LOGINบท 13
"คือพวกเอกสารเสนอลายเซ็นต่าง ๆ จะส่งมาที่นี่และเราก็ต้องทำการตรวจสอบแล้วก็ส่งไปให้เลขาข้างบนอีกทีเหรอคะ ทำไมเลขาคนนั้นถึงไม่ทำเองละคะ?" ถ้าเป็นแบบนี้ฉันก็ไม่ได้เจอท่านประธานน่ะสิ แล้วทำไมงานพวกนี้เลขาถึงไม่ทำเองล่ะ ให้เลขาฝึกหัดทำเนี่ยนะ งั้นงานเลขาก็สบายเลยสิ เพราะฉันแทบจะทำทุกอย่างของงานเลขาแล้ว "มันยากจะอธิบายน่ะ เอาเป็นว่าเดี๋ยวเธออยู่ไปสักพักก็จะรู้เองนะ เดี๋ยวพี่ไปเอาเอกสารทั้งหมดมาให้นะ" เธอก็ยากที่จะอธิบายเรื่องนี้เหมือนกัน มันไม่ใช่เรื่องที่จะพูดออกมาได้ง่าย ๆ น่ะ "เดี๋ยวฉันไปช่วยค่ะ" ฉันรีบเดินตามพี่ลิตาไปที่ห้อง เพื่อที่จะไปช่วยหยิบเอกสารทั้งหมด มาไว้ที่โต๊ะของฉัน เอกสารเสนอขอลายเซ็นมีค่อนข้างที่จะเยอะ ฉันต้องมาไล่เช็กทีละหน้า เพื่อที่จะให้มันผิดพลาดน้อยที่สุด พี่ลิตาบอกว่าให้รวบรวมเอาไปให้เซ็นทีเดียว จะได้ไม่เป็นการรบกวนท่านประธานจนเกินไป ฉันก็เลยรอให้ถึงวันศุกร์แล้วค่อยเอาไปให้เลขาหน้าห้อง ทั้งอาทิตย์นี้ฉันยังไม่เจอท่านประธานหรือเซอร์เวย์เลย หรือว่าอาทิตย์นี้เขาจะไม่มาแล้วนะ นี่ก็วันศุกร์แล้ว เขาน่าจะไม่มาแล้วละ อาจจะเหนื่อยจากการทำงานก็ได้ แต่อาทิตย์หน้าต้องได้เจอแน่นอน ฉันต้องแบกเอกสารทั้งหมดขึ้นไปให้เลขาที่ชั้นบน เอกสารเยอะพอสมควร ฉันแบกขึ้นไปอย่างทุลักทุเล กว่าจะถึงหน้าห้อง แต่พอฉันมาถึงกลับไม่เห็นใครอยู่หน้าห้องเลย เจอแต่โต๊ะ คนหายไปไหนก็ไม่รู้ "อ๊า….เสียวจังเลยค่ะ" ในตอนที่ฉันกำลังจะเดินลงไป เพราะชั้นที่ฉันอยู่กับห้องประธานห่างกันแค่ชั้นเดียว ฉันเลยไม่อยากใช้ลิฟต์ให้มันเปลืองค่าไฟ คงเป็นนิสัยติดประหยัดหรือขี้งกของฉันเองแหละ เสียงครวญครางดังแว่วออกมาจากในห้อง ที่มีอยู่ห้องเดียวทั้งชั้น …..ใช่ มันดังออกมาจากห้องประธานบริษัท ฉันค่อย ๆ เดินกลับไปทางเดิม ก็คือห้องของท่านประธานและเอาหูไปแนบที่ประตู เพื่อที่จะฟังให้ชัด ๆ อีกครั้ง ว่ามันเป็นแบบที่คิดรึเปล่า "อ๊าาา....." โอ้วว ชัดเจนเต็มสองรูหู โครม!!! เสียงของล้มระเนระนาดดังขึ้น แต่หาใช่เสียงของคนใน กลับเป็นเสียงของคนข้างนอกที่กำลังแอบฟัง ได้ลนลานและทำเอกสารที่ขนมาทั้งหมดล่วงไปกองกับพื้น “ใคร!!!” เสียงเหี้ยมไม่สบอารมณ์ตะโกนลั่น ทำเอาคนด้านนอกแทบจะไม่กล้าขยับตัวไปไหน “แมวค่ะ เมี้ยว!” ใจฉันตอนนี้วิ่งลงไปถึงชั้นล่างเรียบร้อย แต่ติดอยู่ที่ขาเจ้ากรรมนี่แหละ มันไม่ยอมไปด้วย ไอ้ขาทรยศ! “ฉันเป็นเพื่อนเล่นเธองั้นเหรอ!! เข้ามานี่!!!” เสียงใครวะ แม่งดุฉิบหาย น่ากลัวแบบนี้ใครจะกล้าเข้าไปกัน “ไม่เข้าไปได้ไหมคะ จะรีบลงไปเดี๋ยวนี้เ.........