LOGINเอ๋ยเอ้ยและบีลีฟ เพื่อนสาวที่สนิทกันไปขอพรพระที่วัด แต่เพราะปวดท้องหนักจึงแวบเข้าห้องน้ำแสนโบราณของวัด ออกมาจากห้องน้ำอีกทีก็อยู่ในอีกยุคสมัยเสียแล้ว
View Moreคอนโดมิเนียมโครงการหรูข้างมหาวิทยาลัยเมืองอิ๋นตู
ณ ห้อง A 19 – 2 ห้องพักขนาดใหญ่ 3 ห้องนอน 1 ห้องรับแขก ภายในแต่ละห้องถูกตกแต่งอย่างหรูหรา ข้าวของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับต่างๆ ล้วนมีราคาแพง บ่งบอกถึงรสนิยมเจ้าของห้องได้อย่างดี
เจ้าของห้องนี้เป็นหญิงสาวสองคนที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยเมืองอิ๋นตูได้ไม่ถึงสามเดือน แม้ตอนนี้พวกเธออยู่ในระหว่างหางานทำ แต่ก็ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทอง ทั้งสองใช้จ่ายเงินของครอบครัวอย่างฟุ่มเฟือย
ถึงหญิงสาวทั้งสองจะใช้จ่ายมากเพียงใด คนในครอบครัวก็ไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่เพียงนิดเดียว ไม่ใช่เพราะพวกเธอเป็นลูกสาวหรือหลานสาวหัวแก้วหัวแหวนของตระกูล แต่เพราะเป็นบุตรหลานที่อยู่นอกสายตา คนในตระกูลรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเธอมีมากเสียจนไม่สามารถนับนิ้วมือรวมกับนิ้วเท้าได้ ดีที่ธุรกิจของตระกูลอยู่ในระดับต้นๆ ของประเทศ กำไรมากมายมหาศาล ทำให้สามารถส่งลูกหลานแต่ละคนไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ยังเล็ก ไม่กลับประเทศก็ไม่มีใครตำหนิ อาจกล่าวได้ว่าผู้ใหญ่ในตระกูลคงลืมแล้วว่ามีพวกเธอทั้งสองเป็นลูกหลาน
‘เอ๋ยเอ้ย’ หญิงสาวเชื้อสายจีน-ไทย มีผิวขาวผุดผ่อง ดวงตาค่อนข้างเล็กแต่ยังคงความงาม ประกายในดวงตาฉายแววเฉลียวฉลาดและมีไหวพริบ ริมฝีปากค่อนข้างบางแต่เข้ากับรูปหน้าอย่างลงตัว เธอมีผมที่ดำเงางาม รูปร่างผอมบาง สูงหนึ่งร้อยหกสิบแปดเซนติเมตร ถือว่าไม่เตี้ยและไม่สูงจนเกินไป ชื่อจีนของเอ๋ยเอ้ยคือ ‘เจิ้งอ๋ายอ้าย’ เป็นชื่อที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกับชื่อเล่นอยู่ไม่น้อย ก็ไม่แน่ใจว่าอากงตั้งชื่อนี้ให้เธอเพราะตั้งใจหรือว่าขี้เกียจคิดกันแน่
ส่วนอีกคน ‘บีลีฟ’ หญิงสาวที่ใบหน้าสวยคมเข้ม คิ้วเรียวยาวเป็นทรงสวย ดวงตากลมโต ริมฝีปากอวบอิ่ม ผิวสีแทนเนียนสวย ผมหยักศกเล็กน้อย ไม่ต้องดัดหรือม้วนผมก็เป็นลอนสวยแบบธรรมชาติ เธอสูงกว่าเอ๋ยเอ้ยเพียงสองเซนติเมตร แต่ก็ทำให้ดูสูงกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ส่วนชื่อจีนของเธอก็คือ ‘จ้าวซิ่นซิน’ ความหมายไม่ต่างจากชื่อเล่นของเธอเท่าใดนัก
เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟมาเรียนต่อที่ประเทศจีนตั้งแต่เด็ก เริ่มอ่านออกเขียนภาษาไทยได้ไม่กี่คำก็ถูกครอบครัวส่งมาเรียนที่ประเทศจีน กล่าวได้ว่าความรู้ด้านภาษาจีนของพวกเธออาจจะดีกว่าภาษาไทยด้วยซ้ำไป ตอนนี้หญิงสาวทั้งสองก็อยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปีแล้ว แม้ว่าจะเรียนจบปริญญาตรีแต่ก็ยังไม่คิดจะกลับไทย พวกเธอวางแผนจะหางานทำและอยู่ที่นี่อีกระยะยาว
........
