Masukจวนสกุลเสวียน
“อิงเอ๋อร์ เหวินเอ๋อร์ พวกเจ้ากลับกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ข้านำอาหารที่ลูกบุญธรรมของท่านโจวโหวหยวนกลับมาให้พวกเจ้าลองชิม”
เสียงของสตรีวัยกลางคนใบหน้ายิ้มแย้มพูดกับบุตรและหลานชายของตน
“ทำไมหรือท่านแม่ ที่จวนเราไม่มีอาหารถึงต้องไปขอจากจวนท่านโจวเลยหรือ” เสวียนอิงสีหน้าเรียบเฉยเอ่ยกับมารดา
มารดาของเขาพยายามจับคู่ให้เขามาแล้วหลายครั้ง และก็ถูกเขาปฏิเสธทุกครั้ง
วันนี้ก็ดูจะมีเป้าหมายใหม่อีกแล้ว ช่างมีความพยายามเสียจริง
“รอบนี้ท่านโจวรับบุตรบุญธรรมมาสองคนเชียวนะ พวกนางช่างน่ารักมีเอกลักษณ์ ไม่เหมือนชาวแคว้นเราเท่าไหร่ น่าจะถูกใจพวกเจ้า”
ฝูเทียนเหวินหัวเราะขบขัน “ท่านป้าคิดว่าพวกข้าชอบสตรีง่ายดายหรืออย่างไร อีกอย่างที่จวนพ่อครัวทำกับข้าวไม่เป็นหรือ ถึงต้องไปเอามาจากบ้านท่านโจวด้วย”
มารดาของเสวียนอิงก็คือป้าแท้ๆ ของฝูเทียนเหวิน ช่วงนี้ชายหนุ่มทั้งสองคนมาสืบราชการลับที่เมืองอิ๋นตู พวกเขาเลยมาพักที่จวนสกุลเสวียน
มาอยู่ยังไม่ถึงสามวัน ก็เริ่มถูกจับคู่เสียแล้ว
“พวกเจ้าจะไปรู้เรื่องอะไร บุตรบุญธรรมของท่านโจวคราวนี้ทำอาหารเก่งทีเดียว ที่สำคัญนะ พวกนางทั้งสองทำอาหารที่แปลกใหม่ รสชาติไม่เหมือนที่พวกเจ้าเคยกินมาหรอก” เสวียนฮูหยินกล่าวพลางยกมือส่งสัญญาณให้สาวใช้ยกอาหารขึ้นโต๊ะ
จากการพูดโน้มน้าว ฝูเทียนเหวินและเสวียนอิงจึงเดินไปชิมอาหารที่โต๊ะอย่างเสียไม่ได้
“นี่มันอะไร” ฝูเทียนเหวินมองแกงเห็นที่อยู่ในชาม น้ำแกงสีน้ำตาลทำให้เขาหวั่นใจเล็กน้อย
“สีเหมือนน้ำยาสมุนไพร แต่กลิ่นไม่ใช่ ในชามก็หอมดีอยู่หรอก แต่ในจานนี้ดูแปลกอยู่นะ” เสวียนอิงจ้องจานยำคอหมูทอดน้ำปลาร้าไม่วางสายตา
“ข้าว่าจานนี้คุ้นๆ” เขาชี้นิ้วไปที่จานพร้อมเหลือบตามองฝูเทียนเหวิน
“คล้ายกับที่สตรีสองนางนั้นทำ” ฝูเหวินเทียนตอบ นัยน์ตาเขาราวกับกระแสน้ำในมหาสมุทร ลึกลับและคาดเดาไม่ได้
แต่ไม่ใช่กับเสวียนอิงที่รู้จักเขามาตั้งแต่เล็ก
“สตรีเพี้ยนทำแน่นอน เจ้าอยากลองชิมก็ได้โอกาสแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปอุดหนุนพวกนางที่ร้าน” ชายหนุ่มรูปร่างกำยำหยิบตะเกียบคีบไปที่ชิ้นหมูทอดในยำจานนั้น
