Masukร่างกายที่อ่อนล้า ทำให้เปมิกาต้องขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มหนา เธอปิดเปลือกตาลง
แต่ความหนาวที่แทรกซึมอยู่ในกระดูกและความปวดร้าวในหัวใจทำให้เธอนอนไม่หลับ
เธอลาป่วยในเช้าวันถัดมา ไม่แม้แต่จะสนใจเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นจากเพื่อนร่วมงาน
เธอเหนื่อย ทั้งกายและใจ
เธอคิดถึงภาพเมื่อคืน ภาพของทิวากับพิณลดานั่งอยู่ด้วยกันในรถ แววตาของเขาดูสบายใจราวกับโลกทั้งใบของเขาไม่มีเธออยู่
เขาเห็นเธอแน่ๆ แต่เขาก็แค่ขับผ่านไป
เปมิกาหัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ ริมฝีปากแห้งผากและแสบร้อนราวกับไข้ขึ้นสูง
เธอพยายามดันตัวเองลุกขึ้นเพื่อหายาในลิ้นชัก แต่ร่างกายกลับหนักอึ้งจนเธอทรุดลงกับพื้น
“แค่กๆ ”
เธอไอหนักจนรู้สึกเจ็บหน้าอก ความร้อนแล่นพล่านไปทั่วตัว แต่ถึงอย่างนั้น โทรศัพท์ของเธอก็ยังเงียบสนิท
ไม่มีสายเรียกเข้าจากเขาแม้แต่สายเดียว
ทำไมต้องหวังล่ะ
เขาไม่เคยถามไถ่ เขาไม่เคยสนใจว่าตอนนี้เธอจะเป็นยังไง เธอเป็นแค่ของเล่นที่เขาเรียกหาเมื่อไหร่ก็ต้องไปหาเขา
เปมิกากัดริมฝีปากแน่นจนรู้สึกถึงรสชาติของเลือด
เธออยากให้ตัวเองหายไปจากตรงนี้ อยากให้ความรู้สึกทั้งหมดนี้จบลงสักที
แต่เมื่อเธอกำลังจะปล่อยให้สติของตัวเองหลุดลอยไป เสียงกริ่งประตูห้องก็ดังขึ้น
ใครกันนะ?
เธอพยายามพยุงตัวเองไปเปิดประตู และเมื่อบานประตูแง้มออก...
เขายืนอยู่ตรงนั้นทิวา
เขายืนอยู่ตรงหน้าห้องของเธอ สีหน้าของเขาราบเรียบ แต่แววตานั้นมีบางอย่างที่เธออ่านไม่ออก
"ทำไมลาป่วย" เขาถามเสียงเรียบ ราวกับไม่ได้รู้สึกอะไร
เปมิกามองเขาทั้งน้ำตา เสียงของเธอสั่นเครือจากไข้และจากความเจ็บปวดในใจ
"แล้วทำไมคุณถึงต้องสนใจหวานด้วยละคะ หวานอยากพักผ่อนหวานลาป่วยไม่ได้เลยรึไงคะ"
เธอพูดออกไปอย่างตัดพ้อเขา หรือว่าเขาไม่ได้ใจร้ายอย่างที่เธอคิด
ทิวามองผู้หญิงตรงหน้าแล้วขมวดคิ้วแน่น เปมิกายืนพิงกรอบประตู ดวงตาของเธอแดงก่ำ ใบหน้าซีดเผือดจนเขาอดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้
“น้ำหวาน”
เธอไม่ตอบ แค่ยืนมองเขาด้วยสายตาเลื่อนลอย ริมฝีปากแห้งแตก เธอดูอ่อนแอจนเขาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปแตะหน้าผากของเธอ
ตัวร้อนจี๋!
“เธอเป็นไข้ขึ้นสูงขนาดนี้ทำไมไม่ไปหาหมอ” น้ำเสียงของเขาแข็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เปมิกาหัวเราะเบาๆ แม้เสียงนั้นจะเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า “หวานกินยาแล้วคุณธีร์ไม่ต้องห่วงค่ะ”
เธอพยายามหมุนตัวกลับเข้าไปข้างใน แต่ก่อนที่เธอจะได้ก้าวขาออกไป ร่างของเธอก็ทรุดลงอย่างหมดเรี่ยวแรง!
