Masukฟ่านหลี่เจี๋ยมองดูภิกษุชราด้วยความคลางแคลงใจ “เหตุใดต้องเป็นข้าเล่า? ข้ามิได้เป็นฮ่องเต้หรือเชื้อพระวงศ์สักหน่อย”
“เพราะเจ้าคือผู้ที่เกิดในวันสมโภชเมือง ยามจื่อซึ่งเป็นฤกษ์มงคล ในตระกูลที่เป็นผู้ร่วมสร้างเจดีย์ที่วัดหยกสวรรค์ซึ่งถือเป็นหลักชัยของแคว้น” ชายชราควักเอาสร้อยคอที่มีหยกสีดำสลักลายยื่นให้เขา “จงใส่สร้อยนี้ไว้ตลอดเวลาจนกว่าอาตมาจะมารับคืน สิ่งนี้จะช่วยคุ้มภัยให้เจ้าได้”
คุณชายใหญ่ฟ่านตื่นแต่เช้าตรู่ เมื่อคืนช่างฝันประหลาดนัก และฝันเหมือนจริงจนน่าแปลกใจ เขาลุกขึ้นพับผ้าห่มไว้ปลายเตียง บ่าวข้างนอกได้ยินเสียงฝีเท้าก็รีบเข้ามาจัดแจงน้ำอุ่นสำหรับอาบน้ำให้เจ้านาย
ขณะกำลังจะถอดเสื้อนอน พลันฟ่านหลี่เจี๋ยแตะไปโดนสร้อยหยกที่คอ พอหยิบขึ้นมาดูยิ่งตกใจ ทั้งแบบและลวดลายที่เห็นในความฝัน ยามนี้ห้อยอยู่ที่คอเขา
“เอ๊ะ! นี่มัน....” เขาทำหน้าเลิกลั่กจนบ่าวตกใจ ‘นี่มิใช่ฝันธรรมดาแล้วกระมัง? คงจะต้องไปหาอาจารย์แล้ว’
ตั้งแต่เยาว์วัยจนจบการศึกษาจากสถาบันเค่อเฉิงเขาจะมีชื่อติดบนกระดานในฐานะผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งมาโดยตลอด แม้จะเป็นที่รู้กันว่าฟ่านหลี่เจี๋ยมิได้เก่งกาจในเรื่องวรยุทธ์แต่กลับมีความสามารถในการขี่ม้าและยิงธนูโดดเด่นยิ่ง เขามิได้เป็นบัณฑิตที่กระทำตัวเซ่อซ่า หากแต่เป็นเพียงผู้ไม่สนโลกผู้หนึ่ง ไม่ว่าผู้ใดจะนินทา ด่าทอ หรือทำร้ายใคร เขาจะไม่ขัดขวางหรือต่อต้าน ตราบใดที่คนเหล่านั้นไม่มาวุ่นวายถึงตัวเขา ฉายาเสาหิน จึงถูกในแทนตัวเขามายาวนาน จนกระทั่งอยู่ในฐานะขุนนาง
สถาบันเค่อเฉิงในแคว้นหมิงมีให้เพียงบรรดาคุณชายสูงศักดิ์และบุตรคหบดีได้ร่ำเรียน เพราะค่าบำรุงการศึกษานั้นนับว่าสูงเกินกว่ามาตรฐานที่ชาวเมืองทั่วไปจะสามารถจ่ายได้ ส่วนสตรียังคงนิยมร่ำเรียนอยู่ในเรือนโดยการว่าจ้างอาจารย์เข้าไปสอนเป็นการเฉพาะ ผู้ที่จบจากสถาบันเค่อเฉิงย่อมมีโอกาสในการสอบแข่งขันเพื่อเป็นขุนนางมากกว่าบุคคลทั่วไปที่ร่ำเรียนจากหัวเมืองหรือชานเมือง
อาจารย์ใหญ่ของเค่อเฉิง เป็นชายชรารูปร่างสูงใหญ่มีเคราสีเทายาว มักจะสวมใส่ชุดขาวปักลายก้อนเมฆ ถือไม้เท้าอันใหญ่ ท่านเป็นผู้ที่มีภูมิรู้สูงส่ง เคยเป็นหนึ่งในพระอาจารย์ของฮ่องเต้หมิงที่ขอปลดระวางจากในวังออกมาดูแลการศึกษาของ องค์ชายและคุณชายจากตระกูลใหญ่ต่างๆ ลือกันว่า ในอดีตท่านเคยเป็นเจ้าอาวาสวัดดังที่มีวิชาหมัดมวยเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า แต่ท่านกลับมิเคยยืนยันเรื่องนี้
“ท่านอาจารย์ขอรับ โปรดให้คำแนะนำข้าด้วย”
หวังต้าจิ้งเห็นหยกที่คอของศิษย์รักก็มีอาการมือสั่น “หยกชิ้นนี้ เจ้าได้มาจากคนที่อยู่ในฝันจริงหรือ?”
