Share

4

last update publish date: 2026-05-06 11:55:17

“ แล้วเอ็งชื่อกระไรล่ะ” คุณหญิงแก้วเอ่ยถามนึกแปลกใจในการแต่งกายของหญิงสาวตรงหน้าไม่น้อย

“ฉะ...ฉันชื่อ..ยา...เอ่อ...ยาหยีค่ะ”  ยาหยีอ้ำอึ้งไม่ก่อนจะตัดสินใจบอกชื่อเล่นของตนออกไป เพราะถ้าเธอหลงมาในสมัยโบราณ ชื่อจริงของเธอก็คงประหลาดไม่น้อยและถ้าถูกถามเธอเองก็ไม่รู้จะอธิบายเช่นไร

            “ชื่อประหลาดนัก แล้วเรือนเอ็งอยู่ไหนเล่า” คุณหญิงแก้วเอ่ยถาม

            “มะ...ไม่รู้...จำไม่ได้ค่ะ” ยาหยีเลือกที่จะโกหกออกไป

            “สงสัยจะล้มหัวฟาดพื้นด้วยกระมัง ความจำถึงเลอะๆ เลือนๆ พูดจาบ้าใบ้ไม่รู้เรื่อง” ขุนกริชเอ่ยออกมา “เอ็งล้มแรงขนาดนั้นเชียว หรือเอ็งจะป่วยด้วย”

            “น่าเวทนานัก ยังสาวยังแส้อยู่แท้ๆ มาสติฟั้นเฟือนเอาเสียได้  เอาเถอะไปหาหยูกยาใส่เสียก่อน พออาการดีขึ้นอาจจะจำอะไรขึ้นมาได้บ้างก็ได้” คุณหญิงแก้วนึกเวทนาจึงสั่งให้บ่าวในเรือนพาตัวยาหยีไปรักษา

            ยาหยีได้แต่ทำตามที่คนรอบข้างบอก เธอถูกพามารักษาแบบที่เธอเองก็ไม่แน่ใจว่ามันจะทำให้อาการของเธอดีขึ้นหรือแย่ลงกันแน่ ขาที่เจ็บถูกพันด้วยใบไม้ที่นำมารนไฟจนร้อน หญิงสาวได้แต่ทนเธอเก็บเอาเสื้อผ้าและของทุกอย่างที่ติดตัวมาใส่ห่อผ้าเอาไว้อย่ามิดชิดก่อนที่จะต้องเรียนรู้การห่มผ้าแถบและนุ่งโจงกระเบนอย่างทุลักทุเล

เธอเหมือนถูกขังให้อยู่ในกระท่อมแคบๆ ผุพังกับบ่าวผู้หญิงอีกคนที่ชื่อจำปี ที่คอยมาดูแลเธอตามคำสั่งของคุณหญิงแก้ว จำปียังเป็นสาวแรกรุ่นรูปร่างผอมแห้งคล้ำแดดแต่ใจดีกับเธอเสมอ และเธอเองก็ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากจำปีนี่แหละ

            “เอ็งดีขึ้นแล้วรึหยี” จำปีเอ่ยถามเมื่อเห็นว่ายาหยีเริ่มลุกขึ้นเดินได้

            “อืม” ยาหยีตอบ เธอมาอยู่ที่นี่ได้สามวันแล้ว อาการขาแพลงเริ่มดีขึ้นแต่เธอเองก็ยังไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้เธอจะทำยังไงดี หากเธอต้องการจะกลับไปยังที่ที่เธอจากมาเธอจะต้องทำยังไงกันนะ

            “ถ้าเบื่อมาก เอ็งจะออกไปเดินเล่นแถวๆ นี้ก็ได้นะ แต่ระวังอย่าไปทางด้านโรงตีดาบเชียว แถวนั้นถ้าไม่ใช่คนงานตีดาบใครไปวุ่นวายได้โดนเฆี่ยนหลังลายกันเป็นแถวเชียวล่ะ

