LOGIN“คุณเพ็ญ คู่หมั้นท่านขุนกริช” จำปีบอก
ยาหยีได้แต่พยักหน้ารับก่อนจะนึกถึงใบหน้าขมเข้มของขุนกริช และก็พลางมองหญิงสาวตรงหน้า
“ลูกออกมาคงน่ารักน่าเอ็นดูมากแน่ๆ” ยาหยีบ่นพึมพำ แต่ไม่พ้นหูจำปีที่นั่งอยู่ข้างๆ
“เดี๋ยวเถอะเอ็ง สาระแนเรื่องเจ้านายแบบนี้ได้โดนเฆี่ยนหลังลายแน่ถ้าใครได้ยินเข้า” จำปีเอ่ยเตือน
ยาหยีได้แต่พยักหน้ารับก่อนจะยกมือขึ้นมาตีปาดตัวเองเบาๆ ทำท่าทำทางให้จำปีรู้ว่าจะไม่พูดแล้ว
“มานี่มาข้าช่วยตี” จำปียื่นมามาแตะปากยาหยีอย่างหยอกล้อเมื่อเห็นยาหยีทำท่ายียวนใส่
“เรื่องอะไรล่ะ ฮ่าๆ” ยาหยีโยกตัวหลบก่อนจะหัวเราะคิกคัก
“บ่าวที่ไหนมานั่งหยอกกันตรงนี้ หัวเราะเสียงดังลั่นเรือนใครเขาจะว่านายไม่สั่งสอน”
เสียงทักกึ่งตำหนิที่ดังเสียจนบัวหันมามอง ยาหยีเงยหน้ามองเจ้าของเสียงก็พบกับชายหนุ่มที่กำลังมองมาด้วยสายตาที่เธอไม่เข้าใจนัก ก่อนสะดุ้งเมื่อรับรู้ถึงแรงสะกิดของจำปี เมื่อหันไปก็พบว่าจำปีกำลังนั่งก้มหน้าลงกับพื้นราวทำอะไรผิด
“ก้มลงๆ” จำปีบอกเสียงเบา ยาหยีทำตามทันที
“มีอะไรกันรึเจ้าคะ ท่านขุน” เสียงของบัวที่เดินมาเอ่ยถาม
“มีอะไรกันรึหยี” บัวหันมาถามยาหยีที่พามาด้วยทันที
“บ่าวของเจ้าหรอกรึ พี่เห็นนั่งหัวเราะระริกระรี้เสียงดังไปถึงท่าน้ำ”
“น้องต้องขอโทษด้วยเจ้าค่ะ นังนี่มันบ้าใบ้ไม่ค่อยเต็มเต็ง พี่กริชช่วยเอาไว้จากพม่านอกกำแพงเมือง น้องเวทนาเลยเอามาชุบเลี้ยงไว้” บัวบอกกับชายหนุ่มตรงหน้า
“เอาเถอะ วันนี้เป็นวันดีบ้านเราทำบุญบ้านพี่พุ่มก็ขึ้นไปฟังพระสวดเถอะเจ้าค่ะ” เพ็ญที่เดินมาสมทบเอ่ยตัดบทพี่ชายของตน
ฟากยาหยีมองคนทั้งสามเดินขึ้นเรือนหลังใหญ่ไปด้วยหัวใจที่คุกกรุ่น เธอรู้ดีว่าตอนนี้ฐานะของเธอคือทาส คือชนชั้นต่ำในยุคสมัยนี้ ที่ใครจะกดขี่อย่างไรก็ได้ แต่พอได้ฟังประโยคดูแคลนของบัวแล้วก็อดโมโหไม่ได้ แล้วไหนจะโดนว่าทั้งที่เธอกับจำปีแค่หยอกล้อเล่นกันนั่นก็อีก เธอกับจำปีก็คนทำไมต้องมาว่ากันด้วย ยาหยีได้แต่คิดพลางถอนกายใจอย่างอึดอัด
“เป็นอะไรไปล่ะนังหยี หน้าหงิกหน้างอ” จำปีเอ่ยถามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆยาหยี พลางยื่นขันน้ำให้หญิงสาวตรงหน้าอย่างมีน้ำใจ
“ขอบใจ” ยาหยีรับน้ำมาดื่ม ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะถามออกมาอย่างสงสัย “ใครเหรอจำปี”
