Masuk
00
บทนำ
“ไม่คิดว่าคุณชายตระกูลอี้จะตกต่ำถึงเพียงนี้” บุรุษผู้มีใบหน้าหล่อเหลา สวมอาภรณ์สูงศักดิ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ร่างสูงโปร่งยืนนิ่งริมฝีปากน่าหลงใหลแสยะยิ้ม สายตาเย็นชาจ้องมองร่างผ่ายผอมที่นั่งคุดคู้อยู่ภายในมุมอับของกรงเหล็กคุมขัง
ตลาดค้าทาสแสนโสมมหาใช่สถานที่เหมาะสมคู่ควรให้บุรุษผู้นี้มาเยือนนัก หากแต่เขาก็ยังเหยียบย่างเท้าเข้ามา เพียงเพื่อต้องการดูกับตาตนเองว่าคุณชายตระกูลอี้คนนั้นกำลังตกอยู่ในสภาพเช่นไร
“นายท่านต้องการสองคนนี้หรือขอรับ” ชายชราพ่อค้าเจ้าของทาสเอ่ยถามด้วยท่าทีกึ่งหวาดหวั่นกึ่งใจกล้า สายตาผ่านโลกมามากพอมองออกว่านอกจากบุรุษผู้นี้จะสูงศักดิ์แล้ว ยังหาใช่คนควรล่วงเกินแม้แต่น้อย
“สองคน?” เสียงทุ้มเอ่ยถาม คิ้วหนาเลิกขึ้นด้วยความข้องใจ สายตาเจือความสงสัยมองสำรวจไปยังร่างที่นั่งอยู่ตรงมุมอับ ๆ นั่นอีกครั้งอย่างถี่ถ้วนก่อนจะพบว่าบนตักของร่างผ่ายผอมยังมีเด็กน้อยอีกคนหนึ่งนอนซบอยู่
พลันใบหน้าของชายหนุ่มเริ่มฉายแววไม่สบอารมณ์เท่าใด บรรยากาศรอบกายแผ่กระจายกลิ่นอายกดดันอันหนักอึ้งเสียจนชายชราถึงกับสองขาสั่นเทาแทบก้าวไม่ออก ได้แต่เค้นหาเสียงที่จู่ ๆ ก็หนีหายพยายามเอ่ยอย่างยากเย็นกว่าจะจบประโยค
“หะ…หากนายท่านต้องการเพียงแค่คนเดียว ก็ย่อมได้ นะ...นายท่านต้องการเด็กน้อยหรือบุรุษคนนั้นกันขอรับ”
“เปิดประตู!” คนถูกถามไม่เพียงไม่ตอบยังเอ่ยออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
พ่อค้าชราผงะไปชั่วครู่ พอตั้งสติได้ก็เร่งรีบควานหากุญแจเพื่อเปิดกรงเหล็กโดยทันทีและถอยหลังออกห่างไม่ยืนขวางทาง “เชิญขอรับนายท่าน”
ชายหนุ่มก้าวเท้าช้า ๆ เข้าไปด้านใน สายตาคมกริบจับจ้องคนตรงหน้า มุมปากแสยะยิ้มอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเจ้าของร่างผ่ายผอมเองก็เงยขึ้นมาสบตาเขาเช่นกัน แม้จะเพียงแค่ชั่วครู่ก็ตาม...
