Se connecterไป๋อี้เจียวเงยหน้าขึ้นมามองไป๋อี้เหยาอย่างระวังตัว นางถลึงตาใส่เพื่อไม่ให้ไป๋อี้เหยาพูดเรื่องที่นางลอบส่งจดหมายหาเซียวหานจวินออกมา
“เจ้าหมายความเช่นใด” พานซื่อมองไป๋อี้เหยาที่ยิ้มบางและไปอี้เจียวที่หน้าซีดขาวอย่างไม่เข้าใจ
“น้องรอง เจ้าบอกท่านย่าและท่านอาสะใภ้ก็แล้วกันว่าเจ้าช่วยได้อย่างไร ดูเหมือนตัวเจ้าจะสามารถร้องขอคุณชายเซียวได้ ตัวข้าที่ช่วยไม่ได้ขอตัวก่อนเจ้าค่ะ” นางยิ้มมองไป๋อี้เจียวอย่างแฝงไปด้วยความหมายก่อนจะเดินกลับเรือนพักไป
ในเมื่อต้องการสร้างความลำบากใจให้นาง นางก็เพียงแค่ส่งต่อความลำบากใจไปให้ไป๋อี้เจียวจัดการต่อก็เท่านั้น ส่วนจะจัดการเช่นใดไม่ใช่เรื่องของนางแล้ว
พอไป๋อี้เหยากลับออกไป พานซื่อและฝูซื่อก็หันมาสอบถามไป๋อี้เจียวทันที
“ท่านย่า ท่านแม่พวกท่านเชื่อสิ่งที่นางพูดหรือเจ้าคะ ข้าจะไปร้องขอคุณชายเซียวได้อย่างไร นางใส่ร้ายข้าแล้ว” ไป๋อี้เจียวร่ำไห้เสียน่าสงสาร ปากก็กล่าวโทษอี้เหยาที่ใส่ร้ายนางไปด้วย
พานซื่อเดินเข้าไปเช็ดน้ำตาให้บุตรสาว นางยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ “จะร้องไปเพื่ออันใด แม่กับท่านย่ายังไม่ได้ตำหนิเจ้าสักคำ หากเจ้าทำให้คุณชายเซียวสนใจเจ้าได้ เหตุใดถึงจะไม่ใช่เรื่องดีเล่า”
“แต่ข้าไม่เห็นด้วย สตรีดีๆ เช่นเจียวเจียว แต่งให้บุรุษเสเพลเช่นนั้นนับว่าเสียของเปล่าๆ” ฝูซื่อส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย
“ท่านแม่ บุรุษหัวแข็งเมื่อแต่งงานไปแล้วย่อมมีหนทางจัดการได้เจ้าค่ะ ท่านย่อมรู้ดีว่าความโปรดปรานที่ฝ่าบาทและฮองเฮามีให้คุณชายเซียวมากเพียงใด ต่อไปย่อมเป็นผลดีต่อท่านพี่และอาหมิ่ง”
ฝูซื่อเมื่อคิดตามที่ลูกสะใภ้ว่านางก็อดเห็นด้วยไม่ได้ จึงได้หันมามองไป๋อี้เจียวอย่างมีความหวัง “เช่นนั้น...เจ้าก็จัดการตามที่เจ้าเห็นสมควรก็แล้วกัน”
ไป๋อี้เจียวราวกับมองเห็นความหวัง เมื่อท่านย่าและมารดาเห็นด้วยเรื่องของเซียวหานจวิน นางเช็ดน้ำตาและนั่งก้มหน้าลงรับฟังแผนการของพานซื่ออย่างว่าง่าย
ไป๋หมิ่งหลังจากกลับมาจากสำนักศึกษา ฟังเรื่องราวจากปากของมารดาที่ต้องการทำให้เซียวหานจวินสนใจไป๋อี้เจียว เขาก็โต้แย้งออกมาทันที “ข้าไม่เห็นด้วยขอรับ บุรุษเช่นเซียวหานจวินไม่ควรจะไปยุ่งเกี่ยวกับเขา” แม้เรื่องเรียนจะไม่เคยเฉลียวฉลาด แต่เรื่องนี้เขาก็รู้ดีว่าผลที่ออกมาจะเป็นเช่นใด
“แต่ข้าเห็นด้วยกับท่านน้า หากคุณชายเซียวต้องตาเจียวเจียวเข้า จะเป็นผลดีต่อท่านน้าเขยและเจ้าในภายหน้า” อีกอย่างก็เป็นผลดีกับพานเหิงซุนเช่นกัน
