เข้าสู่ระบบบท 7
"เงินวางอยู่บนโต๊ะ อยากได้เท่าไหร่ก็หยิบไป แต่งตัวแล้วก็ออกไปซะ" หญิงสาวทำตามอย่างว่าง่าย ไม่นานเธอก็แต่งตัวและออกไปทันที เพราะก่อนที่เธอจะได้มาร่วมรักกับเขา เขาได้พูดอย่างชัดเจนแล้ว ว่าเป็นแค่ความสัมพันธ์เล่น ๆ เท่านั้น เจอกันข้างนอกก็แค่ทำเป็นไม่รู้จักกันแค่นั้น ถ้าทำไม่ได้และฝ่าฝืน ก็เตรียมตัวไม่มีที่ยืนในสังคมได้เลย เซอร์เวย์ หลังจากที่เสร็จจากภารกิจอันเหน็ดเหนื่อย ก็ลุกขึ้นและเตรียมตัวไปจัดการชำระร่างกาย เพื่อที่จะได้กลับมานอนพัก เพราะพรุ่งนี้ยังมีงานที่ต้องทำ ตู๊ด......ตู๊ด.....ตู๊ด..... "ว่าไงครับ พ่อหนุ่มเอาไม่เลือกหน้า คนนี้พอใจไหมวะ" เสียงเจื้อยแจ้วดังออกมาจากโทรศัพท์ เซอร์เวย์เป็นคนโทรไปเอง เพราะมีเรื่องที่ต้องคุยนิดหน่อย "หาให้ดีกว่านี้ไม่ได้แล้วเหรอวะ หลวมฉิบหาย กว่าจะทำให้กูเสร็จได้" เขาโทรมาเพื่อบ่น เพราะเพื่อนเขาคนนี้ส่งของที่ไม่พึงพอใจมาให้เขา เลยต้องโทรมาด่าสักหน่อย "เอาน่า คนหน้ารับรองดีแน่นอน" คนปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ ว่าจะต้องหาให้ดีแน่นอน "ช่วงนี้หยุดก่อนวะ มีงานต้องไปทำที่ต่างประเทศ สองอาทิตย์นู้นกว่ากูจะกลับ" "งั้นเหรอวะ ถ้าอยากได้ตอนไหนก็โทรมาหากูละกัน" "เออ" เซอร์เวย์กดวางสายไป และเข้าไปอาบน้ำเพื่อที่จะเตรียมตัวนอน เขาจะเดินทางในวันมะรืน พรุ่งนี้เลยต้องตื่นมาเตรียมตัวและเคลียร์งานค้าง เพราะต้องไปถึงสองอาทิตย์ ต้องทำทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนที่จะไป เช้าวันต่อมา "สวัสดีค่ะ ท่านประธาน" "ท่านประธานมาเช้าจังเลยนะคะ" เสียงกล่าวทักทายดังระงมไปทั่วบริษัท ส่วนมากที่ได้ยิน ก็มักจะเป็นเสียงของสาว ๆ ที่กล่าวทักทาย ด้วยใบหน้าที่โดนดึงดูดเต็ม ๆ "ครับ ๆ ตั้งใจทำงานกันนะครับ" เซอร์เวย์กล่าวออกไปด้วยท่าทางที่นอบน้อมและส่งยิ้มให้ แล้วเดินจากไป เพื่อที่จะขึ้นไปชั้นที่สูงที่สุด นั่นก็คือห้องทำงานของเขา "ดูมีวุฒิภาวะสุด ๆ เลยอะแก อร้ายยย" "อยากได้พ่อของลูกแบบนี้จังเลย" เสียงของสองสาวคุยกัน พวกเธอกำลังพูดถึงประธานของบริษัท ที่พวกเธอกว่าจะฝ่าฟันสาว ๆ ที่กรูกันเข้ามาสมัครได้ ทั้งบริษัทแทบจะมีแต่พนักงานผู้หญิง พนักงานผู้ชายก็มีแหละ แต่มันน้อยมาก ๆ "งานการไม่ตั้งใจทำ ไม่ได้เรื่องจริง ๆ" ใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มเมื่อสักครู่ หายวับไปในพริบตา และได้เปลี่ยนเป็นใบหน้าที่เย็นชา ยากที่จะเข้าถึง เขาเหนื่อยจริง ๆ กับการที่ต้องปั้นหน้าให้ยิ้มต่อคนหมู่มาก นิสัยเขาไม่ใช่อย่างนั้นสักนิด แต่ก็ต้องยอมทำ เพราะเจ้าที่ทั้งสองที่อยู่ที่บ้านคอยจับจ้องอยู่ ถ้าทำอะไรผิดพลาดขึ้นมาละก็ ซวยแน่ ๆ "บอสขาา......