทั้งหมดแยกกันหนีเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจแล้วนัดมาพบกันที่นี่“เหตุใดจึงมาช้านัก คงไม่ได้เกิดสิ่งใดกระมัง” เจ้าของเสียงหวานพึมพำกับตนเองแผ่วเบา ขณะนั่งเฝ้าม้าของแม่ทัพหนุ่มนางมาถึงก่อนจึงถือโอกาสเปลี่ยนเป็นชุดบุรุษตัวเดิม“เจ้ามาทำสิ่งใดที่ม้าของผู้อื่น” หญิงสาวตกใจจึงโยนหญ้าแห้งในมือทิ้ง ชูสองมือแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าตนเองไม่ได้ทำสิ่งใดแปลก ๆ กับม้า คนพูดเห็นท่าทางตกใจราวสตรีของเขาก็หัวเราะออกมา“ตกใจราวสตรี” เขาพูดด้วยน้ำเสียงขบขันพลางเอนหลังพิงเสาไม้ของโรงฝากม้ามู่ฉีไม่ชอบคบค้ากับผู้อื่นเพราะมักถูกชมหน้าตาที่โดดเด่น จึงทำตัวลึกลับไม่ติดต่อผู้คนมากนัก ทว่าเมื่อเห็นเยว่หลินในอาภรณ์บุรุษแต่ยังไม่ได้ทาผิวด้วยน้ำดินน้ำโคลนก็รู้สึกถูกชะตาขึ้นมานางมีผิวพรรณขาวเนียนละเอียดดุจหิมะแรก ใบหน้าก็งดงามไม่ต่างจากสตรี ทำให้เขาสนใจไม่น้อย
6มีดสั้นที่เหน็บอยู่ตรงเอวถูกชักออกมา ก่อนจะปักลงอย่างแม่นยำกลางฝ่ามือใหญ่ ชั่วขณะหนึ่งตอนมีสติเขาคิดใช้ความรู้สึกเจ็บปวดบรรเทาพิษจากกำยานปลุกกำหนัด“ไม่ได้ผลหรอกเจ้าค่ะคุณชาย มิสู้ชมเชยเรือนร่างข้าเพื่อบรรเทาพิษดีกว่าหรือ” นางกล่าวเชิญชวน เขากำลังจะหมดสติรับรู้สำนึกผิดชอบชั่วดีแล้วจริง ๆเฉินเฟยข้าให้เจ้าไปขโมยบัญชีต้องใช้เวลานานถึงเพียงนี้เลยหรือชายหนุ่มคิดในใจก่อนจะเอนกายลงบนพื้นตามที่ถูกการกระทำของสตรีตรงหน้าชักนำ นางตามมาคร่อมทับร่างกายสูงใหญ่อย่างเชี่ยวชำนาญ ก้มหน้าหมายจะจุมพิตดับสำนึกดีของเขาให้หมดสิ้น“ไร้ยางอาย” สิ้นเสียงเล็กร่างหญิงสาวผู้นั้นล้มลง หากไม่ถูกดึงคงล้มทับร่างของแม่ทัพหนุ่มไปแล้ว คนตีนางปัดมือแรง ๆ เหมือนกำจัดสิ่งสกปรก ก่อนจะข้ามร่างสตรีบนพื้นไปหาบุรุษที่ไม่รู้สติ“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” เยว่หลินประคองเขาขึ้นมาพร้อมกับตีแก้มเขาเพื่อเรียกสติแผ่วเบา“ท่านแม่ทัพได้ยินหรือไม่” จางผิงถามด้วยความเป็นห่วง หากมาไม่ทันไม่รู้ว่าป่านนี้แม่ทัพของเขาจะถูกข่มเหงอย่างไร เคราะห์ดีที่เยว่หลินยืนกรานหนักแน่นแม้ไม่มั่นใจแต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับท่าทางมั่นอกมั่นใจร
5ฟ้าสางขบวนทหารออกเดินทางเข้าสู่เมืองอู๋เยี่ย พ้นเขตภูเขาอู่หลิงเป็นที่ราบหินจึงไม่เฉอะแฉะหลังฝนตก นับว่าเหมาะแก่การตั้งค่าย ค่ายชั่วคราวถูกตั้งขึ้นโดยใช้เวลาไม่นาน และยังวางทหารลาดตระเวนไว้มากเพื่อคอยดูความปลอดภัยรอบค่ายนอกจากนี้ยังส่งทหารสอดแนมไปตรวจดูความเรียบร้อยของเส้นทางล่วงหน้า“ท่านแม่ทัพ เส้นทางข้างหน้าถูกตัดขาดเพราะน้ำท่วม กว่าน้ำจะลดคงใช้เวลาอีกสองถึงสามวัน” โจวต้าเป็นหัวหน้า เมื่อทหารสอดแนมกลับมาแจ้งข่าวแก่หัวหน้าตน เช่นนี้จึงเป็นหน้าที่ของโจวต้ามารายงานต่อแม่ทัพของค่าย“พักที่นี่ก่อน พาทหารใหม่ฝึกเบื้องต้นไปก็แล้วกัน” ไม่คิดเลยว่าฝนที่ตกเพียงสองชั่วยามจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันเช่นนี้ได้ นี่ก็นับว่าสวรรค์เข้าข้างเพราะเขาต้องทำการตรวจสอบที่ว่าการเมืองอู๋เยี่ย“ข้าจะอ่านรายงาน อย่าให้ผู้ใดมารบกวน ทุกอย่างในค่ายให้เจ้าตัดสินใจ” ชายหนุ่มกล่าวจบก็เข้ากระโจมตนเองไป ไม่รอให้โจวต้าเอ่ยทัดทานหรือสอบถามสิ่งใดอีก นี่เป็นโอกาสดีเขาจะออกไปสืบข่าวด้วยตนเองเครื่องแบบทหารถูกปลดออกเปลี่ยนเป็นอาภรณ์ธรรมดาสีเขียวอ่อนไม่สะดุดตา แต่ก็ไม่ซอมซ่อจนเกินไป ตอนฟ้ายังไม่สางเขาให้มู่ฉีไปสืบข่าวที่ห

