ทิวาขยับเข้ามารับตัวเธอไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะล้มลงพื้น ร่างบางอ่อนปวกเปียกอยู่ในอ้อมแขนของเขา
ลมหายใจของเธอร้อนจัดเหมือนเปลวไฟหัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะไปเสี้ยววินาที
บ้าชะมัด! ทำไมเธอถึงปล่อยให้ตัวเองป่วยหนักขนาดนี้ ยัยบ้าเอ้ย
ทิวาไม่รอช้า อุ้มเธอขึ้นมาแนบอก แล้วก้าวยาวๆ ไปที่รถของตัวเองอย่างรวดเร็ว นี่เป็นครั้งแรกที่เธอขึ้นรถของเขา
ที่โรงพยาบาลเปมิกานอนอยู่บนเตียงในห้องพักของโรงพยาบาล น้ำเกลือหยดลงอย่างช้าๆ
ข้างเตียงมีร่างสูงของทิวายืนกอดอกอยู่ สีหน้าของเขานิ่งสนิท ยากจะเดาอารมณ์
หมอบอกว่าเธอเป็นไข้หวัดใหญ่ อาการหนักเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ และโดนฝนมา
ทิวาถอนหายใจอย่างหงุดหงิด ผู้หญิงคนนี้ดูแลตัวเองไม่ได้เลยหรือไงรู้ว่าฝนตกหนักยังจะไปตากฝนอีกทำไมนะ
เขามองดูเธอที่นอนซมอยู่บนเตียง เธอดูบอบบางจนเขาอดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้
เธอเป็นคนที่เขาจ่ายเงินเพื่อเป็นคู่นอนลับๆ แต่ในตอนนี้ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าเธอสำคัญกว่านั้น
ทิวาสะบัดหัวไล่ความคิดที่ไม่น่ามี เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากำลังจะโทรออก แต่เสียงแผ่วเบาของเปมิกาก็ทำให้เขาชะงักมือ
“คุณจะไปแล้วเหรอคะ”
เสียงของเธอเบาจนแทบเป็นกระซิบ แต่ในความแผ่วเบานั้นเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
ทิวาชะงักเขาควรจะไป ใช่ เขาไม่ใช่คนที่จะอยู่ดูแลใครอยู่แล้ว แต่พอเห็นดวงตาคู่นั้นที่เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว...
“ฉันยังไม่ไปไหนหรอก”
เขาทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียง มองเธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก “เธอนอนซะ น้ำหวาน”
เปมิกามองเขานิ่ง ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลง ปล่อยให้ตัวเองจมลงสู่ความมืดมิดอีกครั้ง
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นข้างเตียง เปมิกาค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเหนื่อยอ่อน
เธอยังรู้สึกมึนหัวอยู่เล็กน้อยจากพิษไข้ แต่เมื่อเห็นชื่อที่โชว์อยู่บนหน้าจอ เธอก็ฝืนยกมือขึ้นรับสาย
“ฮัลโหล”
“หวาน! แกเป็นอะไรมากหรือเปล่า? ทำไมลาป่วยหลายวันแบบนี้” เสียงของเมรี เพื่อนสนิทของเธอดังขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“ฉันไม่เป็นไร แค่ไข้ขึ้นเฉยๆ” เปมิกาพยายามพูดให้เป็นปกติ แต่เสียงของเธอยังคงแหบพร่า
“แค่เป็นไข้อะไรกัน นี่แกโทรมาลาป่วยตั้งหลายวันนะ รู้ไหมว่าทุกคนเป็นห่วงกันมากแค่ไหนยัยหวาน"
เมรีพูดเร็วปรื๋อ “ถ้าไม่ใช่เพราะฉันไปถามหัวหน้าว่าแกเป็นอะไร พวกเราคงไม่รู้เลยนะว่า แกไม่สบาย”