เขานิ่งราวกับทำใจอยู่สักพัก
“ก็ไม่ได้ยินว่ามีใครกินแล้วตาย” ก่อนคีบหมูเข้าปากก่อนฝูเทียนเหวิน
มุมปากฝูเทียนเหวินยกยิ้มเล็กน้อย แหม ไอ้ญาติผู้น้องคนนี้ ทำเป็นวิจารณ์นั่นนี่ แต่กลับเอาเข้าปากก่อนใคร
เขามองปฏิกิริยาของเสวียนอิงตอนที่เคี้ยวหมูแล้วกลืนลงคอ เห็นท่าทางและสายตาของชายหนุ่มทำเหมือนกับเจอเรื่องที่เหลือเชื่อก็เลยลองชิมบ้าง
คอหมูที่ถูกชุบแป้งทอดกรอบ ถึงจะถูกคลุกด้วยน้ำยำก็ยังคงความกรอบอยู่ น้ำยำที่มีครบรส เค็มหวานเปรี้ยวเผ็ด แต่ละรสชาติซึมซาบอยู่ในโพรงปาก อร่อยจนต้องตกตะลึง
“มิน่า พวกนางจึงไม่สำรวมกิริยาตอนกินอาหารนี้” เขาพูดจบก็มองเสวียนอิง แต่เห็นเสวียนอิงใช้ช้อนตักแกงเห็ดใส่ในถ้วยของตนเองแล้ว
“แหม รีบเชียวนะ” เขาเอ่ยแซว มือหนาของเขาก็ส่งถ้วยของตนให้เสวียนอิง “ตักให้ข้าด้วย”
นัยน์ตาคมของเสวียนอิงมองกลับทันที “ตักเอง”
พวกเขาทั้งสองคีบเห็ดเข้าปากพร้อมกัน เมื่อรับรู้ว่ารสชาติไม่แย่อย่างที่คิดจึงลองหยิบช้อนตักน้ำแกงในถ้วย กลั้นหายใจเล็กน้อยแล้วก็ยกช้อนเข้าปากอีกครั้ง
“หืม ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด” ฝูเทียนเหวินทำตาโตประหลาดใจ
ส่วนเสวียนอิงตักคำที่สองชิมไปแล้ว กำลังตักคำที่สาม
“ใส่สมุนไพรที่ทำให้เสพติดแน่ๆ”
“น้อยๆ หน่อย เพิ่งเคยกินของอร่อยก็วิจารณ์ซะเสียหาย”
เสวียนฮูหยินหรือมารดาของเสวียนอิงเดินเข้ามาได้ยินพอดีจึงเอ็ดลูกชายบ้านตน
“ท่านแม่เห็นบุตรบุญธรรมท่านโจวดีกว่าบุตรตัวเองหรือ” เสวียนอิงทำเสียงเคร่งขรึมแกล้งมารดา
“เจ้าอย่าทำเป็นเล่นไป ตอนนี้หลายตระกูลต่างอยากได้แม่หนูอ๋ายอ้ายและแม่หนูซิ่นซินเป็นสะใภ้ทั้งนั้น ตระกูลใหญ่จากเมืองหลวงก็เริ่มมาทาบทามแล้ว”
“เหอะ คล้ายกับคนเพี้ยนเช่นนั้น คุณชายบ้านไหนเลยจะชอบ” เสวียนอิงพูดพลางรีบคีบหมูใส่ในถ้วยของตน เพราะตอนนี้ฝูเทียนเหวินไม่พูดไม่จา กินคนเดียวไปหลายคำแล้ว
เสวียนฮูหยินทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อย บุตรชายตนพูดราวกับว่าเคยเจอสตรีสองนางแล้ว แต่ไม่มีที่ท่ารีบปฏิเสธเหมือนกับทุกครั้ง เห็นทีครานี้มีหวังจะได้สะใภ้เข้าบ้าน
นางรีบเดินออกไปทันที ต้องบอกสามีตนและเขียนจดหมายไปบอกน้องสาวกับน้องเขย เรื่องนี้รอช้าไม่ได้
........
