เข้าสู่ระบบคราแรกอันจิ้งหยางไม่ได้เข้ามาสนทนาอะไรกับนางให้มากความ เพียงแต่ให้คนมาปรับปรุงเรือนของนางแต่โดยด่วน ส่วนนางนั้นระหว่างรอให้เรือนได้รับการปรับปรุง ก็มาอาศัยอยู่ที่เรือนรับรองที่สภาพดีกว่าเรือนเก่าที่นางเคยพำนักอยู่มาก
ไม่คิดเลยว่าการที่นางเรียกร้องความสนใจจากอันจิ้งหยาง จะสามารถทำให้อันจิ้งหยางที่แต่เดิมก็ไม่กินเส้นกับเซียงถังซีอยู่แล้ว ทะเลาะกันอีกครั้งได้ อำนาจที่มีอยู่เต็มมือของเซียงถังซีถูกบุตรชายผู้เป็นผู้สืบทอดทำลายในชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น
เพราะนางเป็นสตรี อันจิ้งหยางนั้นใส่ใจนักจึงเชิญหมอหญิงเข้ามารักษาดูแล นับเป็นครั้งแรกที่นางได้รับความปรานีจากคนในครอบครัว ที่นางไม่รู้ว่าจะสามารถเรียกว่าครอบครัวได้หรือไม่ มารดาที่นางไม่เคยเห็นหน้าจากไปตั้งแต่คลอดนาง บิดาที่นาน ๆ จะได้พบหน้ากันสักครั้งก็ไม่ได้รักใคร่เอ็นดู เขาจำชื่อนางได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้
ในชีวิตที่แล้ว นางไม่เคยได้รับการสั่งสอนอบรม จึงกลายเป็นสตรีที่มักจะทำเรื่องโง่เขลาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ก็มักจะเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้คนล้วนแล้วแต่ส่ายหน้าหนี แต่หลังจากถูกส่งตัวไปอยู่ในขบวนค้าทาส นางถูกสั่งสอนจากอดีตหญิงคณิกาโดยบังเอิญ แม้จะไม่รู้ว่าจะเรียนรู้เรื่องพวกนั้นไปทำไม แต่เพราะนางมีความหวัง หวังว่าสักวันจะได้กลับมาแก้แค้นเอาคืนคนพวกนี้ นางจึงตั้งใจเรียนรู้ แต่สุดท้ายในชีวิตที่แล้วนางก็ไม่มีโอกาสได้ทำตามความปรารถนา
ตอนที่นางกำลังจะหมดลมหายใจกลายเป็นว่าสวรรค์ให้โอกาสนางย้อนเวลากลับมาอีกครั้ง
และสองแม่ลูกเซียงถังซีและอันรั่วหลันรวมถึงบิดาของนาง จะเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่นางคิดกำจัด แล้วหลังจากนั้น ค่อยสืบสาวหาตัวการร่วมที่ทำให้นางไปตกระกำลำบากอยู่ในกระบวนค้าทาสพวกนั้นแทน รวมถึงบุรุษที่สวมหน้ากากหยก คนผู้นั้นโหดเหี้ยมอำมหิตนัก หลังจากทุกอย่างจบสิ้นแล้ว นางจะเก็บเงินให้มากพอแล้วหลีกหนีผู้คนทำลายโฉมของตนเอง ไปหาสถานที่อยู่เงียบ ๆ ตามลำพัง
