Masuk“จะเปิดดูทุกไหเลยหรือไม่” เอ๋ยเอ้ยถามฝูเทียนเหวินด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ทำให้มองไม่ออกถึงเป้าหมายที่แท้จริง
ฝูเทียนเหวินกลั้นหายใจปั้นหน้าเคร่งขรึม
“นี่เจ้าจะหลอกใช้ข้าสินะ เฮอะ ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก” เขาเก็บดาบเตรียมชวนเสวียนอิงจากไป
“เดี๋ยวสิ” มือเรียวของบีลีฟดึงแขนเสื้อของเสวียนอิง
“ไม่คิดจะรับผิดชอบเลยหรือ นิสัยไม่ดีเลยนะ”
เสวียนอิงมองมือหญิงสาวที่ดึงแขนเสื้อตน เขาอยากไปจากตรงนี้เร็วๆ หนีให้ไกลจากกลิ่นไม่พึงประสงค์
“จะให้พวกข้ารับผิดชอบอย่างไร จ่ายเงินหรือ ฝันไปเถอะ ข้าไม่จับเจ้าเข้าคุกก็บุญแล้ว” เขาสะบัดแขนเสื้อให้หลุดจากมือของบีลีฟ จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้ฝูเทียนเหวินหนีไปพร้อมกันอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย จะหนีไปไหนน่ะ หล่อซะเปล่าดันนิสัยเสีย” เอ๋ยเอ้ยตะโกนตามหลัง
“คนที่ถลึงตาใส่ฉันตัวล่ำเชียว หาความหล่อไม่เห็นจะได้”
บีลีฟเบ้ปากบ่น นิสัยก็ไม่ดี หน้าตาก็ไม่ใช่สเป็ก ถึงจะหล่อในสายตาของคนอื่นแต่ไม่หล่อในสายตาของเธอ
“เออ ไม่หล่อก็ไม่หล่อ” เอ๋ยเอ้ยเดินไปเก็บฝาที่ตกอยู่บนพื้น เธอเอาผ้าสะอาดมาเช็ดก่อนปิดปากไหให้สนิทอีกครั้ง
“อารมณ์ไม่ดี อยากบวกเลยเนี่ย” บีลีฟยกมือทั้งสองจับรถเข็นก่อนออกแรงดันรถเข็นให้เคลื่อนไปข้างหน้า
“ต้องใช้แรงจะได้ไม่หงุดหงิด” เธอไม่รอให้เอ๋ยเอ้ยมาช่วยเข็น แค่ให้เพื่อนสาวคอยระวังไม่ให้ไหปลาร้าเอียงหล่นจากรถเข็นก็พอ
เข็นรถมาถึงร้านพวกเธอก็เอาเข้าไปเก็บที่ลานหลังบ้าน ป้องกันไม่ให้กลิ่นลอยรบกวนถึงบริเวณโรงน้ำชาหลังน้อย
“ลองต้มสักไห อีกไหเอามาทำน้ำปลาเลยดีมั้ย” เอ๋ยเอ้ยเอ่ยถามบีลีฟ
บีลีฟที่อารมณ์ยังไม่หายหงุดหงิดจากบุรุษหุ่นล่ำ
“ทำน้ำเป็นปลาร้าปรุงรสไปเลย ไหนๆ ก็เอาเครื่องปรุงมาที่นี่หมดแล้ว”
“แกหั่นสับปะรดนะ ฉันหั่นอ้อยเอง” พูดจบบีลีฟก็เดินไปหอบเอาอ้อยมาประมาณสี่ถึงห้าลำ มือบางคว้ามีดอีโต้ฟันลำต้นของอ้อยอย่างเอาเป็นเอาตาย
“เฮ้ย ระวังมือด้วย” เอ๋ยเอ้ยส่ายหน้าระอาเพื่อนตัวเอง
เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง เวลาเจอผู้ชายที่ทำให้หงุดหงิดไม่พอใจ
เวลาผ่านไปไม่ถึงสองชั่วยาม กลิ่นปลาร้าที่ถูกต้มก็ลอยกระจายทั่วทั้งบริเวณพื้นที่ของบ้าน