เปมิกานิ่งไป หัวหน้ารู้ว่าเธอลาป่วย
“ขอโทษนะเมย์ ที่ทำให้เป็นห่วง”
“แล้วตอนนี้แกอยู่ไหน อยู่ห้องใช่ไหม หรืออยู่โรงพยาบาล”
เปมิกาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะตอบออกไป “ฉันอยู่โรงพยาบาล”
“อะไรนะ! ทำไมถึงหนักขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ฉันไม่ทันได้ไปหาหมอ เลยไข้ขึ้นสูงนิดหน่อย” เธอพยายามทำให้เรื่องฟังดูเบา
แต่ปลายสายกลับเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เมรีจะถามเสียงเข้ม
“แล้วแกไปโรงพยาบาลเองเหรอ”
เปมิกากำโทรศัพท์แน่นขึ้น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น
เธอจะบอกเมรียังไงดีว่า คนที่พาเธอมาที่นี่คือเจ้าของบริษัท คนที่เธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะรัก
และเขาก็คงไม่ได้มาดูแลเธอเพราะความเป็นห่วงหรอก มันคงเป็นแค่
ความรับผิดชอบที่เขาจ่ายเงินให้เธอเป็นผู้หญิงของเขาก็เท่านั้น
“น้ำหวานแกยังอยู่ไหม”
เปมิกาสูดลมหายใจเข้าแล้วตอบเสียงเบา “พอดีมีคนพาฉันมาส่งโรงพยาบาล”
“ใครพาแกไปส่ง”
“เมย์อย่าถามเลยนะ”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเมย์จะถอนหายใจยาว
“โอเค ฉันไม่เซ้าซี้ แต่ถ้ามีอะไรให้ช่วย บอกฉันได้นะหวาน”
“ขอบคุณนะเมย์”
ระหว่างทางกลับบ้านทิวาขับรถไปเรื่อยๆ ไม่ได้เร่งรีบเหมือนเคย มือข้างหนึ่งจับพวงมาลัยส่วนอีกข้างวางอยู่บนตักอย่างสบายๆ แต่สายตาของเขาเหลือบมองเปมิกาเป็นระยะหญิงสาวนั่งเงียบ มองออกไปนอกหน้าต่าง ดูเหมือนเธอจะคิดอะไรบางอย่าง"เหนื่อยเหรอ" เขาถามขึ้นเสียงนุ่มเปมิกาหันมามองเขา ก่อนจะส่ายหน้า "ไม่หรอกค่ะ หวานแค่คิดอะไรเพลินๆ น่ะ""เรื่องงานเหรอ"เธอพยักหน้าช้าๆ "อืมคุณธีร์จัดการเรื่องนั้นไปแล้วใช่ไหมคะ""ฉันไม่ปล่อยให้ใครมาโยนความผิดให้เธอหรอก" ทิวาพูดเสียงจริงจัง"ตอนนี้ฝ่ายบุคคลกำลังตรวจสอบเรื่องบัญชีย้อนหลังทั้งหมด คนที่ทำผิดก็ต้องรับผิดชอบเอง"เปมิกาถอนหายใจเบาๆ รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก"ขอบคุณนะคะ" เธอพูดเสียงอ่อน"ขอบคุณทำไม" ทิวาหันมามองเธอแวบหนึ่ง "ฉันเป็นผัวเธอ ฉันก็ต้องปกป้องเธอสิ""คุณธีร์พูดบ่อยจังเลยนะคะ!" เปมิกาโวยวาย แต่ใบหน้ากลับขึ้นสีระเรื่อทิวายิ้มขำกับท่าทางของเธอ เขาเอื้อมมือไปจับมือเธอมากุมไว้หลวมๆ "จนกว่าคนทั้งโลกจะรู้ว่าเธอเป็นของฉัน"เปมิกาสะบัดม
