เข้าสู่ระบบเขาเคยคิดว่า “คืนวันนั้น” จะไม่ส่งผลอะไรต่อชีวิต แต่เมื่อคนในคืนนั้นกลับมาปรากฏตรงหน้าในฐานะ “เลขา” ท่านประธาน ผู้เย็นชาจึงพบว่า บางคนไม่ได้ตั้งใจมาแค่ทำงาน แต่กลับมาปั่นหัวเขาด้วย!!
ดูเพิ่มเติมเสียงเพลงในผับดังสนั่นไปทั่ว เสียงเบสกระแทกจังหวะเข้ากับผนังจนสั่นสะเทือน แสงไฟหลากสีสาดไล่ไปตามร่างของผู้คนที่กำลังแดนซ์อย่างสุดเหวี่ยง กลิ่นเหล้า กลิ่นน้ำหอม และกลิ่นความอิสระของคืนวันศุกร์ปะปนกันไปหมด
ที่โซฟามุมวีไอพีด้านในสุด ชายหนุ่มในสูทสีดำเนี๊ยบ นั่งไขว่ห้างราวกับไม่ได้อยู่ในผับ หากแต่ในห้องประชุมใหญ่เงียบสงบมากกว่า อนาวินเหลือบมองนาฬิกาข้อมือหรูอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย
“วันนี้ก็ไม่รอด?”
อาทิตย์เพื่อนเจ้าของผับคนหนึ่งถามขึ้นพลางหัวเราะเบา ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ และรินเหล้าให้
“เลขาคนที่ห้าของปีนี้” เพื่อนอีกคนแซว
“กูว่ามึงใจดีกับลูกน้องบ้างก็ได้มั้ง ไม่ใช่โหดใส่ตลอด”
“ทำงานผิดก็คือผิดดิ” อนาวินตอบเสียงเรียบ มือยกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบ
“ตำแหน่งเลขากูต้องเป๊ะทุกอย่าง ถ้าทำไม่ได้ก็ไปทำที่อื่นไม่ใช่ที่นี่”
เพื่อนทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะถอนหายใจอย่างปลง ๆ ก็ซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทั้งหล่อ ทั้งรวย ทั้งเย็นชาแบบนี้แหละ ถึงไม่มีใครทนเป็นเลขาได้นานเกินสามเดือน
สายตาของอนาวินเลื่อนไปที่ฟลอร์เต้นด้านล่าง พลอยหยุดอยู่ตรงร่างเล็ก ๆ ร่างหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ
เด็กคนนั้นตัวเล็กกว่าเขาชัดเจน ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวปลดกระดุมบนสองเม็ด กางเกงสกินนีดำรัดเรียวขาเอาไว้ ทรงผมยุ่ง ๆ แต่กลับดูเข้ากับใบหน้าหวาน ตาโตนั้นหัวเราะอย่างเต็มที่ ในมือข้างหนึ่งถือแก้ว อีกข้างยกขึ้นเหนือหัว แดนซ์ไปตามจังหวะอย่างไม่แคร์สายตาใคร
“น่ารักดีนี่” เพื่อนคนหนึ่งของอนาวินเอ่ยแซว
“สเปกหรือเปล่าวะ”
“เสียงดัง” อนาวินตอบสั้น ๆ แต่ก็ไม่ได้เบือนสายตาหนีทันทีอย่างที่ควรทำ
เด็กคนนั้นเหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่าง ดูมีชีวิตชีวาจนเขาเผลอมองซ้ำครั้งที่สอง สาม และสี่ ไม่นานนัก ร่างเล็กก็เดินโซเซปนเต้นมาทางโซนวีไอพี เหมือนตามเพื่อนมา แต่สายตากลับไล่กวาดมาทางกลุ่มของอนาวิน ก่อนจะหยุดลงพร้อมรอยยิ้มแบบคนเจอเหยื่อเรียบร้อยแล้ว