“แกพรุ่งนี้วันพระ ไปไหว้พระกัน” เอ๋ยเอ้ยนั่งกดโทรศัพท์มือถือพร้อมเอ่ยชวนบีลีฟ
“คิดยังไงบอกกะทันหันแบบนี้ จะขออะไรพระท่าน” บีลีฟนอนเล่นแท็บเล็ตก่อนหันมาถามเพื่อนสาว
“เรียนจบแล้วคงไม่ขอเรื่องเรียนแน่นอน ขอเรื่องงานกับเนื้อคู่สิ” เอ๋ยเอ้ยลุกจากเก้าอี้เดินมาที่โซฟานอน ร่างเพรียวบางนั่งลงข้างบีลีฟ ริมฝีปากบางเอ่ยพลางทอดถอนใจ
“ไม่อยากกลับบ้าน หาหนุ่มจีนเป็นแฟนเนี่ยแหละ รู้งี้ตอนเรียนหาแฟนจีนดีกว่า”
“เรียนที่นี่มาเป็นสิบปี ตั้งแต่ประถมยันมหาลัย แกก็คบแต่ต่างชาติไม่ชายตาแลหนุ่มจีน แล้วไงล่ะ ตอนนี้กำแพงเมืองจีนสูงมากล่ะสิ” บีลีฟบ่นเพื่อนสาวตนก่อนเขยิบให้เอ๋ยเอ้ยมานอนด้านข้าง
“แหม ก็ฉันหน้าหมวยอยู่แล้ว ไม่อยากมีหมวยน้อยตี๋น้อยเพิ่มขึ้นมา แต่ตอนนี้คิดใหม่ มีลูกสวยหล่อเหมือนดาราจีนก็ไม่เลวนะ”
บีลีฟเหลือบตามองเพื่อนราวกับสืบค้นความต้องการของอีกฝ่าย นิ้วเรียวค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์อย่างคล่องแคล่ว
“คิดเลยนะว่าจะขอเนื้อคู่แบบไหน เตรียมละเอียดๆ หน้าตา ส่วนสูง การศึกษา การงาน ครอบครัว สุขภาพ เงินในบัญชี”
“คิดไว้แล้วย่ะ” เอ๋ยเอ้ยบอก เธอนอนหนุนหมอนไม่นานก็หลับทันที
........
รุ่งขึ้นอีกวัน ในเวลาที่แสงอาทิตย์เพิ่งเริ่มทอประกายให้ความสว่างบนผืนฟ้า เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟต่างก็ตื่นนอน อาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว พวกเธอใส่เสื้อยืดสีสันสดใส กางเกงยีนส์ขายาว คลุมทับด้วยเสื้อคาร์ดิแกน สวมรองเท้าคัทชู สะพายกระเป๋ากันคนละใบ แล้วออกเดินทางไปวัดทันที
วัดผิงอัน วัดโบราณที่สร้างขึ้นมาหลายศตวรรษ ไม่สามารถบอกเวลาสร้างแน่นอนได้ บริเวณวัดค่อนข้างกว้างขวาง มีอาคารวิหารเก่าหลายอาคาร ทั้งที่สร้างมาจากหินและสร้างจากไม้ ถึงแม้ภายในวัดจะคงความเก่าแก่ราวกับมีกระแสมนต์ขลังศักดิ์สิทธิ์ไหลเวียนโดยรอบ แต่ร้านรวงนอกกำแพงวัดกลับเป็นอาคารที่ก่อสร้างใหม่ ถูกตกแต่งสวยงามเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปจับจ่ายใช้สอย
บีลีฟมองร้านขายอาหารแต่ละร้านที่เรียงรายอยู่หน้าวัด สายตาจับจ้องบนป้ายเมนูไม่วางตา
“หิวแล้ว หาอะไรกินก่อนเถอะ”
“ได้ เลือกร้านเลย” เอ๋ยเอ้ยหยิบโทรศัพท์มือถือมาดูข้อความแชทและพิมพ์บางอย่างลงในโน้ต
เธอเดินเข้าไปในร้าน ยังไม่ทันได้ดูเมนู
“ฉันสั่งให้แล้ว เหมือนกัน” บีลีฟบอก มือเรียวหยิบตะเกียบออกมาแล้วส่งให้เอ๋ยเอ้ยด้วยความฉับไว
ไม่นานนัก เถ้าแก่เนี้ยก็ถือหลัวซือเฝิ่น (บะหมี่หอยหวาน) สองชามมาวางตรงหน้าหญิงสาวทั้งสอง กลิ่นของก๋วยเตี๋ยวหอมยั่วน้ำลายอย่างมาก
“อย่ามัวแต่เล่นโทรศัพท์ กินกิน” บีลีฟดุเพื่อนสาว ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มกินด้วยความเอร็ดอร่อย
........
