เข้าสู่ระบบเช้าวันต่อมาเหมวัตก็รีบเคลียร์งานที่บริษัทก่อนจะขับรถออกจากที่นั่นในเวลาห้าโมงครึ่ง เขาใช้เวลาขับรถชั่วโมงครึ่งก็ถึงบ้านของคุณยายชมนาด
“สวัสดีครับยาย ผมคิดถึงยายจัง” เหมวัตเข้าไปกอดคุณยายอย่างประจบเมื่อเขาขับรถมาถึงบ้านสวนของคุณยายชมนาด
“มาถึงแล้วเหรอพ่อตัวดี อย่ามาทำเป็นปากหวานใส่คนแก่หน่อยเลย นี่ถ้ายายไม่โทรตามก็คงไม่โผล่หัวมาหายายสินะ” คุณยายชมนาดบ่นยาวแต่ใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“โธ่....ยายครับช่วงนี้ผมงานยุ่งมาก ๆ แต่พอยายโทรหาปุ๊บผมก็รีบมาหายายเลยนะครับ”
“นี่รีบของเราแล้วเหลือเหม สามวันแล้วนะที่ยายบอกให้มาหา” คุณยายชมนาดบ่นอย่างไม่จริงจังนักเพราะรู้ว่าหลานชายคนนี้ให้ความสำคัญกับงานมากแค่ไหน
“ผมมีนัดคุยกับลูกค้าที่ต้องการควบรวมกิจการแล้วต้องคุยกันหลายคน ถ้าผมเลื่อนนัดก็ต้องกระทบกับหลายคนนะครับยาย ผมเลยคิดว่าทำงานให้เสร็จก่อนดีกว่าเพราะยังไงยายชมก็ต้องรอผมอยู่แล้วใช่ไหมครับ”
“เห้อ...เดี๋ยวนี้ช่างพูดเอาใจคนแก่นะ ยายมีเรื่องจะถามเยอะแยะเลยนะเหม”
“ยายครับ ผมมาเหนื่อย ๆ ขอกินข้าวกลางวันก่อนได้ไหม ป้าศรีนวลครับมีอะไรให้ผมกินบ้าง” เหมวัตรีบเฉไฉพูดเรื่องอื่น
“วันนี้คุณยายทำแกงเขียวหวานเนื้อกับขนมจีนของโปรดของคุณเหมเลยนะคะ ตามป้ามาค่ะเดี๋ยวจะเตรียมให้นะคะ”
“แค่ได้ยินก็อยากกินแล้วนะครับ ยายกินหรือยังครับ”
“ยายไม่หิ้วท้องรอเราหรอกนะ หิวก็รีบไปกินเถอะลูก กินเสร็จเหมจะได้คุยกับยายเสียที”
“ครับยาย ครับผมขอไปกินก่อนนะครับ”
หลังจากทานขนมจีนแกงเขียวหวานเนื้อเรียบร้อยเหมวัตก็เปลี่ยนเป็นชุดกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดแล้วลงมานั่งคุยกับคุณยายที่บริเวณใต้ถุนบ้าน
“แต่งตัวแบบนี้ดูเป็นเด็กเลยนะคุณเหม” ป้าศรีนวลมองหลานชายเจ้านายที่เธอเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กด้วยแววตารักใคร่
“ก็ผมยังเป็นเด็กนี่ครับป้าศรีนวล” เขาตอบอย่างอารมณ์ดี
“เด็กอะไรล่ะอายุสามสิบสามแล้วนะ” คุณยายพูดพลางหัวเราะ
“แต่ในสายตาของยายผมก็ยังเป็นเด็กใช่ไหมล่ะครับ”
“บางครั้งยายก็อยากให้เรากลับไปเป็นเด็ก แต่มันเป็นไปได้ที่ไหนกันล่ะ ตอนนี้ยายว่าถึงเวลาจะแต่งงานมีลูกมีเมียได้แล้วนะ”