“ใครเลยจะคิดว่าทาสที่นั่งอยู่ตรงหน้าข้าจะคือคุณชายอี้เฟิงกัน” เขาย่อกายลงตรงหน้าบุรุษซูบผอม มือหนาเอื้อมจับปลายค้างเรียวของอีกฝ่ายบังคับให้เงยขึ้น เมื่อได้จ้องมองจนพอใจจากนั้นก็สะบัดทิ้งอย่างไม่ไยดี
แรงของเขาทำให้ร่างซูบผอมที่เรี่ยวแรงน้อยอยู่แล้วซวนเซล้มตัวลงราบลงไปกับพื้นชื้นแฉะ ใบหน้าด้านหนึ่งถูกกระแทกตรง ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นท่อนแขนที่โอบกอดร่างเด็กน้อยเอาไว้ก็ไม่ยอมปล่อยหลุดออกจากกัน
ชายหนุ่มมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเหยียดหยามและรังเกียจ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนหันหลังหนีให้กับคนเจ็บอย่างไม่นึกแยแสใส่ใจ ทว่าก่อนที่เขาจะเดินจากออกไป เสียงผะแผ่วคุ้นเคยก็รั้งฝีเท้าที่กำลังจะก้าวให้หยุดชะงัก
“หยางหมิง…”
เสียงเรียกขานแผ่วเบาแสนเบาจนแทบไม่ได้ยิน ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใดชายหนุ่มกลับได้ยินมันแจ่มชัดราวกับว่าอีกฝ่ายกำลังเอ่ยอยู่ใกล้ ๆ แนบชิดติดข้างใบหูของเขา แต่ถึงได้ยินกระนั้นเขาก็ยังเลือกที่จะไม่เหลียวหันกลับไปมอง
“ข้าซื้อทั้งสองคน จัดการให้เร็วที่สุด” เขาบอกพร้อมกับโยนห่อเงินจำนวนหนึ่งทิ้งให้กับพ่อค้าชรา พ่อค้ารับถุงเงินมาด้วยความดีใจก่อนก้มหัวโค้งกายนอบน้อมรับคำ
เสียงฝีเท้ามั่นคงเดินห่างออกไปไกลแล้ว ทว่าร่างผ่ายผอมยังนอนนิ่งราบกับพื้นสกปรกอย่างไม่นึกรังเกียจ ในอ้อมแขนโอบประคองเด็กน้อยเอาไว้ไม่ห่างกาย เมื่อครู่ยามล้มลงเขาใช้อ้อมแขนป้องกันเด็กน้อยเอาไว้ไม่ให้ได้รับบาดเจ็บใด ๆ แม้ใบหน้าข้างหนึ่งและท่อนแขนของตนเองต้องกระแทกกับพื้นแข็ง ๆ จนปวดแปลบแทบอยากจะหลุดส่งเสียงร้องออกมา ตอนนี้รอยช้ำเริ่มออกฤทธิ์ เขาทั้งรู้สึกเจ็บทั้งรู้สึกเหนื่อยล้าเสียยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า ไร้แม้แต่กำลังจะพยุงตัวลุกขึ้นนั่งจึงทำได้เพียงแค่นอนอยู่นิ่ง ๆ ต่อไปเท่านั้น
ดวงตาหม่นหมองหลุบลง เขาครุ่นคิดอย่างไม่ค่อยอยากเชื่อกับสิ่งที่เพิ่งได้เห็นได้เจอ
“จะเป็นเจ้าไปได้อย่างไร ข้าคงทนหิวจนสายตาเลอะเลือน”
เขาเอ่ยกับตัวเองแผ่วเบา ก่อนจะเหยียดยิ้มออกมาด้วยความนึกสมเพชใจ “อี้เฟิงหนออี้เฟิง คนคนนั้นหรือจะมาปรากฏตรงหน้าเจ้าในยามนี้” ร่างผ่ายผอมถอดถอนหายใจ หวนนึกย้อนไปถึงเรื่องราวในอดีต ก่อนสติจะค่อย ๆ จางหายเข้าสู่ห้วงความฝัน
ความฝันแสนสุขที่เขายังมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า...