พรุ่งนี้ไม่ให้ลีน่าไปด้วยจริง ๆ เหรอคะ" ผมมองผู้หญิงที่กำลังเดินมาทางเขา ด้วยท่าทางที่เอือมระอา เขารู้ว่าจุดประสงค์พวกเธอไม่ได้มาทำงานกันตั้งแต่แรกหรอก แต่เธอคนนี้ถือว่าดีหน่อย ที่คอยเป็นที่ระบายอารมณ์ให้ผมได้อยู่ ถึงจะทำงานไม่ได้เรื่องก็เถอะ "เป็นเลขาก็อยู่เฝ้าหน้าห้องเถอะ เอาเอกสารที่ต้องเซ็นทั้งหมดไปไว้ที่ห้องผม" ผมเดินจากไปโดยไม่สนใจเธออีก เพราะเธอมีดีอย่างเดียวก็คือเรื่องนั้นนั่นแหละ เลยไม่ค่อยอยากคุยอะไรมาก "ค่ะบอส ลีน่าจะไปเตรียมให้ค่ะ" หญิงสาวทำหน้าจ๋อย ๆ และเดินไปที่โต๊ะ เพื่อเตรียมเอกสาร ผมเดินเข้ามานั่งในห้องด้วยท่าทางที่เหนื่อยอ่อน เพราะสัปดาห์นี้ เขาแทบจะไม่ได้พักเลย ต้องเตรียมสินค้าตัวใหม่ แบบที่ส่งมาให้มันก็ยังไม่ดีพอ ส่งแก้ไปหลายรอบแล้ว แต่ก็ยังไม่ถูกใจอีก ไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ที่คนออกแบบหรืออยู่ที่เขากันแน่ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป งานคงไม่เสร็จแน่นอน ตู้ด......ตู้ด.....ตู้ด...... "ครับบอส" คนปลายสายกดรับทันที ไม่ให้คนเป็นบอสต้องรอนาน "เอเดน จัดการเรื่องพรุ่งนี้เรียบร้อยแล้วรึยัง" ผมกดโทรหาเลขาอีกคน เรียกว่าเลขาตัวจริงดีกว่า เพราะงานทุกอย่างแทบจะเป็นมันนี่แหละ ที่เป็นคนจัดการ ส่วนที่อยู่หน้าห้องก็แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย "เรียบร้อยแล้วครับ เสื้อผ้า ผมก็จัดเตรียมไว้แล้ว ออกเดินทางคืนนี้ได้เลยครับ" เอเดนรายงานทุกอย่าง ไม่ขาดตกบกพร่อง "โอเค ถึงเวลาค่อยโทรมาเตือนฉันอีกที" "ครับบอส" ผมกดวางสายไป และปล่อยให้ตัวเองได้พักสักนิดก็ยังดี "เอกสารทั้งหมดค่ะบอส" ลีน่าพรวดพราดเปิดประตูเข้ามาโดยที่ไม่ได้เคาะห้อง "ไม่มีใครสอนมารยาทเธอเหรอ ว่าให้เคาะห้องก่อนเข้ามา" ผมค่อย ๆ ลืมตา ที่พึ่งจะปิดไปไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ แต่กลับถูกกวนโดยผู้หญิงคนนี้ "ขอโทษค่ะบอส ลีน่าแค่คิดว่าเรา........" "วางไว้บนโต๊ะแล้วออกไปซะ" ผมตัดบท