เข้าสู่ระบบท่านหญิงใหญ่จียกง้าวขนาดร้อยชั่งกวัดแกว่งอย่างคล่องแคล่ว เหล่าองครักษ์ที่เป็นยอดฝีมือสิบนายกระโจนบุกเข้าประชิดพร้อมแทงกระบี่เข้าพร้อมกัน จีลี่อิงเหวี่ยงง้าวรับคนทั้งสิบทั้งซ้ายและขวาพร้อมดันพวกเขากระเด็นหงายหลังออกไปไกลกว่าหกจั้ง ทุกคนที่ล้อมวงชมอยู่ต่างตื่นเต้นยืนขึ้นปรบมือเกรียวกราว
“พี่อิงอิงสุดยอด!” จีเซี่ยงอี๋ตะโกนลั่น
“สมแล้วกับเป็นจอมพลังแห่งตระกูลจี” ท่านฝู่กั๋วกงจีจิงเทียนตบมือเสียงดังหัวเราะร่า “เจ้าช่างแข็งแกร่งจริง”
จีหลุนยกง้าวขนาดเท่ากันกระโจนไปยืนตรงหน้าน้องสาว “คู่ต่อสู้ที่คู่ควรกับเจ้ามีเพียงข้าเท่านั้น” ว่าแล้วเขาก็กระโจนเข้าไปโจมตีนางอย่างรวดเร็ว จีลี่อิงตวัดปลายง้าวขึ้นรับ
คร้าง! เสียงกระทบของง้าวก้องกังวานทั่วสนามฝึก
วิทยายุทธ์พี่ชายคนโตนั้นประมาทไม่ได้ มีเพียงพละกำลังเท่านั้นที่ยังเป็นรองนางอีกมาก จีลี่อิงกระโดดถอยหลังไปสองจั้ง ยกยิ้มมุมปาก ตวัดง้าวขึ้นเป็นรูปครึ่งวงกลมในอากาศ
“ข้าจะสำแดงพลังล่ะ”
“เข้ามาได้เลย” จีหลุนอมยิ้ม เขามีวิธีรับมือกับพลังมหาศาลของน้องสาวเสมอ และยังคงเป็นผู้เดียวที่ทำได้ในสนามฝึกนี้ เพราะนางไม่ได้รับอนุญาตให้ไปแสดงฝีมือนอกจวน สตรีที่มีทักษะยุทธ์ซ้ำยังมีพลังมหาศาลเช่นนางหากมีผู้รู้เข้าคงจะขายไม่ออกเป็นแน่ ที่สำคัญตระกูลจียังเป็นหนึ่งในตระกูลที่มีโอกาสถูกฮ่องเต้หวาดระแวงในความจงรักภักดี การส่งเสริมให้ลูกทั้งสามฝึกวิทยายุทธ์ลึกๆ แล้วเป็นเพราะท่านฝู่กั๋วกงห่วงใยในความปลอดภัยของคนในครอบครัวอย่างยิ่ง หากวันหน้าเกิดเหตุสุดวิสัยใด เขาหวังว่า ลูกๆ จะเอาตัวรอดได้
‘ท่านหญิงจีจอมพลัง’ เกร็งกำลังไปยังท่อนแขนและมือสองข้าง วิ่งโถมเข้าไป พี่ชายเกร็งลมปราณย่อร่างรับแรงจากง้าวนาง เขาใช้หลักการผ่อนแรง เมื่อนางแรงมาเขาจะโอนอ่อนรับ พื้นใต้ฝ่าเท้าของเขายุบลงไปสามชุ่นเพราะแรงกระแทกมหาศาล สำหรับผู้ฝึกยุทธ์หากคิดจะรับแรงระดับนี้ของนาง ฝ่าเท้าคงจะยุบพื้นดินไปสักหนึ่งฉื่อ
เมื่อเห็นร่างพี่ชายยุบลงไป นางกะจะลงแรงกดให้มากขึ้น แต่พี่ชายกลับออกแรงดันเล็กน้อยแล้วไถลตัวออกพร้อมพลิกง้าวอย่างรวดเร็ว เขาเหวี่ยงร่างหมุนออกด้านข้างแล้วพลิกขึ้นตัวขึ้นยืนอมยิ้ม