ทิวาไม่เพียงแค่ลุกขึ้นยืน แต่เขายังเอื้อมมือไปคว้ามือของเปมิกาไว้แน่นโดยไม่สนใจสายตาของพนักงานคนอื่นที่มองมาด้วยความตกตะลึง“ไปกับฉัน” เขาเอ่ยเสียงเรียบ แต่หนักแน่นเปมิกาตกใจ เธอพยายามดึงมือตัวเองกลับอย่างลืมตัว “คุณธีร์! เดี๋ยวค่ะ ”“ไม่มี ‘เดี๋ยว’ หรือ ‘แต่’ ไปคุยกันข้างนอก” เขาหันมามองเธอด้วยแววตาที่ทำให้เธอรู้ว่า... เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธทั้งห้องประชุมเงียบกริบ พนักงานหลายคนมองหน้ากันไปมาบางคนถึงกับกลั้นหายใจเมื่อเห็นเจ้านายจูงมือพนักงานสาวออกจากห้องไปต่อหน้าต่อตาเปมิกาหน้าแดงก่ำ ความร้อนพุ่งขึ้นมาถึงใบหู เธอไม่ได้กลัวทิวา แต่เธอกลัวสายตาของทุกคนที่กำลังจ้องมองมา"แบบนี้มันจะไม่เป็นข่าวลือกันไปใหญ่เหรอคะ" เธอพยายามกระซิบถามเบาๆ ขณะเดินตามแรงจูงของเขาทิวาเหลือบตามองเธอ ก่อนจะแสยะยิ้มมุมปาก "ก็ให้มันเป็นไปสิ"คำตอบของเขาทำให้เปมิกาใจเต้นแรงขึ้นกว่าเดิม แต่เธอไม่ทันได้คิดอะไรต่อเพราะทิวาพาเธอเดินหายเข้าไปในห้องทำงานของเขา ทิ้งให้พนักงานคนอื่นๆ มองตามด้วยความอึ้งปนตื่นเต้นข่าว
เปมิกากลับมานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของเธอ กำลังตั้งใจจัดการเอกสารตรงหน้าทว่าเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เดินเข้ามาทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นมอง"คุณเปมิกา!" เสียงเข้มของหัวหน้าฝ่ายการเงินดังขึ้น น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจเปมิกาชะงัก ก่อนจะรีบลุกขึ้นยืน "คะ มีอะไรหรือคะ""คุณช่วยอธิบายหน่อยได้ไหม ว่าทำไมบัญชีในไตรมาสที่แล้วถึงผิดพลาดขนาดนี้? ตัวเลขไม่ตรงกันหลายรายการ แล้วเอกสารประกอบก็ยังขาดไปอีก"เธอขมวดคิ้ว สีหน้าฉายแววงุนงง "แต่ว่าไตรมาสที่แล้ว ฉันไม่ได้เป็นคนรับผิดชอบนะคะ"หัวหน้าฝ่ายการเงินเลิกคิ้ว "หมายความว่ายังไง""ก่อนหน้านี้ ฉันลาออกไปพักหนึ่ง งานบัญชีช่วงนั้นน่าจะมีคนอื่นดูแล" เปมิกาตอบอย่างใจเย็นอีกฝ่ายนิ่งไปเล็กน้อย แต่ยังคงมีท่าทีไม่พอใจ "แต่ชื่อคุณยังอยู่ในระบบเป็นผู้รับผิดชอบหลัก แล้วตอนนี้ผมต้องการคำอธิบาย"เปมิกาสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตอบอย่างหนักแน่น"งั้นเรามาไล่ตรวจสอบกันดีกว่าค่ะ ว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นตรงไหน และใครเป็นคนรับงานแทนฉันช่วงนั้น"หัวหน้าฝ่ายการเงินมองเธออย่างพิจารณา
มือเรียวกำเสื้อเชิ้ตของเขาแน่น ร่างกายของเธอสั่นสะท้านไปหมดทิวาใช้มือแกร่งประคองแผ่นหลังของเธอ โน้มให้แนบชิดกับเขามากขึ้นเขากอบโกยความหวานจากเธออย่างไม่รู้เบื่อ จูบของเขาเหมือนจะดูดเอาลมหายใจของเธอไปจนหมดสิ้น“อืม” เปมิกาครางเบา ๆ เมื่อเขาขบเม้มริมฝีปากของเธอเบา ๆ ก่อนจะปล่อยให้เธอได้พักหายใจเพียงครู่ทิวายังคงจูบซับริมฝีปากเธออย่างแผ่วเบา ราวกับต้องการปลอบประโลมให้เธอรู้ว่าเขาจะไม่มีวันปล่อยมือจากเธอไปไหน“เธอทำให้ฉันคลั่งจริง ๆ เปมิกา” เขาพึมพำเสียงพร่า ปลายจมูกเกลี่ยไล้แก้มเธอเบา ๆเปมิกาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาคู่สวยของเธอเต็มไปด้วยความรักและความหวั่นไหวเธอไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่แนบหน้าผากเข้ากับเขา