“เจ้าเพิ่งมาอยู่เมืองหลวงได้ไม่นาน ยังไม่รู้ว่าเซียวหานจวินเป็นเช่นใด สตรีในเมืองหลวงไม่น้อยที่ต้องการจะมอบชีวิตให้เขา แล้วจุดจบเป็นเช่นใดเล่า หากได้รับความเมตตาจากตระกูลพวกนางก็ไม่ถูกส่งไปอยู่ที่อาราม ได้แต่งออกไปไกลจากเมืองหลวงนับว่าเป็นเรื่องดีสำหรับพวกนาง เจียวเจียว...เจ้าอยากเป็นเช่นนั้นหรือ”
“อาหมิ่ง เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว ถึงอย่างไรคุณชายเซียวก็ต้องไว้หน้าอาเหวินอยู่หลายส่วน เจ้าไม่ต้องคิดเรื่องนี้แล้ว เตรียมตัวไปเรียนกับอาจารย์หลิวเถิด เรื่องอื่นแม่จะจัดการเอง”
ไป๋หมิ่งถอนหายใจออกมา เขาไม่ได้อยากไปเรียนกับอาจารย์หลิวเสียหน่อย และไม่ต้องการอยู่ใกล้ตัวอันตรายเช่นไป๋ถิงเหวินและเซียวหานจวินด้วย เพียงแต่พูดไปยามนี้ก็ไม่มีผู้ใดสนใจเขา
ไป๋ถิงเหวินกลับมาถึงจวน โดยมีบ่าวสองคนประคองเขามาส่งที่เรือนพัก ไป๋อี้เหยาเมื่อรู้ว่าพี่ชายกลับมาแล้วก็รีบไปหาเขาที่เรือนพักเพื่อสอบถามเรื่องเรียนของเขาทันที
“นับวันเจ้าเหมือนจะเป็นมารดาของข้าเข้าไปทุกที” ไป๋ถิงเหวินที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงให้บ่าวนวดตัวเพื่อคลายเส้น ถลึงตามองน้องสาวที่เข้ามาถึงก็สั่งสอนให้เขาตั้งใจเรียนทันที
“จะเรียกข้าว่าท่านแม่ก็ได้นะเจ้าคะ อ้อ...ข้าเกือบลืม วันนี้ท่านย่ากับท่านอาสะใภ้เรียกข้าไปพบ ท่านลองเดาดูว่าเรื่องอันใด”
ไป๋ถิงเหวินชันตัวลุกขึ้น ไล่บ่าวทั้งสองให้ออกไปจากห้องนอนของตนเอง แล้วเหลือเพียงตนสองพี่น้อง “จะให้เจ้าพูดกับข้า ให้พาอาหมิ่งไปเรียนกับท่านอาจารย์หลิวกระมัง”
“ท่านฉลาดที่สุดพี่ใหญ่ แต่ข้าบอกปัดไปแล้วเจ้าค่ะ ทั้งยังโยนให้เจียวเจียวนางรับหน้าไปอีกด้วย” ไป๋อี้เหยาเล่าเรื่องทั้งหมดออกมา
ไป๋ถิงเหวินได้แต่ยิ้มเย็น เขารู้ดีว่าท่านย่าและคนบ้านรองคงเห็นเขาสองพี่น้องได้ดีไม่ได้ “อาหยวนเข้ามานี่หน่อย” เขาร้องเรียกบ่าวของตนให้เข้ามา
อี้เหยามองพี่ชายนางสั่งให้บ่าวไปสืบแผนการของคนบ้านรองอย่างสงบ พออาหยวนออกไปแล้ว นางจึงได้เอยถามขึ้นมา “พี่ใหญ่ ท่านคิดว่าท่านอาสะใภ้มีแผนการเช่นใด”
“ข้าไม่รู้ แต่ก็คงเป็นความคิดโง่เขลาเช่นที่ผ่านมา”
อี้เหยาอยู่รับมื้อเย็นกับไป๋ถิงเหวินก่อนจะกลับเรือนพักเพื่อให้พี่ชายของนางพักผ่อน ระหว่างทางที่เดินกลับก็มีเสียงด้านหลังเอ่ยเรียกรั้งนางเอาไว้
“คุณหนูใหญ่ ประเดี๋ยวก่อนขอรับ” พอหันไปก็เป็นพานเหิงซุนกำลังเร่งฝีเท้าเดินเข้ามาหานาง