“พลังเจ้าน่ากลัวมาก อิงอิง หากข้าลมปราณไม่กล้าแข็งเห็นทีคงจะแข้งข้าหักเสียแล้ว”
“คงมีแต่คนระดับท่านจึงจะรับพลังของข้าได้”
“นั่นเพราะเจ้าใช้เพียงครึ่งเดียวต่างหากเล่า”
นางยิ้มกว้าง “ข้าใช้สูงสุดเพียงเท่านี้ ก็ยากจะหาผู้รับได้แล้ว”
ทั้งสองกระโจนเข้าหากันอีกครั้ง จีลี่อิงฟาดง้าวลงหมายกลางศีรษะพี่ชาย หากแต่จีหลุนเคลื่อนตัววืดหลบอย่างรวดเร็ว คุณชายจีได้รับการถ่ายทอดวิชาเคลื่อนย้ายร่างที่มีความว่องไวสูงจากท่านปู่ ไม่ว่าวัตถุใดจะเคลื่อนเข้าหาด้วยความเร็วเท่าใดก็ตาม ผู้มีวิชานี้จะสัมผัสได้และเคลื่อนร่างหนีได้ทันที วิชานี้จะถูกสืบทอดเฉพาะบุตรชายคนโตสายหลักของตระกูลเท่านั้น และนี่ก็เป็นสิ่งที่ท่านหญิงใหญ่จีอิจฉาพี่ชายยิ่งนัก
“ท่านใช้วิชานี้อีกแล้ว” นางงัดง้าวที่ปักอยู่พื้นขึ้นด้วยความโมโห ทุกครั้งที่พี่ชายใช้วิชานี้ นางจะหงุดหงิดลืมตัว
จีลี่อิงโยนง้าวขึ้นบนอากาศแล้วจับส่วนปลายแล้วเหวี่ยงแรง
หวืด! เสียงง้าวแหวกอากาศเกิดลมแรงวูบหนึ่ง จีหลุนกระโดดขึ้นสูง หลบปลายง้าว
“ฮ่าๆ น้องสาวข้าโกรธแล้ว” เขากระโดดถอยหลังไปไกลพอสมควร
ท่านหญิงใหญ่จีสะบัดหน้าพรืด “พี่หลุนหากท่านใช้วิชานี้อีก ข้าจะฟาดให้ง้าวหักเลยทีเดียว” นางหลับตาพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“เอาล่ะๆ วันนี้พอได้แล้ว อิงอิง เจ้าอย่าโกรธพี่ชายเลย” ท่านฝู่กั๋วกงเดินเข้ามาห้ามบุตรสาวคนรอง นางชอบฝึกวิทยายุทธ์ ซ้ำยังมีแรงมหาศาลแต่กำเนิด สามพี่น้องฝึกวิทยายุทธ์มาด้วยกัน ครูฝึกทั้งหลายต่างชื่นชมที่บุตรทั้งสามของเขาเรียนรู้ได้ไวนัก โดยเฉพาะบุตรีคนกลางเก่งกาจในการใช้ทั้งสิบแปดศาสตราวุธ แต่วิชาที่นางไม่สามารถฝึกได้คือ วิชาเคลื่อนย้ายร่างที่เป็นข้อห้ามของตระกูล
จีเซียงอี๋รีบวิ่งไปเกาะแขนพี่สาวเพื่อทำให้นางใจเย็นลง “พี่อิงอิง เราไปกินปลาก้อนกันเถอะ” ได้ยินชื่ออาหารจานโปรดจีลี่อิงค่อยยิ้มออก
“ก็ได้” นางหันไปค้อนพี่ชายหนึ่งวงใหญ่ จนเขาแอบขำ
“หายโกรธข้าได้แล้ว เดี๋ยวข้าจะซื้อนิยายให้เจ้าหนึ่งเล่มดีไหม?”