นทีมองผู้ชายในสูทดำตรงหน้าแล้วแทบจะตบอกตัวเอง ดัง ๆ หล่อฉิบหาย หล่อจนอยากจะกราบเท้าจ่ายค่าจ้างมาเป็นผัวล่วงหน้า เขายื่นแก้วขึ้น ยิ้มตาหยี
“ขอชนแก้วหน่อยได้ไหมครับสุดหล่อ” เสียงนทีลากคำตอนท้ายอย่างตั้งใจอ่อย
เพื่อนของอนาวินหัวเราะพรืด “เรียกสุดหล่อเลยเว้ย ชอบ ๆ”
อนาวินเหลือบมองเด็กตรงหน้า ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มมุมปากนิดเดียว เหมือนจะขำแต่ก็ไม่ขำ
“เมา?” เขาถามเสียงเรียบ
“แค่มึน ๆ ครับ แต่ยังรู้ตัวดีว่าคนตรงหน้าหล่อมาก” นทีตอบหน้าตาเฉย ก่อนจะยื่นแก้วเข้าไปใกล้
“ชนไหมครับ ถ้าไม่ชนเดี๋ยวผมเสียใจแย่”
เพื่อนของอนาวินรีบเอื้อมมือไปชนด้วยอย่างไว แต่เด็ก ตัวเล็กกลับเลื่อนแก้วหลบ แล้วหันไปมองอนาวินแทน
“อยากชนกับคนนี้มากกว่าครับ”
คำว่า “คนนี้” มาพร้อมกับสายตาที่สบเข้ากับดวงตาคมอย่างตรงไปตรงมา ไม่หลบและไม่เกรงกลัว อนาวินมองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ อยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะยกแก้วในมือชนเบา ๆ
“ก็ได้”
เสียงแก้วกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง นทีหัวเราะเบา ๆ อย่างพอใจเหมือนได้ปลดมาร์กในใจไปหนึ่ง หลังจากนั้นทุกอย่างก็เหมือนไหลไปตามจังหวะเบสในผับ
นทีถูกเพื่อนเจ้าของผับลากมานั่งด้วย กลายเป็นวงคุยเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เด็กตัวเล็กปากเก่งไม่แพ้ใคร พูดจาแซวไปทั่วแต่กลับไม่เคยล้ำเส้นแบบน่าเกลียด แถมยังมีมารยาทอย่างประหลาด
“แล้วทำงานอะไร” เสียงของอนาวินถามขึ้นตอนหนึ่ง
“ว่างงานชั่วคราวครับ กำลังหางานใหม่อยู่” นทีตอบตามจริง
“ช่วงนี้รับฟรีแลนซ์เล็กน้อย อยากได้เงินก็ต้องหาแต้มเก็บไว้”
คำว่า “เก็บแต้ม” ทำเอาเพื่อนสองคนข้าง ๆ หัวเราะอีกรอบ แต่สำหรับอนาวิน เขาไม่คุ้นกับคนประเภทนี้เท่าไหร่ คนที่หัวเราะง่าย พูดเล่นเก่ง และดูเหมือนจะไม่กลัวอะไรบนโลกเลย
เวลาผ่านไป แก้วในมือก็เพิ่มจากหนึ่งเป็นสองและเป็นสาม จนความมึนเริ่มชัดเจน ปลายนิ้วของนทีเย็นเฉียบตอนที่เผลอแตะหลังมือของเขา
“มือเย็นนะ” อนาวินหลุดพูด
“งั้นขอยืมความร้อนจากท่านประธาน เอ๊ย! พูดผิด คุณหล่อเหมือนท่านประธานในละครสั้น จะบอกว่าขอยืมความร้อนจากคุณหน่อยได้ไหมครับ” นทียิ้มแล้วโอบแขนเขาอย่างหน้าตาเฉย