อันเนี่ยนฉีนั่งมองโฉมหน้าของตนเองผ่านกระจกทองเหลือง นอกจากปิ่นทองที่นางใช้แลกกับยาพิษนั่น ก็มีแต่ใบหน้าที่งดงามนี้ เป็นมรดกตกทอดของมารดาที่ส่งต่อให้แก่นาง นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้นางระลึกถึงมารดาของตนเองกระมัง เคยได้ยินกล่าวถึงว่า ใบหน้าของนางนั้นคล้ายมารดาอยู่หลายส่วน นางไม่รู้ว่าชาติกำเนิดของมารดาตนนั้นเป็นใครมาจากไหน เพียงแต่เคยได้ยินว่าเป็นนางคณิกาที่มีชื่อเสียง บิดาของนางเห็นแล้วก็ถูกใจ ยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อไถ่ตัวมารดาของนางออกมา น่าจะเป็นเช่นนั้นกระมังเลือนรางเหลือเกิน
ทุกอย่าง...ก็ดูจะผ่านพ้นไปด้วยดี มารดาของนางได้รับการโปรดปรานรักใคร่จากท่านอัครเสนาบดี จนเป็นที่อิจฉาของเหล่าภรรยาคนอื่น ๆ แต่กระนั้นเพราะรู้ตนว่าเป็นเพียงสตรีต่ำต้อย จึงไม่เคยคิดชูคอเหนือกว่าผู้ใด อาศัยอยู่เงียบ ๆ สงบเสงี่ยมในเรือนตามลำพัง กระทั่งนางตั้งครรภ์ ทุกคนล้วนแล้วแต่หวั่นเกรงว่านางจะคลอดลูกออกมาเป็นบุรุษ จึงคิดสรรหาสารพัดวิธีมากำจัดนางทิ้ง มารดาของนางพยายามปกป้องครรภ์ของตนเองอย่างถึงที่สุด แต่เพราะถูกคนลอบทำร้ายอยู่ตลอดเวลา เมื่อนางคลอดออกมา มารดาก็จากไป
พอพบว่าเป็นสตรีทุกคนจึงคลายความกังวล
อันจิ้งหยางแวะมาที่เรือนรับรองที่อันเนี่ยนฉีพักผ่อนอาศัยอยู่ เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าหาน้องสาวคนนี้ เขามีพี่น้องมากมาย แต่ไม่เคยรู้เลยว่าความเป็นอยู่ของนางย่ำแย่ถึงเพียงนั้น คงเป็นเพราะนางเป็นผู้เดียวที่ไม่มีมารดาคอยปกป้อง ผู้เป็นพี่ชายนั่งอยู่ตรงโต๊ะกลางห้อง ไม่ได้เข้ามาหานางใกล้ ๆ ทำแค่เพียงส่งเสียงคุยกันผ่านม่านกั้น อย่างไรนางก็เป็นสตรี แม้จะเป็นพี่น้องแต่ก็ไม่ควรใกล้ชิดกันจนเกินงาม
“น้องเก้า เป็นอย่างไรบ้าง” ผู้เป็นพี่ชายถามอย่างเป็นห่วง ในฐานะพี่ชาย อย่างไรในเวลานี้บิดาก็ไม่อยู่ รวมถึงเขายึดอำนาจการดูแลบ้านมาจากเซียงถังซี น้องสาวเพียงคนเดียวเขาปกป้องได้อยู่แล้ว
“ข้า...ยังรู้สึกเจ็บที่แผลอยู่เลยเจ้าค่ะ เมื่อครู่ท่านหมอใส่ยาให้แล้ว รวมถึงสอนหญิงรับใช้ให้ดูแลข้า” นางไม่โกหก เขาเป็นคนฉลาดโกหกแค่เพียงนิดเดียวเขาก็จะจับได้ ความทรงจำจากชีวิตที่แล้วสอนว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาห้ามเสแสร้งเด็ดขาด
“งั้นก็ดีแล้ว ข้าจะให้คนของข้ามาดูแลเจ้า แล้วก็ไม่ต้องห่วงเรื่องที่เซียงถังซีจะมายุ่งวุ่นวายกับเจ้า อย่างน้อยในระหว่างที่ข้ายังอยู่ที่นี่นางก็จะไม่มาวุ่นวายกับเจ้าแล้ว”
พี่ชายของนางกล้าเรียกชื่อของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ นับว่าการเจ็บตัวครั้งนี้ทำให้หลายเรื่องรุดหน้าเกินไปมาก
“เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้ว แต่ว่าข้าไม่ต้องการให้มีสาวใช้ คงเป็นเพราะที่ผ่านมาข้าใช้ชีวิตตามลำพังผู้เดียวมาโดยตลอด จึงรู้สึกไม่ค่อยชินนัก” เรื่องไม่ชินคือความจริง ส่วนอีกเรื่องหากมีนางกำนัลของอันจิ้งหยางเดินไปเดินมาใกล้ ๆ ตัวนาง แผนการที่จะออกไปพบเขา เพื่อคลายความทรมานให้แก่หนานกงหว่านเฉียนมิล่มหรอกหรือ ไหนจะเรื่องที่นางนัดหมายเขาในอีกสามวันอีก
ผู้เป็นพี่ชายขมวดคิ้ว
“ได้อย่างไรกัน อย่างไรเจ้าก็เป็นคุณหนูจวนอัครเสนาบดี คนเดียวยังนับว่าน้อยไปด้วยซ้ำ อีกสักพักข้าจะขอองครักษ์ฝีมือดีมาจากกรมอาญาคอยดูแลเจ้าอีกด้วย”
“ท่านพี่ ข้า...” นางกำลังจะอ้าปากคัดค้าน แต่พี่ชายของนางกลับโบกไม้โบกมือ
“ไม่ชินก็ต้องทำตัวให้ชิน เจ้าอายุเท่าไหร่กันแล้ว ถ้า...ไม่พอใจพวกนาง หลังจากนางปรนนิบัติเจ้าแล้วก็แค่ไล่ออกไปให้ไกลตาก็พอ เนี่ยนเนี่ยน อีกสักพักข้าต้องกลับไปที่เมืองซูโจวแล้ว เมื่อข้าไม่อยู่อย่างน้อยเจ้าเองก็ต้องมีขุมกำลังเอาไว้ปกป้องและเป็นมือเป็นเท้าให้กับตน”
คำพูดของอันจิ้งหยางทำให้นางฉุกคิดขึ้นมาได้ ถ้ามีคนของเขาอยู่ข้างตัวนางคอยสอดส่องเป็นหูเป็นตายามที่พี่ชายของนางไม่อยู่ ก็จะเป็นเกราะกำบังที่ทำให้นางปลอดภัย
“ท่านพี่ พวกเขาจะรายงานความเคลื่อนไหวของข้าให้ท่านรับรู้หรือไม่”
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้เขาทึ่งในความคิดของน้องสาวคนที่เก้าผู้นี้
“แล้วแต่เจ้า ข้าจะไม่บังคับ เมื่อข้ายกคนของข้าให้เจ้าแล้ว เขาย่อมเป็นคนของเจ้า”
“งั้น...ข้าจะให้พวกเขาคอยรายงานเรื่องระหว่างข้าและ.....ฮูหยินใหญ่” คำพูดของนางนั้นจะสื่อว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องจะบอกเล่าให้เขารับรู้แค่เพียงบางเรื่องเท่านั้น
“ข้าไปล่ะ อยู่นานแล้ว” เงาร่างเล็ก ๆ ขยับตัวเคลื่อนไหวอยู่หลังม่านกั้น เขาชอบคนที่ไม่พูดจาโกหกมีสิ่งใดก็พูดออกมาตามตรง เกลียดนิสัยเสแสร้งแกล้งทำ อย่างที่อันรั่วหลันเป็น “แล้วก็...หากเจ้าไม่อยากเรียกนางว่าฮูหยินใหญ่ ก็เรียกชื่อของนางก็ได้ คนเช่นนั้นไม่จำเป็นต้องนับถือ”
กล่าวจบผู้เป็นพี่ชายก็สะบัดชายเสื้อเดินหายลับไปออกไปจากเรือนรับรอง