เกาจินซีประคองใบหน้าของสามีเอาไว้ “ยี่สิบปีที่รู้จักท่าน ไม่มีวันใดที่ข้านึกเสียใจเลยสักวัน” พอสิ้นคำริมฝีปากของทั้งสองก็ประกบเข้าหากัน จุมพิตอันเร่าร้อนสิ้นสุดลง เมื่อรถม้าจอดลงที่หน้าประตูจวนไป๋หลังจากนั้นไม่นานเมื่อเซียวหานจวินสอบผ่านจิ้นซื่อจนได้เป็นจอหงวนท่ามกลางสายตาเหลือเชื่อของคนทั่วเมืองหลวง ทางวังหลวงก็ส่งเจ้ากรมพิธีการมาประกาศราชโองการสมรสระหว่างเขากับไป๋อี้เหยาไป๋เถียนถูกแต่งตั้งเป็นเจ้ากรมศาลต้าฉีทำงานอยู่ในเมืองหลวงไม่ต้องเดินทางตรวจสอบขุนนางทั่วแคว้นอีกแล้ว บ่อยครั้งที่ฉีหมิงฮวนและเซียวฮองเฮาเรียกตัวซีซีเข้าไปสนทนาในวังหลวง ขุนนางทั่วเมืองหลวงไม่มีคนใดไม่อิจฉาสองสามีภรรยาตระกูลไป๋ที่ได้รับความเมตตามากเพียงนี้แต่ถ้ารู้ว่า...ฉีหมิงฮวนฮ่องเต้ที่คนทั่วแคว้นต้องหมอบกราบถูกซีซีทุบตีเกือบทุกครั้งที่เรียกตัวนางเข้าวัง ไม่รู้ว่าจะทำหน้ากันเช่นใดฉีหมิงฮวนถึงแม้จะรู้ว่าซีซีนางกลายเป็นผู้ฝึกตนไปแล้ว แต่เขามิคิดที่จะกลายเป็นผู้ฝึกตนเช่นนาง เพราะรู้ดีว่าตำแหน่งที่ตนนั่งอยู่มิอาจจะยึดครองเอาไว้เพียงผู้เดียวได้ ย่อมต้องเปลี่ยนให้พระโอรสของตนขึ้นมานั่งแทนซีซีกับไป๋เถียนหลังจากที่ไป
ซีซีเริ่มหมดความอดทน ตั้งแต่เห็นหน้าจ้าวกงกงนางก็อยากจะถอยหลังกลับแล้ว นางดึงไป๋เถียนให้ลุกขึ้นยืน “ต้องให้ข้าพูดเช่นใด หรือต้องลงมือทุบตีท่านเล่า ถึงจะทำให้ท่านพอใจ” นางถลึงตามองเขา“เออ...นี่มันเรื่องอันใดกันซีซี” ไป๋เถียนอดที่จะเอ่ยถามไม่ได้“จ้าวกงกงพาสามีข้าไปนั่งรอก่อน”“ขอรับ” จ้าวกงกงรีบดึงตัวไป๋เถียนที่ดูเหมือนจะไม่ยอมถอยไป ให้ออกเดิน“ท่านจะตามหาข้าเพื่ออันใด ในเมื่อข้าพูดกับท่านไปแล้วไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่แต่งเป็นอนุของท่าน เหอะ...เดิมข้าก็คิดว่ามีฮูหยินเพียงผู้เดียวแต่นี่...” ซีซีหวนนึกถึงเรื่องเก่าก็โมโหขึ้นมา“โอ๊ยยย เบามือหน่อย...อย่าให้โดนหน้าข้า” ฉีหมิงฮวนร้องเสียงหลง คนด้านนอกได้แต่ตกใจจะเข้ามาช่วยเหลือ แต่ถูกจ้าวกงกงเอ่ยห้ามเอาไว้ไป๋เถียนเองก็ตกตะลึงเช่นกัน ไม่คิดว่าภรรยาของตนจะกล้าลงมือกับฮ่องเต้ “นางทุบตีฝ่าบาทหรือ”“ครั้งที่สองแล้วขอรับ” จ้าวกงกงอมยิ้มมองไป๋เถียนทุบตีจนหนำใจซีซีก็นั่งลงดื่มชาโดยมีฉีหมิงฮวนนั่งหน้าเขียวช้ำอยู่ด้านข้าง“ผ่านมาเกือบยี่สิบปีแล้ว ท่านอย่าได้เอ่ยถึงเรื่องเก่าขึ้นมาอีกเป็นอันขาด หากข้ารู้ว่าเจ้าเด็กแซ่เซียวนั้นเป็นบุตรชายของท่าน อย่างไร