            “ทำไมล่ะจำปี”  ยาหยีถามเธอพอรู้จากจำปีมาบ้างว่า ผู้ชายที่ช่วยเธอมาชื่อขุนกริชวรเดช นอกจากฝีมือรบที่เก่งกล้าแล้ว ยังว่ากันว่ามีฝีมือตีดาบที่ไม่แพ้ใครอีกด้วย

            “ก็วิชาตีดาบขอท่านขุนกริชน่ะ สืบต่อกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อท่านน่ะสิคนนอกไม่ใช่ว่าจะเข้าไปดูได้ง่ายๆ”  จำปีบอกก่อนจะลุกขึ้น

            “ข้าไปรับใช้นายท่านบนเรือนก่อนนะ” จำปีบอกก่อนจะถอนหายใจ

            “เป็นอะไรเหรอจำปี”  ยาหยีอดถามไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางเหนื่อยใจของจำปี เพราะปกติแล้วจำปีนั้นขยันขันแข็งไม่เคยเอ่ยปากบ่นเรื่องอะไรให้เธอได้ยินเลยตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา

            “ก็อีหยดบ่าวรับใช้ประจำตัวของคุณบัวน่ะสิเกิดเจ็บหนัก ข้าเลยต้องไปรับใช้คุณบัวแทน”

            “แล้วทำไมล่ะ”  ยาหยียังไม่เข้าใจ

            “ก็คุณบัวน่ะเอาช่างเอาแต่ใจ แต่ไหนแต่ไรใครๆ ก็ไม่กล้าขัดใจแต่งหน้าแต่งตัวแต่ล่ะทีถ้าใครทำไม่ถูกใจก็ลงไม้ลงมือจนไม่มีใครอยากไปรับใช้แล้ว ยิ่งวันนี้ต้องไปงานทำบุญบ้านคุณเพ็ญคู่หมั้นขุนกริชเสียด้วย โอ๊ยย แค่คิดข้าก็ขนลุกแล้ว”  จำปีโอดโอยก่อนจะเดินย่ำเท้าออกไปอย่างเสียไม่ได้

           

            ตอนนี้จำปีออกไปรับใช้คุณบัวแล้ว ยาหยีที่อุดอู้อยู่แต่ในกระท่อมแคบๆ เสียหลายวันก็ค่อยๆ พาตัวเองออกมาเดินเล่น ในหัวยังคงนึกวนเวียนอยู่กับเรื่องที่ว่าจะทำอย่างไรให้พาตัวเองกลับไปยังที่ที่จากมาได้ หญิงสาวถอนหายใจยิ่งคิดยิ่งจนปัญญา เธอไม่รู้อะไรเลยทำอะไรก็ไม่เป็นแล้วเธอจะใช้ชีวิตอยู่ได้ยังไงกัน 

            “โอ๊ย คุณหนูเจ้าคะ บ่าวเจ็บเจ้าค่ะ” เสียงร้องดังแว่วมาจากเรือนหลังย่อมที่ห่างออกไป ยาหยีก้าวตามเสียงไปทันทีเพราะเธอจำได้ว่านั่นคือเสียงของจำปี

            ถึงแม่จะยังเดินกะเผลกนิดๆ แต่ยาหยีก็พาตัวเองมายืนอยู่หน้าเรือนจนได้ เรือนหลังนี้จะย่อมลงมากว่าเรือนของคุณหญิงแก้วสักหน่อยแต่ยังคงมีชานเรือนเชื่อมต่อกันเอาไว้  สงสัยจะเป็นเรือนของคุณบัวแน่ๆ ยาหยีคิดก่อนจะชะเง้อชะแง้มองเข้าไปในเรือนที่ยังคงมีเสียงดังแว่วเข้าหูมาเรื่อยๆ

            “เอ็งมาทำกระไรตรงนี้” เสียงทุ้มที่คุ้นหูทำเอายาหยีหันกลับไปมอง แล้วก็ต้องตาโตทันทีเมื่อภาพตรงหน้าคือ ขุนกริชที่ไม่ได้สวมเสื้อร่างกายสมส่วนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อนั้นทำเอายาหยีอดมองไม่ได้