ว้าย!!!” ยังพูดไม่ทันที่จะจบ กลับมีแรงดึงมหาศาล กระชากฉันให้เข้าไปในห้องนั้นและเสียงล็อกกลอนประตูก็ดังตามมาติด ๆ “ก็บอกว่าจะลงแล้วยังไงละคะ.........” ฉันรีบหันกลับไปทางประตู เพื่อที่จะดูว่าใครเป็นคนกระชากฉันเข้ามา “ฉันบอกให้เธอลงไปงั้นเหรอ ทำตำแหน่งอะไร” เขาพูดพร้อมกับเดินไปที่โซฟาและนั่งลงมองฉันด้วยสายตาที่เยือกเย็น ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อกันอย่างนั้นแหละ “ทะ.....ทำไมถึง......” ฉันยืนพึมพำอยู่กับตัวเองโดยที่ไม่ได้สนใจคำถามของเขาด้วยซ้ำ ทำไมถึงได้เปลี่ยนเป็นคนละคนเลยนะ ทำไมกัน ผู้ชายที่ดูอบอุ่น แสนดีคนนั้นไปไหนแล้ว ที่ฉันได้เห็นและได้มองอยู่ตอนนี้ คือผู้ชายที่กำลังทำเรื่องอย่างว่าที่บริษัทของตัวเองและคนที่ทำด้วยก็คือเลขาคนนั้น! ฉันเริ่มทบทวนความคิด คำที่พี่ลิตาเคยบอกว่า ‘เลขาที่นี่ไม่ค่อยได้ทำงานสักเท่าไหร่’ ‘ถ้าเธอได้เป็นเลขาเต็มตัวก็จะรู้เอง’ อ๋อ! มันเป็นแบบนี้เองสินะ พี่ลันคงจะพูดถูกทุกอย่าง เขามันก็คงเป็นพวกสร้างภาพ การละคร “ทำไมอะไรของเธอ ไม่ได้ยินที่ฉันพูดรึไง” ฉันได้กลับมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง เพราะเสียงเรียกของเขา “ค่ะ พอดีช่วงนี้หูตึง” ฉันได้รู้ในสิ่งที่อยากรู้แล้ว ก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องทำดีต่อไปแล้วละ “อ่องั้นเหรอ ไม่สวยแถมยังจะหูตึงอีก น่าสมเพชจริง ๆ ” ตอกย้ำฉันเข้ามาอีกสิ จะได้ตัดใจได้เร็วขึ้น “ไม่สวยก็ไม่ได้ไปหนักหัวใครนะคะ” ฉันสวนกลับด้วยถ้อยคำที่ดูซอฟต์ ๆ แต่เต็มไปด้วยคำที่แดกดัน ใครจะยอมโดนด่าคนเดียวละ “หึ ปากเก่งดีนี่ ฉันถามว่าเธอทำงานตำแหน่งอะไร” ท่าทางนี่มันน่าหมั่นไส้จริง ๆ “ตอนแรกก็ทำเลขาฝึกหัดค่ะ แต่พึ่งจะมารู้เร็ว ๆ นี้ว่าตำแหน่งเลขางานมันเหนื่อยขนาดนี้ เหงื่อท่วมตัวเลยนะคะ คุณเลขา งานก็ไม่ได้ทำ แต่ทำไมเหงื่อออกเยอะแบบนี้ล่ะคะ พึ่งออกกำลังกายลุกนั่งมาใช่ไหมคะ หื้ม” ฉันหันไปทางคุณเลขา ที่ฉันต้องมาทำงานทั้งหมดให้ แต่เธอกลับมาเล่นกีฬาในร่มกับท่านประธานอยู่บนนี้ เงินเดือนก็ได้เยอะกว่าฉัน มีแต่ฉันที่ทำงานงก ๆ อยู่คนเดียวรึไง “นี่!! แก....” ยัยเลขานมโตนั่นทำท่าจะเดินมาหาเรื่องฉัน “ออกไปก่อนลีน่า” “แต่ลีน่า......” เธอหยุดชะงักและมองไปทางท่านประธานที่นั่งอยู่ “ออกไป” เขาสั่งเฉียบขาด