เพื่อนสองคนมองหน้ากัน นั่นสิ เมื่อกี้เด็กนี่เรียกอะไรนะ “ท่านประธาน”? แต่ตอนนี้ทุกคนเริ่มเมา เลยไม่ได้สนใจมากนัก
หลังจากนั้น ความทรงจำก็เริ่มพร่าเลือนไปทีละนิด ภาพแสงไฟในผับถูกแทนที่ด้วยแสงไฟอุ่นในห้องพักของโรงแรมชั้นบน เสียงเพลงดังถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจที่ถี่ขึ้น คำพูดหยอกล้อตอนแรกถูกแทนที่ด้วยเสียงครวญเบา ๆ ที่ไม่มีใครอยากจำรายละเอียด
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องพักกว้าง อนาวินลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า รู้สึกถึงอาการหนักศีรษะจากแอลกอฮอล์เมื่อค่ำคืน เขาขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะรู้สึกได้ว่าข้างกายว่างเปล่า เตียงอีกฝั่งเย็นและเรียบเหมือนไม่มีใครนอนอยู่ตรงนั้นมาก่อน
เขาขมวดคิ้วพลิกตัวมองไปรอบห้อง ไม่มีร่างเล็ก ๆ ของคนเมื่อคืน ไม่มีเสียงบ่น ไม่มีคำแซว ไม่มีรอยยิ้มสดใส มีเพียงกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ สายตาคมหยุดลงที่ธนบัตรใบละพันห้าใบถูกวางเรียงกันอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะข้างเตียง พร้อมกับกระดาษโน้ตแผ่นเล็ก ๆ พับครึ่งวางทับอยู่ เขายื่นมือไปหยิบมันขึ้นมา ตัวหนังสือหวัด ๆ แต่ดูตั้งใจเขียน เอียงนิด ๆ แบบคนมือซน
“ค่าตัวของคุณนะสุดหล่อ :)”
ห้องทั้งห้องเงียบกริบจนเขาได้ยินเสียงเลือดตัวเองสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้า
“.....”
อนาวินวางกระดาษลงอย่างช้า ๆ มองเงิน 5,000 บาทตรงหน้าแล้วรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่ ถูกทำลายศักดิ์ศรีเต็ม ๆ
ค่าตัว?
ห้าพัน?
คนอย่างเขา อนาวิน กฤตนันท์ ซีอีโอบริษัทระดับพันล้าน ถูกเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งตีราคาเอาไว้แค่ห้าพันบาทแถมยังทิ้งไปก่อนแบบไม่เหลียวหลังอีกต่างหาก แบบนี้มันฟันแล้วทิ้งชัด ๆ
“บ้าเอ๊ย!”
คำสบถลอดออกมาจากริมฝีปากเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน เขาไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ ทั้งหงุดหงิด ทั้งโมโห ทั้งเหมือนโดนเล่นเข้าอย่างจัง ที่สำคัญ เขาไม่มีแม้แต่เบอร์โทร หรือชื่อเต็มของอีกฝ่ายไว้ติดตัวยกเว้นภาพใบหน้าที่ติดอยู่ในหัวอย่างลบไม่ออก
“ถ้าเจอกันอีกครั้งฉันจะจัดการนายแน่!”