ผ่านไปได้ไม่ถึงยี่สิบนาที บีลีฟกับเอ๋ยเอ้ยก็รีบวิ่งผ่านเข้าประตูวัดอย่างรวดเร็ว พวกเธอปวดท้องหนักตั้งแต่กินหลัวซือเฝิ่นจนหมด จะให้เข้าห้องน้ำของร้านก็มีเพียงห้องเดียว ไม่พอสำหรับเธอทั้งสอง สิ่งที่คิดได้ในเวลาคับขันนี้ก็คือห้องน้ำวัด
สองสาววิ่งไปยังห้องน้ำโบราณที่อยู่ด้านหลังวัด เพราะคนน้อยและค่อนข้างเงียบกว่าห้องน้ำใหม่ด้านหน้า
‘คนน้อย’ แปลว่า ปลอดภัยต่อความรู้สึก ไม่ต้องคอยลุ้นเวลาเปิดประตูว่าจะเจอภาพที่ทำให้ตกใจหรือสยดสยอง เข้าปุ๊บปล่อยได้ปั๊บ
ห้องน้ำขนาดใหญ่ถูกแบ่งออกเป็นหลายห้อง พูดให้เข้าใจง่ายคือหลายช่อง เพราะผนังกั้นห้องน้ำสูงแค่เอว ถึงจะมีประตูปิดมิดชิดแต่หากคนตัวสูงยืนก็มองเห็นได้ชัดเจนทุกมุม โดยเฉพาะรางยาวสำหรับปลดทุกข์ที่พาดผ่านทุกห้อง หากนั่งอยู่ห้องด้านในแล้วคนอยู่ห้องฝั่งนอกปล่อยของเสีย ของนั้นก็จะผ่านรางยาวนี้มาอวดโฉมถึงห้องด้านในก่อนที่ลงสู่ใต้ดินด้านล่าง
เอ๋ยเอ้ยวิ่งนำบีลีฟเข้าไปห้องน้ำในสุด
“แกอย่ามาใกล้ฉัน ไปอยู่ฝั่งตรงข้ามมุมโน้นเลย”
ทั้งสองเข้าห้องน้ำโดยไม่คิดอะไรมาก พวกเธอเรียนอยู่ที่นี่มาเป็นสิบปี เรื่องปัญหาห้องน้ำแค่นี้บอกเลยว่าสบาย
ขณะที่พวกเธอกำลังปลดทุกข์อย่างผ่อนคลายก็รู้สึกว่าพื้นห้องน้ำสั่นสะเทือน ร่างบางที่กำลังนั่งยองๆ เอียงไปเอียงมา
“เฮ้ยๆ แผ่นดินไหวตอนนี้เนี่ยนะ เวรกรรมอะไรเนี่ย”
“แกอย่าเพิ่งบ่น รีบเช็ดก้นเร็วๆ จะได้วิ่งหนีทัน”
ไม่พูดพล่ามทำเพลง บีลีฟและเอ๋ยเอ้ยก็เช็ดทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น โยนกระดาษทิชชูเข้าถังขยะ ดึงสายราดน้ำแล้วก็วิ่งกันออกมาภายในเวลาชั่วอึดใจ
“โล่งสบายท้อง แกจะรีบทำไม ห้องน้ำแค่ชั้นเดียวน่าจะผ่านแผ่นดินไหวมาหลายร้อยหลายพันปีแล้วก็ไม่เห็นถล่ม” เอ๋ยเอ้ยบ่นบีลีฟ
“แกรู้ได้ไงว่าส้วมที่เราเข้ามันมีการบูรณะซ่อมแซม ปลอดภัยไว้ก่อนสิ ถ้ามันถล่มใส่ เราจะตายคาส้วมนะ”
หญิงสาวเดินพูดคุยออกมาจากห้องน้ำไม่ได้สนใจผู้คนรอบข้าง เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็รู้สึกว่ารอบๆ บริเวณวัดไม่ค่อยคุ้นตา ไม่เหมือนกับตอนที่พวกเธอวิ่งเข้าห้องน้ำเท่าใดนัก
มีเพียงบางอาคารเท่านั้นที่ให้ความรู้สึกเหมือนวัดผิงอันที่พวกเธอมาบ่อยๆ ส่วนอาคารใหม่ที่ทางวัดเพิ่งสร้างได้ไม่นานไม่เห็นเลยสักอาคาร
“แปลกจัง ตึกขายของหายไปไหน โรงทานใหม่อีก ถ้าถล่มเพราะแผ่นดินไหวก็ต้องเห็นซากแล้วสิ”