วัดผิงอัน
บรรยากาศยามเช้าที่วัดผิงอันดูงดงามเหมือนวัดที่อยู่บนสวรรค์ อากาศเย็นสบายมีเมฆหมอกปกคลุมค่อนข้างมากทำให้เหล่าภิกษุและแม่ชีที่เดินไปมาเหมือนกับเทพเซียนที่ลอยได้
เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟต่างใส่ชุดเสื้อผ้าสีสดใส วันนี้พวกเธอตั้งใจมาไหว้พระขอพรอีกทั้งนำน้ำปลาเจและน้ำปลาร้าเจมาให้โรงทาน อารมณ์จึงดีเป็นพิเศษ
รู้สึกเหมือนสิ่งดีๆ กำลังจะเข้ามาในชีวิต
“ขอพรอะไรทำไมนานจัง” บีลีฟถามเอ๋ยเอ้ยที่เพิ่งลืมตาหลังจากทำปากขมุบขมิบอยู่นานสองนาน
“บอกไม่ได้เดี๋ยวไม่ศักดิ์สิทธิ์” เอ๋ยเอ้ยตอบ “แล้วแกขออะไร”
“ขอให้รวย ขอให้ได้กลับบ้าน ขอผู้ชายหล่อ” บีลีฟตอบโดยไม่ต้องคิด
“แกนี่ย้อนแย้ง ขอรวย ขอผู้ชาย ขอกลับบ้าน ทำอย่างกับจะแบกเงินพร้อมหิ้วผู้ชายกลับบ้านได้ ถ้าได้ผู้แล้วจะทิ้งไว้ที่นี่หรือไง” เอ๋ยเอ้ยถอนหายใจใส่เพื่อนสาว
“เออ ถ้าได้กลับบ้านจะได้แล้วทิ้งก็ไม่เป็นไร ไม่ซีเรียส”
บีลีฟพูด หญิงสาวเชิดหน้ามั่นใจไม่เสียดายในสิ่งที่ตนพูดออกมา
เอ๋ยเอ้ยรีบหลับตาแล้วอธิษฐานในใจต่อทันที
‘สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเจ้าคะ ถ้าลูกช้างจะมีสามีก็ขอให้ได้กับเนื้อคู่นะเจ้าคะ แบบที่ไม่พลัดพรากจากกัน ส่วนเงินก็ขอให้ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็มีแต่เงินไหลมาเทมา’ มือเรียวที่พนมอยู่ยกขึ้นแตะที่หว่างคิ้วก่อนก้มกราบลงพื้น
“จริงจังเลยนี่หว่า” บีลีฟมองเอ๋ยเอ้ย รอจนเอ๋ยเอ้ยอธิษฐานเสร็จจึงออกจากวัดพร้อมกัน
“วันนี้มาทำบุญ ไม่ไปจับปูแล้ว” บีลีฟบอกคนข้างกาย
“ได้ยินว่าไม่ไกลจากวัดมีหมู่บ้านผีสิง ไปดูกันดีมั้ย” นัยน์ตาเจ้าเล่ห์ของเอ๋ยเอ้ยส่งให้บีลีฟ
“แหนะ หาเรื่องลึกลับมาเล่าในร้านหรือไง ไว้ไปตอนเย็นละกัน”
บีลีฟพูดก่อนเดินนำเอ๋ยเอ้ยไปพูดคุยกับแม่ชีโจวรุ่ยและบรรดาแม่ชีน้อยทั้งหลาย กว่าจะคุยเสร็จก็ล่วงเข้ายามเซิน (15.00 - 16.59 น.)