“ยายครับผมแต่งงานแล้วนะ”
“นั่นมันเมื่อห้าปีก่อน อย่าเอาเรื่องในอดีตมาพูดเลยยายว่าเราพูดเรื่องปัจจุบันของเราดีกว่านะ”
“เรื่องอะไรครับ” เขาแกล้งทำหน้าไม่รู้
“อย่ามาทำเป็นตีมึนนะเหม มะลิเอารูปให้ยายดูแล้ว ผู้หญิงคนนั้นเป็นแฟนเราจริงเหรอ ถ้าว่างก็พาเธอมากินข้าวกับยายบ้างนะ”
“ไม่ใช่แฟนหรอกครับยาย ก็แค่คบกันเล่น ๆ”
“คบแล่น ๆ เหรอ แต่ดูท่าแล้วผู้หญิงเขาจะจริงจังนะ ถ้าอย่างนั้นคงไม่บอกคนอื่นแบบนั้นหรอก”
“ผมก็ไม่คิดว่าเธอจะพูดแบบนั้นครับ ตนนี้ผมกับเธอไม่ได้ติดต่อกันแล้ว”
“ว้า...น่าเสียดายจังเลยค่ะ” จู่ ๆ มะลิก็พูดขึ้น
“เสียดายอะไรมะลิ” เหมวัตหันมาถาม
“ก็คุณมาเบลเธอสวยและเซ็กซี่มาก ๆ ขนาดหนูเป็นผู้หญิงหนูยังชอบเลยค่ะ”
“นี่เป็นแฟนคลับเธอเหรอ”
“ค่ะคุณเหม หนูชอบมาก ๆ นึกว่าจะได้เจอตัวจริง”
“เสียใจด้วยนะ” เหมวัตบอกเด็กสาวแล้วหัวเราะเบา ๆ
“เมื่อไหร่เหมจะเลิกเห็นผู้หญิงเป็นของเล่นสักทีนะ” คุณยายตำหนิเพราะไม่ชอบที่หลานชายคบผู้หญิงไปเรื่องแบบนี้
“ผมไม่ได้เห็นผู้หญิงเป็นของเล่นน่ะครับแต่ ผมยังไม่เจอคนที่เหมาะจะเป็นหลานสะใภ้ของยายเลยนะครับ”
“หาไม่เจอหรือไม่เปิดใจกันแน่ล่ะเหม ยายชักสงสัยแล้วว่าที่ไม่ยอมมีใครเพราะยังลืมเมียเก่าไม่ได้”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับคุณยาย ผมลืมไปนานแล้วแต่ผมคิดว่าการใช้ชีวิตเป็นโสดแบบนี้มันก็มีความสุขดี”
“ถ้ามีความสุขดีทำไมจะต้องควงผู้หญิงไปเรื่อยด้วยล่ะ ถึงเวลาที่เหมต้องจริงจังกับใครสักคนได้แล้วนะลูก”
“ยายครับ ผมยังไม่เจอคนที่ถูกใจจริง ๆ นะครับ ทำมันหายากจังนะ”
“ยายว่ามันไม่ได้หายากหรอกเพียงแต่เรามีอคติในใจ คบใครก็เลยคบไม่นานและหวาดระแวงไปหมดว่าเขาจะแอบไปมีคนอื่น ยายขอพูดกับเราอย่างจริงจังนะเหม ยายอยากให้เราแต่งงานมีครอบครัวลูกหลานคนอื่นของยายเขาก็แต่งงานไปมีครอบครัวกันหมดแล้วเหลือแค่เหมคนเดียว อย่าให้ยายต้องเป็นห่วงนักเลย ยายก็อายุมากแล้วไม่รู้จะได้อยู่ถึงวันที่ได้อุ้มเหลนหรือเปล่า”
“อย่าพูดแบบนี้สิครับ”
“สุขภาพยายก็ถดถอยลงทุกวัน ยายอยากเห็นเราเป็นฝั่งเป็นฝา ยายจะได้ตายตาหลับ”
“ยายครับผมว่าเราไม่คุยเรื่องนี้กันดีไหม ผมไม่ชอบเลย ยายชมของผมยังแข็งแรงและจะต้องอยู่กับผมไปอีกนานนะครับ”
“จะไม่ให้ยายคุยได้ยังไงล่ะนี่เป็นเรื่องเดียวที่ยายยังเป็นห่วงอยู่ตอนนี้”
“ผมขอโทษครับที่ทำให้ยายต้องเป็นกังวลแต่ผมยังไม่เจอใครที่ผมถูกใจถึงขั้นอยากจะแต่งงานจริง ๆ”
“ยายไม่ได้ขออะไรมากเลยนะลูก ยายแค่อยากเห็นเหมของยายมีความสุขแค่นั้นเอง”
“แต่พ่อหม้ายอย่างผมคงหาคนจริงใจด้วยยากนะครับ”
“เราจะฝังใจอยู่กับคำว่าพ่อหม้ายทำไมกัน โลกมันเปลี่ยนไปแล้วพ่อหม้าย แม่หม้ายสมัยนี้เขาก็แต่งงานมีครอบครัวใหม่กันได้”
“แต่ผู้หญิงบางคนพอรู้ว่าผมเคยผ่านการแต่งกันมาสายตาที่พวกเธอมองผมก็เปลี่ยนไป มองเหมือนผมเป็นคนผิด เป็นคนไม่ดีผมก็เลยเบื่อนะครับ”
“ยายชื่อว่าถ้าเหมเปิดใจและพูดคุยเรื่องนี้กับพวกเธออย่างจริงจังว่าเพราะอะไรถึงหย่าหลังจากแต่งงานได้ไม่นาน พวกเธอน่าจะเข้าใจนะ”
“แต่ทำไมเราต้องไปอธิบายให้คนอื่นเข้าใจด้วยล่ะ”
“พูดแบบนี้แสดงว่าไม่เคยบอกใครนะว่าสาเหตุที่เป็นพ่อหม้ายเป็นเพราะอะไร”
“บอกไปมันก็เหมือนกับการพูดเอาดีใส่ตัวนะครับยาย” เขายิ้มแบบฝืน ๆ
มนตกานต์มองถุงของฝากที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วถอนหายใจเพราะเธอจำได้ว่าตัวเองบอกเหมวัตแค่อยากได้อาร์ตทอยสามตัวซึ่งเขาก็ซื้อให้ตามนั้นแต่ที่งอกออกมาอีกหลายถุงนั้นคือเครื่องสำอาง กระเป๋าแบรนด์เนม รวมถึงขนมอีกเยอะแยะเต็มไปหมด“พี่เหมคะกานต์ว่ามันมากเกินไปแล้วนะคะ ไปครั้งนี้ซื้อกระเป๋าเดินทางเพิ่มหรือเปล่า”“ไม่ครับเพราะพี่เอากระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไปแล้วขาไปก็ใส่ใบเล็กไว้ในนั้นพอกลับก็เอาใบใหญ่ก็ใส่ของฝาก ขนมมีอย่างละนิดละน้อยเองกานต์เอาไปแบ่งกับหลินแล้วก็เพื่อนที่ทำงานด้วยนะ”“ขอบคุณนะคะ พี่เหมไปทำงานแล้วยังเสียเวลาไปซื้อของพวกนี้อีก”“ไม่ได้เสียเวลาอะไรเลยช่วงที่พี่รอคุยกับลูกค้าพี่ก็เดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยเจออะไรก็ซื้อไว้ รู้ตัวอีกทีมันก็เยอะแบบนี้แล้ว”“ไม่ลืมของฝากให้คุณยายใช่ไหมคะ”“ไม่ลืมหรอก พี่กันไว้แล้วขนมพวกนี้ก็ซื้อไปฝากมะลิด้วยเหมือนกัน”“กานต์รู้สึกว่าพี่ไปนานขนมและของฝากมันก็จะมากตามระยะเวลาด้วยนะคะ ถ้าพี่ไปทำงานสักสองเดือนสงสัยของฝากคงจะบอกว่าเยอะกว่านี้แน่ ๆ” หญิงสาวมองของฝากสลับกับหน้าหล่อของเหมวัตแล้วหัวเราะเบา ๆ“ใครจะไปทำงานนานถึงสองเดือนกันล่ะแค่เกือบเดือนพี่ก็แย่แล้ว พี่คิดถึง