“โอ้ย กลิ่นนี้แหละที่รอคอย” บีลีฟมองภายในหม้อของตนเองที่กำลังทำน้ำปลา พอเห็นสับปะรด อ้อยและปลาร้าถูกต้มจนเปื่อย จากอารมณ์ที่หงุดหงิดก็เปลี่ยนเป็นอารมณ์ดีขึ้นมา
“แก พรุ่งนี้ไปหาปูเอามาดองน้ำปลากันเถอะ”
“ได้” เอ๋ยเอ้ยตะโกนตอบ เธอกำลังต้มน้ำปลาร้าปรุงรส คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยเนื่องจากใช้ส่วนผสมมากกว่าทำน้ำปลา เธอใส่น้ำตาล ปลาร้า กระเทียมดอง สับปะรดและใบหม่อนครบแล้ว
“ไม่มีกะปินะ ลืมไปเลยว่าต้องใส่” เธอบอกบีลีฟ
“ไม่เป็นไร ค่อยชิมรสทีหลังว่าจะเพิ่มอะไรแทน ทีพริกแกงเจยังไม่ใส่กะปิเลย ถือว่าเราทำน้ำปลาร้าเจก็ได้” บีลีฟตอบเสียงดัง
“มันไม่เจตั้งแต่ใส่ปลาร้าแล้ว” เอ๋ยเอ้ยตอบ บางทีเธอก็งงกับคำพูดบีลีฟอยู่เหมือนกัน
“ทำน้ำปลาร้าเจจริงๆ ด้วยเลยมั้ย ใช้แค่เต้าเจี้ยว ซีอิ๊วขาวและข้าวคั่วเอง”
“ไว้ทีหลัง มันบ่แซ่บ” บีลีฟยกหม้อขึ้น เธอกำลังตักน้ำปลาที่ต้มได้กรองผ้าขาวบางใส่ขวดโหลใบน้อย
“แต่ทำไว้ก็ดีนะ เอาไปถวายท่านอาแม่ชี ทำน้ำปลาเจ น้ำปลาร้าเจให้ที่โรงทานด้วย” เอ๋ยเอ้ยพูดชักชวนพลางพยายามจำสิ่งที่ต้องทำเพิ่ม
........
ละแวกโรงน้ำชาของเอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟ บุรุษสองคนกำลังสืบสวนคดีเพื่อหาตัวคนร้าย พวกเขาปลอมตัวให้ดูคล้ายคุณชายที่ไม่มีพิษมีภัยเดินผ่านทางมา
“ข้าว่ากลิ่นนี้คุ้นๆ นะ” บุรุษรูปร่างสูงโปร่งหน้าใบหล่อแกมหวานทำจมูกฟุดฟิดบอกคนข้างกาย
“ก็ยังหอมกว่ากลิ่นปลาในไหของหญิงเพี้ยนสองนางนั้น” บุรุษรูปร่างกำยำสูงใหญ่กล่าวเสียงเรียบ
“หรือว่ากลิ่นนี้ฝีมือของพวกนาง” ฝูเทียนเหวินไม่รอช้ารีบตามกลิ่นไปทันที
“จะตามทำไม อยากเจอพวกนางขนาดนั้นเชียว” เสวียนอิงส่ายศีรษะก่อนก้าวเท้าไปยังทิศที่ฝูเทียนเหวินพุ่งตัวไป
พวกเขาทั้งสองกระโดดขึ้นบนกิ่งไม้สูงที่ใกล้กับรั้วบ้าน มองเห็นเอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟต้มน้ำปลาร้าอย่างขะมักเขม้น คำสนทนาของคนทั้งสองพวกเขาได้ยินชัดเต็มสองหู
“นั่นมันอาหารหรือยาพิษ” เสวียนอิงมองเห็นของเหลวขุ่นสีน้ำตาลเข้มที่กำลังไหลลงไหเปล่าใบหนึ่ง พลางเหลือบมองดูขวดโหลที่มีของเหลวใสสะอาดสีน้ำตาลอ่อนบรรจุอยู่เต็ม
“ข้าชักอยากรู้ว่าพวกนางนำสิ่งนั้นมากินอย่างไร”
สายตาเป็นประกายสงสัยของฝูเทียนเหวินจ้องมองสตรีสองนางอย่างไม่วางตา เขาเห็นเอ๋ยเอ้ยหายเข้าไปภายในบ้านอยู่ครู่หนึ่งสักพักก็ถือชามใบใหญ่ออกมาสองใบ