หญิงสาวทั้งสองออกจากวัดก็เดินตามเส้นทางที่ได้ยินข่าวมา ใบหน้าของคนทั้งคู่ไม่มีวี่แววหวาดกลัวแต่อย่างใด
จากถนนที่ยังพบผู้สัญจรร่วมทางก็ค่อยๆ กลายเป็นถนนที่ไร้ผู้คน ต้นไม้ใหญ่เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เมื่อทางเดินแคบลงจนเหลือเพียงแค่ถนนสำหรับคนเดิน แสงสว่างก็เริ่มถูกกิ่งก้านต้นไม้ใบไม้แผ่มาบดบังจนแทบจะมืดมิด
“หูย บรรยากาศเริ่มได้ล่ะ” เอ๋ยเอ้ยมองทั่วทิศ ราวกับกำลังจดจำเส้นทางเผื่อมีเหตุฉุกเฉิน
“มีอะไรก็ใส่เกียร์น้องหมาวิ่งเลยนะ ทางใครทางมัน” บีลีฟบอกล่วงหน้าเพื่อป้องกันไว้ก่อน
ฟังเรื่องผีทั้งแบบแห้งและสดมาก็เยอะ ไปตระเวนตอนกลางคืนตามเรื่องที่ฟังก็ไม่ใช่น้อย จนตอนนี้รู้ว่าหากเจออะไรต้องวิ่งก็วิ่งเลย ไม่ต้องมารอกัน
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ตรงหน้าของหญิงสาวทั้งสองก็เริ่มมองเห็นหมู่บ้านรกร้างอาถรรพณ์ตามคำเล่าลือ สภาพบ้านแต่ละหลังค่อนข้างชำรุดทรุดโทรม บนพื้นมีใบไม้แห้งและสิ่งของเครื่องใช้ผุพังที่ถูกพัดปลิวตามลม
เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟค่อยๆ เดินสำรวจบ้านหลังแรกที่ใกล้ที่สุด เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสนใจก็เปลี่ยนไปบ้านหลังอื่นเรื่อยๆ
จนกระทั่งเข้าไปภายในบ้านหลังที่สี่ บ้านหลังนี้มีเรือนไม้ภายในหลายหลัง ในสวนมีบ่อน้ำเก่าตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง ด้านหลังบ่อน้ำมีต้นไม้ขนาดใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ความรู้สึกวังเวงและขนลุกไปพร้อมกัน
เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟค่อยๆ ย่องให้เสียงเดินของพวกเธอเบาที่สุดตามสัญชาตญาณ แม้ว่ายังมองไม่เห็นและยังไม่ได้ยินสิ่งใด แต่ในใจมีเค้าลางบอกว่าให้ระวังตัว
ยังเดินไม่ทันถึงบ่อน้ำ หญิงสาวทั้งสองก็ถูกรวบตัว ริมฝีปากบางถูกมือหนาปิดแน่น ก่อนที่ทั้งร่างจะถูกอุ้มออกไปจากบ้านหลังนี้อย่างเงียบเชียบ
พวกเธอถูกรวบตัวหายไปท่ามกลางดวงตาหลายคู่ที่กำลังซุ่มมองทางบ่อน้ำ
“เอ่อ สตรีในจวนใต้เท้า ใช่ว่าข้าจะไม่สนใจ” เขาพูดอ้อมแอ้ม ท่าทางเคอะเขินจนจับสังเกตได้ “หา พี่ชายข้าสนใจสตรีด้วยหรือ” เยว่ชุนน้องชายอุทานด้วยความตื่นเต้น “ข้าอยากเห็นจังว่าสตรีนางใดทำให้ภูเขาน้ำแข็งคนนี้หวั่นไหวได้” “เจ้าไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่” ผู้เป็นมารดาหรี่ตาจับผิดบุตรชายบ้านตน “เอ่อ อันที่จริงข้าก็พานางมาที่นี่ด้วย เพียงแต่คืนนี้ให้นางพักที่โรงเตี๊ยม” เยว่ชิวตอบ ใบหูเริ่มแดงชัดเจน “ข้าอยากเห็นๆ” เยว่ชุนร้องโวยวายไม่ต่างจากเด็กน้อย&n