ไป๋เถียนและซีซีพาบุตรทั้งสองติดตามไปตรวจสอบขุนนางทั่วแคว้น พอไป๋ถิงเหวินอายุได้สิบหนาวก็ถูกทิ้งเอาไว้ที่เมืองหลวงโดยมีเกาสืออยู่ข้างกายคอยดูแลเพื่อให้เขาเข้าเรียนในสำนักศึกษาเช่นเด็กวัยเดียวกัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ไป๋ถิงเหวินคบหาเซียวหานจวินเป็นสหาย ถึงแม้ทั้งสองจะกลายเป็นอันธพาลตัวน้อย แต่หากไม่ถูกหาเรื่องก่อนทั้งสองก็ไม่คิดจะทุบตีผู้ใด เกาสือจึงรายงานบ้างไม่รายงานบ้างให้ซีซีรู้ เพราะถึงรู้นางก็ไม่คิดที่จะว่าบุตรชายของนางเมื่อมีเหตุผลมาโต้แย้งนางมากพอไป๋อี้เหยายังคงอยู่ข้างกายบิดามารดา จนนางอายุสิบสี่หนาวก็คร้านที่จะติดตามไปทั่วแล้ว อีกเหตุผลคืออยากอยู่ข้างกายพี่ชายคอยห้ามปรามมิให้เขาทำตัวเหลวไหลก่อนจะทิ้งบุตรทั้งสองให้อยู่ที่จวน ซีซีเตือนนางพานซื่อและนางฝูซื่อเอาไว้แล้วว่าหากรักแกบุตรของนาง เมื่อนางกลับมาจะคิดบัญชี แต่พวกนางคงคิดว่าซีซีนางอยู่ข้างนอกคงไม่รู้เรื่องราวภายในจวนมากนัก เมื่อรังแกเด็กทั้งสองบ่อยเขาแต่ไม่ได้รับจดหมายจากไป๋เถียนหรือซีซีก็ยิ่งได้ใจ คอยเรียกมาตำหนิ ถากถางอยู่บ่อยครั้งจนเมื่อซีซีนางกลับมาเมืองหลวง ด้วยรู้ว่าครั้งนี้ฮ่องเต้คงแต่งตั้งไป๋เถียนอยู่เมืองหล
“ไม่ทำอันใด บุตรชายข้าจะเป็นอันธพาลก็ย่อมได้ ในเมื่อ...มีข้าคอยหนุนหลัง”“เพ้ย!!! ความคิดอันใดของท่านกัน ข้าจะพูดกับพี่เถียนให้เขาสั่งสอนบุตรชายของเขาให้ดี”“หึหึ ข้าก็คิดว่าเจ้ามาเรือนข้าเพื่ออยากพูดกับข้าเสียอีก ที่แท้...ก็อยากพูดกับสามีข้า”“จะ เจ้า...” ฝูเจินใบหน้าแดงก่ำไปด้วยความอาย “ข้าจะรอดูว่าต่อไปบุตรชายของเจ้าจะกลายเป็นอันธพาลหรือไม่”“รอดูได้เลย ข้าจะสอนให้เขาเป็นอันธพาลเอง เหวินเออร์...ต่อไปเจ้าไม่ชอบผู้ใดก็ตีปากมันไปเลย แม่มีเงินจ่ายค่าเสียหาย” ประโยคหลังซีซีนางหันไปพูดกับบุตรชายวัยสามหนาวของนาง“ขอรับ” ไป๋ถิงเหวินยิ้มกว้างจนเห็นฟันไม่กี่ซี่ของเขาให้มารดาดูฝูเจินจำต้องกลับไปเพราะไม่อาจหาคำมาโต้เถียงกับซีซีได้ ไป๋เถียนกลับมาถึงจวนก็ถูกนางพานซื่อเรียกไปสนทนาเรื่องเด็กทั้งสองคนที่มีเรื่องกันยกใหญ่“เจ้าพูดจริงหรือว่าจะเลี้ยงให้เหวินเออร์เป็นอันธพาล” เขาถอดเสื้อคลุมออกรับตัวไป๋ถิงเหวินที่อ้าแขนให้บิดาอุ้มแล้วถามซีซีไปด้วย“จริง ข้าเป็นเจ้าสำนักหยวนซี บุตรชายข้าจะไม่เป็นอันธพาลน้อยได้อย่างไร จริงหรือไม่เหวินเออร์” นางบีบแก้มบุตรชายเบาๆไป๋เถียนส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ “ซีซี เจ้