            “โห ซิกแพคชัดจริงพ่อเอ๊ย ซิกแพคกระแทกตา กล้ามก็แน่น” ยาหยีอุทานออกมาก่อนจะทำท่านับซิกแพคไปมา

            “ทำท่าทางพิกลกระไรของเจ้า พูดจาก็ฟังไม่รู้ความ แล้วนี่เจ้ามองกระไร” ขุนกริชเอ่ยดุเมื่อเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้ามองร่างกายของตนเองไม่วางตา

            “โอ๊ย คุณบัว บ่าวเจ็บเจ้าค่ะ”  เสียงร้องที่ดังมาจากบนเรือนเรียกความสนใจได้อีกครั้ง ขุนกริชถอนหายใจก่อนส่ายหน้าไปมาเมื่อรู้ถึงสาเหตุของเสียงร้องนั่น

            “อีกแล้วรึแม่บัว” ชายหนุ่มบ่นพึมพำก่อนจะก้าวขึ้นเรือนไปทันที ยาหยีจึงอาศัยโอกาสนี้ก้าวตามขึ้นเรือนไปติดๆ

            ร่างของจำปีที่ถูกผลักออกมาจากห้องและล้มอยู่ที่นอกชาน ทำเอายาหยีต้องรีบเข้าไปพยุง

            “แม่บัว พี่บอกเจ้ากี่ที่แล้วว่าอย่าตบตีบ่าวไพร่แบบนี้ ใครเขามาเห็นจะว่าเอาได้ว่าป่าเถื่อนไร้เมตตา” ขุนกริชเอ่ยปากตักเตือนน้องสาวของตนทันที      

            “ก็ดูมันสิคะคุณพี่ ใช้ให้ทำอะไรก็ได้เรื่อง ให้หวีผมก็มือหนักเหมือนตีนจนผมน้องขาดคามือมัน ให้ช่วยนุ่งผ้าก็ไม่ได้เรื่อง เกล้าผมก็หาเป็นไม่” บัวหันมาเถียงขุนกริช

            ยาหยีเพิ่งมีโอกาสเห็นคุณบัวเป็นครั้งแรก หญิงสาวตรงหน้ามีรูปร่างแบบบางราวกับจะปลิวลมได้ ผิวดูซีดราวกับไม่เคยโดนแดดมาก่อน เครื่องหน้าสวยงามนั้นรับกันราวภาพวาดเสียแต่ว่าตอนนี้มันบึ้งตึงเพราะอารมณ์โมโห 

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ทูนหัวของพี่   6

    “คุณเพ็ญ คู่หมั้นท่านขุนกริช” จำปีบอก ยาหยีได้แต่พยักหน้ารับก่อนจะนึกถึงใบหน้าขมเข้มของขุนกริช และก็พลางมองหญิงสาวตรงหน้า “ลูกออกมาคงน่ารักน่าเอ็นดูมากแน่ๆ” ยาหยีบ่นพึมพำ แต่ไม่พ้นหูจำปีที่นั่งอยู่ข้างๆ “เดี๋ยวเถอะเอ็ง สาระแนเรื่องเจ้านายแบบนี้ได้โดนเฆี่ยนหลังลายแน่ถ้าใครได้ยินเข้า” จำปีเอ่ยเตือนยาหยีได้แต่พยักหน้ารับก่อนจะยกมือขึ้นมาตีปาดตัวเองเบาๆ ทำท่าทำทางให้จำปีรู้ว่าจะไม่พูดแล้ว “มานี่มาข้าช่วยตี” จำปียื่นมามาแตะปากยาหยีอย่างหยอกล้อเมื่อเห็นยาหยีทำท่ายียวนใส่ “เรื่องอะไรล่ะ ฮ่าๆ” ยาหยีโยกตัวหลบก่อนจะหัวเราะคิกคัก “บ่าวที่ไหนมานั่งหยอกกันตรงนี้ หัวเราะเสียงดังลั่นเรือนใครเขาจะว่านายไม่สั่งสอน” เสียงทักกึ่งตำหนิที่ดังเสียจนบัวหันมามอง ยาหยีเงยหน้ามองเจ้าของเสียงก็พบกับชายหนุ่มที่กำลังมองมาด้วยสายตาที่เธอไม่เข้าใจนัก ก่อนสะดุ้งเมื่อรับรู้ถึงแรงสะกิดของจำปี เมื่อหันไปก็พบว่าจำปีกำลังนั่งก้มหน้าลงกับพื้นราวทำอะไรผิด “ก้มลงๆ” จำปีบอกเสียงเบา ยาหยีทำตามทันที “มีอะไรก