บีลีฟรับชามเปล่าจากเอ๋ยเอ้ย จากนั้นก็จับช้อนตักน้ำตาลใส่ในลงชาม หยิบกระบวยตักของเหลวสีน้ำตาลใสและของเหลวสีน้ำตาลเข้มที่เพิ่งกรองเสร็จใส่ลงในชามผสมให้เข้ากัน
เอ๋ยเอ้ยเทพริกที่โขลกแล้ว บีบส้มจี๊ดอีกหลายลูกใส่ในชามที่บีลีฟถือ เธอใช้ช้อนคันเล็กคนก่อนตักน้ำที่ปรุงรสในชามนั้นมาชิมด้วยแววตาตื่นเต้น
บุรุษสองคนที่แอบดูอยู่บนต้นไม้อมยิ้มโดยไม่รู้ตัว ท่าทางของสตรีสองนางนั้นช่างน่าขันเสียจริง แล้วไอ้น้ำสีน้ำตาลที่ไหหนึ่งขุ่นเข้มอีกโหลหนึ่งสีอ่อนใสมันคืออะไรกันนะ
“อร่อย” เธอพูดพลางตักอีกช้อนป้อนใส่ปากของบีลีฟ
“อืม แซ่บกำลังดี” บีลีฟยิ้มให้เอ๋ยเอ้ย “ใส่เครื่องลงมาเลย”
เอ๋ยเอ้ยพยักหน้า มือเรียวคีบหมูทอดที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำใส่ลงในชามนั้น แล้วก็หยิบหอมแขกที่หั่นแล้วและผักชีฝรั่งใส่ปิดท้าย
บีลีฟใช้ทัพพีคลุกเคล้าส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน เธอนำชามใบใหญ่นั้นไปวางบนโต๊ะที่อยู่ไม่ไกลกันนัก
ชั่วเวลาที่ไม่ทันกระพริบตา ในมือของเอ๋ยเอ้ยและบีลีฟก็มีตะเกียบพร้อมคีบอาหารในชาม ความเร็วตั้งแต่มือเปล่าจนกระทั่งมีตะเกียบนั้นราวกับใช้เวทมนต์เสกขึ้นมา
จากนั้นในสายตาของบุรุษทั้งสองก็เห็นหญิงสาวคีบหมูเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่สำรวมกิริยา
“ข้าว่า ในนั้นใส่ยาที่ทำให้เสพติดลงไป” เสวียนอิงเปรียบเทียบพฤติกรรมของหญิงสาวกับผู้ติดยาที่ตนเคยได้พบเจอ
“ฮ่าฮ่า เจ้าก็คิดแง่ร้ายเกินไป พวกนางกำลังจะเปิดโรงน้ำชา ไว้มีเวลาพวกเราก็ลองมาอุดหนุนละกัน” นัยน์ตาคมจับจ้องที่เอ๋ยเอ้ยไม่วางตา “ไปทำงานต่อได้แล้ว นี่เรามาปฏิบัติภารกิจอยู่นะ” เขาพูดพลางขยับตัวจะกระโดดลงจากต้นไม้
“เฮอะ บอกตัวเองเถอะ” เสวียนอิงแสดงสีหน้าเย็นชาใส่ญาติผู้พี่ คนที่รีบมาดูก็คือเจ้าตัวนั่นแหละ ทำมาเป็นพูดดีว่าเสียเวลางาน แต่เขาก็เหลือบมองบีลีฟก่อนกระโดดลงสู่พื้นด้านล่าง
สตรีนางนี้มีสีผิวที่เข้มกว่าสตรีโดยทั่วไป ผมก็เป็นลอนเล็กน้อย ดูแตกต่างแต่กลับมองแล้วเพลินตา เสียอย่างเดียวคือดุเหมือนเสี่ยวไป๋ สุนัขที่บ้านเขาไม่มีผิดเพี้ยน
ตั้งแต่พวกเขาทั้งสองคนมาจนกระทั่งจากไป เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟต่างไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
........