รับรู้ถึงอ้อมกอดอันอบอุ่นที่มอบให้เธอค่ำคืนดำเนินต่อไปอย่างเชื่องช้า มีเพียงเสียงหัวใจของทั้งสองที่เต้นสอดประสานกัน…ทิวาโอบกอดเปมิกาแนบแน่น ขณะที่ดวงตาคมทอดมองเธอด้วยความรักและหลงใหล"ฉันรักเธอ หวาน" เสียงกระซิบแผ่วเบาก้องอยู่ข้างหู ก่อนที่เขาจะกดจูบลงที่หน้าผากเธออย่า
ทิวารับกล่องจากมือของเปมิกาด้วยความสงสัย น้ำหนักเบาของมันทำให้เขาอดเลิกคิ้วขึ้นไม่ได้"อะไรน่ะ?" เขาถามเสียงเรียบ แต่สายตากลับเต็มไปด้วยความอยากรู้เปมิกายิ้มบางๆ ดวงตาคู่สวยเป็นประกายระยิบระยับ เธอไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่พยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงให้เขาเปิดกล่องเองทิวาค่อยๆ เปิดฝากล่องออก และสิ่งที่เห็นอยู่ด้านในทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นทันทีภาพอัลตร้าซาวด์ชายหนุ่มนิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคมเบิกกว้างขณะที่จ้องมองภาพตรงหน้าในภาพเล็กๆ นั้น เขาเห็นเงาร่างของชีวิตน้อยๆ ที่กำลังเติบโตอยู่ในครรภ์ของเปมิกา“นี่มัน” เสียงของเขาแหบพร่าไปหมด ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกของตัวเองยังไงดีเปมิกามองเขาด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือเขาเบาๆ “นี่ลูกสาวของเราของคุณกับหวานไงคะ”ทิวารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน หัวใจของเขาพองโต อบอุ่น และสั่นไหวไปพร้อมกันเขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นจนแทบทะลัก“จริงเหรอ...เรา...เรากำลังจะได้ลูกสาวเหรอ” เขาถามเสียงสั่น
พักเที่ยงของวันนั้น เปมิกากำลังนั่งคุยเล่นกับเมรีและกานดาอย่างอารมณ์ดี จู่ ๆพนักงานส่งอาหารจากร้านดังระดับห้าดาวก็เดินเข้ามาหาเธอ"คุณเปมิกาครับ อาหารของคุณครับ"เปมิกาขมวดคิ้ว "อาหาร"พนักงานยิ้มสุภาพก่อนจะส่งถุงอาหารให้เธอ "คุณทิวาเป็นคนสั่งให้ครับ บอกให้ส่งตรงเวลา ห้ามล่าช้า"สองเพื่อนสาวหันขวับมามองเปมิกาทันที"หืม~ นี่อะไรเนี่ย ยัยหวาน" กานดาหรี่ตาแซว "ดูแลดีขนาดนี้ แล้วบอกไม่มีอะไรได้ยังไง"เปมิกาอมยิ้มเขิน ๆ แต่ไม่ได้ตอบอะไร เธอเปิดกล่องออกดูเห็นว่าเป็นอาหารที่เธอชอบทั้งหมด แม้เธอจะไม่ได้แพ้ท้องมากนัก แต่ทิวาก็ใส่ใจเรื่องอาหารของเธอเป็นพิเศษเมรีมองของกินในกล่องแล้วอดถามไม่ได้ "แกแน่ใจนะว่าแกกินทั้งหมดนี้""อืม"แต่แล้วมือถือของเปมิกาก็ดังขึ้น หน้าจอโชว์ชื่อของ "คุณสามี" (ที่เขาเปลี่ยนเองกับมือ)"กินรึยัง" เสียงเข้มของทิวาดังขึ้น"กำลังกิน" เปมิกาตอบพลางอมยิ้ม"กินให้หมดนะ" ทิวากำชับเสียงดุ "ฉันไม่ได้สั่งมาเล่น ๆ หรอกนะ"เปมิกาหัวเราะเบา ๆ "จ้า ๆ""แล้