“แก เงียบก่อน ทำไมผู้คนแต่งชุดฮั่นฝูอ่ะ วันนี้มีเทศกาลอะไรหรือเปล่า”
ทั้งเอ๋ยเอ้ยและบีลีฟรีบหยิบแว่นตาดำในกระเป๋ามาสวม ทำตัวเสมือนเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ พวกเธอเดินไปไหว้พระด้านหน้าด้วยความเคยชิน
“ทั้งเจ้าแม่ พระพุทธรูปก็องค์เดิมที่เรามาไหว้บ่อยๆ แกอ่ะคิดมาก” บีลีฟบอกเอ๋ยเอ้ย แม้ในใจจะมีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีแต่ก็ยังพยายามคิดบวก
“จะขออะไรขอเลย เออ ฉันขอด้วย เนื้อคู่ใช่มั้ย”
ทั้งสองคุกเข่ายกมือขึ้นไหว้ขอพรพระ ระหว่างที่พวกเธอยังไหว้อยู่นั้นก็มีแม่ชีวัยกลางคนเดินเข้ามาทักด้วยความสงสัย
“แม่หนูทั้งสองมาจากไหนหรือ”
บีลีฟลืมตา พยักเพยิดหน้าให้เอ๋ยเอ้ยตอบ
“ต้องตอบว่าอะไรล่ะ ไท่กั๋วหรอ แต่เรามาจากคอนโดนะ” เอ๋ยเอ้ยเอียงคอทำท่าคิดคำตอบ จากนั้นก็หันไปตอบแม่ชี
“มาจากมหาวิทยาลัยในเมืองค่ะ”
แม่ชีขมวดคิ้วงุนงงด้วยความสงสัย นางเดินพึมพำจนออกนอกประตู
“เอ สำนักศึกษาแต่งกายประหลาดเช่นนี้แล้วหรือ”
เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟเดินไหว้พระรอบวัด ในใจก็เริ่มมีคำถามเพิ่มขึ้นมากมาย ทั้งสองได้แต่มองหน้ากันแต่ไม่พูดอะไรออกมา
“เอ่อ สตรีในจวนใต้เท้า ใช่ว่าข้าจะไม่สนใจ” เขาพูดอ้อมแอ้ม ท่าทางเคอะเขินจนจับสังเกตได้ “หา พี่ชายข้าสนใจสตรีด้วยหรือ” เยว่ชุนน้องชายอุทานด้วยความตื่นเต้น “ข้าอยากเห็นจังว่าสตรีนางใดทำให้ภูเขาน้ำแข็งคนนี้หวั่นไหวได้” “เจ้าไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่” ผู้เป็นมารดาหรี่ตาจับผิดบุตรชายบ้านตน “เอ่อ อันที่จริงข้าก็พานางมาที่นี่ด้วย เพียงแต่คืนนี้ให้นางพักที่โรงเตี๊ยม” เยว่ชิวตอบ ใบหูเริ่มแดงชัดเจน “ข้าอยากเห็นๆ” เยว่ชุนร้องโวยวายไม่ต่างจากเด็กน้อย&n
ความเดิมตอนที่แล้ว“ฮือ ฮือ ฮือ”เสียงร้องไห้ทั้งวันและเกือบทุกวันของติงเซียงรบกวนโสตประสาทของเยว่ชิว ชายหน้านิ่งที่ถูกสั่งให้เฝ้าห้องน้ำวัด“รบกวนเงียบได้หรือไม่” เขากล่าวเสียงเรียบกับสตรีน้อยด้านข้าง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดปากพูดกับหญิงสาว“ไม่ได้” ติงเซียงเงยหน้าจ้องมองเขาด้วยใบหน้าโศกเศร้าเจือหงุดหงิด“คุณหนูหายไปหลายวันแล้วไม่กลับมาสักที ข้าคิดถึง ใต้เท้าทั้งสองก็คงคิดถึงไม่ต่างกัน”“คุณหนูเจ้าแค่หายตัวไป ไม่ได้ตายเสียหน่อย”เยว่ชิวยังคงเอ่ยเสียงเรียบ ไม่สะทกสะท้านกับความน่าสงสารของสตรีเลยแม้แต่น้อย“ปากเสีย อย่าพูดเรื่องตายเชียวนะ ตบปากเจ้าซะ”
เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟเมื่อถูกสามีตามไปเฝ้าถึงในห้องน้ำก็รู้สึกกระอักกระอ่วน ถึงจะเป็นคนยุคใหม่ แต่เรื่องนี้มันก็น่าอายนะแต่เมื่อคิดว่าต่อไปในอนาคต หากสามีภรรยาไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเจ็บป่วย ก็ต้องดูแลกันถึงในห้องน้ำอยู่ดี ดูแลกันแม้ยามเจ็บป่วยแก่เฒ่า อยู่ด้วยกันทั้งชีวิตพวกเธอจึงไม่ไล่สามีของตนออกจากห้องน้ำ เพียงแค่บอกให้เขายืนหันหลังก็พอหลังจากหญิงสาวทั้งสองทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว พวกเธอก็ออกมายืนพิจารณาหน้าห้องน้ำห้องน้ำทั้งสองห้องนี้ถูกสร้างไว้ด้วยความวิจิตรบรรจง ประตูและหน้าต่างถูกแกะสลักประณีตงดงาม ลวดลายที่ถูกแกะสลักก็หนีไม่พ้นนกยวนยาง (เป็ดแมนดาริน) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรักแท้ จับคู่เพียงตัวเดียวตลอดชีวิต“ประทับใจใช่หรือไม่” เสวียนอิงและฝูเทียนเหวินเอ่ยถามภรรยาของตนพร้อมกันราวกับเตี๊ยมกันมา
กลับมาถึงเมืองอิ๋นตู ก็มีเรื่องต้องประหลาดใจ ความจริงก็ไม่ต่างจากที่เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟคาดไว้เท่าใดนักวันที่พวกเธอกลับมาถึงจวน เยว่ชิวหรือพี่หน้านิ่งก็จูงมือติงเซียงเข้ามาหาพวกเขาทั้งสี่และขออนุญาตแต่งงานโดยบอกว่าพวกเขาทั้งสองได้คบหาดูใจมาสักระยะหนึ่งแล้วได้ยินดังนั้น เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟก็รีบจูงติงเซียงออกมาซักถามเป็นการส่วนตัว“ตั้งแต่เมื่อไหร่” เอ๋ยเอ้ยเป็นคนเปิดประเด็กถามสาวใช้ตัวน้อยติงเซียงยืนบิดตัวด้วยความเขินอาย“ก็ตั้งแต่เฝ้าคุณหนูหน้าห้องน้ำน่ะเจ้าค่ะ” นางเงียบไปพักหนึ่งก่อนเล่าต่อ“ข้าร้องไห้หน้าห้องน้ำ พี่เยว่ชิวเลยคอยพาข้าเดินวนรอบวัด คนอื่นจะได้ไม่เข้าใจผิดคิดว่าญาติข้าเสียในห้องน้ำ”เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟนิ่งเงียบพร้อมกัน เธอควรขำหรือร้องไห้ตามดีพาไปเดินวนรอบวัดหรือพาไปเดินจงกรมกันแน่ ส่วนที่ว่าญาติเสียในห้องน้ำหมายถึงพวกเธอใช่หรือไม่เฮ้อ จะมีใครย้อนเวลามาทางนี้แบบพวกเธอบ้างช่างน่าอายเสียจริง“พวกเจ้าสองคนได้เสียกันหรือยัง” บีลีฟเปลี่ยนเรื่องถามเช่นผู้ใหญ่ถามเด็กอย่างไรเสียเธอก็อาบน้ำร้อนมาก่อนใบหูของติงเซียงเริ่มแดงขึ้นมาทันใดจากนั้นก็ลามไปทั่วใบหน้า หญิงสาวอ้ำๆ อึ้งๆ ก่อน