“ขอรับ ข้าได้จากภิกษุชราในฝันจริงๆ” น้ำเสียงและใบหน้าที่ดูทื่อและซื่อของศิษย์ผู้นี้ อาจารย์ใหญ่ดูออกว่า เขาพูดความจริง
ท่านอาจารย์หวังหยิบหนังสือปกสีดำที่ซ่อนไว้ล่างสุดของลิ้นชักตู้ด้านหลังโต๊ะทำงานออกมา ไล่นิ้วไปตามสารบัญ เปิดไปหน้าที่ต้องการแล้วส่งให้ศิษย์รักได้ดู
“หยกสวรรค์ ส่วนหยิน” ชายหนุ่มมองภาพแล้วอุทานออกมา
“ใช่ นี่คือ หยกที่กล่าวกันว่าถูกเก็บรักษาไว้ในเจดีย์วัดหยกสวรรค์ที่ถูกปิดตายไร้ทางเข้า มีทั้งส่วนหยินสีดำและหยางสีขาว พลังหยินคือพลังสตรี ส่วนพลังหยางคือพลังแห่งบุรุษ ตามที่ข้าได้ยินได้ฟัง หากได้ครอบครองหยกหยินหมายถึง เจ้าต้องให้พลังสตรีเป็นผู้ปกป้อง”
ฟ่านหลี่เจี๋ยยิ่งมึนนักเข้าไปอีก เขามิเคยสร้างศัตรู สู้อุตส่าห์ดำรงตนอย่างเงียบเชียบไม่ชิงดีกับผู้ใด เขาไม่ออกตัวอวดอ้างความเก่งกาจ ยังต้องหาผู้มาปกป้องอีกหรือ?
“ต้องให้สตรีเป็นผู้ปกป้องเท่านั้นหรือขอรับ?”
“ตามตำนานกล่าวไว้เช่นนั้น”
“หือ!” ฟ่านหลี่เจี๋ยพลิกหน้ากระดาษไปมาก็ไม่เห็นมีเขียนรายละเอียดไว้มากกว่าที่ท่านอาจารย์อธิบาย
“ก็บอกแล้วว่า ตำนาน ก็เป็นแค่เรื่องเล่าอย่างไรเล่า? หากมีเขียนไว้ข้าก็บอกเจ้าว่ามีบันทึกในตำราสิ”
“อ้อ....” ฟ่านหลี่เจี๋ยพยักหน้ารับ ‘คงต้องไปหาตำราที่ตรอกคนโฉดอีกแล้วกระมัง’
นับจากฝันประหลาดในคืนนั้น เขาก็เริ่มเห็นสิ่งอัศจรรย์ คืนก่อนเขาไปภัตตาคารบึงหงส์กับจินวั่งซู เมื่อนั่งลงโต๊ะริมน้ำ มีแมลงบินมาชนตาเขาเข้า ครั้นหลับตากลับเห็นภาพและได้ยินเสียงขุนนางกรมกลาโหมร่ำสุราและพูดคุยเรื่องกองทัพพยัคฆ์เหิน พอสอบถามเสี่ยวเอ้อก็พบว่า คนกลุ่มนั้นเพิ่งมานั่งโต๊ะเดียวกันกับเขาเมื่อวานนี้ ฟ่านหลี่เจี๋ยใช้ความสามารถในการทำหน้าตายของเขาสืบข่าวจนรู้ว่า กลุ่มขุนนางนั้นมาคุยเรื่องที่เขาได้ยินจริงๆ