เพราะไม่อยากให้เธอได้พูดเพ้อเจ้ออะไรไปมากกว่านี้ หึ คิดว่าผมไม่รู้ความคิดของเธอเหรอ เธอคงคิดว่าตัวเองมีสิทธิมากกว่าคนอื่นงั้นสิ แต่เปล่าเลย กับเลขาคนก่อน ๆ ผมก็ทำแบบนี้ เธอไม่ได้พิเศษกว่าคนอื่นเลยสักนิด ก็เป็นแค่ของเล่นผมทั้งนั้นแหละ "แต่บอสคะ คือ......." เธอพยายามจะรั้งอยู่ต่อ โดยการที่จะขึ้นมานั่งบนตัวผมและยั่วยวน "ผมว่า ผมบอกคุณตั้งแต่ครั้งแรกแล้วนะ ว่ามันไม่มีอะไรทั้งนั้น" ผมพูดเน้นย้ำเพื่อเตือนความจำของเธอ ผมได้บอกกับผู้หญิงทุกคนที่เข้ามาพัวพันในการมีเซ็กส์กับผมว่า มันไม่มีอะไรพิเศษทั้งนั้น คุณก็ได้ ผมก็ได้ วินวินกันทั้งคู่ จะไม่มีใครมาเรียกร้องถือสิทธิ์เหนือคนอื่น "ลีน่าจำได้ค่ะ แต่...." เธอยังคงก่อกวนผมไม่เลิก จนความอดทนของผมแทบจะถึงขีดจำกัด "ออกไปซะ!" ผมตวาดเสียงดังลั่น เพราะเธอพูดครั้งเดียวแล้วฟังไม่เข้าสมองเลยสักนิด ผมเกลียดคนเซ้าซี้ที่สุด และเธอก็เป็นคนประเภทที่ผมเกลียด "คะ....ค่ะ" เธอรีบเดินออกจากห้องผมไป ด้วยท่าทางที่ร้อนรน ท่าทางผมเมื่อครู่ แตกต่างจากในโทรทัศน์หรือในอินเทอร์เน็ตอย่างสิ้นเชิง ผู้ชายอบอุ่นใจดี สุภาพบุรุษงั้นเหรอ หึหึ มันไม่มีอยู่ในตัวผมเลยสักนิด ทั้งหมดมันเป็นแค่การแสดงเท่านั้นแหละ .......................................................................................................... สามวันผ่านไป ตอนนี้ฉันได้มายืนอยู่ที่หน้าบริษัทเอสวีแล้ว งงละสิ ว่าฉันมาทำอะไรอยู่ตรงนี้ วันนี้ฉันตั้งใจแต่งตัวมาให้สุภาพและเรียบร้อยที่สุด เพราะเมื่อวันก่อน ฉันเห็นบริษัทนี้รับสมัครพนักงานพอดี โอ๊ยยย อะไรมันจะดวงดีขนาดนี้ แผนในหัวนี่วาปขึ้นมาเป็นฉาก ๆ เลย ขั้นต่อไป ฉันต้องเข้าบริษัทนี้ให้ได้ .......แต่ แถวต่อคิวสมัครยาวออกมาถึงหน้าบริษัท คนมาสมัครเยอะมาก ๆ เห็นว่ารับแค่สิบคน แต่คนมาสมัครเป็นร้อย ส่วนมากก็เป็นผู้หญิงอีก ฉันจะทำยังไงดี โถ่!! พระเจ้า จะช่วยก็ช่วยให้สุดสิ้!!!!!ตอนพิเศษ“ยิ้มนะครับ หนึ่ง สอง สาม.......สวยมากครับ อีกรูปนะครับ........” เสียงตากล้องสั่งโพสท่าทางอย่างมืออาชีพ เสียงชัตเตอร์ที่ดังรัว ๆ ราวกับว่าอยากจะเก็บภาพทุกช็อตทั้งวันนี้ฉันยิ้มจนกรามจะค้างอยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่าคนรู้จักเยอะจริง ๆ ส่วนมากไม่ใช่ของฉันหรอก เป็นทางฝั่งเขาซะมากกว่าวันนี้เป็นงานแต่งงานของฉันที่ดองมากว่าห้าปี เพราะไหนจะรอคลอดลูก รอรักษาหุ่น รอลูกวิ่งได้ แต่เมื่อสี่เดือนที่แล้วไปตรวจเจอว่าท้องลูกคนที่สองอีก ไม่ต้องรักษาแล้วหุ่นอะไรนั่นน่ะ จัด ๆ ไปเถอะ เอาลูกเข้าเฟรมให้หมดทุกคนไปเลย“วันนี้เพื่อนฉันสวยที่สุด! ไม่มีใครสวยได้เท่าแกแล้วคุณแม่ลูกสอง” ในขณะที่ฉันกำลังนั่งรอรับแขกที่มาร่วมงานงานแต่ง ยัยลินก็เดินถือแก้วน้ำมาให้ฉัน เพราะตั้งแต่งานเริ่มฉันก็เอาแต่นั่งถ่ายรูปมาหลายชั่วโมงแล้ว“เหนื่อยสุด ๆ เลย นั่งจนเมื่อยก้นแล้วเนี่ย เมื่อไหร่จะได้เข้าพิธีสักทีนะ อยากกลับไปนอนจะแย่” ฉันนั่งทุบ ๆ ไหล่ตัวเองไปมา ช่วงนี้คนน่าจะมากันใกล้หมดแล้วละ มีเวลาได้พักหายใจหายคอหน่อย“อีกครึ่งชั่วโมงก็เข้าพิธีแล้ว ทนอีกนิดนะ........” อลินซับเหงื่อตามใบหน้าให้ฉันและแต่งเติมเพิ่มเข้าไ
“เซอร์เวย์.........”“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมจัดการให้เอง” ยังไม่ทันที่ฉันจะเอ่ยปากขอร้องออกไป เซอร์เวย์ก็เหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่กำลังจะขอและหันไปสั่งให้เอเดนจัดการ “การเรียนเธอเป็นยังไง?”“ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ”“หางานตำแหน่งที่ว่างในบริษัทให้เธอ ที่พักด้วย........”“ครับบอส....”“คุณ....จะให้ฉันทำงานในบริษัทจริง ๆ เหรอคะ! ขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะ ฉันสัญญาว่าจะกลับตัวและไม่ทำเรื่องแบบนั้นอีก” หญิงสาวแววตาเปลี่ยนทันที เพราะการที่ครอบครัวของเธอมีประวัติแบบนี้ก็คงจะหางานทำได้ยาก ยิ่งเธอต้องอยู่ตัวคนเดียวแบบนี้อีกคงได้อดตายกันก่อนพอดี“เธอก็ตั้งใจทำงานซะ นี่คือโอกาสครั้งสุดท้ายของเธอ รักษามันไว้ให้ดีล่ะ” ฉันทนเห็นญาติผู้น้องคนนี้อดตายไปไม่ได้หรอก ถึงแม้ว่าเรื่องสมัยก่อนเธอจะทำฉันไว้เจ็บแสบก็เถอะ แต่เดี๋ยวฉันค่อยไปเอาคืนทีหลังก็ได้ ยังมีเวลาอีกเยอะ“ขอบคุณนะกีวี่” ขอแค่เพียงให้เธอได้เจอโลกใบใหม่ ฉันก็เชื่อว่าเธอต้องปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นได้แน่นอน“กลับบ้านกันเถอะ” เซอร์เวย์ยื่นมือมาที่ด้านหน้าของฉันและมองด้วยสายตาที่อ่อนโยนราวกับว่าต้องการให้ฉันละลายลงไปที่พื้นให้ได้“อื้ม......กลับบ้านของเราก