“เหนื่อยจังเลย วันนี้จะนอนที่นี่หรือจะกลับไปนอนที่จวน” บีลีฟนั่งยืดเหยียดขา สองมือยกสูงเหนือศีรษะ
“แบ่งเอาน้ำปลาร้ากับน้ำปลาที่ได้กลับจวน ทำอาหารให้ท่านพ่อท่านแม่กัน”
........
จวนสกุลโจว
ติงเซียงรีบวิ่งมาหาเอ๋ยเอ้ยและบีลีฟเมื่อเห็นหญิงสาวทั้งสองเดินเข้าประตูจวน
“คุณหนูกลับมาแล้ว นายท่านกำลังรับแขกอยู่เลยเจ้าค่ะ” สตรีน้อยกล่าวพลางแย่งรถเข็นจากมือของบีลีฟ
“แขกหรือ งั้นพวกข้าทำอาหารต้อนรับนะ” เอ๋ยเอ้ยสายตาประกายแวววาวเหมือนแมวที่มองเห็นเหยื่ออันโอชะ
“เก็บอาการหน่อย” บีลีฟเตือน
“ทำไมหรือเจ้าคะ คุณหนูจะทำอาหารแปลกๆ ใช่ไหมเจ้าคะ” ติงเซียงทำตาโต คุณหนูของนางทำอาหารอร่อยทุกครั้ง วันนี้น่าจะมีลาภปากอีกแล้ว
สองสาวยิ้มรับติงเซียงแทนคำตอบ พวกเธออุ้มโหลคนละใบเดินไปทางห้องครัวของจวน คนในห้องครัวต่างมองที่โหลทั้งสองใบ พวกเขารู้ว่านั่นคือปลาที่คุณหนูหมักจนสำเร็จแล้ว
“วันนี้ทำสองรายการแกงเห็ดกับยำคอหมูทอดน้ำปลาร้าดีมั้ย” บีลีฟหันหน้าถามเอ๋ยเอ้ย
“ก็ดีนะเมนูน้ำอย่างแห้งอย่าง แล้ววันนี้ในครัวทำกับข้าวอื่นหรือยัง” เมื่อเอ๋ยเอ้ยพูดจบ ติงเซียงก็ตอบแทนพ่อครัวทันที “เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ อาหารคาวหวานทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว”
ยังไม่ทันได้ลงมือทำ สาวใช้ตัวน้อยอีกคนก็เข้ามาในครัวแล้วเอ่ยน้ำเสียงดีใจ
“คุณหนูเจ้าคะ นายท่านบอกว่าให้ทำอาหารเผื่อด้วยเจ้าค่ะ แขกของนายท่านจะเอากลับไปฝากคนที่จวน”
เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟมองหน้ากันทันที พวกเธอส่งสายตาราวกับสื่อสารกันทางกระแสจิตได้
เอ๋ยเอ้ย ‘เอาไปฝากก็ต้องโชว์ฝีมือสินะ’
บีลีฟ ‘เต็มที่เลย จะได้เรียกแขกเข้าร้าน’
จากนั้นพวกเธอก็เรียกคนที่อยู่ในครัวมาช่วยกันเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำอาหารในปริมาณมาก
“จะเปิดดูทุกไหเลยหรือไม่” เอ๋ยเอ้ยถามฝูเทียนเหวินด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ทำให้มองไม่ออกถึงเป้าหมายที่แท้จริง ฝูเทียนเหวินกลั้นหายใจปั้นหน้าเคร่งขรึม“นี่เจ้าจะหลอกใช้ข้าสินะ เฮอะ ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก” เขาเก็บดาบเตรียมชวนเสวียนอิงจากไป “เดี๋ยวสิ” มือเรียวของบีลีฟดึงแขนเสื้อของเสวียนอิง“ไม่คิดจะรับผิดชอบเลยหรือ นิสัยไม่ดีเลยนะ” เสวียนอิงมองมือหญิงสาวที่ดึงแขนเสื้อตน เขาอยากไปจากตรงนี้เร็วๆ หนีให้ไกลจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ “จะให้พว