  • ทูนหัวของพี่   5

    “บ่าวทำไม่ดีก็สั่งสอนเอาแม่บัว ไม่ใช่มาทุบตีเหมือนวัวเหมือนควายเยี่ยงนี้” “แต่มั...” “ให้ฉันแต่งให้ไหม” ยาหยีหลุดพูดออกไป ก่อนจะเอามือปิดปากแทบไม่ทัน ในสมองเริ่มประมวลผลไปมา “เอ่อ...คือ บ่าวทำได้เจ้าค่ะ” หญิงสาวพูดอ้อมแอ้มอย่างไม่แน่ใจในวิธีการพูดมากนัก “พูดจาอะไรหารู้ความไม่” บัวเอ่ย “ให้บ่าวช่วยคุณบัวแต่งตัวไหมเจ้าคะ บ่าวพอจะทำได้เจ้าค่ะ” ยาหยีพูดออกไป ในใจแค่อยากช่วยจำปีก็เท่านั้น “เอ็งทำได้รึ” เป็นขุนกริชที่หันไปถาม ยาหยีพยักหน้า “คุณบัวผิวสวยผมสวยแบบนี้แต่งอย่างไรก็ออกมาสวยค่ะ” หญิงสาวชมไปอีกดอก ก่อนจะอมยิ้มเมื่อคุณบัวดูจะพอใจไม่น้อย ภายในห้องคุณบัว “เอ้า...หวีผมให้ข้าสิ” ยาหยีพยักหน้าก่อนจะหยิบหวีขึ้นมาหวีผมให้คุณบัวอย่างเบามือ เธอเหลือบมองจำปีที่นั่งตัวหลีบอยู่ข้างๆ ผมของคุณบัวแม้จะเส้นเล็กสลวนแต่ไม่ได้อ่อนนุ่มหวีง่ายนัก “อันนี้น้ำมันอะไรเหรอจำปี” ยาหยีหันไปกระซิบถามจำปี “น้ำมันมะพร้าว” จำปีกระซิบตอบ ยาหยีค่อยๆ แตะมือกับน้ำมันมะพร้าวเธอลูบเบาๆ