แสงสลัวจากเปลวเทียนบ่งบอกว่ายามนี้ผู้ที่นั่งอยู่ภายในห้องทำงานยังไม่ได้พักผ่อน อี้เฟิงที่พาอี้หลานเข้านอนแล้วเดินมาตามสามีเพื่อที่จะให้อีกฝ่ายเข้านอนด้วยเช่นกัน ทว่าไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใดผู้ที่นั่งอยู่ก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน “ข้าขอโทษ” “ขอโทษข้าด้วยเรื่องใดกัน” อี้เฟิงเอ่ยถามพร้อมกับยืนมองสามีที่กำลังจัดแจงหาหมอนนุ่มมารองที่นั่งเพื่อให้ภรรยาได้นั่งลง อี้เฟิงคลี่ยิ้มให้กับท่าทีใส่ใจแม้ว่าภายในใจของหยางหมิงยามนี้จะว้าวุ่นก็ตาม “ข้าไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นกับอี้หลาน หากข้าจัดแจงทุกอย่างให้ดีกว่านี้ อี้หลานคง…” “ข้าเองก็ไม่คิด แต่มันไม่ใช่ความผิดเจ้าเสี่ยวหมิง เรื่องราวมันผ่านไปแล้วเจ้าแก้ไขสิ่งใดไม่ได้ทว่าเจ้าก็ทำได้ดีมากแล้วเช่นกัน” อี้เฟิงเอ่ยปลอบใจสามีพร้อมกับเอื้อมมือไปกอบกุมมือหนาเอาไว้ “หากเปลี่ยนจากฝ่ามือเจ้าเป็นอ้อมกอดข้าคงยินดีกว่านี้” “แต่หากเจ้าเรื่องมากนักแม้แต่ฝ่ามือข้าเจ้าก็จะมิได้สิ่งใดสักอย่าง” แต่ทว่าไม่ทันไรก็เถียงกันเสียแล้ว แม้อี้เฟิงจะเอ่ยเช่นนั้นทว่าเมื่อเห็นหยางหมิงทิ้งกายลงนอน ใช้ตักของตนเองแท
“หากอี้หลานทำสิ่งใดผิดต่อฮูหยินข้าขออภัยด้วยขอรับ หากอยากให้ข้ารับผิดชอบสิ่งใดข้าก็ยินดีแต่อย่าได้เอาความกับอี้หลานเลย” อี้เฟิงเอ่ยขอร้องเพราะยามนี้เป็นห่วงอี้หลานเสียมากกว่า เด็กน้อยสั่นเทาและไม่ยอมคลายอ้อมกอดที่กอดบิดาเอาไว้ ทว่าดูเหมือนฮูหยินตรงหน้าจะไม่ยอมเสียง่าย ๆ“อี้เฟิง อี้หลาน” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกพร้อมกับเดินอย่างรีบร้อนทว่าไม่ทันที่อี้เฟิงจะได้ขานรับก็ถูกฮูหยิงตัดหน้าเสียก่อน“คุณชายหยางมาก็ดีแล้ว บ่าวใช้สองพ่อลูกคู่นี้นิสัยเสียยิ่งนัก” นางรีบพูดตัดหน้า ทว่าผู้ที่มาใหม่กลับได้สนใจคำพูดของนาง หยางหมิงรีบเดินเข้ามาประคองร่างอี้เฟิงโดยทันที “เด็กคนนั้นวิ่งชนข้าซ้ำยังพูดจากราวกับมิได้รับคำสั่งสอนจากบิดามารดา ข้าคิดว่าคุณชายไม่ควรที่จะเลี้ยงบ่าวใช้เช่นนี้ไว้ในจวน”“เป็นเช่นนั้นหรือ” หยางหมิงเอ่ยถามกับอี้เฟิงว่าจริงหรือไม่ที่นางพูดมาทั้งหมดอี้เฟิงพยักหน้ารับว่าอี้หลานวิ่งชนนางจริง“เห็นแล้วใช่หรือไม่คุณชายหยางว่าบุตรชายของบ่าวใช้ผู้วิ่งชนข้า”“ข้าเข้าใจแล้ว ฮูหยินว่าใจเถิด” หยางหมิงเอ่ยด้วยท่าทีราบเรียบ ก่อนจะย่อกายลงด้านข้างอี้หลานที่เอาแต่กอดอี้เฟิง ซุกใบหน้าเอาไว้ไม่ยอมเงยหน้