หลังจากวันนั้น จวนสกุลโจวก็มีบรรดาแม่สื่อและบุรุษมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนแทบทุกวัน ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครได้พบหน้าบุตรบุญธรรมของโจวโหวหยวนเลยสักคน เพราะต้วนหยาอันได้สั่งให้ผู้เฝ้าประตูบอกแขกเหรื่อที่ไม่ได้เชื้อเชิญเหล่านั้นว่าบุตรสาวทั้งสองอยู่ในช่วงศึกษาความรู้ในศาสตร์แขนงต่างๆ ได้ยินข้อความดังกล่าวก็ไม่มีผู้ใดขุ่นข้องหมองใจ แต่ละคนกลับมีใจอยากเอาชนะได้ผูกมิตรเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลโจวมากยิ่งขึ้น ในช่วงเช้าของวันหนึ่งที่ไม่มีวิชาเรียน เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟปรึกษากันอย่างจริงจัง “อีกไม่กี่วันจะเปิดไหปลาร้าแล้ว น้ำส้มสายชู กระเทียมดอง แหนมซี่โครง แหนมหมู แหนมเห็ด แหนมเอ็นข้อไก่ตอนนี้มีครบ น้ำปลายังไม่มีแต่ก็ใช้เกลือกับซีอิ๋วขาวแทนได้ เท่ากับว่าเราเตรียมเปิดร้านได้แล้วนะ”บีลีฟตวัดข้อมือลงปลายพู่กันด้วยความชำนาญ เรียนมาหลายเดือน หัดคัดทุกวันจนตอนนี้สามารถตวัดปลายพู่กันเขียนตัวอักษรต่อเนื่องกันโดยแทบไม่ต้องยกมือขึ้นก็ยังได้ “ดีที่เราหมักเครื่องปรุงเพิ่มตลอด ไม่ต้องกลัวของหมด เช่นนั้นเราก็ไปเดินเล่นตลาดกันดีกว่า เผื่อเจอทำเลที่เหมาะกับการเ
วันที่สองของการอาศัยที่จวนสกุลโจว เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ พวกเธอลืมตาขึ้นมาก็พบว่าติงเซียงเตรียมอ่างล้างหน้าไว้ให้เรียบร้อยแล้ว “ข้าอาบน้ำตอนเช้าได้หรือไม่” เอ๋ยเอ้ยเอ่ยถามสาวใช้ร่างเล็ก สายตาคาดหวังกับคำตอบอย่างมาก ติงเซียงขมวดคิ้วสงสัย ใบหน้างุนงง “อาบได้เจ้าค่ะ แค่ไม่ค่อยมีผู้ใดอาบน้ำตอนเช้ากัน” บีลีฟอมยิ้มขบขัน ริมฝีปากอวบอิ่มเอ่ยต่อทันที“ถ้าอาบน้ำตอนเช้าได้พวกเราสองคนก็จะอาบทุกวัน อ่อ วันละสองครั้งด้วยนะ เช้าเย็น” ติงเซียงฟังคำของบีลีฟ มองหน้าคนทั้งสองแล้วพ
จวนสกุลโจวหากมองจากกำแพงภายนอกอาจดูไม่ใหญ่โตเท่าใดนัก แต่เมื่อเข้ามาด้านในกลับพบว่าบริเวณกว้างขวางอย่างมาก มีเรือนเล็กใหญ่หลายหลัง โอบล้อมด้วยสวนดอกไม้ สวนไผ่ สวนหินและสระน้ำหลายแห่ง นอกจากนี้ยังมีน้ำตกขนาดย่อมอยู่ภายในจวน ช่างสวยงามยิ่งนัก“นายท่านพาบุตรบุญธรรมกลับมาแล้ว” เสียงของบรรดาสาวใช้พูดคุยกันขณะที่มองบีลีฟและเอ๋ยเอ้ยด้วยความตื่นเต้น“เอ่อ พวกนาง ปกติใช่หรือไม่”จากเสียงที่ดังกลายเป็นเสียงกระซิบเมื่อเห็นทรงผมและกระเป๋าสะพายข้างของหญิงสาวทั้งสองเอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟได้ยิน พวกเธอหันมองหน้ากันแล้วก็ส่งยิ้มหวานให้พวกสาวใช้ประหนึ่งว่าตนเองเป็นนางงามที่ได้รับมงกุฎและสายสะพาย ในใจพลางคิด เดี๋ยวรอให้ทำผมเป็นก่อนเถอะ จะเป็นคนสวยแบบปกติให้ดูสองสา
