LOGIN“บ่าวทำไม่ดีก็สั่งสอนเอาแม่บัว ไม่ใช่มาทุบตีเหมือนวัวเหมือนควายเยี่ยงนี้”
“แต่มั...”
“ให้ฉันแต่งให้ไหม” ยาหยีหลุดพูดออกไป ก่อนจะเอามือปิดปากแทบไม่ทัน ในสมองเริ่มประมวลผลไปมา “เอ่อ...คือ บ่าวทำได้เจ้าค่ะ” หญิงสาวพูดอ้อมแอ้มอย่างไม่แน่ใจในวิธีการพูดมากนัก
“พูดจาอะไรหารู้ความไม่” บัวเอ่ย
“ให้บ่าวช่วยคุณบัวแต่งตัวไหมเจ้าคะ บ่าวพอจะทำได้เจ้าค่ะ” ยาหยีพูดออกไป ในใจแค่อยากช่วยจำปีก็เท่านั้น
“เอ็งทำได้รึ” เป็นขุนกริชที่หันไปถาม
ยาหยีพยักหน้า “คุณบัวผิวสวยผมสวยแบบนี้แต่งอย่างไรก็ออกมาสวยค่ะ” หญิงสาวชมไปอีกดอก ก่อนจะอมยิ้มเมื่อคุณบัวดูจะพอใจไม่น้อย
ภายในห้องคุณบัว
“เอ้า...หวีผมให้ข้าสิ” ยาหยีพยักหน้าก่อนจะหยิบหวีขึ้นมาหวีผมให้คุณบัวอย่างเบามือ เธอเหลือบมองจำปีที่นั่งตัวหลีบอยู่ข้างๆ ผมของคุณบัวแม้จะเส้นเล็กสลวนแต่ไม่ได้อ่อนนุ่มหวีง่ายนัก
“อันนี้น้ำมันอะไรเหรอจำปี” ยาหยีหันไปกระซิบถามจำปี
“น้ำมันมะพร้าว” จำปีกระซิบตอบ
ยาหยีค่อยๆ แตะมือกับน้ำมันมะพร้าวเธอลูบเบาๆ ไปที่เส้นผมก่อนจะแบ่งผมเพื่อถักเปียและเกล้าขึ้นอย่างเบามือ แม้จะไม่มีอุปกรณ์ครบมือนักแต่ก็ไม่ได้ยากเกินไปสำหรับเธอ เครื่องประดับเล็กๆ ถูกแต่งแต้มที่ผมอย่างสวยงาม
“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” ยาหยีบอกก่อนจะถอยออกมาดูผลงานตัวเองอย่างพอใจ
“สวย เอ็งทำผมสวยมาก” บัวมองผมของตัวเองในกระจกอย่างตะลึง ทรงผมแปลกตานี้สวยถูกใจเธอมากทีเดียว ใบหน้าที่เคยงองุ้มนั้นกลับประดับด้วยรอยยิ้มแทบจะทันที
ยาหยีเพียงแค่ยิ้มรับก่อนจะมองจำปีที่ค่อยๆ ใช้ดินสอพองบดให้ละเอียดและลงที่ตัวคุณบัวอย่างเบามือ ยาหยีขยับตัวเข้าไปใกล้ก่อนจะหยิบแท่งสีดำเล็กๆ ที่วางเอาไว้ขึ้นมาดูอย่างสงสัย
“มะพร้าวห้าวเผาไฟ เอาไว้เขียนคิ้วแต่คิ้วข้าดำอยู่แล้วหาต้องเขียนไม่” คุณบัวเอ่ยบอกเมื่อเห็นท่าทางสงสัยของบ่าวหน้าใหม่ที่เธอเริ่มถูกใจเสียแล้ว
“ว่าแต่คิ้วของเอ็งทำไมถึงเป็นทรงแบบนั้นเล่า” บัวเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าคิ้วของยาหยีนั้นสวยได้รูป
“ให้ฉัน...เอ่อ...บ่าวทำให้ไหมเจ้าคะ” ยาหยีถามออกไปก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้ทันทีเมื่อคุณบัวพยักหน้า
ยาหยีร้องขอใบมีดเล็กๆจากจำปีก่อนจะลงมือกันคิ้วให้คุณบัวอย่างเบามือก่อนจะใช้น้ำมันมะพร้าว เธอใช้แป้งผัดที่ผิวหน้าของคุณบัวเพียงอ่อนๆ ก่อนจะใช้มะพร้าวห้าวเผาไฟที่เอาไว้เขียนคิ้วเขียนลงที่หางตาบางๆ เพื่อเสริมให้ดวงตาดูคมและสวยขึ้น และสุดท้ายเธอค่อยๆ ทาสีชาดลงที่ด้านในปากและเกลี่ยไล่สีออกมาที่ริมฝีปากด้านนอก และตามด้วยแตะสีผึ้งทับเบาๆ เพียงแค่นี้ริมฝีปากก็ดูสวยมีมิติมากขึ้น