สายลมพัดพลิ้วแผ่วเบาพอให้อากาศที่ร้อนอบอ้าวในยามบ่ายได้ผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่นั่งพักอยู่นานก็ได้เวลาลงมือทำขนมให้อี้หลานตามที่ได้ให้สัญญาเอาไว้ อี้เฟิงตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำ*ยู่หยวนเป็นขนมมงคลที่นิยมทานในเทศกาลปีใหม่ ทำจากแป้งผสมกับหัวมันปั้นให้เป็นทรงแล้วนำไปต้ม มีรสชาติหวานและเหนียวนุ่ม ปกติแล้วจะทานคู่กับน้ำขิงทว่าวันนี้อากาศค่อนข้างร้อน อี้เฟิงจึงเปลี่ยนจากน้ำขิงเป็นน้ำตาลเคี่ยวพักให้เย็นและลอยด้วยดอกไม้กลิ่นหอมแทน“ท่านพ่อข้าขอเป็นคนไปเก็บดอกไม้ในสวนได้หรือไม่ขอรับ” อี้หลานเอ่ยถามผู้เป็นบิดาที่กำลังนั่งปั้นแป้งอยู่ ใบหน้าเด็กน้อยยู้ลงเมื่อเห็นว่าในมือของบิดาปั้นแป้งเป็นรูปดอกไม้ต่าง ๆ อย่างสวยงาม ผิดกับตนเองที่ทำได้แต่เพียงทรงกลม ๆ เท่านั้น มือเล็ก ๆ ยื่นไปด้านหน้าโชว์ผลงานของตนเองพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงผิดหวัง “ท่านพ่อดูสิ ข้าทำไม่สวยเลยให้ข้าไปเก็บดอกไม้เถิดขอรับ”อี้เฟิงมองก้อนแป้งกลม ๆ ขนาดไม่เท่ากันหลายลูกบนมือของบุตรชายก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจ เอ่ยอนุญาตให้อี้หลานไปเก็บดอกไม้ในสวนแทน เด็กน้อยที่ดีใจรีบลุกขึ้นวิ่งไปทันทีโดยที่มีพี่เลี้ยงและบ่าวใช้ลุกตามไปด้วยติด
แสงสลัวจากเปลวเทียนส่องกระทบเสี้ยวใบหน้าหล่อเหลา กองบันทึกรายงานมากมายตั้งวางอยู่บนโต๊ะไม่มีทีท่าว่าจะลดลงแม้แต่น้อย แม้ว่าผู้ที่ใช้เวลาทั้งวันในการอ่านสิ่งตรงหน้าจะเหนื่อยล้ามากแล้วก็ตามที หลังจากที่ตัดสินใจรับตำแหน่งอ๋องต่อจากบิดาแม้ว่าจะเตรียมใจเอาไว้บ้างแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าจะมากมายเสียจนเขาไม่มีเวลาดูแลภรรยาของตน “ยังไม่นอนหรือ” ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นจากกองบันทึก ส่งยิ้มให้กับร่างบางที่กำลังถือถาดน้ำชาเดินมาหา เมื่อเห็นดังนั้นผู้เป็นสามีก็รีบลุกขึ้นไปประคองร่างบางที่ยามนี้หน้าท้องเริ่มขยายใหญ่เพราะกำลังตั้งครรภ์บุตรของเขาอย่างระมัดระวัง “ไม่เห็นต้องถือมาเองลำบากเจ้าเปล่า ๆ” “ข้าก็ไม่ได้อยากมาตามเจ้านักหรอก เพียงแค่คิดว่าหากเจ้าเป็นอันใดขึ้นมาแล้วข้าต้องเลี้ยงลูกเพียงลำพังตั้งสองคน ข้าคงเหนื่อยไม่น้อย” “ได้ยินว่าเจ้าเป็นห่วงเช่นนี้ข้าก็ตายตาหลับ” แม้ว่าที่อี้เฟิงเอ่ยออกมาจะเป็นการประชด แต่สำหรับหยางหมิงเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายหมายความเช่นไร ผู้ที่เพิ่งได้รับตำแหน่งอ๋องหมาด ๆ รับถาดน้ำชาในมือของภรรยาไปวางไว้ ก่อนจะกลับมาประคองร่างบางให้นั่งลงข