เป็นการบอกว่าจะไม่มีการพูดครั้งที่สามอีก คุณเลขานมโตก็เดินออกจากห้อง แต่ก่อนจะออกไปก็ยังไม่วายที่จะมองหาเรื่องฉัน แต่ฉันกลัวที่ไหนละ มาสิ แม่จะตบให้นมยุบเลย “แล้วฉันออกไปได้รึยังคะ ยืนจนเมื่อยแล้วค่ะ” ทันทีที่เลขานั่นออกไป ฉันก็เปิดประเด็นถามเขาทันที เพราะขี้เกียจจะเห็นหน้าเขาแล้ว “ชอบแอบดูคนอื่นนักไม่ใช่รึไง ก็ยืนต่อไปสิ” เขาสั่งพร้อมกับหยิบหนังหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านอย่างสบายอารมณ์ ไม่รู้สึกทุกข์ร้อนอะไรทั้งนั้น มีแต่ฉันนี่แหละ ที่ตอนนี้มันร้อนรุ่มสุมอยู่ในอก จนอยากจะระเบิดมันออกมาซะให้ได้ 15 นาทีก่อนหน้านี้ “ลิตา” เสียงเปิดประตูพร้อมกับเสียงเรียกโดยไม่ได้ส่งสัญญาณมาก่อน ทำให้คนที่นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะตกใจ “คุณนาย!! มาทำอะไรที่นี่คะ จะเข้ามาทำไมไม่บอกกันก่อน ลิตาไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลยค่ะ” ลิตารีบลุกมาจากงานตรงหน้าและมาหาคุณนายหรือคุณแม่ของท่านประธานซะก่อน “มาดูอะไรนิดหน่อยน่ะ” คุณนายทำท่าชะเง้อมองตรงนู้นที ตรงนี้ที เหมือนกำลังหาอะไรสักอย่าง แต่ก็หาไม่เจอสักที “หาอะไรอยู่เหรอคะ เดี๋ยวลิตาช่วยหา” ลิตาสังเกตเห็นว่าคุณนายมองไปทางโต๊ะของเลขา มาหากีวี่งั้นเหรอ เธอได้แต่คิดและคาดเดาอยู่ในใจ แต่ก็ไม่ได้ถามออกไป ตรง ๆ “เลขาคนใหม่อยู่ไหนล่ะ ฉันรีบมาดู เพราะเธอบอกว่าคนนี้ตั้งใจมาทำงานแน่นอน แต่ตอนนี้หายไปไหนซะแล้ว” ถูกเป๊ะ ทำไมเวลาซื้อหวยไม่ถูกแบบนี้บ้างนะ “อ๋อ....เอาเอกสารไปส่งที่ห้องท่านประธานน่ะค่ะ เดี๋ยวสักพักก็คงจะลงมา คุณนายเชิญนั่งพักก่อนนะคะ” ลิตาตอบไปตามตรง เพราะก่อนที่เธอจะเอาเอกสารขึ้นไปส่ง เธอได้มาบอกไว้ก่อนแล้ว “เซอร์เวย์ไม่อยู่ไม่ใช่เหรอหรือว่ากลับมาแล้ว” “ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ เห็นว่ากลับอาทิตย์นี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าวันไหนเหมือนกัน” เธอไม่ใช่คนทำตารางที่แน่ชัด เลยไม่ได้รู้ละเอียดขนาดนั้น “แม่เลขาข้างบนนั่นก็คงไม่รู้อะไรเหมือนกันสินะ ถามอะไรไปก็คงจะไม่รู้เรื่องอยู่ดี เปลืองเงินเดือนจริง ๆ ” ลิตาได้แต่ยืนส่งยิ้มแห้ง ๆ และภาวนาให้กีวี่ลงมาเร็ว ๆ อึดอัดจะตายอยู่แล้วตอนพิเศษ“ยิ้มนะครับ หนึ่ง สอง สาม.......