ความเดิมตอนที่แล้ว“ฮือ ฮือ ฮือ”เสียงร้องไห้ทั้งวันและเกือบทุกวันของติงเซียงรบกวนโสตประสาทของเยว่ชิว ชายหน้านิ่งที่ถูกสั่งให้เฝ้าห้องน้ำวัด“รบกวนเงียบได้หรือไม่” เขากล่าวเสียงเรียบกับสตรีน้อยด้านข้าง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดปากพูดกับหญิงสาว“ไม่ได้” ติงเซียงเงยหน้าจ้องมองเขาด้วยใบหน้าโศกเศร้าเจือหงุดหงิด“คุณหนูหายไปหลายวันแล้วไม่กลับมาสักที ข้าคิดถึง ใต้เท้าทั้งสองก็คงคิดถึงไม่ต่างกัน”“คุณหนูเจ้าแค่หายตัวไป ไม่ได้ตายเสียหน่อย”เยว่ชิวยังคงเอ่ยเสียงเรียบ ไม่สะทกสะท้านกับความน่าสงสารของสตรีเลยแม้แต่น้อย“ปากเสีย อย่าพูดเรื่องตายเชียวนะ ตบปากเจ้าซะ”
เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟเมื่อถูกสามีตามไปเฝ้าถึงในห้องน้ำก็รู้สึกกระอักกระอ่วน ถึงจะเป็นคนยุคใหม่ แต่เรื่องนี้มันก็น่าอายนะแต่เมื่อคิดว่าต่อไปในอนาคต หากสามีภรรยาไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเจ็บป่วย ก็ต้องดูแลกันถึงในห้องน้ำอยู่ดี ดูแลกันแม้ยามเจ็บป่วยแก่เฒ่า อยู่ด้วยกันทั้งชีวิตพวกเธอจึงไม่ไล่สามีของตนออกจากห้องน้ำ เพียงแค่บอกให้เขายืนหันหลังก็พอหลังจากหญิงสาวทั้งสองทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว พวกเธอก็ออกมายืนพิจารณาหน้าห้องน้ำห้องน้ำทั้งสองห้องนี้ถูกสร้างไว้ด้วยความวิจิตรบรรจง ประตูและหน้าต่างถูกแกะสลักประณีตงดงาม ลวดลายที่ถูกแกะสลักก็หนีไม่พ้นนกยวนยาง (เป็ดแมนดาริน) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรักแท้ จับคู่เพียงตัวเดียวตลอดชีวิต“ประทับใจใช่หรือไม่” เสวียนอิงและฝูเทียนเหวินเอ่ยถามภรรยาของตนพร้อมกันราวกับเตี๊ยมกันมา
กลับมาถึงเมืองอิ๋นตู ก็มีเรื่องต้องประหลาดใจ ความจริงก็ไม่ต่างจากที่เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟคาดไว้เท่าใดนักวันที่พวกเธอกลับมาถึงจวน เยว่ชิวหรือพี่หน้านิ่งก็จูงมือติงเซียงเข้ามาหาพวกเขาทั้งสี่และขออนุญาตแต่งงานโดยบอกว่าพวกเขาทั้งสองได้คบหาดูใจมาสักระยะหนึ่งแล้วได้ยินดังนั้น เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟก็รีบจูงติงเซียงออกมาซักถามเป็นการส่วนตัว“ตั้งแต่เมื่อไหร่” เอ๋ยเอ้ยเป็นคนเปิดประเด็กถามสาวใช้ตัวน้อยติงเซียงยืนบิดตัวด้วยความเขินอาย“ก็ตั้งแต่เฝ้าคุณหนูหน้าห้องน้ำน่ะเจ้าค่ะ” นางเงียบไปพักหนึ่งก่อนเล่าต่อ“ข้าร้องไห้หน้าห้องน้ำ พี่เยว่ชิวเลยคอยพาข้าเดินวนรอบวัด คนอื่นจะได้ไม่เข้าใจผิดคิดว่าญาติข้าเสียในห้องน้ำ”เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟนิ่งเงียบพร้อมกัน เธอควรขำหรือร้องไห้ตามดีพาไปเดินวนรอบวัดหรือพาไปเดินจงกรมกันแน่ ส่วนที่ว่าญาติเสียในห้องน้ำหมายถึงพวกเธอใช่หรือไม่เฮ้อ จะมีใครย้อนเวลามาทางนี้แบบพวกเธอบ้างช่างน่าอายเสียจริง“พวกเจ้าสองคนได้เสียกันหรือยัง” บีลีฟเปลี่ยนเรื่องถามเช่นผู้ใหญ่ถามเด็กอย่างไรเสียเธอก็อาบน้ำร้อนมาก่อนใบหูของติงเซียงเริ่มแดงขึ้นมาทันใดจากนั้นก็ลามไปทั่วใบหน้า หญิงสาวอ้ำๆ อึ้งๆ ก่อน
เมืองจินไห่ เมืองท่าติดทะเลริมชายหาดส่วนตัวแห่งหนึ่ง มีกระโจมสองหลังตั้งอยู่ไม่ห่างกันนัก กระโจมทั้งสองนี้หันหน้าเข้าหาทะเล ด้านหน้ากระโจมมีพรมผืนใหญ่ปูอยู่ บนพรมตั้งโต๊ะเตี้ย รอบล้อมด้วยเก้าอี้สี่ตัวพวกเอ๋ยเอ้ยและบีลีฟมาฮันนีมูนนอกสถานที่กันเพียงสี่คน ไม่ได้ให้คนอื่นติดตามมาปล่อยให้พี่หน้านิ่งเยว่ชิวกับติงเซียงมีเวลากันมากขึ้น เผื่อจะมีข่าวดีเร็วๆ“สุกแล้ว”เอ๋ยเอ้ยส่งเสียงบอกแต่ละคน เธอหยิบปลาหมึกตัวใหญ่ที่ย่างจนสุกมาหั่นแล้วจัดใส่จานส่วนบีลีฟกำลังทำน้ำจิ้มซีฟู๊ดอย่างตั้งอกตั้งใจ สายตาเหลือบมองเสวียนอิงและฝูเทียนเหวินเป็นระยะเห็นชายหนุ่มสองคนกำลังแกะหอยนางรมด้วยความขะมักเขม้นไม่รู้ว่าชอบกินหรือจะโด๊ปกันแน่เ
อีกฝั่งของป่า บนก้อนหินก้อนใหญ่ มีร่างของชายหนุ่มหญิงสาวนั่งพิงไหล่กัน มองดวงดาวที่ส่องประกายแสงบนท้องฟ้าท่ามกลางราตรีที่มืดมิด“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน”ฝูเทียนเหวินบอกเอ๋ยเอ้ยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยอารมณ์คะนึงหา“ข้าก็คิดถึงเจ้า ว่าแต่ ข้าหายไปนานขนาดไหนหรือ”เอ๋ยเอ้ยถามสามีตน มือเล็กกอดแขนบุรุษไว้แน่นราวกับว่ากลัวจะต้องจากกันอีกครั้ง“ประมาณสี่เดือน” ฝูเทียนเหวินตอบ เป็นสี่เดือนที่ทรมานใจเหลือเกิน ภรรยาที่เพิ่งแต่งงานได้ไม่กี่วันหายไปในเวลาที่ต้องออกมาปฏิบัติหน้าที่ข้างนอกหากไม่ต้องทำงานเขาอยากจะเป็นคนเฝ้าห้องน้ำที่วัดเองด้วยซ้ำไปเอ๋ยเอ้ยซบไหล่ชายหนุ่ม ซักพักก็กอดเขา ฝูเทียนเหวินไม่รีรอรวบร่างของเธอในอ้อมแขนแล้วกอด