ผลงานการแต่งหน้าทำผมของยาหยีในครั้งดูเหมือนจะพอใจคุณบัวไม่น้อย เมื่อยาหยีได้รางวัลเป็นเปลือกหอยสองสามอันมาแบบงงๆ
“เจ้าชื่ออะไรรึ” บัวถามในขณะที่กำลังให้จำปีช่วยนุ่งผ้าให้
“หยีเจ้าค่ะ”
หยี...ชื่อแปลกจริง แต่เอาเถอะข้าจะไปขอเอ็งกับคุณแม่ มาอยู่รับใช้ข้าที่เรือนนี้เถอะ ข้าถูกใจเอ็ง”
“เอ่อ..คือ” ยาหยียังคงลังเล นี่เธอต้องมาเป็นบ่าวจริงๆ เหรอ
ยังไม่ทันได้ตอบอะไรคุณบัวที่ตอนี้แต่งตัวเสร็จแล้วก็เดินออกไปจากห้องทันที โดยที่มีจำปีตามไปติดๆ
ยาหยีได้แต่เดินตามออกไปอย่างเหม่อลอย ในหัวยังคงสับสนไม่แน่ใจ ว่าเธอจะเอายังไงกับชีวิตตัวเองดี
“ลูกขอหยีมารับใช้ส่วนตัวนะคะคุณแม่” บัวเอ่ยเสียงหวานกับคุณหญิงแก้วผู้เป็นมารดา แขนเรียวเกี่ยวกอดเอวของมารดาไว้อย่างออดอ้อน
“อะไรดลใจให้เจ้าเอ็นดูหยีมันเล่าแม่บัว” คุณหญิงเอ่ยกลั้วหัวเราะ
“มันรับใช้ถูกใจลูก ช่างคิดช่างทำไม่โง่เง่าเหมือนนังจำปี” บัวบอกอย่างเอาแต่ใจ
“ตามใจเจ้าแล้วกัน” คุณหญิงแก้วบอกอย่างเอาใจลูกสาวคนเล็ก
“แต่มันไม่ใช่บ่าวบ้านเราจะขอรับท่านแม่” ขุนกริชเอ่ยค้าน ก่อนหันไปมองหญิงสาวหลงทางที่มองซ้ายทีขวาทีอย่างไม่รู้จะทำตัวอย่างไร นึกแล้วก็เวทนาอยู่ไม่น้อยทั้งคำพูดคำจาที่ฟังไม่รู้ความแล้วไหนจะรูปร่างหน้าตาผิวพรรณที่ดูหมดจดจับตานั่นอีก หากจะไล่ให้พ้นเรือนก็คงไม่ดีแน่
“เอ้า...นังหยีเอ็งว่ายังไง จะมาคอยรับใช้ลูกข้าได้หรือไม่ ยังไงเอ็งก็ไม่มีที่ไปอยู่แล้วไม่ใช่รึ” คุณหญิงแก้วเอ่ยถาม
ยาหยีได้แต่หันไปมองขุนกริชอย่างขอความช่วยเหลือ เพราะเธอเองก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องตอบว่าอย่างไร
“เอาเถอะ...แล้วแต่แม่บัวแล้วกัน อยากได้มันก็ตามใจ” คุณหญิงแก้วเอ่ยอย่างตัดปัญหา
ยาหยีได้แต่มองซ้ายมองขวาอย่างไม่รู้จะทำตัวอย่างไรเมื่อถูกพามายังที่ไม่คุ้นตา และรอบตัวมีคนเต็มไปหมดนี่สินะงานบุญที่จำปีบอกยาหยีคิดในใจ และด้วยความที่ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรตอนนี้เธอจึงได้แต่ยืนมองตามบัวที่เดินไปไหว้หญิงสาวคนหนึ่งในงาน หญิงสาวที่บัวคุยด้วยนั้นมีใบหน้าที่สวยงามไม่น้อยและชุดกับเครื่องประดับที่ใส่นั้นก็ดูเข้ากับราวจับวาง
“น้องบัวไปทำอะไรมา หน้าตาทำไมคมคายแปลกตาทีเดียว” เพ็ญเอ่ยชมเมื่อเห็นว่าวันนี้บัวดูสวยผิดตา