เมื่อออกมาที่ประตูใหญ่หน้าวัด เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟก็รับรู้ถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน ถนนคอนกรีตกลายเป็นทางลูกรัง ร้านค้าและสวนหย่อมบริเวณหน้าวัดหายไป เหลือเพียงแต่ต้นไม้กอหญ้าที่ขึ้นข้างทาง มองบนถนนจนสุดสายตาก็เห็นรถม้าวิ่งสวนกันด้วยความเร็ว“ซวยแล้ว” บีลีฟสบถอย่างลืมตัว เธอหันมองเอ๋ยเอ้ยที่ยืนนิ่งเงียบด้วยความตกใจ “เอาไงดี”เอ๋ยเอ้ยยืนเม้มปากใบหน้าซีดขาว “เข้าวัดกันก่อนดีกว่า”สถานการณ์เช่นนี้อย่างไรก็ต้องพึ่งวัดพวกเธอกลับเข้าไปในวัดอีกรอบ เดินหาพระภิกษุกับแม่ชีที่พบเจอเพื่อซักถาม พอจับต้นชนปลายได้ก็เข่าอ่อนเหมือนคนสิ้นหวัง“แก ฮือ เข้าส้วมแป๊บเดียวย้อนมายุคโบราณเฉยเลย”“ฮือ ทำไงดี ที่นี่ไม่มีซีรีส์ ไม่มีแอร์ ไม่มีห้าง ไม่มีอินเตอร์เน็ตให้ท่องโลกกว้าง” ทั้งสองกอดกันแล้วทรุดนั่งร้อ
คอนโดมิเนียมโครงการหรูข้างมหาวิทยาลัยเมืองอิ๋นตูณ ห้อง A 19 – 2 ห้องพักขนาดใหญ่ 3 ห้องนอน 1 ห้องรับแขก ภายในแต่ละห้องถูกตกแต่งอย่างหรูหรา ข้าวของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับต่างๆ ล้วนมีราคาแพง บ่งบอกถึงรสนิยมเจ้าของห้องได้อย่างดีเจ้าของห้องนี้เป็นหญิงสาวสองคนที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยเมืองอิ๋นตูได้ไม่ถึงสามเดือน แม้ตอนนี้พวกเธออยู่ในระหว่างหางานทำ แต่ก็ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทอง ทั้งสองใช้จ่ายเงินของครอบครัวอย่างฟุ่มเฟือยถึงหญิงสาวทั้งสองจะใช้จ่ายมากเพียงใด คนในครอบครัวก็ไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่เพียงนิดเดียว ไม่ใช่เพราะพวกเธอเป็นลูกสาวหรือหลานสาวหัวแก้วหัวแหวนของตระกูล แต่เพราะเป็นบุตรหลานที่อยู่นอกสายตา คนในตระกูลรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเธอมีมากเสียจนไม่สามารถนับนิ้วมือรวมกับนิ้วเท้าได้ ดีที่ธุรกิจของตระกูลอยู่ในระดับต้นๆ ของประเทศ กำไรมากมายมหาศาล ทำให้สามารถส่งลูกหลานแต่ละคนไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ยังเล็ก ไม่กลับประเทศก็ไม่มีใคร