สวยมากครับ อีกรูปนะครับ........” เสียงตากล้องสั่งโพสท่าทางอย่างมืออาชีพ เสียงชัตเตอร์ที่ดังรัว ๆ ราวกับว่าอยากจะเก็บภาพทุกช็อตทั้งวันนี้ฉันยิ้มจนกรามจะค้างอยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่าคนรู้จักเยอะจริง ๆ ส่วนมากไม่ใช่ของฉันหรอก เป็นทางฝั่งเขาซะมากกว่าวันนี้เป็นงานแต่งงานของฉันที่ดองมากว่าห้าปี เพราะไหนจะรอคลอดลูก รอรักษาหุ่น รอลูกวิ่งได้ แต่เมื่อสี่เดือนที่แล้วไปตรวจเจอว่าท้องลูกคนที่สองอีก ไม่ต้องรักษาแล้วหุ่นอะไรนั่นน่ะ จัด ๆ ไปเถอะ เอาลูกเข้าเฟรมให้หมดทุกคนไปเลย“วันนี้เพื่อนฉันสวยที่สุด! ไม่มีใครสวยได้เท่าแกแล้วคุณแม่ลูกสอง” ในขณะที่ฉันกำลังนั่งรอรับแขกที่มาร่วมงานงานแต่ง ยัยลินก็เดินถือแก้วน้ำมาให้ฉัน เพราะตั้งแต่งานเริ่มฉันก็เอาแต่นั่งถ่ายรูปมาหลายชั่วโมงแล้ว“เหนื่อยสุด ๆ เลย นั่งจนเมื่อยก้นแล้วเนี่ย เมื่อไหร่จะได้เข้าพิธีสักทีนะ อยากกลับไปนอนจะแย่” ฉันนั่งทุบ ๆ ไหล่ตัวเองไปมา ช่วงนี้คนน่าจะมากันใกล้หมดแล้วละ มีเวลาได้พักหายใจหายคอหน่อย“อีกครึ่งชั่วโมงก็เข้าพิธีแล้ว ทนอีกนิดนะ........” อลินซับเหงื่อตามใบหน้าให้ฉันและแต่งเติมเพิ่มเข้าไ
“เซอร์เวย์.........”“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมจัดการให้เอง” ยังไม่ทันที่ฉันจะเอ่ยปากขอร้องออกไป เซอร์เวย์ก็เหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่กำลังจะขอและหันไปสั่งให้เอเดนจัดการ “การเรียนเธอเป็นยังไง?”“ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ”“หางานตำแหน่งที่ว่างในบริษัทให้เธอ ที่พักด้วย........”“ครับบอส....”“คุณ....จะให้ฉันทำงานในบริษัทจริง ๆ เหรอคะ! ขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะ ฉันสัญญาว่าจะกลับตัวและไม่ทำเรื่องแบบนั้นอีก” หญิงสาวแววตาเปลี่ยนทันที เพราะการที่ครอบครัวของเธอมีประวัติแบบนี้ก็คงจะหางานทำได้ยาก ยิ่งเธอต้องอยู่ตัวคนเดียวแบบนี้อีกคงได้อดตายกันก่อนพอดี“เธอก็ตั้งใจทำงานซะ นี่คือโอกาสครั้งสุดท้ายของเธอ รักษามันไว้ให้ดีล่ะ” ฉันทนเห็นญาติผู้น้องคนนี้อดตายไปไม่ได้หรอก ถึงแม้ว่าเรื่องสมัยก่อนเธอจะทำฉันไว้เจ็บแสบก็เถอะ แต่เดี๋ยวฉันค่อยไปเอาคืนทีหลังก็ได้ ยังมีเวลาอีกเยอะ“ขอบคุณนะกีวี่” ขอแค่เพียงให้เธอได้เจอโลกใบใหม่ ฉันก็เชื่อว่าเธอต้องปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นได้แน่นอน“กลับบ้านกันเถอะ” เซอร์เวย์ยื่นมือมาที่ด้านหน้าของฉันและมองด้วยสายตาที่อ่อนโยนราวกับว่าต้องการให้ฉันละลายลงไปที่พื้นให้ได้“อื้ม......กลับบ้านของเราก