“นั่นสิ” ความทุกข์ในด่านเคราะห์ที่เขาและนางผ่านมาอย่างไม่ตั้งใจ เมื่อคิดถึงก็รู้สึกหนาวเหน็บขึ้นไม่รู้ตัว “ตอนแรกข้าก็โกรธที่เกาเจี๋ยกับสือโต้วเข้าไปยุ่งวุ่นวาย แต่ถ้าไม่ใช่เพราะเขา คุนอวี่คงจากเราไปนานแล้ว”เมื่อพูดถึงก้อนแป้งน้อยน่ารักทั้งคู่ก็ยิ้มออกมา“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านรักกัน แต่ท่านไม่รักข้าใช่หรือไม่” เด็กชายร้องไห้โวยวายอยู่ตรงปากทางเข้าสวนท้อ“ตายจริงท่านกางข่ายอาคมอีกแล้วหรือ” ซื่อหานขมึงตาใส่สามี“ก็...ข้า...” เขาอยากใช้เวลาอยู่กับนางตามลำพัง พันหมื่นปีที่ผ่านมามันไม่เคยเพียงพอซื่อหานทุบสามีไปหนึ่งทีแล้วลบข่ายอาคมที่เขาสร้างเอาไว้ ด้วยตบะสามร้อยปีของเด็กชายจะสู้พลังมารหมื่นปีของบิดาได้อย่างไรทันทีที่ข่ายอาคมถูกลบเลือนเด็กชายก็วิ่งเข้ามาแทรกตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง“ท่านแม่ ท่านพ่อรังแกข้าอีกแล้ว” คุนอวี่บอกของมารดาชี้หน้าเอาเรื่องกับบิดา“เจ้านี่หนา สมัยก่อนตอนแม่ของเจ้ายังไม่คืนกลับมา ก็เข้าหาแต่ข้า คุยเล่นกับข้าแทบทุกวัน พอมีแม่เข้าหน่อยข้าก็หมดความสำคัญ” ในสมัยอดีตเจ้าก้อนแป้งเอาแต่ตามติดเขา เขาเองก็พาเด็กชายไปเที่ยวไหนต่อไหนแทบทุกวัน ผู้เป็นบิดาน้อยใจ“ใช่ ท่านไม่สำค
เป็นเพราะทั้งซื่อหานและหงหลางต่างก็เป็นเทพและมารที่อยู่มาในยุคฟ้าปางก่อน เป็นเทพมารบรรพกาลที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่องค์ในยุคนี้ การที่ทั้งคู่คบหากันจึงไม่มีใครคัดค้านแม้กระทั่งเทียนตี้เองก็มิกล้ามีปากมีเสียง คงเพราะหวั่นเกรงกลัวว่า มหาเทพซื่อหานจะบุกมาพังตำหนักของตนไม่ก็ถูกมหาจอมมารขโมยผลไม้เซียนที่เขาปลูกเอาไว้ จึงปล่อยเลยตามเลยทำปิดหูปิดตาไม่สนใจ แม้จะกังวลเรื่องการรวมดินแดนเพียงไหนก็ตามในอดีตนางและเขาทะเลาะกันจนทำให้ดินแดนทั้งสองแยกขาดจากกัน นางแกล้งเขาด้วยการสร้างโซ่เส้นหนึ่งขังเขาเอาไว้ในตำหนัก หงหลางโกรธจัด นับตั้งแต่นั้นมา สองดินแดนจึงถูกแยกออกจากกัน ถึงเวลาที่เขาและนางจะช่วยกันรวมดินแดนผนึกแผ่นดินเข้าหากันอีกครั้งหนึ่งกลายเป็นว่าสิ่งที่หลันเว่ยลงมือกระทำไปทั้งหมดเป็นการช่วยส่งเสริมให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาวะเดิมอย่างที่สามภพเคยเป็น มารและเทพกลับมาคบหากันอย่างเปิดเผย อยู่ภายใต้ขอบเขตศีลธรรมอันดีงาม“ท่านพ่อท่านแม่อยู่ไหน” คุนอวี่ถามหาบิดาและมารดา จากเกาเจี๋ยและสือโต้วพวกเขาสองคนมองหน้ากันไปมา เด็กชายจึงรู้ได้ในทันทีว่าทั้งสองคนไปขลุกอยู่ที่สวนท้อ คุนอวี่หงุดหงิด ช่วงหลังพวกเขา