ช่วงสายของวันนั้นนทีทำงานอย่างตั้งใจอยู่ที่โต๊ะแต่ใจกลับเต้นแรงทุกครั้งที่คิดถึงประโยคเมื่อเช้า“ตอนสายออกไปกินกาแฟเป็นเพื่อนผมอยากกินเค้กด้วย”มันเป็นคำสั่งเหรอ?หรือเป็นคำชวน?หรือจริง ๆ แล้วคือการ “ชวนออกไปด้วยกัน” แบบพิเศษ?นทีก้มหน้าจัดเอกสารแทบจะไม่เหลือสมาธิแต่เมื่อสายตาท่านประธานมองเขามาสองสามครั้งเขาก็ยิ่งหน้าแดงเข้าไปใหญ่จนกระทั่ง เสียงทุ้มดังขึ้นจากในห้อง“นที เข้ามา”หัวใจนทีสะดุ้งรีบลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในห้องด้วยมือที่เย็นเฉียบในห้องประธาน การชวนที่ตรงเกินไปอนาวินนั่งรออยู่สูทเข้ารูปผมเซ็ตเรียบแต่สายตาที่มองเขาอ่อนลงเกินกว่าจะบอกว่าเป็นเจ้านาย“ครับท่านประธาน เรียกผมเหรอครับ?”อนาวินลุกขึ้นหยิบกุญแจรถแล้วพูดเรียบ ๆ“ไปกัน”นทีนิ่งไปหนึ่งวิ“ไปไหนเหรอครับ?”“กาแฟ”เขาตอบสั้น“ผมหิวแล้ว”นทีรีบพยักหน้าหัวใจเต้นรัวอย่างกับกลองรัวทั้งคู่เดินเคียงกันออกจากห้องพนักงานทั้งแผนกต่างช็อกอีกระลอก“สองคนนี้ออกไปด้วยกันอีกแล้ว”“ท่านประธานดูอ่อนลงมากเลย”“เลขาคนนี้มีอะไรพิเศษแน่ ๆ”เสียงซุบซิบดังตามหลังแต่นทีทำเป็นไม่ได้ยินเพราะหัวใจเขาเต้นดังกลบทุกเสียงอยู่แล้วทางไปร้านกาแฟ ระยะห่า
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นนทีลืมตาตื่นทันทีทั้งที่เมื่อคืนเขาหลับยากจนพลิกไปพลิกมาอยู่เป็นชั่วโมงเพราะคำทิ้งท้ายของท่านประธานยังวนอยู่ในหูไม่หาย “พรุ่งนี้เช้า ผมไปรับ” แค่ประโยคเดียวก็ทำให้เขานอนกอดหมอนกลิ้งไปกลิ้งมาจนเช้าเขานั่งลุกขึ้น ลูบหน้าเบา ๆ “โอ๊ยทำไมต้องเขินตั้งแต่ยังไม่เจอหน้าเขาด้วยเนี่ย”แต่ถึงจะเขินเขาก็ลุกขึ้นจัดการตัวเองอย่างรวดเร็วทั้งอาบน้ำ เป่าผม แต่งตัวจนกระทั่งมายืนหน้ากระจกมองดูตัวเองในเสื้อเชิ้ตสีอ่อนกางเกงสแลคทรงสุภาพแต่หน้าแดงเหมือนคนไปสารภาพรักใครมา“ใจเย็นนทีใจเย็น” แต่ยิ่งบอกก็ยิ่งแดงหน้าคอนโด รถคันหรูที่คุ้นตาเมื่อถึงเวลานทีก็ยืนรอหน้าคอนโดหัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอกไม่นาน รถสีดำหรูคันเดิมก็เลี้ยวเข้ามาจอดนิ่งสนิทตรงหน้าเขาเหมือนในซีรีส์โรแมนติกทุกฉากประตูกระจกฝั่งคนขับลดลงช้า ๆ และใบหน้าของคนที่ทำเขานอนไม่หลับทั้งคืนปรากฏขึ้น หล่อ นิ่ง และคมกริบเหมือนเคย“เช้า”เสียงทุ้มต่ำเอ่ยทักเรียบ ๆแต่ในสายตา มีความอ่อนโยนซ่อนอยู่แบบชัดมากนทีแทบตอบไม่ออกอ้าปากค้างนิด ๆ ก่อนรีบยิ้ม “ส-สวัสดีครับท่านประธาน”ประตูข้างคนขับปลดล็อก“ขึ้นมา”เพียงสองคำแต่ทำเอานทีเขินจนมือสั่นเ