บท 67 THE END “กีวี่!!! มาช่วยน้าใช่ไหม น้าไม่ได้เป็นคนทำ” ทันทีที่ฉันเดินเข้าไปในสถานีตำรวจ เสียงร้องขอความช่วยเหลือก็ดังขึ้นมา ฉันมองไปทางที่มาของเสียงก็พบกับสองผัวเมียและผู้ชายอีกหนึ่งคนกำลังนั่งอยู่ในห้องขัง “มันเป็นคนขับไปชน น้าแค่โดนบังคับ มัน........อั่ก!!” ยังไม่ทันที่จะได้พูดจนจบประโยค ร่างบอบบางนั่นก็กระเด็นไปติดกำแพงอย่างแรง สร้างความตกใจให้กับผู้คนบริเวณนั้นไม่น้อย “เป็นแกไม่ใช่เหรอที่คาบข่าวเกี่ยวกับเงินมาบอกกู มึงเป็นคนเริ่มเรื่องทุกอย่างไม่ใช่รึไง!!” พอถึงเวลาก็โยนขี้ใส่กัน น่าสมเพชจริง ๆ เลยนะคนพวกนี้ ฉันเดินหนีไปโดยที่ไม่ได้สนใจพวกเขาอีก วันนี้ที่ฉันมาก็เพื่อที่จะมาทำตามระเบียบขั้นตอนของกฎหมาย ถ้าเอาเรื่องในชีวิตจริงของฉันมาแต่งเป็นนิยายให้คนทั่วไปได้อ่านมันคงจะน่าอดสูไม่น้อยเลย พ่อแม่ตาย ฉันก็ดันมาความจำเสื่อมไปอาศัยอยู่ที่บ้านของฆาตกรที่เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของแม่อีก คงไม่มีใครดวงกุดไปกว่าฉันแล้วละ แต่ก็ยังมีเรื่องที่นับว่าโชคดี อย่างเรื่องที่ฉันได้เจอคนดี ๆ อย่างพี่ลัน ยัยลินและครอบครัวพวกเขาดีกับฉันทุกอย่างเหมือนคนในครอบครัว มีเพื่อนร่วมงานที่ดีมาก ๆ และอีกห
“เรื่องสิบสี่ปีก่อนกูโง่เองแหละที่ยอมทำตามคำสั่งของมึง มันฝังใจกูมาตลอดที่ไปช่วยคนชั่วอย่างมึง แล้วตอนนี้มึงก็ยังจะไปฆ่าเด็กคนนั้นอีก กูทนต่อไปไม่ไหวแล้วว่ะ กลับตัวตอนนี้มันก็ยังไม่สาย มึงยอมรับสารภาพซะเถอะ” บทสนทนาของสองพี่น้องยังคงดังขึ้นเรื่อย ๆการที่ได้เป็นพ่อคนมันทำให้เขาสำนึกขึ้นมาได้ว่าในตอนนั้นเขาได้ทำสิ่งที่มันร้ายแรงที่สุดลงไป แต่จะให้กลับไปแก้ไขอะไรตอนนี้มันก็ไม่ทันแล้ว สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้ก็คือยอมรับผิดและรับโทษในสิ่งที่ได้ทำลงไปและที่สำคัญที่สุดคือ เขาจะต้องขอโทษเด็กคนนั้นให้ได้“ไอ้น้องทรยศ!!!” คุณตำรวจได้แต่นั่งถอนหายใจกับพฤติกรรมของพี่ชายที่ถูกเลี้ยงอย่างเอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็กไม่ว่าเขาจะเอาอะไร คนในบ้านก็จะหามาให้ทุกอย่าง พอไม่ได้ดั่งใจก็จะโวยวาย จนคนในครอบครัวไม่มีใครกล้าขัด มันคงเป็นสันดานเสียที่เริ่มต้นจากพื้นฐานครอบครัวนี่แหละ“พรุ่งนี้เช้าเจอกันครับ ขอบคุณที่ยอมรับผิดและมอบหลักฐานให้นะครับ” หลังจากที่เอเดนพาสองผัวเมียคู่นั้นมาส่งไว้ที่สถานีตำรวจที่มีนายตำรวจคนนั้นประจำการอยู่ เอามาฝากขังไว้ ก่อนที่จะลากลับไป แต่ก็ยังคงให้ลูกน้องเฝ้าบริเวณโดยรอบเอาไว้........