“จริงรึเจ้าคะพี่เพ็ญ” บัวยิ้มอย่างถูกใจเมื่อได้รับคำชมจากหญิงสาวที่ขึ้นชื่อเรื่องความงามและยังเป็นคู่หมั้นของขุนกริชพี่ชายของเธออีกด้วย
“มานี่หยี อย่าเกะกะคุณหนูบัว” จำปีเอ่ยก่อนจะรั้งแขนให้ยาหยีลงไปนั่งข้างๆ
“ใครเหรอ” ยาหยีหันไปกระซิบถามจำปีก่อนจะพยักเพยิดไปยังหญิงสาวที่คุยอยู่กับบัว
“คุณลิลลี่บอกจะพามาดูของที่เรือนนี้ค่ะ แต่เธอลืมกุญแจเลยไปเอาก่อนค่ะ” คำตอบที่ทำเอากรหัวเราะ ชายหนุ่มเดินไปที่เรือนหลังเล็กช้าๆ ก่อนที่จะเอื้อมมือเข้าไปที่กระถางไม้ประดับที่ห้อยอยู่ที่ริมประตู พร้อมกับหยิบกุญแจออกมา “ยายลิลไม่ค่อยได้มาเลยไม่รู้ว่ามีกุญแจสำรองอยู่ตรงนี้” กรหันมาบอกยาหยีที่ยืนหัวเราะอยู่ใกล้ๆ กรเดินเข้าไปก่อนจะหันมาผายมือเป็นเชิงให้ยาหยีเดินตามเข้าไป หญิงสาวก้าวขาตามไปอย่างว่าง่าย เรือนขนาดเล็กถูกจัดแต่งด้วยของโบราณเสียเป็นส่วนใหญ่ ริมฝสมีดาบดบราณมากมายห้อยเรียงรายอยู่เต็มไปหมด “คุณทวดเคยเล่าว่าตระกูลของเราเป็นช่างตีดาบหลวงสมัยกรุงศรี เคยตีดาบให้พระมหากษัตริย์สมัยนั้นด้วยนะครับ” กรเล่าไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้สังเกตว่ายาหยีนั้นมีสีหน้าแบบใด ภาพดา
สุดท้ายแล้วชีวิตก็ต้องเดินต่อไป หลังจากที่เธอจ่อมจ่มอยู่กับสิ่งที่เธอไม่สามารถเรียกคืนมาได้อยู่เป็นเดือน เธอก็ตัดสินใจกลับไปทำงานอีกครั้ง “แกแน่ใจนะว่าทำงานไหวแล้วน่ะ” เพื่อนสาวของเธอเอ่ยมาตามสาย “ไม่ไหวก็ต้องไหวจ้า นอนกินสมบัติเก่ามาเป็นเดือนแล้ว จะให้เกาะป้ากินต่อก็ละอายใจแล้วไหมแก” ยาหยีตอบติดตลก “เออๆ ได้ เดี๋ยวฉันช่วยดูงานให้อีกแรง” “ขอบใจจ้า รักน้า จุ๊บๆ” ยาหยีคุยกับเพื่อสาวอีกเป็นครู่ก่อนจะวางสาย และทันทีที่อยู่คนเดียวภาพของชายหนุ่มที่แสนรักก็ปรากฏในห้วงสำนึกทันที หญิงสาวยกแขนขึ้นกอดตัวเองเบาๆ น้ำตายังคงไหลได้ง่ายดายทุกครั้งที่คิดถึงเขาสินะ วันนี้เป
ยาหยี บัวและขุนกริช จำเป็นต้องค้างกันที่วัดชะรามเพื่อรอเข้มกลับมารับตามที่นัดกันไว้ หรือถ้าพรุ่งนี้เข้มยังไม่กลับมาพวกเขาก็จะเดินทางกันด้วยเกวียนที่เตรียมเอาไว้อีกทาง “ยังดีที่เรามีเกวียน” ขุนกริชบอกก่อนจะมองบัวที่นอนอยู่อีกฝั่งของกองไฟด้วยความเป็นห่วง “หลับแล้วหรือ” ขุนกรินหันไปถามยาหยี “ใช่ค่ะ” ยาหยีตอบแค่นั้นก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ชายอันเป็นที่รัก ก่อนจะสวมกอดเขาเอาไว้ราวกับต้องการหาที่พึ่ง ขุนกริชเองก็สวมกอดกลับมาแทบจะทันที “ขอบคุณที่รักษาสัญญานะคะ” “สัญญาของข้าเป็นสัญญาเสมอ” ขุนกริชตอบก่