กลับมาเมืองหลวง ซีซีนางยังได้รู้ข่าวใหญ่ที่กำลังลือกันอยู่ตอนนี้ ถึงแม้นางจะรู้เรื่องราวทั้งหมดโดยละเอียดแล้ว แต่ก็ไม่อาจพูดออกมาได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นใดเซียวฮองเฮาคลอดพระโอรสองค์ที่สามออกมาแต่สิ้นพระชนม์สร้างความเศร้าโศกให้พระนางเป็นอย่างมาก จนต้องรับตัวหลานชาย เซียวหานจวิน ที่สูญเสียบิดาในสนามรบและสูญเสียมารดาจากการตรอมใจเข้ามาเลี้ยงดูในวังหลวง ถึงแม้ความเป็นจริงเซียวหานจวินจะเป็นพระโอรสที่เซียวฮองเฮาทรงประสูติด้วยตนเอง แต่เพราะตระกูลเซียวยอมสละชีพในสนามรบบุรุษตระกูลเซียวไม่มีผู้ใดเหลือรอด จึงยอมยกพระโอรสองค์ที่สามให้ใช้แซ่เซียว เรื่องนี้คนที่รู้มีเพียงไม่กี่คนนางกำนัล และหมอตำแยที่ทำคลอดในคืนนั้นล้วนถูกปิดปากจนสิ้น แม้แต่สาวใช้ในจวนตระกูลเซียวที่รู้เห็นการสับเปลี่ยนตัวทารกก็ไม่อาจรอดชีวิตไปได้เช่นกัน ฮ่องเต้ยอมจ่ายทองหลายหีบใหญ่เพื่อให้สำนักหยวนซีห้ามขายข่าวสำหรับขุนนางที่อยากรู้อยากเห็น ซีซีที่เป็นถึงเจ้าสำนักนางย่อมต้องรู้เรื่องทั้งหมดก่อนที่ไป๋ถิงเหวินจะครบหนึ่งหนาว อาการป่วยของผู้เฒ่าไป๋ก็ทรุดหนักลง ไป๋เถียนที่ตรวจสอบขุนนางอยู่ต่างเมืองต้องรีบเดินทางกลับเมืองหลวงเพื่อมาดู
หากเสี่ยวหยวนไม่เตือนว่ากลัวคุณชายจะหนาวทั้งสองก็คงยังไม่ขึ้นจากน้ำ พอซีซีนางอุ้มเด็กทารกออกจากมิติไป เกาสือกับเกาจิ่วก็กระโดดตัวลอยก่อนจะรีบวิ่งเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว“คลอดแล้วหรือขอรับ เช่นนั้น...หมอตำแยที่เตรียมเอาไว้”“พานางไปส่ง มอบเงินค่าแรงให้นางไปด้วย” ไป๋เถียนสั่งความกับเกาจิ่วบุตรชายของไป๋เถียนและซีซีมีนามว่า ไป๋ถิงเหวิน เขาต่างจากเด็กทารกที่เพิ่งเกิดไม่น้อย นอกจากกินแล้วนอนน้อยครั้งนักที่จะเห็นเขาร้องงอแง พอไป๋ถิงเหวินอายุได้สามเดือน ไป๋เถียนก็เดินทางกลับเมืองหลวงพอเดินทางมาถึงเมืองหลวง ไป๋เถียนนำหลักฐานที่ตรวจสอบมาได้ไปส่งที่กรมตุลาการ สองแม่ลูกจึงกลับไปที่ตระกูลไป๋ก่อน เมื่อก้าวเท้าเข้าจวนก็ต้องพบความวุ่นวายด้านในทันทีเกาสือรีบเดินเข้าไปถามบ่าวหน้าประตู “ด้านในเกิดเรื่องใดขึ้น”“ฮูหยินรองกำลังจะคลอดแล้วขอรับ” ฮูหยินใหญ่รีบเข้าไปเถิดขอรับ”“กลับเรือนก่อน เหวินเออร์คงอยากจะนอนพักแล้ว นางคงยังไม่คลอดหรอกรอคลอดข้าค่อยไปดู” เกาสือจึงสั่งให้คนรีบช่วยขนของเข้าไปด้านในซีซีพาไป๋ถิงเหวินไปพบผู้เฒ่าไป๋ที่ตอนนี้ลาออกจากขุนนางมารักษาตัวอยู่ที่จวน“ท่านพ่อ ข้าพาเหวินเออร์มาพบท่านเ