บท 67 THE END “กีวี่!!! มาช่วยน้าใช่ไหม น้าไม่ได้เป็นคนทำ” ทันทีที่ฉันเดินเข้าไปในสถานีตำรวจ เสียงร้องขอความช่วยเหลือก็ดังขึ้นมา ฉันมองไปทางที่มาของเสียงก็พบกับสองผัวเมียและผู้ชายอีกหนึ่งคนกำลังนั่งอยู่ในห้องขัง “มันเป็นคนขับไปชน น้าแค่โดนบังคับ มัน........อั่ก!!” ยังไม่ทันที่จะได้พูดจนจบประโยค ร่างบอบบางนั่นก็กระเด็นไปติดกำแพงอย่างแรง สร้างความตกใจให้กับผู้คนบริเวณนั้นไม่น้อย “เป็นแกไม่ใช่เหรอที่คาบข่าวเกี่ยวกับเงินมาบอกกู มึงเป็นคนเริ่มเรื่องทุกอย่างไม่ใช่รึไง!!” พอถึงเวลาก็โยนขี้ใส่กัน น่าสมเพชจริง ๆ เลยนะคนพวกนี้ ฉันเดินหนีไปโดยที่ไม่ได้สนใจพวกเขาอีก วันนี้ที่ฉันมาก็เพื่อที่จะมาทำตามระเบียบขั้นตอนของกฎหมาย ถ้าเอาเรื่องในชีวิตจริงของฉันมาแต่งเป็นนิยายให้คนทั่วไปได้อ่านมันคงจะน่าอดสูไม่น้อยเลย พ่อแม่ตาย ฉันก็ดันมาความจำเสื่อมไปอาศัยอยู่ที่บ้านของฆาตกรที่เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของแม่อีก คงไม่มีใครดวงกุดไปกว่าฉันแล้วละ แต่ก็ยังมีเรื่องที่นับว่าโชคดี อย่างเรื่องที่ฉันได้เจอคนดี ๆ อย่างพี่ลัน ยัยลินและครอบครัวพวกเขาดีกับฉันทุกอย่างเหมือนคนในครอบครัว มีเพื่อนร่วมงานที่ดีมาก ๆ และอีกห
“เรื่องสิบสี่ปีก่อนกูโง่เองแหละที่ยอมทำตามคำสั่งของมึง มันฝังใจกูมาตลอดที่ไปช่วยคนชั่วอย่างมึง แล้วตอนนี้มึงก็ยังจะไปฆ่าเด็กคนนั้นอีก กูทนต่อไปไม่ไหวแล้วว่ะ กลับตัวตอนนี้มันก็ยังไม่สาย มึงยอมรับสารภาพซะเถอะ” บทสนทนาของสองพี่น้องยังคงดังขึ้นเรื่อย ๆการที่ได้เป็นพ่อคนมันทำให้เขาสำนึกขึ้นมาได้ว่าในตอนนั้นเขาได้ทำสิ่งที่มันร้ายแรงที่สุดลงไป แต่จะให้กลับไปแก้ไขอะไรตอนนี้มันก็ไม่ทันแล้ว สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้ก็คือยอมรับผิดและรับโทษในสิ่งที่ได้ทำลงไปและที่สำคัญที่สุดคือ เขาจะต้องขอโทษเด็กคนนั้นให้ได้“ไอ้น้องทรยศ!!!” คุณตำรวจได้แต่นั่งถอนหายใจกับพฤติกรรมของพี่ชายที่ถูกเลี้ยงอย่างเอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็กไม่ว่าเขาจะเอาอะไร คนในบ้านก็จะหามาให้ทุกอย่าง พอไม่ได้ดั่งใจก็จะโวยวาย จนคนในครอบครัวไม่มีใครกล้าขัด มันคงเป็นสันดานเสียที่เริ่มต้นจากพื้นฐานครอบครัวนี่แหละ“พรุ่งนี้เช้าเจอกันครับ ขอบคุณที่ยอมรับผิดและมอบหลักฐานให้นะครับ” หลังจากที่เอเดนพาสองผัวเมียคู่นั้นมาส่งไว้ที่สถานีตำรวจที่มีนายตำรวจคนนั้นประจำการอยู่ เอามาฝากขังไว้ ก่อนที่จะลากลับไป แต่ก็ยังคงให้ลูกน้องเฝ้าบริเวณโดยรอบเอาไว้........