ท่านหญิงจีหันขวับ “จริงนะ”
“ข้าเคยโกหกเจ้าด้วยหรือ?” จีหลุนยิ้มหวานให้น้องสาว
จีเซียงอี๋กอดแขนพี่สาวข้างหนึ่งและแขนพี่ชายอีกข้างหนึ่ง “เราสามพี่น้องไปกินปลาก้อนด้วยกันเถอะ”
ท่านฝู่กั๋วกงยิ้มด้วยความพอใจ หันหลังกลับเดินนำหน้าลูกๆ ไปยังห้องอาหาร พ่อบ้านเหลียงค้อมศีรษะต้อนรับ
“นายท่าน ข้ามีเรื่องจะเรียนท่านด้วย”
“อืม...เดี๋ยวให้ลูกๆ ข้ากินให้อิ่มก่อน ไปรอคุยกันที่ห้องหนังสือ”
“ขอรับ”
จีลี่อิงจิ้มเนื้อปลาปั้นเป็นก้อนกลมขนาดพอดีคำนึ่งใหม่หอมกรุ่นใส่ปาก ทั้งยิ้มทั้งเคี้ยว เนื้อปลาสีขาวคลุกเคล้ากับแป้งปั้นเป็นก้อนนุ่มละมุนลิ้น ชิ้นแรกนางจะไม่ยอมจิ้มซีอิ้วเพื่อจะได้สัมผัสกับรสชาติเนื้อปลา พอเริ่มคำที่สองจึงค่อยจิ้มซีอิ้ว ในถาดใหญ่ที่สาวใช้ยกมานั้นค่อยๆ หมดไปเมื่อสามพี่น้องเริ่มเร่งมือจิ้มเนื้อปลาปั้นแข่งกัน
“พวกเจ้าช้าหน่อยก็ได้ ประเดี๋ยวติดคอกันพอดี” ชายาหวังหันมาห้ามลูกๆ
จีลี่อิงรีบจิ้มรีบเคี้ยวจนแทบตาเหลือก
“อิงอิง เจ้าเบาหน่อยก็ได้” ท่านพ่อเห็นนางเคี้ยวแทบไม่ทันก็หันมาลูบหลังช่วย เมื่อหันไปเจอจีหลุนกับจีเซียงอี๋ก็มีอาการเดียวกันจึงอดขำไม่ได้
ครอบครัวของเขาอบอุ่นเช่นนี้ ช่างมีความสุขเสียจริง เขาอยากจะรักษาความสงบสุขในครอบครัวไว้เช่นนี้ มิรู้ว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใด
ช่วงนี้เมื่อเขาตรวจชะตาเมืองกลับพบความผิดปกติหลายอย่างที่น่าเป็นห่วง การเคลื่อนที่ของดวงดาวในตำแหน่งที่ไม่สมควร ช่วงเดือนนี้ในยามค่ำคืนเขาสังเกตและลองคำนวณออกมา คราแรกรู้สึกแปลกใจแต่คราหลังรู้สึกตกใจ ปรากฏการณ์เช่นนี้ร้อยปีจะเกิดขึ้นหนึ่งครั้ง
‘อีกไม่นาน จะเกิดเรื่องใหญ่อีกครั้ง เลือดจะนองแผ่นดินอีกครา’
*********************
6 จั้ง ประมาณ 20 เมตร
3 ชุ่น ประมาณ 10 เซนติเมตร
1 ฉื่อ ประมาณ 30 เซนติเมตร
หน้าท้องของนางนูนชัดขึ้น ล่วงเข้าเดือนที่ห้า ฟ่านหลี่เจี๋ยที่ได้กลายเป็นท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายคนสำคัญยังต้องเดินทางไปราชการแต่เช้า ทว่ากำชับมิให้ผู้ใดรบกวนฮูหยินน้อยที่นอนพักผ่อนอยู่บนเตียงจนตะวันแผดกล้า ฮูหยินผู้เฒ่าตื่นเต้นยิ่งกว่าทุกคน คอยกำชับเรื่องอาหารกับพ่อครัวเป็นพิเศษ แต่ละวันก็คอยไล่ให้ลูกสะใภ้ออกไปหาอาหารบำรุงหลานสะใภ้ ความหวังที่จะได้เป็นย่าทวดนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม ขณะเดียวกันก็ให้บ่าวออกไปส่งข่าวที่วังสามพยัคฆ์เรียกร้องให้แฝดสี่ที่วัยจวนจะสามขวบมาเยี่ยมท่านยายและท่านยายทวดที่จวน พระชายาฟ่านซิ่วอิงเห็นว่าพี่สะใภ้ครรภ์โตขึ้นจึงพยายามพาโอรสและธิดามาให้ท่านหญิงจีได้ซึมซับความสุขของการเลี้ยงเด็ก ต้าลู่โอรสองค์โตเป็นผู้มีความเป็นผู้นำอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่มาเยือนจวนตระกูลฟ่านก็มักจะเดินเอามือไพล่หลังสำรวจห้องต่างๆ ราวกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาตรวจตราความเรียบร้อย ท่าทีของเขาทำเอาฮูหยิน ผู้เฒ่าอดอมยิ้มมิได้ “เจ้าดูสิ ต้าลู่ยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนชินอ๋อง ทั้งท่าทางและการทำสีหน้า เดินไปที่ใดล้วนข่มให้บ่าวและสาวใช้เกรงกลัวกันได้ทั่วหน้า” ฮูหยิน
เจดีย์หยกสวรรค์สีขาวกระจ่างตาในคืนพระจันทร์เต็มดวง ทุกคนต้องเดินขึ้นบันไดสูงชันเพื่อไปยังฐานของเจดีย์ที่ตั้งตระหง่าน นับตั้งแต่พิธีสมโภชการตั้งเมืองหมิงเป็นเมืองหลวงของแคว้นก็ยังไม่เคยมีพิธีสำคัญที่จัดบนนี้มาก่อน หลังจากฮ่องเต้ทรงทราบข้อตกลงของสี่ตระกูลใหญ่จากท่านฝู่กั๋วกงแล้วทรงยินดียิ่งนัก ทรงระมัดระวัง มิยอมเอ่ยเรื่องนี้กับผู้ใด สั่งการเพียงให้องครักษ์ทั้งหมดในวังเตรียมตัวให้พร้อม และยังมอบหมายให้ฟ่านหลี่เจี๋ยไปจัดเตรียมมือปราบทั้งหมดที่มิได้เข้าเวรตรวจตราเมืองเตรียมกำลังเอาไว้ท่านผู้เฒ่าจากสี่ตระกูลเดินขึ้นบันไดสูงโดยมีบุตรและบุตรีจากแต่ละตระกูลคอยพยุงฮ่องเต้ทรงสั่งให้ท่านอ๋องเก้าโดยเสด็จ ด้านล่างรอบเจดีย์ถูกล้อมโดยผู้อารักขานับพันคน และมีพลธนูซุ่มอยู่โดยรอบอีกนับร้อย“งานนี้จะผิดพลาดมิได้เลย ฤกษ์ดีนี้ร้อยปีจึงมีครั้ง หากเลยคืนนี้ไปไม่รู้ว่าหยกหยินหยางจะทำให้เจดีย์หยกสวรรค์เปิดออกได้หรือไม่?”เมื่อบุคคลสำคัญที่จะร่วมพิธีเดินขึ้นไปด้านหน้าเจดีย์พร้อมกันแล้ว ท่านฝู่กั๋วกงจึงหันไปหาชายาเอกหวังที่ยืนอยู่ข้างตน “เจ้าอย่าให้คบไฟดับเด็ดขาด”ท่านผู้เฒ่าจากแต่ละตระกูลพร้อม