เมื่อกัญญาพรกลับไปอยู่หอพักของตนเองแล้วมนตกานต์ก็รู้สึกเหงาอย่างเดิม ยิ่งเห็นว่าเพื่อนคืนดีกับคนรักแล้วก็ทำให้อดนึกถึงเรื่องระหว่างตนเองกับเหมวัตไม่ได้เพราะตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขามันยังคลุมเครือและไม่รู้เลยว่าอนาคตจะเป็นไปในทิศทางใด แต่ถ้าถามความรู้สึกจากส่วนลึกแล้วมนตกานต์ก็ยอมรับว่าเธอรู้สึกดีกับเขามากที่ผ่านมามนตกานต์ไม่เคยคบกับผู้ชายคนไหนเลย มีเพียงแค่คนที่เข้ามาจีบคุยกันสักพักพอรู้ว่าเข้ากันมาได้ก็จบความสัมพันธ์และกลับมาคบกันแบบเพื่อนเวลาในแต่ละวันเดินไปอย่างช้า ๆ เหมวัตยังคงโทรศัพท์หาหญิงสาวในทุกวันอย่างเคยจนกระทั่งผ่านไปถึงสามสัปดาห์เขาก็ยังไม่กลับมา“พี่ขอโทษนะกานต์ที่ยังกลับตอนนี้ไม่ได้”“งานมีปัญหาเหรอคะ”“งานที่ตั้งใจมาทำเสร็จหมดแล้ว แต่มีงานอื่นแทรกมาน่ะ ตอนแรกพี่จะไม่รับเพราะไม่อยากผิดสัญญาว่าจะมาแค่สองอาทิตย์แต่พอเห็นค่าจ้างก็คิดว่ามันคุ้ม”“แล้วพี่เหมต้องอยู่อีกนานแค่ไหนคะ”“ไม่เกินห้าวัน จากนั้นพี่ก็คงว่างอีกนานเลย” เหมวัตคุยกับบริษัทแล้วว่าจากนี้เขาจะรับงานแบบนี้ให้น้อยลงและถ้าต้องมาต่างประเทศต้องเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่เท่านั้น ส่วนงานให้คำปรึกษาในประเทศเขาก็ยั
เช้าวันรุ่งขึ้นมนตกานต์ก็ตื่นแต่เช้าทั้งที่วันนี้เป็นวันหยุด เธอมองกัญญาพรนอนหลับบนเตียงด้วยใบหน้าที่บวมช้ำจากการร้องไห้หนักตลอดคืน หญิงสาวมองเพื่อนรักด้วยความรู้สึกเห็นใจและไม่เข้าใจว่าทำไมคนรักของเพื่อนถึงได้ทำแบบนั้นหญิงสาวเดินไปทำอาหารเช้าง่าย ๆ ในครัวสำหรับตนเองและกัญญาพรที่ไม่รู้ว่าตื่นมาเช้านี้จะเป็นยังไงบ้าง เมื่อทำทุกอย่างเสร็จก็เดินถือชามข้าวต้มเข้ามาหาเพื่อนในห้องนอน“ตื่นแล้วเหรอหลินมากินข้าวต้มก่อนนะ กินซะหน่อยจะได้มีแรง” มนตกานต์ยื่นถ้วยข้าวต้มให้เพื่อน“ฉันกินไม่ลงหรอกกานต์” กัญญาพรพูดเสียงแหบพร่า ดวงตาแดงก่ำ“แต่ฉันตั้งใจตื่นมาทำให้แกกินเลยนะ กลิ่นหอมน่ากินสุด ๆ ไปเลย”“ขอบใจแกนะกานต์ แกล่ะกินหรือยังเดี๋ยวฉันออกไปกินข้างนอกพร้อมแกก็ได้ รอฉันล้างหน้าแปรงฟันก่อนได้ไหม” กัญญาพรรู้สึกเกรงใจที่มาอยู่ห้องของเพื่อนแล้วยังต้องรบกวนเพื่อนทำข้าวต้มมาให้ทานถึงในห้องนอน“อือ” มนตกานต์รับชามข้าวต้มมาจากมือของกัญญาพรก่อนจะออกมานั่งรอเพื่อนที่ห้องครัวหญิงสาวนั่งเล่นมือถือรอไม่นานกัญญาพรก็ออกมาจากห้องด้วยสีหน้าที่ยังคงเต็มไปด้วยความทุกข์“น่ากินจัง” กัญญาพรเขี่ยข้าวต้มในชามไปมาแต่ยั
หลายแล้วที่เหมวัตเดินทางไปทำงานที่ประเทศจีน เป็นหลายวันที่มนตกานต์รู้สึกเหมือนชีวิตประจำวันเงียบเหงาแปลก ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตั้งแต่เขาเดินทางไปคุยงาน เธอก็นอนห้องเดิม เดินเส้นทางเดิม ใช้ชีวิตแบบเดิมทุกอย่างแต่กลับรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไปหรือจริง ๆ คือเธอกำลังคิดถึงเขาอยู่กันแน่ เย็นวันศุกร์หลังเลิกงานหญิงสาวก็กลับห้องและทำทุกอย่างตามปกติเหมวัตโทรหาเธอตรงเวลาเป๊ะทุกเย็นตามที่ได้สัญญาไว้ก่อนที่เขาจะเดินทางแม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่แตกต่างกันเกือบสามชั่วโมง“สวัสดีค่ะพี่เหม” มนตกานต์รับสายด้วยรอยยิ้ม“ทำอะไรอยู่ครับ” เสียงอบอุ่นของเขาดังผ่านสาย“เพิ่งอาบน้ำเสร็จค่ะ พี่เหมล่ะคะเลิกงานหรือยัง”“พี่คุยงานเพิ่งเสร็จวันนี้ยุ่งมาก” เสียงของเหมวัตฟังดูเหนื่อยล้าเล็กน้อยแต่ก็เต็มไปด้วยความอ่อนโยน“พี่เหมทำงานเหนื่อยไหมคะ ที่จีนตอนนี้กี่โมงแล้ว”“ที่นี่ประมาณทุ่มกว่า ๆ วันนี้เหนื่อยมากแต่พอได้ยินเสียงกานต์ก็หายเหนื่อยเลย พี่คิดถึงนะ” คำพูดติดปากของเขาแต่ทำคนฟังใจเต้นแรงทุกครั้ง ใบหน้าของมนตกานต์ร้อนผ่าว เธอไม่ชินกับการถูกบอกความในใจตรง ๆ แบบนี้“พี่เหมก็ปากหวานอีกแล้ว ไม่อายคนอื่นเหรอค
เช้าวันเสาร์มนตกานต์ส่งเหมวัตที่หน้าคอนโดแล้วหญิงสาวก็กลับขึ้นมาบนห้องเก็บของใส่กระเป๋าเป้ก่อนจะลงมาอีกครั้งเพื่อนั่งรถเมล์ไปยังท่ารถตู้กลับบ้านที่อัมพวาหญิงสาวมาถึงบ้านในเวลาเกือบเที่ยงจากนั้นก็ทำความสะอาดบ้านก่อนจะไปทานก๋วยเตี๋ยวแล้วกลับมาทำความสะอาดบ้านต่อ ทุกอย่างเสร็จในเวลาบ่ายเธออาบน้ำแล้วลงมานอนบนแปลใต้ถุนบ้านพอบ่ายคล้อยก็เดินไปยังบ้านของคุณยายชมนาด“สวัสดีค่ะยาย ดูลิเกอยู่เหรอคะ” เพราะเสียงร้องและเสียงระนาดดังตั้งแต่เธอเข้ามาในรั้วบ้าน“อ้าว!....