ครั้งที่สองฟ่านหลี่เจี๋ยไปยืนรอเข้าประชุมยามเช้ากับฮ่องเต้ ระหว่างยืนรออยู่เสาหน้าอาคาร เขาเผลอพิงหลังเพราะรู้สึกเพลียจากการประพันธ์หนังสือในยามค่ำคืน พอหลับตาก็มองเห็นและได้ยินเสียงเสนาบดีฝ่ายขวากับผู้ช่วยของเขากำลังคุยกันเกี่ยวกับการโยกย้ายข้าราชการทหารระดับนายกองหลายราย ต่อมาเมื่อบัญชีรายชื่อผู้โยกย้ายออกมาก็พบว่าสิ่งที่เขาได้เห็นและได้ยินในวันนั้นเกิดขึ้นจริงๆ
และแล้วก็มีครั้งที่สาม...ครั้งที่สี่...ห้าและหกตามมา จนกระทั่งฟ่านหลี่เจี๋ยแน่ใจแล้วว่า เขามีสัมผัสอันอัศจรรย์ เขาแอบเข้าไปตรอกคนโฉดเพื่อตามซื้อตำราที่ต้องการพบว่ามีแผงหนังสือมาเปิดใหม่ เถ้าแก่ตาเดียวเจ้าของแผงหนังสือใต้ดินกำลังทะเลาะกับเถ้าแก่สามตาที่มาเปิดแผงหนังสือหายากขายอยู่ฝั่งตรงข้าม และที่แผงใหม่นี้เขาซื้อหนังสือเก่ามาเล่มหนึ่ง
ในตำรา ‘ตำนานเก่าแก่ของแคว้นหมิง ประพันธ์โดย เจ้าสำนักหมื่นตำรา’ ได้กล่าวถึงผู้ที่ครอบครองหยกสวรรค์ฝ่ายหยินไว้ว่า อาจจะได้สัมผัสกับพลังเหนือธรรมชาติบางอย่าง แต่ระบุไม่ได้ว่าจะเป็นเช่นใด เพราะที่ผ่านมาไม่มีผู้ยอมเปิดเผย ฟ่านหลี่เจี๋ยพอจะเข้าใจแล้วว่า เหตุใดจึงเปิดเผยไม่ได้
“หลี่เจี๋ยเจ้ามีสิ่งใดจะเล่าให้ข้าฟังหรือไม่?” จินวั่งซูสังเกตเห็นฟ่านหลี่เจี๋ยคอยให้เขาไปสืบความซอกแซกเรื่องผู้คนจำนวนมากในช่วงเดือนที่ผ่านมาจึงนึกสงสัย แต่ถามเมื่อใดสหายหน้าตายของเขาก็เอาแต่ปฏิเสธ ฟ่านหลี่เจี๋ยได้แต่มองจินวั่งซูด้วยสายตาว่างเปล่า เพราะไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตนเองรู้สมควรจะเล่าให้ผู้ใดฟังหรือไม่?
“ข้าแค่มีสิ่งที่สงสัย แต่ยังไม่มีข้อสรุปเท่านั้นเอง”
“เจ้าสงสัยสิ่งใด?”