บท 66 “มึงเป็นใครวะ เข้ามาที่นี่ได้ยังไง” ชายหนุ่มได้แต่นั่งตัวเกร็งและเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย “แล้วมึงละเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรเข้ามาในบ้านหลังนี้” ปลายกระบอกปืนจ่อเข้าไปใกล้กว่าเดิม เพื่อหมายจะเอาชีวิต “กะ.....กูเป็นญาติเจ้าของบ้าน” ชายหนุ่มตอบออกไปอย่างตะกุกตะกัก เหงื่อผุดขึ้นมาตามใบหน้าเพราะเกิดจากความเครียดและความกลัวตาย “งั้นเหรอ.......” “คุณคะ ทำไมไม่ขึ้นมานอนสักที พรุ่งนี้..........นี่มันอะไรกัน....” ยังไม่ทันที่เซอร์เวย์จะได้พูดจบ เสียงเจื้อยแจ้วของหญิงวัยกลางคนก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะซะก่อน เธอมองเข้ามาในความมืดเห็นผู้ชายที่น่าจะเป็นสามีของเธอกำลังนั่งอยู่และมีผู้ชายอีกคนที่กำลังจ่อกระบอกปืนไปที่หัวของผู้ที่เป็นสามีของเธอ “บอสครับ เราได้หลักฐานมาแล้วครับ แล้วคนคนนั้นก็ยอมรับผิดแล้ว” เอเดนเดินเข้ามารายงานความคืบหน้าทั้งหมดให้เจ้านายฟัง “หลักฐานบ้าอะไรของแกวะ....” “อย่าขยับเยอะสิเดี๋ยวปืนก็ลั่นหรอก ไปจับตัวผู้หญิงคนนั้นมา” เอเดนทำตามคำสั่งของเจ้านายและเดินไปจับตัวหญิงวัยกลางคนไว้ “แกจะมายุ่งกับฉันทำไม!!!! ปล่อยเดี๋ยวนี้!!!” เธอเอาแต่โวยวายและไม่ยอมให้เอเดนจับและ
บท 65 “เธอกำลังพูดเรื่องอะไรน่ะ ฉันไปแย่งมาตอนไหน.........” “อย่าสำคัญตัวเองผิดไปสิฟาง ใครกันแน่ที่ทำตัวเรียกร้องความสนใจ ตอนนั้นพี่มันก็โง่เองแหละที่ปล่อยกีวี่ให้หลุดมือไปได้ง่าย ๆ พี่ไม่คิดว่าเธอจะใช้วิธีสกปรกมาบังคับให้พี่ต้องเลิกกับวี่” มาร์คระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจตลอดหลายปีที่ผ่าน ที่เขาต้องคอยมาโทษตัวเองที่ไม่สามารถรักษาคนรักของตัวเองไว้ได้ เพียงเพราะผู้หญิงแค่คนเดียว “หึ พี่พูดอย่างนี้เพราะอยากจะตัดขาดกับฟางเหรอคะ? พี่อย่าลืมสิถ้าพ่อฟางถอนหุ้นออกให้หมด บริษัทของพ่อพี่มันจะเกิดอะไรขึ้น พี่ลืมไปแล้วเหรอ?” “เธออยากจะบอกให้พ่อเธอถอนออกไปก็แล้วแต่ โทรเลยสิพี่รอฟังอยู่......” พี่มาร์คทำหน้าท้าทายให้เธอรีบ ๆ กดโทรไปบอกพ่อเธอซะ ตอนนี้เขาไม่กลัวอะไรแล้วทั้งนั้น ถ้าบริษัทมันจะเจ๊งเพราะผู้หญิงแค่คนเดียวก็เอาเลยสิ “นี่มัน มันเรื่องอะไรกัน หนูฟางทำไมถึงทำตัวแบบนี้ได้ล่ะ หนูเป็นอะไรไปทำไมถึงไปพูดขู่พี่เขาแบบนั้น........