Mag-log in
"ทิวา!"
เสียงกร้าวตวาดก้องทางเดินตรงไปยังห้องน้ำภายในร้านอาหารกึ่งบาร์ ทำให้สองชายหญิงที่กำลังกอดกันกลมถึงกับผงะผลักตัวออกจากกันแทบทันที ทิวาหมุนตัวกลับมาทางด้านหลังต้นเสียงดุดัน ขมวดคิ้วยุ่งงุนงงว่าคนที่บอกติดลูกค้ายุ่งแล้วหายหน้าไปเลยตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา มาโผล่อยู่ที่นี่ได้อย่างไร "เกื้อ..." ปากอิ่มสวยขยับได้เพียงเอ่ยชื่อของเขา จากนั้นก็ราวกับถูกความเย็นเยือกจากสายตาคู่นั้นแช่แข็งจนขยับไปต่อไม่ไหว เพียงหนึ่งอึกใจที่กลืนน้ำลายหนืดลงคอ เกื้อก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวพร้อมกับกำรอบข้อมือเรียวเล็กเอาไว้แน่นแล้ว ลมหายใจติดขัด ใบหน้าคมคายแดงก่ำ สันกรามแกร่งปูดเด่นเป็นแนวยาวบ่งบอกถึงความเดือดพล่านภายในที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อหากถูกเชื้อเพลิงเพียงนิดสะกิดแหย่ "จ... เจ็บนะ! นายบ้าไปแล้วหรือไง" "ใคร!" มันไม่ใช่คำถาม แต่เป็นการกดดันบังคับให้ตอบต่างหาก กัดฟันแน่นเค้นเสียงลอดไรฟัน จ้องเขม็งยังใบหน้าจิ้มลิ้มของผู้หญิงตัวเล็กที่ชักจะปีกกล้า บีบแขนเรียวราวกับจะหักมันคามือให้ได้ "คุณใจเย็นๆ ก่อนนะครับ พอดีว่าน้อง..." เกื้อเลื่อนสายตาจากดวงหน้าสวยสีระเรื่อยังผู้ชายที่เห็นกอดกันแทบกลืนกินกับเจ้าหล่อน ตาตี๋วูบไหวหวาดหวั่นบ่งบอกถึงความขี้ขลาดตาขาวของผู้ชายคนนี้ จะเลือกชู้สักคน เอาที่มันปีกแข็งกล้าหน่อยก็ไม่ได้ อ่อนขนาดนี้ถีบเสยคางทีเดียวคงไม่ตายคาตีนหรอกนะ เสียงกลืนน้ำลายดังอึกทำให้คนเลือดร้อนเหยียดมุมปากขึ้นเย้ยหยันอย่างสมเพช กดสายตากลับมาจ้องใบหน้าเล็กที่บัดนี้มันเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ บิดเบี้ยวเพราะแรงบีบรัดข้อแขนยังคงแน่นจนรู้สึกได้ถึงกระดูกแขนใต้เนื้อหนังมนุษย์นุ่มนิ่ม "จะหาผู้ชายสักคนเลือกดีๆ หน่อยก็ไม่ได้ ไก่อ่อนขนาดนี้จะเอามาเป็นที่รองตีนฉันหรือไง" "เกื้อ! หยาบคายไปแล้วนะ ไม่มีใครเขาคิดอะไรต่ำๆ แบบที่นายคิดกันหรอก" "หึ งั้นสิ? ก็นะ ฉันมันก็ต่ำจริงนั่นแหละ แต่ต่ำยังไงก็ยังไม่ต่ำเท่าเธอกับเพื่อนเธอหรอก" กัดฟันแน่นเค้นเสียงลอดไรฟันอีกครั้ง ดวงตาคู่คมเหมือนมีเปลวไฟลุกโชนจนแดงก่ำ "..." ความจริงมันจุกอกจนพูดไม่ออก ได้แต่พยายามฝืนความเจ็บปวดประหนึ่งกระดูกถูกหักทั้งที่ยังคงสติร้อยเปอร์เซ็นต์จ้องหน้าคนตัวโตไปอย่างนั้น "พูดไม่ออก? ก็แหงสิ มันเรื่องจริงนี่ถ้าบอกว่าไม่จริงเธอก็คงจะหน้าด้านหน้าทนจนไม่สามารถเอาคำไหนมาพรรณนาได้แล้วจริงไหม" ทิวาหลุบตาหลบดวงตาคมกริบที่มันช่างน่าหวาดกลัวเหมือนอยากจะหั่นเธอเป็นชิ้นๆ แก้แค้นให้กับอดีตที่ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้แล้ว กล้ำกลืนความอัปยศลงคอ เงยหน้ากลับขึ้นมาสู้รบตบมือกับคนบ้าคลั่งต่อ "มันเป็นอุบัติเหตุ ฉันเดินชนเขาแล้วจะล้มเขาเลยช่วยไว้ มันไม่ได้มีอะไรนอกจากนั้นเลย" เอ่ยเสียงอ่อนลง ดวงตากลมก็พลันอ่อนแสงเช่นกัน "ล้มอีท่าไหนหน้าถึงได้ใกล้กันจนจะสิงแบบนั้น ถ้าบอกว่าเธอร่านอยากเอากับมันตรงนี้ฉันก็เชื่อนะ" เสียงเรียบเอ่ย ดันปลายลิ้นกับมุมปากยิ้มเหยียดเย็น ยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้างหูทิวาให้ได้ยินกันสองคน เลือดร้อนลามกระจายไปทั่วหน้าเพียงนึกถึงภาพนั้น ลมหายใจถูกหญิงสาวถอนออกมาอย่างจำยอม ไม่ว่าจะแก้ตัวหรืออธิบายอะไรไปคนที่มีความผิดตัวติดอย่างเธอ ก็ยังเป็นคนเลวในสายตาเขาอยู่ดี เลือกที่จะเงียบยอมรับข้อสบประมาทนั้นเพื่อจะได้ตัดบทสนทนา คนบ้าคลั่งจะได้หยุดโวยวายก่อความเดือดร้อนให้คนอื่นเสียที แต่ทว่า เขากลับคิดว่ามันเป็นการท้าทายไปเสียอย่างนั้น ยิ่งเดือดดาลกว่าเดิม ดีที่ยังไม่ถึงขั้นลงมือทำลายข้าวของคนอื่นเสียหาย หรือทำร้ายร่างกายคนที่ไม่เกี่ยวข้องเพียงกระชากลากถูเธอออกจากตรงนั้นมาด้วยกัน อย่างทาสผู้ที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงปกป้องตัวเอง "อยากได้ผัวใหม่ก็รอให้ฉันเบื่อก่อนแล้วค่อยจับเธอล้างน้ำประเคนให้มันเองกับมือแล้วกัน ไม่ต้องห่วงว่ามันจะรอนานเพราะฉันก็ชักจะเริ่มเบื่อเธอแล้วเหมือนกัน"เสียงเอิกเกริกนอกห้องนั่งเล่นปลุกทิวาให้ตื่นขึ้นมาหลังจากหลับพักสายตาและร่างกายไปได้เพียงสามสิบนาที ร่างอวบอิ่มดันตัวลุกขึ้นนั่ง ปรับโฟกัสสายตาให้เข้ากับแสงนับนาที ก่อนจะหย่อนขาสวยลงจากโซฟาตัวใหญ่ที่ถูกปรับให้เป็นเตียงชั่วคราว ของเล่นระเนระนาดกระจัดกระจายเต็มพื้นออกนอกสื่อรองคลานผืนใหญ่ ห้องนั่งเล่นที่เคยเรียบร้อยเป็นระเบียบรกหูรกตาไปทันทีเมื่อมีเด็กตัวเล็กเพิ่มเข้ามาในชีวิตริมฝีปากอวบอิ่มขยับยกเล็กน้อย หลังได้ยินเสียงแหลมของลูกชายกรีดร้องขึ้นมาอีกครั้ง หยัดกายขึ้นยืนเต็มความสูง บิดขี้เกียจอีกหนึ่งที