“ใครคนไหนล่ะ” จำปีถามกลับพลางหยิบก้อนหินปาลงน้ำเล่น ตอนนี้จำปีพายาหยีมาหลบนั่งเล่นอยู่ที่ท่าน้ำหลังเรือน คนในงานมากมายคุณบัวเองก็ไม่ได้เรียกใช้ ทาสอย่างเธอจึงอาศัยเวลาแบบนี้แหละได้มานั่งเล่นให้สบายใจบ้าง
“ผู้ชายคนนั้น คนที่ว่าเรา” ยาหยีถาม
“อ่อ...ขุนศรีณรง หรือคุณพุ่ม พี่ชายคุณเพ็ญ ลูกชายคนโตของคุณหญิงเพ็ง พ่อของท่านเป็นถึงเจ้าพระยาเชียวนา” จำปีบอกก่อนจะเห็นว่าใบหน้าของหยียังคงเศร้าสร้อย
“เอาเถอะวะหยีเอ๊ย เราเป็นทาสจะโดนด่าโดนว่าบ้างก็ต้องอดต้องทน อย่าคิดกระไรไปให้มากความ คุณบัวเองถึงจะอารมณ์ร้ายไปบ้าง แต่ก็ยังถือว่ามีน้ำใจกับบ่าวอย่างเรามากโขอยู่”
“อืม” ยาหยีพยักหน้าตอบ
“เดี๋ยวข้าไปขอปันขนมในครัวมาให้กิน เมื่อตะกี้เดินผ่านน่ากินหลายอย่างเชียว เอ็งนั่งรอข้าที่นี่แหละ” จำปีบอกก่อนจะผละออกไป
ยาหยีมองตามจำปีที่เดินลับไป ก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกครั้งความอึดอัดคับข้องใจยังคงวนเวียนอยู่ในความรู้สึก เธอไม่รู้จะทำยังไงเธอมาที่นี่ได้ยังไงและที่สำคัญเธอจะกลับยังไง เพียงแค่คิดว่าจะต้องติดอยู่ที่นี่ตลอดไป น้ำใสๆ ก็ค่อยๆ เอ่อออกมารอบดวงตาอย่างห้ามไม่ได้
“โดนเจ้านายว่ากล่าวตักเตือนนิดหน่อย ถึงขนาดหนีมานั่งร้องไห้เชียวรึ” เสียงทักที่ดังมาจากด้านหลังทำเอายาหยีสะดุ้ง ร่างบางขยับตัวหันไปดูก็พบกับคนที่นึกเกลียดหน้าทันที
“เอ่อ...ท่านขุนศรีณรง” ยาหยีก้มหน้าลงทันทีไม่อยากให้คนอย่างนี้เห็นน้ำตา ก่อนจะพยายามปลีกตัวเดินหนีออกมา แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะไม่ยอมง่ายๆ เมื่อเขาขยับตัวมาดักเธอเอาไว้อย่างจงใจ
“แม่บัวบอกข้าว่าเจ้าเป็นคนบ้าใบ้ที่ขุนกริชช่วยมาจากนอกกำแพงเมืองงั้นรึ”
“เจ้าค่ะ” ยาหยีจำใจตอบ สายตาเหลือบมองหาทางหนีทีไล่ ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าสายตาที่ชายตรงหน้ามองมาตอนนี้มันดูไม่ปลอดภัยสักเท่าไหร่
“คนบ้าใบ้ที่ไหนกันจะหมดจดขนาดนี้บอกข้าทีเถอะ เจ้าชื่อว่ากระไรนะข้าได้ยินแม่บัวเรียกไม่ถนัด” ขุนศรีณรงเอ่ยถาม ท่าทางคุกคามนั้นทำเอายาหยีเริ่มใจไม่ได้ ขาเรียวจึงพยายามก้าวถอยหนี
“ท่านขุนศรีมาทำกระไรตรงนี้รึแขกเหรื่อถามหากันทั้งงาน” เสียงทุ้มที่เอ่ยขัดจังหวะนั้นช่างคุ้นหู ยาหยีเงยหน้าขึ้นมองก็พบกับร่างสูงใหญ่ของขุนกริชที่ตอนนี้ยืนอยู่ด้านหลังขุนศรีณรง
ยาหยีไม่ทันได้คิดอะไร เธอพาตัวเองไปหลบอยู่ข้างหลังของขุนกริชทันทีมือเรียวเผลอยื่นออกไปจับแขนของกริชเพื่อขอความช่วยเหลืออย่างลืมตัว