  • ทูนหัวของพี่   4

    “ แล้วเอ็งชื่อกระไรล่ะ” คุณหญิงแก้วเอ่ยถามนึกแปลกใจในการแต่งกายของหญิงสาวตรงหน้าไม่น้อย“ฉะ...ฉันชื่อ..ยา...เอ่อ...ยาหยีค่ะ” ยาหยีอ้ำอึ้งไม่ก่อนจะตัดสินใจบอกชื่อเล่นของตนออกไป เพราะถ้าเธอหลงมาในสมัยโบราณ ชื่อจริงของเธอก็คงประหลาดไม่น้อยและถ้าถูกถามเธอเองก็ไม่รู้จะอธิบายเช่นไร “ชื่อประหลาดนัก แล้วเรือนเอ็งอยู่ไหนเล่า” คุณหญิงแก้วเอ่ยถาม “มะ...ไม่รู้...จำไม่ได้ค่ะ” ยาหยีเลือกที่จะโกหกออกไป “สงสัยจะล้มหัวฟาดพื้นด้วยกระมัง ความจำถึงเลอะๆ เลือนๆ พูดจาบ้าใบ้ไม่รู้เรื่อง” ขุนกริชเอ่ยออกมา “เอ็งล้มแรงขนาดนั้นเชียว หรือเอ็งจะป่วยด้วย” “น่าเวทนานัก ยังสาวยังแส้อยู่แท้ๆ มาสติฟั้นเฟือนเอาเสียได้ เอาเถอะไปหาหยูกยาใส่เสียก่อน พออาการดีขึ้นอาจจะจำอะไรขึ้นมาได้บ้างก็ได้” คุณหญิงแก้วนึกเวทนาจึงสั่งให้บ่าวในเรือนพาตัวยาหยีไปรักษา ยาหยีได้แต่ทำตามที่คนรอบข้างบอก เธอถูกพามารักษาแบบที่เธอเองก็ไม่แน่ใจว่ามันจะทำให้อาการของเธอดีขึ้นหรือแย่ลงกันแน่ ขาที่เจ็บถูกพันด้วยใบไม้ที่นำมารนไฟจนร้อน หญิงสาวได้แต่ทนเธอเก็บเอาเสื้อผ้าและของทุกอย่างที่ติดตัวมา

  • ทูนหัวของพี่   3

    ยาหยีพยายามตั้งสติตัวเองอยู่เป็นครู่ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อม้าที่ขี่มาอยู่ดีๆ ก็หยุดเดิน “มะ..มีอะไร” “เข้ามาในเขตกำแพงเมืองแล้ว เอ็งลงเสียที่นี่” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น ก่อนจะลงจากม้า และดึงตัวของหญิงสาวลงมาด้วย “โอ๊ย!” ยาหยีอุทานทันทีที่เหยียบลงพื้น ข้อเท้าของเธอแพลงและตอนนี้มันเริ่มบวมแล้ว เธอจึงยืนเองไม่ได้เหมือนเคย “เจ็บมากรึ” ชายหนุ่มเอ่ยถามใบหน้าหล่อเหลาขมวดมุ่นอย่างคิดไม่ตก หญิงงามตรงหน้าท่าทางบ้าใบ้พูดจาไม่รู้เรื่อง แต่ก็หน้าตาสะสวยสะอาดสะอ้าน เขามองไปรอบๆ ชาวบ้านเริ่มหันมามองและซุบกันแล้ว นี่ถ้าเรื่องไปถึงหูแม่เพ็ญคู่หมั้นของเขาคงเป็นเรื่องอีกแน่ “เจ็บมาก คุณคะที่นี่มันที่ไหนกันทำไมทุกอย่างดูแปลกแบบนี้ล่ะ” ยาหยีเอ่ยถามอย่างหมดหนทาง ในใจนึกกังวลไปหมด ทุกอย่างตรงหน้าดูแปลกตา จะว่าเป็นกองละครก็คงไม่ใช่ เพราะทุกอย่างมันเหมือนจริงเกินไป ทั้งวัดต่างๆ ที่สวยงามราวกับภาพวาด ไหนจะคนมากมายที่แต่งกายแปลกตา และที่ทำให้เธอแทบจะร้องไห้ก็คงเป็นกำแพงสูงใหญ่ที่เธอเพิ่งผ่านเข้ามานี่ล่ะ ถึงเธอจะไม่ได้เก่งประวัติศาสตร์มากมายนักแต่เธอก็พอจะ