“สงสัยในชะตาของแคว้นหมิง”
จินวั่งซูถึงกับตบพัดพรึ่บ “หา! เจ้าจะสงสัยชะตาเมืองไปทำไมกัน? เจ้ามิใช่ฮ่องเต้เสียหน่อย” ชายหนุ่มเจ้าของพัดชะโงกเข้ามาพลางเอาพัดป้องปาก
“อย่าบอกนะว่า เจ้าคิดจะกบฏ เช่นนั้นข้าคงไม่กล้าช่วย”
***************************
หน้าท้องของนางนูนชัดขึ้น ล่วงเข้าเดือนที่ห้า ฟ่านหลี่เจี๋ยที่ได้กลายเป็นท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายคนสำคัญยังต้องเดินทางไปราชการแต่เช้า ทว่ากำชับมิให้ผู้ใดรบกวนฮูหยินน้อยที่นอนพักผ่อนอยู่บนเตียงจนตะวันแผดกล้า ฮูหยินผู้เฒ่าตื่นเต้นยิ่งกว่าทุกคน คอยกำชับเรื่องอาหารกับพ่อครัวเป็นพิเศษ แต่ละวันก็คอยไล่ให้ลูกสะใภ้ออกไปหาอาหารบำรุงหลานสะใภ้ ความหวังที่จะได้เป็นย่าทวดนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม ขณะเดียวกันก็ให้บ่าวออกไปส่งข่าวที่วังสามพยัคฆ์เรียกร้องให้แฝดสี่ที่วัยจวนจะสามขวบมาเยี่ยมท่านยายและท่านยายทวดที่จวน พระชายาฟ่านซิ่วอิงเห็นว่าพี่สะใภ้ครรภ์โตขึ้นจึงพยายามพาโอรสและธิดามาให้ท่านหญิงจีได้ซึมซับความสุขของการเลี้ยงเด็ก ต้าลู่โอรสองค์โตเป็นผู้มีความเป็นผู้นำอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่มาเยือนจวนตระกูลฟ่านก็มักจะเดินเอามือไพล่หลังสำรวจห้องต่างๆ ราวกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาตรวจตราความเรียบร้อย ท่าทีของเขาทำเอาฮูหยิน ผู้เฒ่าอดอมยิ้มมิได้ “เจ้าดูสิ ต้าลู่ยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนชินอ๋อง ทั้งท่าทางและการทำสีหน้า เดินไปที่ใดล้วนข่มให้บ่าวและสาวใช้เกรงกลัวกันได้ทั่วหน้า” ฮูหยิน
เจดีย์หยกสวรรค์สีขาวกระจ่างตาในคืนพระจันทร์เต็มดวง ทุกคนต้องเดินขึ้นบันไดสูงชันเพื่อไปยังฐานของเจดีย์ที่ตั้งตระหง่าน นับตั้งแต่พิธีสมโภชการตั้งเมืองหมิงเป็นเมืองหลวงของแคว้นก็ยังไม่เคยมีพิธีสำคัญที่จัดบนนี้มาก่อน หลังจากฮ่องเต้ทรงทราบข้อตกลงของสี่ตระกูลใหญ่จากท่านฝู่กั๋วกงแล้วทรงยินดียิ่งนัก ทรงระมัดระวัง มิยอมเอ่ยเรื่องนี้กับผู้ใด สั่งการเพียงให้องครักษ์ทั้งหมดในวังเตรียมตัวให้พร้อม และยังมอบหมายให้ฟ่านหลี่เจี๋ยไปจัดเตรียมมือปราบทั้งหมดที่มิได้เข้าเวรตรวจตราเมืองเตรียมกำลังเอาไว้ท่านผู้เฒ่าจากสี่ตระกูลเดินขึ้นบันไดสูงโดยมีบุตรและบุตรีจากแต่ละตระกูลคอยพยุงฮ่องเต้ทรงสั่งให้ท่านอ๋องเก้าโดยเสด็จ ด้านล่างรอบเจดีย์ถูกล้อมโดยผู้อารักขานับพันคน และมีพลธนูซุ่มอยู่โดยรอบอีกนับร้อย“งานนี้จะผิดพลาดมิได้เลย ฤกษ์ดีนี้ร้อยปีจึงมีครั้ง หากเลยคืนนี้ไปไม่รู้ว่าหยกหยินหยางจะทำให้เจดีย์หยกสวรรค์เปิดออกได้หรือไม่?”เมื่อบุคคลสำคัญที่จะร่วมพิธีเดินขึ้นไปด้านหน้าเจดีย์พร้อมกันแล้ว ท่านฝู่กั๋วกงจึงหันไปหาชายาเอกหวังที่ยืนอยู่ข้างตน “เจ้าอย่าให้คบไฟดับเด็ดขาด”ท่านผู้เฒ่าจากแต่ละตระกูลพร้อม