สาวใช้ที่ทำตัวผลุบๆ โผล่ๆ อยู่เรือนคนใช้หลังเล็ก ค่อยๆ ย่องออกมาพร้อมห่อผ้าสีดำขนาดใหญ่ในมือ นางเดินวนไปข้างเรือนแล้วหยิบเอาพลั่วติดมือไปด้วย หลังจากแอบมองเวรยามในจวนเดินผ่านไปแล้วก็วิ่งรี่ไปอิงแอบกับต้นใม้ใหญ่ที่อยู่ห่างเรือนออกไปเล็กน้อย เงาตะคุ่มๆ ที่ออกมาจากต้นไม้ใหญ่ต้นถัดไปคือ ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง “เจ้ามาแล้วหรือ? เอาของที่ว่ามาด้วยหรือไม่?” “เอามาแล้ว อยู่นี่” นางชูห่อผ้านั้นให้บุรุษดู “ดี!” ทั้งสองค่อยๆ ลัดเลาะไปยังสวนหลังเรือนที่ไม่ค่อยมีผู้คนเดินผ่าน ฝ่ายชายรับเอาพลั่วนั่นขุดลงตรงโคนต้น แล้วยื่นมารับห่อผ้าจากสตรี จากนั้นจึงหย่อนลงไปในหลุม พวกเขาทั้งสองช่วยกันกลบจนมิดชิด “เสร็จแล้ว เจ้าไม่น่าขโมยมันออกมาด้วยเลยจริงๆ หากมีคนจับได้ว่าของชิ้นนี้มาวังท่านอ๋องสี่มีหวังเจ้าถูกสั่งประหารเป็นแน่” “แค่ฝังไว้ก็จะช่วยข้าได้จริงหรือ?” “เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้หรอก แต่หากเจ้ายังขืนเก็บไว้กับตัวก็ไม่แน่” “เจ้าแน่ใจนะว่าจะไม่มีผู้ใดรู้ว่าข้าซ่อนของที่ขโมยมาไว้ที่นี่” “สวนนี้ไม่มีคนมาดูแลนานแล้ว
ท่านฝู่กั๋วกงนั่งดูดวงดาวอย่างเคร่งเครียด ในเมื่อชะตาเกิดของฟ่านหลี่เจี๋ยมีส่วนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชะตาของบุตรสาวคนรองแล้ว ก็ยังเหลือสิ่งสุดท้ายที่ต้องทำให้สำเร็จคือการผนึกตรามังกรคู่ หลังจากการรวมหยินหยางของสองสามีภรรยาทำให้หยกสวรรค์ปรากฎ นับว่าวาสนาชะตาเกิดของเจ้าก้อนแป้งน้อยในท้องจีลี่อิงย่อมเป็นมงคลอย่างยิ่ง “ท่านพ่อ เป็นอย่างไรบ้าง? ข้าเห็นท่านนั่งคร่ำเคร่งมาสองคืนแล้วนะเจ้าคะ” จีเซียงอี๋ยกถาดยาบำรุงมาส่งให้บิดา “ท่านดื่มเสียหน่อยเถิดนี่ก็ดึกดื่นแล้ว” “ยิ่งดึกดวงดาวยิ่งชัดเจน หากไม่รอยามนี้คงยากจะได้เห็นสิ่งที่หลบซ่อนอยู่” “สิ่งใดหรือเจ้าคะ?” “การโคจรที่ผิดปกติของดวงดาวน่ะสิ” ฝู่กั๋วกงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า “การดูดวงดาวและทำนายทายทักที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษตระกูลจีนับว่าเป็นดาบสองคมอย่างแท้จริง หากใช้ได้เหมาะสมกับสถานการณ์และบุคคลก็ย่อมเกิดประโยชน์” “อย่างไรหรือท่านพ่อ?” “หากเจ้าใช้ทำนายในสิ่งที่จะมีผู้สูญเสียผลประโยชน์ก็อาจจะกลายเป็นภัยร้ายเหมือนที่ท่านปู่เจ้าได้ประสบอย่างไรเล่า?”