“ท่านมหาจอมมาร ถ้า...ท่านให้ข้าเป็นอนุภรรยาของท่าน ข้าสัญญาว่าจะปล่อยเขาไป ข้าหลงรักท่านนะเจ้าคะ” น้ำเสียงของหลันเว่ยคล้ายกับอ้อนวอน และเปลี่ยนอารมณ์เป็นเคียดแค้น “แต่เวลานี้ไม่สำคัญแล้วเป็นเพราะท่านไม่เคยรักข้า ไม่เคยสนใจข้าเรื่องทุกอย่างถึงได้ดำเนินมาถึงจุดนี้หากเมื่อสองพันปีก่อนท่านมอบหัวใจให้ดอกบัวน้อย ๆ เช่นข้าสักนิดเรื่องราวคงไม่...” สีหน้าของหลันเว่ยเต็มไปด้วยความเคียดแค้นใจ“ข้าคุ้นหน้าเจ้าก็จริง แต่เราเคยพบกันด้วยหรือ” หงหลางจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยพบนางใบหน้าของหลันเว่ยเปลี่ยนสี“อย่าพูดพร่ำเลย จัดการเรื่องนี้ให้จบ ๆ ไปเสีย” ซื่อหานเรียกอสนีบาตเก้าสิบเจ็ดสาย ท้องฟ้าพิโรธรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ เสียงกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งแดนสวรรค์และมารหลันเว่ยเงยหน้าขึ้นมองท้องนภาเสียงโซ่ขังเซียนค่อย ๆ คลายตัวออก เด็กชายหลุดออกจากพันธนาการ หงหลางได้โอกาสคว้าตัวบุตรชายเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดได้อย่างปลอดภัย“ท่านแม่ ท่านพ่อ” ก้อนแป้งน้อยร้องไห้จ้า ผู้เป็นบิดาได้แต่ลูบหลังปลอบใจ“ที่เจ้าก่อเรื่องขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ข้าลงโทษเจ้าสถานเบา ครานี้เจ้าลักพาตัวบุตรชายของข้าเอาไปกักขังเอาไว้ เรื
เพราะท่านพ่อท่านแม่กำลังอยู่ในช่วงเวลาปรับความเข้าใจกัน เด็กชายเบื่อ ๆ ไม่อยากรบกวนเวลาของพวกท่าน จึงออกไปเที่ยวเล่นดังเช่นปกติ แต่วันนี้ดันเตลิดเลยออกมาห่างจากตำหนักวิเวกของมารดาเกินไปสักนิด เดิมทีก้อนแป้งเองก็สนุกสนานกับการสำรวจสิ่งต่าง ๆ อยู่แล้ว รวมถึงมีตบะกลิ่นอายเซียนและมารผสมรวมกันอยู่ ปีศาจหรือเซียนระดับล่างมิอาจทำร้ายเขาได้ และทำให้เขาสามารถเข้าออกได้ทุกหนแห่งในสามภพป่าแถบนี้ประหลาดนัก ไร้เสียงของสัตว์สวรรค์ เด็กชายเดินเตร็ดเตร่ไปรอบ ๆ สายตาเหลือบไปเห็นดอกบัวสีทองอร่ามงดงามจับใจอยู่กลางบึงน้ำสีครามสวย“เจ้าดอกบัว” หากเก็บไปให้มารดาและบิดาเป็นของขวัญคงจะดีไม่น้อย เมื่อคิดแล้วก็ลงมือ กระบี่ที่บิดาเป็นผู้หลอมให้เป็นของขวัญถูกนำออกมา ก้อนแป้งน้อยเขวี้ยงกระบี่ออกไปหมายจะตัดดอกบัวสีทองออกมาจากบึงแต่ไม่เป็นอย่างที่เขาคิด ดอกบัวดอกนั้นหลบหลีกกระบี่มารของบิดาได้ ผ่านไปครู่หนึ่งดอกบัวสีทองก็แปลงกายเป็นสตรีใบหน้างดงาม“คุณชาย อย่าทำร้ายข้า” นางอ้อนวอนทั้งน้ำตา“เอ๊ะ พี่สาว ท่านมีจิตวิญญาณหรอกหรือ” เขาคิดว่าเป็นดอกไม้ธรรมดาไม่คิดว่าเป็นดอกไม้เซียน เมื่อดอกบัวสีทองแปลงกายได้เขาจึงรีบเก