หลังจากท่านประธานกลับเข้ามาในห้องพร้อมบอกว่า วันนี้คุณกลับกับผมอีก นทีก็ทั้งเขิน ทั้งดีใจ ทั้งสั่นไปหมดเขามองเอกสารตรงหน้าแต่มือสั่นจนจับปากกาแทบไม่อยู่เพราะคำพูดของท่านประธานเมื่อครู่ทั้ง อ่อนโยนทั้ง จริงจังทั้ง ปกป้องจนหัวใจเขาเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในขณะที่หัวใจนทีวุ่นวายไม่หยุดฝั่งท่านประธานกลับสงบนิ่งแต่ในความนิ่งนั้น ผู้ชายคนนี้กำลัง ยิ้มในใจ เขาเองก็ห้ามตัวเองไม่ได้เหมือนกันเลิกงาน บรรยากาศที่หวานกว่าเดิม เมื่อถึงเวลาเลิกงาน นทีเดินตามท่านประธานไปยังรถ หัวใจเต้นเหมือนจะกระเด็นออกจากอกทุกครั้งที่เดินข้างเขาที่จอดรถมืดเล็กน้อยแต่มีไฟสีส้มสลัว ๆบรรยากาศชวนให้เขินมากกว่าเดิมสิบเท่าอนาวินเดินนำไปเปิดประตูรถด้านข้างให้เหมือนเคยเหมือนทุกครั้งตั้งแต่วันแรกที่ไปส่งเขาแต่คราวนี้เขาเพิ่มประโยคหนึ่ง“คาดเข็มขัดดี ๆ”นทีรีบพยักหน้า “ค-ครับ!”เขานั่งลง ตอนกำลังจะคาดเข็มขัดมือกลับไปโดนกับมือของท่านที่กำลังเอื้อมมาช่วยสัมผัสนั้นทำให้นทีสะดุ้งจนตัวแข็งหัวใจเต้นตึกตักจนแทบระเบิด อนาวินเลื่อนมือออกช้า ๆ แต่สายตายังจับที่หน้าของเขาไม่ละ“ขอโทษ”น้ำเสียงนุ่มจนหัวใจเขาสั่นรัว“ผมลืมว่าคุ
ช่วงบ่ายของวันนั้นทั้งบริษัทลุกเป็นไฟด้วยข่าวลือทุกคนรู้ว่าฝ่ายบุคคลถูกสั่งให้ประชุมด่วน และต้นเหตุของเรื่องนี้เกี่ยวกับ เลขาท่านประธาน แต่ยังไม่มีใครกล้าเดาอะไรไปไกลเพราะท่านประธานอนาวินขึ้นชื่อเรื่องความนิ่งและไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่แต่วันนี้ ทุกคนจะได้เห็นว่าความนิ่งนั้นมี ด้านอันตราย มากแค่ไหนพิมพ์ชนกถูกเรียกเข้าห้องประชุมฝ่ายบุคคล เสียงเปิดประตูดัง กึกพิมพ์ชนกเดินเข้ามาด้วยสีหน้าหวั่นหวาด ในห้องมีหัวหน้าฝ่ายบุคคลภาคินจากแผนกไอที และกรรมการฝ่ายกฎหมายราว 45 คนบรรยากาศในห้องหนาวเย็นจนเหงื่อเธอซึมเต็มหลัง“คุณพิมพ์ชนก เชิญนั่งค่ะ”หัวหน้าฝ่ายบุคคลพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งจนน่ากลัวพิมพ์ชนกค่อย ๆ นั่งลงมือกำชายกระโปรงแน่นจนลายนิ้วมือจมไปในผ้าหัวหน้าฝ่ายบุคคลเปิดแฟ้ม“เนื่องจากมีการร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมในพื้นที่ทำงานทางเราตรวจสอบกล้องวงจรปิดแล้วพบว่า”เธอหยิบแท็บเล็ตขึ้นมา แล้วกดวิดีโอภาพ ตัวเธอเอง กำลังเปิดแฟ้มของนทีและหยิบเอกสารของเลขาคนใหม่ออกมาเล่นซ้ำ ช้า ๆ แบบชัดเจนทุกมุมพิมพ์ชนกหน้าซีดขยับปากแต่พูดอะไรไม่ออกหัวหน้าฝ่ายบุคคลวางแท็บเล็ตลงน้ำเสียงเย็นเฉียบ“คุณอ



![กรงแค้นขังรัก [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