สาวใช้ที่ทำตัวผลุบๆ โผล่ๆ อยู่เรือนคนใช้หลังเล็ก ค่อยๆ ย่องออกมาพร้อมห่อผ้าสีดำขนาดใหญ่ในมือ นางเดินวนไปข้างเรือนแล้วหยิบเอาพลั่วติดมือไปด้วย หลังจากแอบมองเวรยามในจวนเดินผ่านไปแล้วก็วิ่งรี่ไปอิงแอบกับต้นใม้ใหญ่ที่อยู่ห่างเรือนออกไปเล็กน้อย เงาตะคุ่มๆ ที่ออกมาจากต้นไม้ใหญ่ต้นถัดไปคือ ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง “เจ้ามาแล้วหรือ? เอาของที่ว่ามาด้วยหรือไม่?” “เอามาแล้ว อยู่นี่” นางชูห่อผ้านั้นให้บุรุษดู “ดี!” ทั้งสองค่อยๆ ลัดเลาะไปยังสวนหลังเรือนที่ไม่ค่อยมีผู้คนเดินผ่าน ฝ่ายชายรับเอาพลั่วนั่นขุดลงตรงโคนต้น แล้วยื่นมารับห่อผ้าจากสตรี จากนั้นจึงหย่อนลงไปในหลุม พวกเขาทั้งสองช่วยกันกลบจนมิดชิด “เสร็จแล้ว เจ้าไม่น่าขโมยมันออกมาด้วยเลยจริงๆ หากมีคนจับได้ว่าของชิ้นนี้มาวังท่านอ๋องสี่มีหวังเจ้าถูกสั่งประหารเป็นแน่” “แค่ฝังไว้ก็จะช่วยข้าได้จริงหรือ?” “เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้หรอก แต่หากเจ้ายังขืนเก็บไว้กับตัวก็ไม่แน่” “เจ้าแน่ใจนะว่าจะไม่มีผู้ใดรู้ว่าข้าซ่อนของที่ขโมยมาไว้ที่นี่” “สวนนี้ไม่มีคนมาดูแลนานแล้ว
ท่านฝู่กั๋วกงนั่งดูดวงดาวอย่างเคร่งเครียด ในเมื่อชะตาเกิดของฟ่านหลี่เจี๋ยมีส่วนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชะตาของบุตรสาวคนรองแล้ว ก็ยังเหลือสิ่งสุดท้ายที่ต้องทำให้สำเร็จคือการผนึกตรามังกรคู่ หลังจากการรวมหยินหยางของสองสามีภรรยาทำให้หยกสวรรค์ปรากฎ นับว่าวาสนาชะตาเกิดของเจ้าก้อนแป้งน้อยในท้องจีลี่อิงย่อมเป็นมงคลอย่างยิ่ง “ท่านพ่อ เป็นอย่างไรบ้าง? ข้าเห็นท่านนั่งคร่ำเคร่งมาสองคืนแล้วนะเจ้าคะ” จีเซียงอี๋ยกถาดยาบำรุงมาส่งให้บิดา “ท่านดื่มเสียหน่อยเถิดนี่ก็ดึกดื่นแล้ว” “ยิ่งดึกดวงดาวยิ่งชัดเจน หากไม่รอยามนี้คงยากจะได้เห็นสิ่งที่หลบซ่อนอยู่” “สิ่งใดหรือเจ้าคะ?” “การโคจรที่ผิดปกติของดวงดาวน่ะสิ” ฝู่กั๋วกงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า “การดูดวงดาวและทำนายทายทักที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษตระกูลจีนับว่าเป็นดาบสองคมอย่างแท้จริง หากใช้ได้เหมาะสมกับสถานการณ์และบุคคลก็ย่อมเกิดประโยชน์” “อย่างไรหรือท่านพ่อ?” “หากเจ้าใช้ทำนายในสิ่งที่จะมีผู้สูญเสียผลประโยชน์ก็อาจจะกลายเป็นภัยร้ายเหมือนที่ท่านปู่เจ้าได้ประสบอย่างไรเล่า?”