“คุณลิลลี่บอกจะพามาดูของที่เรือนนี้ค่ะ แต่เธอลืมกุญแจเลยไปเอาก่อนค่ะ” คำตอบที่ทำเอากรหัวเราะ ชายหนุ่มเดินไปที่เรือนหลังเล็กช้าๆ ก่อนที่จะเอื้อมมือเข้าไปที่กระถางไม้ประดับที่ห้อยอยู่ที่ริมประตู พร้อมกับหยิบกุญแจออกมา “ยายลิลไม่ค่อยได้มาเลยไม่รู้ว่ามีกุญแจสำรองอยู่ตรงนี้” กรหันมาบอกยาหยีที่ยืนหัวเราะอยู่ใกล้ๆ กรเดินเข้าไปก่อนจะหันมาผายมือเป็นเชิงให้ยาหยีเดินตามเข้าไป หญิงสาวก้าวขาตามไปอย่างว่าง่าย เรือนขนาดเล็กถูกจัดแต่งด้วยของโบราณเสียเป็นส่วนใหญ่ ริมฝสมีดาบดบราณมากมายห้อยเรียงรายอยู่เต็มไปหมด “คุณทวดเคยเล่าว่าตระกูลของเราเป็นช่างตีดาบหลวงสมัยกรุงศรี เคยตีดาบให้พระมหากษัตริย์สมัยนั้นด้วยนะครับ” กรเล่าไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้สังเกตว่ายาหยีนั้นมีสีหน้าแบบใด ภาพดา
สุดท้ายแล้วชีวิตก็ต้องเดินต่อไป หลังจากที่เธอจ่อมจ่มอยู่กับสิ่งที่เธอไม่สามารถเรียกคืนมาได้อยู่เป็นเดือน เธอก็ตัดสินใจกลับไปทำงานอีกครั้ง “แกแน่ใจนะว่าทำงานไหวแล้วน่ะ” เพื่อนสาวของเธอเอ่ยมาตามสาย “ไม่ไหวก็ต้องไหวจ้า นอนกินสมบัติเก่ามาเป็นเดือนแล้ว จะให้เกาะป้ากินต่อก็ละอายใจแล้วไหมแก” ยาหยีตอบติดตลก “เออๆ ได้ เดี๋ยวฉันช่วยดูงานให้อีกแรง” “ขอบใจจ้า รักน้า จุ๊บๆ” ยาหยีคุยกับเพื่อสาวอีกเป็นครู่ก่อนจะวางสาย และทันทีที่อยู่คนเดียวภาพของชายหนุ่มที่แสนรักก็ปรากฏในห้วงสำนึกทันที หญิงสาวยกแขนขึ้นกอดตัวเองเบาๆ น้ำตายังคงไหลได้ง่ายดายทุกครั้งที่คิดถึงเขาสินะ วันนี้เป
ยาหยี บัวและขุนกริช จำเป็นต้องค้างกันที่วัดชะรามเพื่อรอเข้มกลับมารับตามที่นัดกันไว้ หรือถ้าพรุ่งนี้เข้มยังไม่กลับมาพวกเขาก็จะเดินทางกันด้วยเกวียนที่เตรียมเอาไว้อีกทาง “ยังดีที่เรามีเกวียน” ขุนกริชบอกก่อนจะมองบัวที่นอนอยู่อีกฝั่งของกองไฟด้วยความเป็นห่วง “หลับแล้วหรือ” ขุนกรินหันไปถามยาหยี “ใช่ค่ะ” ยาหยีตอบแค่นั้นก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ชายอันเป็นที่รัก ก่อนจะสวมกอดเขาเอาไว้ราวกับต้องการหาที่พึ่ง ขุนกริชเองก็สวมกอดกลับมาแทบจะทันที “ขอบคุณที่รักษาสัญญานะคะ” “สัญญาของข้าเป็นสัญญาเสมอ” ขุนกริชตอบก่