หนูกานต์มาได้ยังไงจ๊ะ แล้วหลานชายของยายล่ะไม่มาด้วยกันเหรอ” คุณยายชมนาดทักทายด้วยความแปลกใจที่เห็นหลานสาวเดินมาคนเดียวแทนที่จะมากับเหมวัต“พี่เหมไปจีนค่ะ กานต์เลยกลับมาคนเดียว” มนตกานต์ยิ้มก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ แล้วกอดเอวท่านไว้“ไปทำงานต่างประเทศอีกแล้วเหรอ เขาบอกหนูหรือเปล่าว่าจะไปนานเท่าไหร่”“เห็นว่าประมาณสิบวันค่ะ”“เฮ้อ...หรือจะเข้าอีหรอบเดิมอีกแล้ว” คุณยายชมนาดถอนหายใจสีหน้าค่อนข้างวิตกกังวล“ยายเป็นอะไรคะพี่เหมไปทำงานแค่ที่จีนเองค่ะ ไม่ได้ไกลเลยถ้ายายคิดถึงเราโทรหาก็ได้ให้หนูโทรให้มั้ยคะ” หญิงสาวรีบเสนอเพราะคิดว่าที่คุณยายมีท่าท
หลายวันผ่านไปหลังจากทริปทะเลหัวหินความสัมพันธ์ของเหมวัตกับมนตกานต์ก้าวไปอีกขั้น ในเมื่อเธอให้โอกาสแล้วเหมวัตก็สัญญากับตัวเองว่าจะใช้โอกาสนี้อย่างเต็มที่เพื่อพิสูจน์ความจริงใจและทำให้หญิงสาวมั่นใจในตัวเขาชีวิตของมนตกานต์ก็เปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ และคนที่ทำให้เปลี่ยนไม่ใช่ใครอื่น นอกจากเหมวัตหลานชายของยายชมนาดที่กำลังก้าวเข้ามาในชีวิตของเธอทีละก้าวอย่างไม่เร่งรีบแต่ชัดเจนในทุกวันทั้งสองจะออกมาทำงานด้วยแม้เขาจะเข้างานช้ากว่ามนตกานต์หนึ่งชั่วโมงแต่ก็ยอมตื่นเช้าเพื่อได้นั่งรถมาด้วยกัน“พี่เหมไม่เหนื่อยเหรอคะ” หญิงสาวชวนคุยเมื่อนั่งรถมาด้วยกันในเช้าวันศุกร์“เหนื่อยอะไร” เขาถามก่อนจะหยิบกาแฟที่แวะรับจากร้านประจำขึ้นมาจิบ“ก็เหนื่อยที่ต้องตื่นเช้ากว่าเดิมทุกวัน”“ไม่หรอก ตื่นเช้าก็ถือเป็นกำไรของชีวิตนะ”“แล้วพี่เหมไปถึงบริษัทก่อนเวลาทำงานทุกวันไม่เบื่อเหรอคะ”“พี่ใช้เวลานั้นทำงานน่ะ จากที่เคยเลิกงานช้าก็ได้เลิกงานเร็วขึ้น”“เพราะกานต์ทำให้พี่ลำบาก กานต์ว่าพี่ไม่ต้องรับส่งกานต์ทุกวันหรอกนะคะ กานต์เกรงใจ” เธอรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ เธอกลัวว่าถ้าเขาฝืนทำแบบนี้ไปนานสักวันก็คงเบื่อ“ไม่ต้องเกรงใจและพี่