จากนั้นค่อยเดินออกไปตามหาพ่อลูกที่พากันออกไปเล่นด้านนอกเพราะกลัวว่าจะเสียงดังรบกวนเธอกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ที่ปลูกรับหน้าบ้านกำลังแข่งกันออกดอกบานสะพรั่งให้ความรู้สึกสดชื่น บรรยากาศใต้ร่มไม้ใหญ่ที่เริ่มแผ่กิ่งก้านสาขากว้างขวางมากกว่าวันแรกที่นำเข้ามาปลูกในบ้านทำให้พื้นที่กลางแจ้งดูร่มรื่นเย็นสบายตาขึ้นในความรู้สึกคนมองสนามหญ้านวลน้อยถูกตัดเตียนสั้นให้สามารถนั่งเล่นได้ วันไหนเบื่อๆ นั่งในบ้านก็ออกมารับอากาศธรรมชาติข้างนอก และเด็กๆ ก็ชอบมุมนี้มากเป็นพิเศษ ยิ่งอยู่ในช่วงวัยกำลังซนกำลังโ
หลายสัปดาห์ต่อมา...ร่างสูงนั่งมองใบสำคัญการสมรสในมือแล้วยิ้มไปด้วย หัวใจมันเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ คร่อมหนักเบาสลับไปมาตั้งแต่เดินเข้าสำนักงานจนตอนนี้ออกมานั่งรอเมียรักอยู่ในรถก็ยังคงไม่หยุดคิดว่ากำลังฝัน แต่ทุกวินาทีที่กำลังเดินไปข้างหน้าอย่างไม่คอยกัน มันก็ตอกย้ำว่าทุกอย่างนี้ไม่ใช่ความฝัน เป็นความจริงที่เหมือนฝันมากๆ ต่างหากเดือนก่อนๆ โน้นยังไม่เห็นวี่แววเลยว่าจะมีโอกาสได้ยืนเคียงข้างทิวาในฐานะคนรักและพ่อของลูกอย่างออกหน้าออกตา เป็นแค่พ่อแอบๆ ที่ต้องคอยหลบสายตาผู้คน ทำตัวให้เหมือนธาตุอากาศให้มากที่สุดเพื่อที่แม่ของลูกจะได้ไม่รำคาญและเกลียดตัวเองไปมากกว่านี้แต่ทว่าวันนี้ มันกลับมีชื่อของตัวเองปรากฏอยู่ในใบทะเบียนสมรสพร้อมกับคนรัก มันเป็นอะไรที่ไม่คาดคิดและได้แค่ฝันมาก่อนเท่านั้นจริงๆหลายวันก่อนเกื้อเข้าไปพบพ่อแม่ของทิวาพร้อมกับพ่อแม่ของเขา ขอขมาผู้หลักผู้ใหญ่กับสิ่งที่ทำผิดไป จะว่าด้วยตั้งใจ ก็เหมือนจะใช่ หรือหากจะบอกว่าพลาดก็ไม่เชิงมากนัก แต่ผิดก็คือผิด เขาไม่คิดปัดความผิดตัวเองทิ้งแน่คราแรกคิดว่าคงจะโดนไม่หมัดก็เท้าพ่อกับพี่ชายทิวาแน่ๆ ที่ทำลูกสาวน้องสาวเขาท้อง แล้วยังเนียนปิดม
เกื้อนั่งดูภาพอัลตราซาวนด์ครั้งล่าสุดของลูกน้อยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แววตาดูมีความสุขจนเปล่งประกายความสุกสกาวสว่างไสวเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้าในยามค่ำคืนลูบใบหน้าฉายแววความหล่อเหมือนพ่อตั้งแต่อยู่ในท้องแม่เบาๆ จินตนาการถึงช่วงเวลาที่ได้อุ้มเจ้าตัวเล็กแล้วก็อยากให้ถึงกำหนดคลอดเร็วๆ อดรนทนอีกสามสี่เดือนก็คงไม่ไหวแล้วหลังจากวันนั้นก็ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว ระยะห่างระหว่างเกื้อกับทิวาเหมือนจะย่นเข้ามาใกล้มากขึ้น อีกนิดเดียวก็จะไม่เหลือระยะความห่างนั้นแล้ว และมันก็ทำให้ว่าที่คุณพ่อมือใหม่ถึงกับรีบทำคะแนนเอาชนะใจเมียเร็วๆ จากที่ดูแลดุจเจ้าหญิง คราวนี้เลยเรียกได้ว่ายอมเป็นขี้ข้าแทบเท้าเธอไปเลยก็ได้เรียกคำเดียวต่อให้อยู่ไกลเป็นร้อยกิโลก็จะมาหาเธอให้ได้ งานยุ่งแค่ไหนก็ทำตัวว่างสบายๆ เพื่อเธอได้คนเดียว และเมียเขามันก็ดีมากด้วยสิ ไม่งี่เง่าเอาแต่ใจเลยสักนิด แต่จะทำทีพูดลอยๆ ให้ได้ยินแล้วก็ปล่อยให้มันเป็นหน้าที่เขาที่ต้องจัดสรรหาเวลาเอาใจอย่างสุดความสามารถเท่าที่จะทำได้เองเดี๋ยวนี้เกื้อได้อภิสิทธิ์เข้ามาอาศัยใบบุญเมียใช้ห้องเธอหลับนอนแล้ว แล้วยังได้นอนกอดลูกกอดเมียอีกต่างหาก เหลือแค่ขนของย้ายมาอยู่ห้อง
"ไปฝากท้องเดือนนี้ไปด้วยได้ปะ อยากฟังเสียงหัวใจลูก"เกื้อหันมาพูดกับแม่ของลูกที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ ได้ยินเพื่อนเล่าความรู้สึกแรกที่ได้ฟังเสียงหัวใจลูกว่ามันตื้นตันแค่ไหน ก็อยากจะฟังเสียงหัวใจเต้นของเจ้าตัวเล็กบ้าง ยังไม่เคยมีโอกาสพาแม่ของลูกไปฝากครรภ์เลย เธอเอาแต่ปฏิเสธตลอดส่งสายตาอ้อนให้เห็นใจ จ้องใบหน้าจิ้มลิ้มสลับกับท้องนูนน้อยๆ ที่เห็นชัดมากกว่าสัปดาห์ก่อนมาก ใจเต้นแรงลุ้นว่าจะถูกปฏิเสธอีกหรือเปล่า ฝากครรภ์ครั้งแรกทิวายอมให้เขาไปด้วยเพราะต้องตรวจเลือดทั้งพ่อและแม่คัดกรองหาโรคต่างๆ ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์อาจเป็นพาหะโรคทางพันธุกรรมจากพ่อไปสู่ลูกได้ แต่ทุกอย่างก็ปกติดี และครั้งต่อๆ มาเธอก็ไม่ยอมให้เขาไปด้วยอีก ก็ได้แต่แอบตามดูแลห่างๆ เท่านั้นแต่มันเป็นความโลภในใจที่อยากได้มากกว่านั้น อยากเข้าไปนั่งฟังผลตรวจ อยากรับรู้การเจริญเติบโตของเจ้าตัวเล็กด้วยในฐานะพ่อตอนนี้ก็ได้สิบห้าสัปดาห์แล้ว... แต่เพราะหน้าท้องที่ไม่ค่อยโตมากนัก ทิวาเลยไม่ได้ดูเหมือนคนท้องเลย ก็ไม่รู้ว่าเด็กน้อยจะตัวเล็กแค่ไหน แม่มันก็กินเก่งทำไมถึงได้เล็กนักก็ไม่รู้"อือ อย่าสายก็แล้วกัน ไม่อยากไปนั่งรอนาน" ทิวาครางเสียงรับจ