“ท่านพี่ ท่านไม่รีบเข้าเฝ้าเช้านี้ดอกหรือ?” “ข้าแจ้งขอลาไปแล้ว เรื่องของเจ้ายามนี้สำคัญยิ่ง ส่วนเรื่องในราชสำนักยามนี้ยังมีผู้คอยดูแลแทนข้าอยู่ เจ้าเองก็นอนอีกสักหน่อยเถิด ยามสายค่อยอาบน้ำกินข้าว” สามีบังคับให้ท่านหญิงจีนอนต่ออีกสักพัก ครั้นแดดสายสาดถึงห้องนอนเขาจึงปลุกให้นางตื่น “ท่านพี่ ข้าไม่เป็นไรจริงๆ เจ้าค่ะ” นางเอ่ยด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ ท่านพี่มิยินยอมให้สาวใช้เข้าใกล้นาง เขาอุ้มนางลงอาบน้ำเช็ดถูเนื้อตัวนางอย่างเบามือ สระผมด้วยความเอาใจใส่ “เจ้าหอมแล้ว” เขายื่นจมูกโด่งเป็นสันมาคลอเคลียผิวแก้มที่เปื้อนไอน้ำของนาง ทั้งใช้นิ้วสางผมให้สักครู่ก็หันมาจูบแก้ม สักหน่อยก็จูบขมับ “ท่านพี่เจ้าคะ ทำเช่นนี้เมื่อใดข้าจะอาบน้ำเสร็จเสียที” “ข้าสระผมให้เจ้าแล้ว ลืมไปว่าข้าเองก็ควรจะอาบด้วย” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเปลื้องเสื้อผ้าพาดไว้ด้านข้างแล้วหย่อนร่างมาแนบชิด “ให้ข้าสระผมให้ท่านพี่ดีหรือไม่?” ท่านหญิงจีเงยหน้าขึ้นเอ่ยเอาใจ นางลืมไปว่าท่านพี่ผู้เป็นบัณฑิตหน้าตายผู้นี้ หากได้คืบก็มักจะเอาศอก ดีว่ายามนี้เขาเอาแต่พึมพำ
“เห็น เหมือนจะมีแสงออกจากฟูกนี้ด้วย” ปานเหมยกุ้ยมองหน้า ปานหวงหลาน “เจ้าว่าในนี้มีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่หรือไม่?” ปานเหมยกุ้ยมองซ้ายมองขวา ยามนี้คุณชายใหญ่อุ้มฮูหยินน้อยออกไปนั่งสูดอากาศที่ศาลาริมน้ำ มีเพียงนางสองพี่น้องอยู่ในห้อง “ค้นดูเร็ว!” ปานหวงหลานรีบบอกญาติผู้พี่ พวกนางทั้งสองเลาะตะเข็บฟูกด้านหนึ่งแล้วล้วงหา เพราะความที่เคยซุกซ่อนสิ่งสำคัญไว้ในหมอนทำให้สองพี่น้องอดระแวงมิได้ “ข้าเจอแล้ว!” ปานหวงหลานคลำไปดูกระดาษที่พับไว้แผ่นหนึ่ง เมื่อนางดึงออกมาดู สองพี่น้องถึงกับชะงัก ยันต์นั้นเรืองแสงขึ้นอีกแวบหนึ่ง “เก็บไว้ที่เดิมเถิด ยันต์นี้คงเป็นของศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่” ปานเหมยกุ้ยเห็นดังนั้นก็เกิดความเลื่อมใส นางหยิบเอาเข็มและด้ายมาส่งให้ญาติผู้น้อง “สิ่งนี้อาจจะทำให้ฮูหยินน้อยฟื้นก็ได้” สองพี่น้องเย็บช่วยกันครู่หนึ่งก็เรียบร้อย ทั้งสองสบตาเป็นเชิงเตือนอีกฝ่ายว่าห้ามบอกผู้ใด เมื่อเห็นแดดเริ่มแรง ฟ่านหลี่เจี๋ยจึงอุ้มร่างภรรยากลับมายังห้องนอน วางนางลงบนฟูกที่ปูใหม่ กลิ่นไอแดดให้ความสดชื่นและรู้สึกถึงความร้อนที่ยังแผ่กระจายอยู่ในเนื้อ