  • ทูนหัวของพี่   2

    รถยนต์ของยาหยีจอดสนิทที่หน้าโฮมสเตย์เจ้าประจำที่เธอชอบมา ที่นี่มีห้องพักไม่เยอะเงียบสงบและที่สำคัญมันตั้งอยู่ริมน้ำพอดี เธอชอบบรรยากาศแบบนี้มากทำให้เธอมักจะมาพักที่นี่เป็นประจำจนสนิทกับคุณป้าเจ้าของโฮมสเตย์แห่งนี้เป็นอย่างดี “อ้าว หนูหยีมาแล้วเหรอลูก” ป้าแดงเจ้าของโฮมสเตย์เดินออกมารับ “ป้าสวัสดีค่ะ” ยาหยียกมือไหว้ก่อนจะส่งกระเป๋าใบเล็กที่เธอมักมีติดรถเอาไว้ให้คนงานเอาเข้าไปเก็บที่ห้องพักห้องประจำของเธอ “จะออกไปเลยเหรอลูก....แล้วจะกลับมากินข้าวเย็นไหม” ป้าแดงเอ่ยถามเมื่อเห็นหญิงสาวเดินไปจับจักรยาน “ไม่กินค่ะ เดี๋ยวหยีหากินก่อนเข้ามาเลย” ยาหยีบอกก่อนจะปั่นจักรยานออกไปทันที ตอนนี้ก็เริ่มเย็นแล้วถึงแม้จะยังมีแดดอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากมายนัก ยาหยีปั่นจักรยานไปตามทางเรื่อยๆ มองดูวิวข้างทางแวะถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆ ก่อนจะพักที่ร้านกาแฟริมทางสั่งน้ำมาดื่ม และหยิบมือถือมาเปิดดูไปเรื่อยๆ ก่อนจะพบว่ามีคนตั้งโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊คถึงวัดแห่งหนึ่งในอยุธยา ‘วัดพระงาม’ ภาพของซุ้มประตูที่ก่อด้วยอิฐเก่าแก่ ถูกโอบกอดด้วยรากของต้นโพธิ์ใหญ่นั้นทำเอายาหยีมอ

  • ทูนหัวของพี่   1

    เสียงกรีดร้อง ดังลั่นกลางเรือนไทยยกพื้นสูงขนาดสามคูหา ระเบียงไม้ทอดยาวไปตามตัวเรือนขนาดกว้าง มีเรือนใหญ่น้อยหลายเรือนรวมกันเป็นหมู่ โดยมีหอกลางทำเป็นศาลาเอาไว้พักผ่อนหย่อนใจในยามกลางวัน แต่กลับกลายที่รับลม ชมจันทร์ของเจ้าเรือนนแห่งนี้ในยามค่ำคืน เรือนหลังงามใหญ่โตโอ่อ่าสมตฐานะเจ้าของเรือน“ไอ้โรคจิต ไอ้บ้ากาม”กรี้ดดด“หยุดแหกปากสักที หากเอ็งไม่หยุดข้าจะเอาอะไรที่ทั้งใหญ่ทั้งแน่นปากเอ็ง อุดปากซะให้เข็ด” แม้ขุนกริชจะเอ็ดเสียงกร้าว ให้แม่หญิงวิปลาสที่เอาแต่อ้างว่าตัวเอง ‘เมคอัพอาร์ติส’ มาจากอนาคต ปี พ.ศ 2566 นางนี้ก็หาฟังไม่“ไอ้ที่ท่านขุนจะเอาอุดปากข้ามันคืออะไรรึเจ้าคะ...แน่นและใหญ่ด้วยหรือไม่” คนถามเหลือบมองกำปั้นใหญ่ๆ ที่มีเส้นเลือดปูดโปนผ้าขี้ริ้วในมือที่จะเอามาอุดปากนางถึงกับสั่น เมื่อเห็นดวงตากลมโตของนางจ้องเขม็งตรงมาที่กึ่งกลางกายกำยำ ที่แท้นางมองไปด้านหลังว่าในมือท่านขุนกำสิ่งใดไว้แน่น“....”ท่านขุนหนุ่มกัดกรามแน่น ข่มจิต ข่มใจ สภาพของนางในเวลานี้ ผ้าถุงหลุดลุ่ย สไบผืนงามหลุดจากไหล่บอบบางไม่มีชิ้นดี จนเผยให้เห็นทรวงอกคัพซีขาวผ่องนวลเนียน ถึงขุนกริชจะเห็นเต้าสาวมาจนนับไม่ถ้

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status