เกื้อไม่ได้ออกไปรอหน้าโรงแรมตามที่ทิวาบอก แต่เดินตามหลังเธอมายืนกอดอกพิงหลังกับผนังรอหน้าห้องน้ำแทน บอกตัวเองว่าเผื่อฉุกเฉินจะได้วิ่งเข้าไปช่วยได้ทัน แต่ความจริงคือ ก็เห็นไอ้หน้าตี๋นั่นเดินตามหลังเมียเขามานั่นแหละเลยตามมาด้วยในเมื่อเจ้าหล่อนก็เห็นแล้วว่าเขาอยู่ในงานนี้ด้วย มันจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องหลบอีก ลับหลังก็ขอแสดงความเป็นผัวและพ่อของลูกหน่อยแล้วกัน ทำเพื่อลูก!"คุณเป็นอะไรกับทิวา"ขณะที่กำลังยืนรอเงียบๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาดึงความสนใจของเกื้อ ตาคมผละออกจากหน้าห้องน้ำหญิงหันมองตามต้นเสียง ไม่ได้คิดว่าคำถามนั้นจะมุ่งมายังตัวเองโดยตรง แต่เพราะชื่อคุ้นเคยมันเลยดึงสายตาและความสนใจเขาได้ และพอเห็นว่าเจ้าของคำถามกำลังจ้องมาอยู่จึงดันตัวออกจากผนังคลายแขนจากกอดอกสบตากันท่ามกลางความเงียบนานนับนาทีก่อนจะเป็นเกื้อที่เป็นฝ่ายหลุบตาหลบ เพื่อไม่ให้ดูเสียมารยาทหยาบคายที่ไปจ้องตากับ... พี่เมียเพชรกล้าจ้องหน้าผู้ชายตัวสูงที่สืบได้มาว่าวนเวียนอยู่กับน้องสาวเขาไม่วางตา ก่อนหน้านี้เคยได้ยินทิวาบอกว่ามีคนคุย แต่ก็ไม่เห็นจะพามาแนะนำให้รู้จักเลย หลังๆ มาก็เงียบไปเลย ไม่พูดถึงอีก เขาก็คิดว่าคงจ
หลายสัปดาห์ต่อมา...เกื้อยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ทิวาคอยดูแลเธออย่างเสมอต้นเสมอปลาย อยากใช้โอกาสที่ได้รับจากเธอพิสูจน์ความจริงใจของตัวเอง อยากแก้ไขในสิ่งที่ทำผิดพลาดไป จะด้วยความเห็นแก่ตัวหรือพลาดพลั้งโดยไม่ตั้งใจ เขาก็อยากได้โอกาสที่จะได้ยืนข้างๆ เธออีกครั้งหลังๆ มาทิวาก็ไม่ได้หมางเมินเขาเหมือนก่อนหน้าแล้ว เธอแสดงอารมณ์มากขึ้น พูดมากขึ้น และยังขี้งอนมากกว่าเดิมอีก อาจเพราะฮอร์โมนของคุณแม่ที่ทำให้อ่อนไหวง่าย แต่ทุกอย่างมันกำลังไปได้ดี เหมือนตอนที่เรายังคบกัน"เย็นนี้ไม่ต้องเตรียมมื้อเย็นให้นะ มีงานเลี้ยงที่โรงแรมฉันจะไปร่วมงานด้วย" น้ำเสียงกังวานเอ่ยขณะที่ร่างอวบอิ่มเดินนวยนาดออกมาจากห้องนอน หลังทานมื้อเช้าเสร็จเธอก็กลับเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวไปทำงานตามปกติวันนี้ทิวาเลือกสวมเดรสกระโปรงผ้าชีฟองยาวเสมอเข่าสีฟ้าอ่อน คู่กับรองเท้าส้นเตี้ยสีขาวแต่งดีเทลด้วยลูกไม้เล็กน้อยให้ดูไม่เรียบมากจนเกินไป ผมยาวประบ่าถูกรวบต่ำไว้ด้านหลังเปิดใบหน้าจิ้มลิ้มให้โดดเด่นมากขึ้นริมฝีปากอวบอิ่มทาลิปสติกสีชมพูกุหลาบโทนหวาน แต่งหน้าอ่อนๆ หยิบกระเป๋าสะพายแบรนด์ดังมาคล้องไหล่ เครื่องประดับเป็นนาฬิกา