หงหลางกางข่ายอาคมของตนเองครอบคลุมสวนดอกท้อซื่อหานตกใจ ร้องเสียงหลง“เจ้าจะทำอะไร”“ข้าไม่อยากให้ใครมาแอบดูพวกเราสองคนทำอะไรกัน” เขาไม่พูดเปล่า แต่มือไม้ยังวุ่นวายกับร่างกายของนาง“หงหลางหยุดก่อน” นางผายมือขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นข่ายอาคมของนางเอง“...” ชายหนุ่มทำหน้าประหลาดใจ“ชะ...ใช้ของข้า คนอื่นจะได้ไม่งงว่า เกิดอะไรขึ้นที่ตำหนักวิเวก” นางกล่าวอึกอักหงหลางยิ้ม “เจ้านี่น่ารักจริง ๆ น่ารักมาตั้งแต่หลายหมื่นปีก่อน” ท่าทางเขินอายของนางทำเอาเขาอดเอ็นดูไม่ได้เสื้อผ้าของนางถูกถอดออกอย่างรวดเร็ว จนร่างกายเปลือยเปล่าส่วนตัวของเขาเองก็เช่นกัน ผู้เป็นจอมมารขบเม้มร่างกายของนางจนเป็นรอยตราสีแดงไปทั่วทั้งร่าง กลืนกินทุกสัดส่วนอย่างโหยหา กลิ่นนี้ น้ำเสียงนี้ และความรู้สึกนี้ที่เขาเฝ้าตามหามาโดยตลอด ในที่สุดนางก็กลับมาปรากฏตัวต่อหน้าเขาอีกครา“ซื่อหาน ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน” เขาพูดพร่ำเบา ๆ ขยับตัวลงเบื้องล่าง ดูดคลึงเกสรดอกไม้ที่ยื่นออกมา“หงหลางเจ้า...” นางจะดิ้นหนี แต่ถูกเขารั้งเอาไว้ ไม่ยอมปล่อยให้นางหนีรอด“อย่าคิดหนีอีกเลย เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก” หงหลางหยอกเย้าสอดลิ้นเข้าดุนดันติ่งกระสันที
“นอนอยู่”“แย่จัง บอกให้ข้าขึ้นมา แล้วบอกว่าจะให้ท่านพ่อท่านแม่ช่วยกันตั้งชื่อให้”ซื่อหานสำลักสุราดอกท้ออีกครั้ง “สุรานี้ต้องมีปัญหาแน่ ๆ เหตุใดวันนี้ถึงได้มีรสเผ็ด”“ให้ข้าพิสูจน์ดูสักครั้ง” พูดจบหงหลาง ลุกขึ้นโน้มตัวลงมาจูบจุมพิต ดูดกลืนละเลียดชิมสุรา“...” ซื่อหานตกใจตัวแข็งทื่อ นี่นับเป็นครั้งแรกในรอบหมื่นกว่าปีที่นางถูกขโมยจูบ ตกใจแต่ก็รู้สึกคุ้นเคย ใบหน้างดงามแดงยิ่งกว่าเดิม“รสชาติหอมหวานดีจะตายไป” เขาถอนจูบ ใช้นิ้วมือลูบริมฝีปากนุ่มนิ่มของนางเบา ๆ“...”นางเป็นมหาเทพแข็งแกร่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา อยู่มาตั้งแต่ยุคฟ้าปางก่อนช่วยกันปกปักดูแลสามภพมาด้วยกัน นี่เป็นครั้งแรกเลยหรือไม่ที่ได้เห็นนางทำสีหน้าตลกเช่นนั้น“หรือต้องทดสอบดูอีกครั้งกันนะ”หงหลางตั้งท่าจะจุมพิตนางอีกครั้ง แต่ครั้งนี้นางไวกว่าดีดตัวขยับถอยหนีได้ทัน“เจ้าจะบ้าเหรอ” ซื่อหานเช็ดปากของตนเองแรง ๆหงหลางคว้ามือนางไว้ได้ทันก่อนที่ริมฝีปากของนางจะเป็นแผล“อย่าเช็ดแรงสิ เดี๋ยวจะเป็นแผล” น้ำเสียงของจอมมารอ่อนโยน นุ่มทุ้มนางเอาแต่ก้มหน้างุด ความรู้สึกเช่นนี้มันคืออะไร หัวใจของนางเต้นแรงแปลก ๆ“ข้าอายุตั้งเท่าไร แผล