มาร์ค” คุณป้าได้แต่ยืนอึ้งกับพฤติกรรมของหญิงสาวที่เธอคิดว่าจะให้มาเป็นลูกสะใภ้ที่สวย เรียบร้อย อ่อนน้อมเหมือนที่เธอแสดงมาโดยตลอด แต่ตอนนี้มันกลับไม่ได้เป็นแบบนั้
‘ฉันไม่ได้อยากจะทำแบบนี้เลยนะ แต่มันก็ช่วยไม่ได้จริง ๆ ...........’ เด็กสาวที่อยู่ในอาการสะลึมสะลือจากการได้รับแรงกระแทกเมื่อสักครู่ ส่งผลทำให้เธอไม่มีแรงแม้แต่จะลืมตาขึ้นมาดูว่าใครเป็นคนเอ่ยประโยคนี้ขึ้นมา‘พี่ต้องยกโทษให้ฉันนะ ถ้าฉันไม่ได้มันล่ะก็ฉันตายแน่ ๆ ‘เสียงพูดยังคงดังอยู่ต่อเนื่อง แต่เธอก
บท 59 “อะไร......” ตอนแรกกะว่าจะไม่ตื่น แต่พอได้ยินแบบนั้นแล้ว ก็ลืมตาให้หน่อยนึงก็ได้ “อยากรู้ไหมล่ะ ถ้าอยากรู้ก็นอนต่อสิ” เซอร์เวย์ก้าวขาขึ้นมาบนเตียงและค่อย ๆ เข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จนฉันต้องรีบตื่นและลุกหนี “ไปแล้ว มืดค่ำแล้วยังจะพาไปไหนอีก..........” ระหว่างที่เดินไปห้องน้ำ ฉันก็บ่นไปตลอดท
บท 58“หมอที่โรงพยาบาลนี้ดีไหมลูกหรือจะหาโรงพยาบาลใหม่ดี............” ระหว่างทางที่กำลังขับรถกลับบริษัท คุณนายที่นั่งอยู่ ข้าง ๆ ฉันก็เอาแต่พูดไม่หยุด สภาพฉันตอนนี้ก็คือโดนล้อมด้านข้างไปหมดแล้ว ทั้งแม่ทั้งลูกเลย“โรงพยาบาลนี้นี่แหละใกล้ดี จะให้ไปไหนอีก.....” สองแม่ลูกคู่นี้ก็ยังคงคอนเซ็ปท์ เถียงก
บท 57 “ถึงแล้วค่ะ ลงไปกันไหวไหมคะ? วี่เดี๋ยวพี่ช่วยพยุง” ลิตาใช้เวลาขับรถไม่นานก็มาถึงโรงพยาบาล ที่เธอต้องซิ่งมาเร็วขนาดนี้ก็เพราะว่าบนรถเหมือนจะมีคนไข้ถึงสองคน แถมอีกคนก็ยังเป็นท่านประธานอีก “คุณลงไปไหวไหมคะ?” ฉันสะกิดให้เซอร์เวย์และสอบถามว่าอาการเป็นยังไงบ้าง พอเดินเองไหวรึเปล่า ตอนนี้ฉันก็






![บอสขาอย่าหื่น [ซีรี่ส์ภาคต่อ บอสขาอย่าอ่อย]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