พักสักนิดเถอะค่ะ คุณบัวไม่ไหวแล้ว” ยาหยีเอ่ยบอกกับขุนกริช ขุนกริชมีท่าทีลังเลก่อนจะพยักนรับ “พักสักนิดเถอะแม่บัว เข้มไปเอาน้ำที่ลำธารมาเพิ่มหน่อยเถอะเรายังต้องเดินทางอีกไกล” ขุนกริชบอกก่อนจะหันไปสั่งเข้ม “เดี๋ยวข้าจะไปเอาม้ามาตรงนี้ เจ้าสองคนขยับไปหลบตรงนั้นก่อนเถิด” ขุนกริชบอกก่อนจะช่วยพยุงบัวให้ไปนั่งพักยังที่ปลอดภัยก่อนที่ตัวเองจะไปเอาเกวียนเพื่อเตรียมพร้อมเดินทาง “ดมพิมเสนสักนิดค่ะ” ยาหยีขยี้พิมเสนที่พกติดตัวมาให้บัวดม หญิงสาวท่าทางแย่มากจนยาหยีอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงกลุ่มคนดังขึ้นไม่ไกลนัก ยาหยีลังเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เดินไปดูยังต้นเสียงภาพตรงหน้าปรากฏข้าศึกที่กำลังต้อนชาวบ้านไปยังค่ายของพวกมัน มีทั้งชายหญิง คนแก่หรือแม้แต่เด็กเล็ก หญิงสาวค่อยๆ ถอยกลับมามาหาแต่แล้วก้ต้องใจตกไปที่ตาตุ่มเมื่อพบว่า
“คงคิดว่ากรุงศรีจะแพ้จริงๆ แล้วสินะ” เป็นคุณหญิงแก้วที่เอ่ยคำนี้ออกมาด้วยน้ำสียงนิ่งเรียบ ใบหน้าที่ยังคงแววงดงามแม้จะร่วงโรยไปบ้างตามกาลเวลานั้นนิ่งสงบ เธอหันไปมองพระยาคมเดชสรไนยผู้เป็นสามีที่ร่วมชีวิตกันมานานโดยที่ไม่พูดอะไร “แล้วนี่พ่อกริชให้เจ้ามารับใช่หรือไม่” คุณหญิงแก้วหันไปถามเข้ม “ขอรับ จริงๆ แล้วท่านขุนรออยู่นอกกำแพงเมืองตอนนี้ได้เตรียมม้ากับเกวียนมารอรับพวกคุณๆ เรียบร้อยแล้ว ท่านกำชับมาว่าให้เดินทางเช้ามืดนี้เลย เราจะเลาะป่าไปกันอาจใช้เวลามากกว่าแต่จะปลอดภัยจากข้าศึกขอรับ” เข้มเอ่ยถึงแผนการหลบหนี “อืม..บัวกับหยีไปเตรียมตัวเถิด” คุณหญิงแก้วเป็นผู้เอ่ยอีกครั้ง “แล้ว
“จำเอาว่าเจ้าคือหญิงเพียงคนเดียวที่ข้าจะรักข้าไม่เคยนึกเสียใจที่รักเจ้าแม้แต่น้อยข้าฝากคุณแม่กับแม่บัวกับเจ้าด้วยคุณพ่อนั้นมีภาระหน้าที่ไม่น้อยแม้จะไม่ได้เป็นทหารแล้ว เรือนแห่งนี้จึงอยากให้เจ้าช่วยดูแลอีกแรงนะหยี” ขุนกริชเอ่ยฝากฟังอีกครั้ง เขารู้ดีว่าหญิงสาวตรงหน้านั้นแม้จะสวยงามและน่าเอ็นดูขนาดไหน แต่จิตใจข้างในนั้นกล้าหาญและมั่นคงไม่น้อย ยาหยีพยักหน้ารับเธอซุกตัวในอ้อมกอดเขาอีกครั้ง ออกแรงกอดจนแน่นเท่าที่เธอจะทำได้ก่อนที่จะละออกมา ใบหน้าคมก้มลงมาจูบเธออีกครั้งก่อนจะผละตัวออกห่าง “ข้าต้องไปแล้ว” ขุนกริชกล่าว ไม่มีคำตอบรับจากยาหยีมีเพียงเสียงสะอื้นที่เจ้าตัวพยายามกลั้นเอาไว้อย่างสุดความสามารถแต่ก็ไม่สามารถทำได้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มส่งคนรัก ทั้งที่น้ำตายังนองหน้า&n