“ท่านพี่ ท่านไม่รีบเข้าเฝ้าเช้านี้ดอกหรือ?” “ข้าแจ้งขอลาไปแล้ว เรื่องของเจ้ายามนี้สำคัญยิ่ง ส่วนเรื่องในราชสำนักยามนี้ยังมีผู้คอยดูแลแทนข้าอยู่ เจ้าเองก็นอนอีกสักหน่อยเถิด ยามสายค่อยอาบน้ำกินข้าว” สามีบังคับให้ท่านหญิงจีนอนต่ออีกสักพัก ครั้นแดดสายสาดถึงห้องนอนเขาจึงปลุกให้นางตื่น “ท่านพี่ ข้าไม่เป็นไรจริงๆ เจ้าค่ะ” นางเอ่ยด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ ท่านพี่มิยินยอมให้สาวใช้เข้าใกล้นาง เขาอุ้มนางลงอาบน้ำเช็ดถูเนื้อตัวนางอย่างเบามือ สระผมด้วยความเอาใจใส่ “เจ้าหอมแล้ว” เขายื่นจมูกโด่งเป็นสันมาคลอเคลียผิวแก้มที่เปื้อนไอน้ำของนาง ทั้งใช้นิ้วสางผมให้สักครู่ก็หันมาจูบแก้ม สักหน่อยก็จูบขมับ “ท่านพี่เจ้าคะ ทำเช่นนี้เมื่อใดข้าจะอาบน้ำเสร็จเสียที” “ข้าสระผมให้เจ้าแล้ว ลืมไปว่าข้าเองก็ควรจะอาบด้วย” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเปลื้องเสื้อผ้าพาดไว้ด้านข้างแล้วหย่อนร่างมาแนบชิด “ให้ข้าสระผมให้ท่านพี่ดีหรือไม่?” ท่านหญิงจีเงยหน้าขึ้นเอ่ยเอาใจ นางลืมไปว่าท่านพี่ผู้เป็นบัณฑิตหน้าตายผู้นี้ หากได้คืบก็มักจะเอาศอก ดีว่ายามนี้เขาเอาแต่พึมพำ
“เห็น เหมือนจะมีแสงออกจากฟูกนี้ด้วย” ปานเหมยกุ้ยมองหน้า ปานหวงหลาน “เจ้าว่าในนี้มีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่หรือไม่?” ปานเหมยกุ้ยมองซ้ายมองขวา ยามนี้คุณชายใหญ่อุ้มฮูหยินน้อยออกไปนั่งสูดอากาศที่ศาลาริมน้ำ มีเพียงนางสองพี่น้องอยู่ในห้อง “ค้นดูเร็ว!” ปานหวงหลานรีบบอกญาติผู้พี่ พวกนางทั้งสองเลาะตะเข็บฟูกด้านหนึ่งแล้วล้วงหา เพราะความที่เคยซุกซ่อนสิ่งสำคัญไว้ในหมอนทำให้สองพี่น้องอดระแวงมิได้ “ข้าเจอแล้ว!” ปานหวงหลานคลำไปดูกระดาษที่พับไว้แผ่นหนึ่ง เมื่อนางดึงออกมาดู สองพี่น้องถึงกับชะงัก ยันต์นั้นเรืองแสงขึ้นอีกแวบหนึ่ง “เก็บไว้ที่เดิมเถิด ยันต์นี้คงเป็นของศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่” ปานเหมยกุ้ยเห็นดังนั้นก็เกิดความเลื่อมใส นางหยิบเอาเข็มและด้ายมาส่งให้ญาติผู้น้อง “สิ่งนี้อาจจะทำให้ฮูหยินน้อยฟื้นก็ได้” สองพี่น้องเย็บช่วยกันครู่หนึ่งก็เรียบร้อย ทั้งสองสบตาเป็นเชิงเตือนอีกฝ่ายว่าห้ามบอกผู้ใด เมื่อเห็นแดดเริ่มแรง ฟ่านหลี่เจี๋ยจึงอุ้มร่างภรรยากลับมายังห้องนอน วางนางลงบนฟูกที่ปูใหม่ กลิ่นไอแดดให้ความสดชื่นและรู้สึกถึงความร้อนที่ยังแผ่กระจายอยู่ในเนื้อ




![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [นางร้าย]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