บท 66 “มึงเป็นใครวะ เข้ามาที่นี่ได้ยังไง” ชายหนุ่มได้แต่นั่งตัวเกร็งและเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย “แล้วมึงละเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรเข้ามาในบ้านหลังนี้” ปลายกระบอกปืนจ่อเข้าไปใกล้กว่าเดิม เพื่อหมายจะเอาชีวิต “กะ.....กูเป็นญาติเจ้าของบ้าน” ชายหนุ่มตอบออกไปอย่างตะกุกตะกัก เหงื่อผุดขึ้นมาตามใบหน้าเพราะเกิดจากความเครียดและความกลัวตาย “งั้นเหรอ.......” “คุณคะ ทำไมไม่ขึ้นมานอนสักที พรุ่งนี้..........นี่มันอะไรกัน....” ยังไม่ทันที่เซอร์เวย์จะได้พูดจบ เสียงเจื้อยแจ้วของหญิงวัยกลางคนก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะซะก่อน เธอมองเข้ามาในความมืดเห็นผู้ชายที่น่าจะเป็นสามีของเธอกำลังนั่งอยู่และมีผู้ชายอีกคนที่กำลังจ่อกระบอกปืนไปที่หัวของผู้ที่เป็นสามีของเธอ “บอสครับ เราได้หลักฐานมาแล้วครับ แล้วคนคนนั้นก็ยอมรับผิดแล้ว” เอเดนเดินเข้ามารายงานความคืบหน้าทั้งหมดให้เจ้านายฟัง “หลักฐานบ้าอะไรของแกวะ....” “อย่าขยับเยอะสิเดี๋ยวปืนก็ลั่นหรอก ไปจับตัวผู้หญิงคนนั้นมา” เอเดนทำตามคำสั่งของเจ้านายและเดินไปจับตัวหญิงวัยกลางคนไว้ “แกจะมายุ่งกับฉันทำไม!!!! ปล่อยเดี๋ยวนี้!!!” เธอเอาแต่โวยวายและไม่ยอมให้เอเดนจับและ
บท 65 “เธอกำลังพูดเรื่องอะไรน่ะ ฉันไปแย่งมาตอนไหน.........” “อย่าสำคัญตัวเองผิดไปสิฟาง ใครกันแน่ที่ทำตัวเรียกร้องความสนใจ ตอนนั้นพี่มันก็โง่เองแหละที่ปล่อยกีวี่ให้หลุดมือไปได้ง่าย ๆ พี่ไม่คิดว่าเธอจะใช้วิธีสกปรกมาบังคับให้พี่ต้องเลิกกับวี่” มาร์คระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจตลอดหลายปีที่ผ่าน ที่เขาต้องคอยมาโทษตัวเองที่ไม่สามารถรักษาคนรักของตัวเองไว้ได้ เพียงเพราะผู้หญิงแค่คนเดียว “หึ พี่พูดอย่างนี้เพราะอยากจะตัดขาดกับฟางเหรอคะ? พี่อย่าลืมสิถ้าพ่อฟางถอนหุ้นออกให้หมด บริษัทของพ่อพี่มันจะเกิดอะไรขึ้น พี่ลืมไปแล้วเหรอ?” “เธออยากจะบอกให้พ่อเธอถอนออกไปก็แล้วแต่ โทรเลยสิพี่รอฟังอยู่......” พี่มาร์คทำหน้าท้าทายให้เธอรีบ ๆ กดโทรไปบอกพ่อเธอซะ ตอนนี้เขาไม่กลัวอะไรแล้วทั้งนั้น ถ้าบริษัทมันจะเจ๊งเพราะผู้หญิงแค่คนเดียวก็เอาเลยสิ “นี่มัน มันเรื่องอะไรกัน หนูฟางทำไมถึงทำตัวแบบนี้ได้ล่ะ หนูเป็นอะไรไปทำไมถึงไปพูดขู่พี่เขาแบบนั้น........มาร์ค” คุณป้าได้แต่ยืนอึ้งกับพฤติกรรมของหญิงสาวที่เธอคิดว่าจะให้มาเป็นลูกสะใภ้ที่สวย เรียบร้อย อ่อนน้อมเหมือนที่เธอแสดงมาโดยตลอด แต่ตอนนี้มันกลับไม่ได้เป็นแบบนั้
‘ฉันไม่ได้อยากจะทำแบบนี้เลยนะ แต่มันก็ช่วยไม่ได้จริง ๆ ...........’ เด็กสาวที่อยู่ในอาการสะลึมสะลือจากการได้รับแรงกระแทกเมื่อสักครู่ ส่งผลทำให้เธอไม่มีแรงแม้แต่จะลืมตาขึ้นมาดูว่าใครเป็นคนเอ่ยประโยคนี้ขึ้นมา‘พี่ต้องยกโทษให้ฉันนะ ถ้าฉันไม่ได้มันล่ะก็ฉันตายแน่ ๆ ‘เสียงพูดยังคงดังอยู่ต่อเนื่อง แต่เธอก
บท 59 “อะไร......” ตอนแรกกะว่าจะไม่ตื่น แต่พอได้ยินแบบนั้นแล้ว ก็ลืมตาให้หน่อยนึงก็ได้ “อยากรู้ไหมล่ะ ถ้าอยากรู้ก็นอนต่อสิ” เซอร์เวย์ก้าวขาขึ้นมาบนเตียงและค่อย ๆ เข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จนฉันต้องรีบตื่นและลุกหนี “ไปแล้ว มืดค่ำแล้วยังจะพาไปไหนอีก..........” ระหว่างที่เดินไปห้องน้ำ ฉันก็บ่นไปตลอดท
บท 58“หมอที่โรงพยาบาลนี้ดีไหมลูกหรือจะหาโรงพยาบาลใหม่ดี............” ระหว่างทางที่กำลังขับรถกลับบริษัท คุณนายที่นั่งอยู่ ข้าง ๆ ฉันก็เอาแต่พูดไม่หยุด สภาพฉันตอนนี้ก็คือโดนล้อมด้านข้างไปหมดแล้ว ทั้งแม่ทั้งลูกเลย“โรงพยาบาลนี้นี่แหละใกล้ดี จะให้ไปไหนอีก.....” สองแม่ลูกคู่นี้ก็ยังคงคอนเซ็ปท์ เถียงก
บท 57 “ถึงแล้วค่ะ ลงไปกันไหวไหมคะ? วี่เดี๋ยวพี่ช่วยพยุง” ลิตาใช้เวลาขับรถไม่นานก็มาถึงโรงพยาบาล ที่เธอต้องซิ่งมาเร็วขนาดนี้ก็เพราะว่าบนรถเหมือนจะมีคนไข้ถึงสองคน แถมอีกคนก็ยังเป็นท่านประธานอีก “คุณลงไปไหวไหมคะ?” ฉันสะกิดให้เซอร์เวย์และสอบถามว่าอาการเป็นยังไงบ้าง พอเดินเองไหวรึเปล่า ตอนนี้ฉันก็