“สวยหรือไม่” หยางหมิงเอ่ยถามพร้อมกับส่งสายตาสื่อความหมายให้อี้เฟิงมองไปยังสวนดอกไม้ที่อยู่ตรงหน้า “เจ้าเคยบอกข้าว่าอยากได้จวนที่เต็มไปด้วยสวนดอกไม้ ถึงยามเช้าเจ้าก็จะออกมาเดินเล่นและดูแลเหล่าดอกไม้ที่เจ้าเป็นคนปลูก ตกเย็นเจ้าก็จะเก็บดอกไม้เอามาประดับไว้ในที่ต่าง ๆ ในจวนให้เต็มไปหมด” หยางหมิงหยุดพูดเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองใบหน้าคนด้านข้างที่กำลังมองมาทางเขาอย่างตั้งใจฟังในสิ่งที่เขากำลังพูด ใบหน้าหล่อเหลาคลี่ยิ้มออกมาก่อนจะหันกลับไปมองตรงหน้าและเอ่ยต่อในสิ่งที่เขาค้างไว้“ข้าทำทุกสิ่งที่เจ้าเคยบอกเอาไว้ ทว่าจู่ ๆ ทุกอย่างราวกับว่าเป็นแค่เพียงฝุ่นอากาศสิ่งที่ข้าทำไว้เพื่อเจ้าในวันนั้นกลับกลายเป็นความว่างเปล่า เจ้าทอดทิ้งข้า หันหลังให้กับข้าแม้จะเป็นเช่นนั้นทว่าข้าก็ยังเก็บทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเจ้าเอาไว้ แม้ว่าข้าจะต้องปล่อยมือจากเจ้าก็ตาม”“จนกระทั่งวันนั้น วันที่ข้าได้พบกับเจ้าสิ่งที่ข้าคิดว่าถ้าหากวันหนึ่งข้าได้พบเจ้า เจ้าจะต้องมีความสุขใบหน้าของเจ้าจะประดับไปด้วยรอยยิ้มที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของข้า ทว่าสิ่งที่ข้าเห็นกลับทำให้ข้ารู้สึกโกรธแค้น เหตุใดเจ้าที่หันหลังให้ข้ากลับมีชีว
สายลมยามเย็นพัดพลิ้วเบา ๆ กระทบกับร่างผ่ายผอมที่กำลังยืนชื่นชมดอกไม้ภายในสวนหลังจวนของตระกูลหยาง อี้เฟิงกระชับผ้าคลุมผืนบางห่อกายเล็กน้อยเพื่อบรรเทาความเย็นจากสายลม สายตาทอดมองไปยังแปลงดอกไม้ต่างสีสันที่อยู่ตรงหน้าราวกับคนเหม่อลอยตลอดเวลาที่รักษาตัวและดูแลอี้หลานอยู่ในจวนของหยางหมิง เขาไม่คิดเลยว่าเรื่องราวทุกอย่างจะเป็นเพียงเพราะการจัดฉากของตระกูลอี้ กระดาษเพียงแผ่นเดียวสามารถทำให้เขาและหยางหมิงบาดหมางกันได้ถึงเพียงนี้ แม้ว่าทุกอย่างจะคลี่คลาย หยางหมิงก็รู้เรื่องที่เขาปิดบังมาตลอดเกี่ยวกับอี้หลานด้วยแล้ว แต่เขาก็ยังคิดไม่ตกอยู่ดีว่าจะทำเช่นไรต่อจากนี้คิดไม่ถึงด้วยซ้ำว่าตนเองจะตั้งครรภ์อีกครั้ง หากมิใช่เพราะโดนวางยาในคราวนั้นเห็นทีเขาเองก็ไม่รู้ตัว แต่สิ่งที่ทำให้อี้เฟิงคิดหนักเห็นทีจะมิใช่เรื่องที่ผ่านมา…หลังจากเรื่องในคืนนั้นหยางหมิงกลับไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก ซ้ำยังปฏิบัติกับเขาและอี้หลานเป็นอย่างดีจนเขาเองก็นึกแปลกใจไม่น้อย ครั้นพอรักษาตัวจนหายดีอี้เฟิงจึงตัดสินใจว่าจะกลับไปอยู่บ้านของตนเอง ทว่าก็โดนหยางหมิงปฏิเสธและรั้งเขากับลูกเอาไว้ทุกวิถีทาง แต่ทุกอย่างจะไม่เป็นสิ่งใดเลยหา