พักสักนิดเถอะค่ะ คุณบัวไม่ไหวแล้ว” ยาหยีเอ่ยบอกกับขุนกริช ขุนกริชมีท่าทีลังเลก่อนจะพยักนรับ “พักสักนิดเถอะแม่บัว เข้มไปเอาน้ำที่ลำธารมาเพิ่มหน่อยเถอะเรายังต้องเดินทางอีกไกล” ขุนกริชบอกก่อนจะหันไปสั่งเข้ม “เดี๋ยวข้าจะไปเอาม้ามาตรงนี้ เจ้าสองคนขยับไปหลบตรงนั้นก่อนเถิด” ขุนกริชบอกก่อนจะช่วยพยุงบัวให้ไปนั่งพักยังที่ปลอดภัยก่อนที่ตัวเองจะไปเอาเกวียนเพื่อเตรียมพร้อมเดินทาง “ดมพิมเสนสักนิดค่ะ” ยาหยีขยี้พิมเสนที่พกติดตัวมาให้บัวดม หญิงสาวท่าทางแย่มากจนยาหยีอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงกลุ่มคนดังขึ้นไม่ไกลนัก ยาหยีลังเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เดินไปดูยังต้นเสียงภาพตรงหน้าปรากฏข้าศึกที่กำลังต้อนชาวบ้านไปยังค่ายของพวกมัน มีทั้งชายหญิง คนแก่หรือแม้แต่เด็กเล็ก หญิงสาวค่อยๆ ถอยกลับมามาหาแต่แล้วก้ต้องใจตกไปที่ตาตุ่มเมื่อพบว่า
“คงคิดว่ากรุงศรีจะแพ้จริงๆ แล้วสินะ” เป็นคุณหญิงแก้วที่เอ่ยคำนี้ออกมาด้วยน้ำสียงนิ่งเรียบ ใบหน้าที่ยังคงแววงดงามแม้จะร่วงโรยไปบ้างตามกาลเวลานั้นนิ่งสงบ เธอหันไปมองพระยาคมเดชสรไนยผู้เป็นสามีที่ร่วมชีวิตกันมานานโดยที่ไม่พูดอะไร “แล้วนี่พ่อกริชให้เจ้ามารับใช่หรือไม่” คุณหญิงแก้วหันไปถามเข้ม “ขอรับ จริงๆ แล้วท่านขุนรออยู่นอกกำแพงเมืองตอนนี้ได้เตรียมม้ากับเกวียนมารอรับพวกคุณๆ เรียบร้อยแล้ว ท่านกำชับมาว่าให้เดินทางเช้ามืดนี้เลย เราจะเลาะป่าไปกันอาจใช้เวลามากกว่าแต่จะปลอดภัยจากข้าศึกขอรับ” เข้มเอ่ยถึงแผนการหลบหนี “อืม..บัวกับหยีไปเตรียมตัวเถิด” คุณหญิงแก้วเป็นผู้เอ่ยอีกครั้ง “แล้ว
“จำเอาว่าเจ้าคือหญิงเพียงคนเดียวที่ข้าจะรักข้าไม่เคยนึกเสียใจที่รักเจ้าแม้แต่น้อยข้าฝากคุณแม่กับแม่บัวกับเจ้าด้วยคุณพ่อนั้นมีภาระหน้าที่ไม่น้อยแม้จะไม่ได้เป็นทหารแล้ว เรือนแห่งนี้จึงอยากให้เจ้าช่วยดูแลอีกแรงนะหยี” ขุนกริชเอ่ยฝากฟังอีกครั้ง เขารู้ดีว่าหญิงสาวตรงหน้านั้นแม้จะสวยงามและน่าเอ็นดูขนาดไหน แต่จิตใจข้างในนั้นกล้าหาญและมั่นคงไม่น้อย ยาหยีพยักหน้ารับเธอซุกตัวในอ้อมกอดเขาอีกครั้ง ออกแรงกอดจนแน่นเท่าที่เธอจะทำได้ก่อนที่จะละออกมา ใบหน้าคมก้มลงมาจูบเธออีกครั้งก่อนจะผละตัวออกห่าง “ข้าต้องไปแล้ว” ขุนกริชกล่าว ไม่มีคำตอบรับจากยาหยีมีเพียงเสียงสะอื้นที่เจ้าตัวพยายามกลั้นเอาไว้อย่างสุดความสามารถแต่ก็ไม่สามารถทำได้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มส่งคนรัก ทั้งที่น้ำตายังนองหน้า&n





![ดวงใจคนเถื่อน (NC20+) [ซีรีส์ คนเถื่อน 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

