LOGINตอนที่
[6] ข้อเสนอที่ชวนระทึก หลังคำอวยพรของหานจิ่นเยว่ดังขึ้นกลางงานเลี้ยง บรรยากาศที่เคยครึกครื้นก็คล้ายเกิดระลอกคลื่นบางอย่างขึ้นโดยไม่มีผู้ใดเอ่ยออกมาตรง ๆ ฮูหยินผู้เฒ่านั่งนิ่งอยู่บนที่นั่งประธาน สีหน้าแม้ยังประดับรอยยิ้มรับแขก ทว่าภายในใจกลับระอุด้วยเพลิงโทสะ เดิมทีนางตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ประกาศรวบหัวรวบหางเรื่องการสมรสระหว่างหานจิ่นเยว่และเจิ้งเยี่ยน เพื่อรั้งทรัพย์สินตระกูลหานไว้ในจวนกั๋วกง หากหานจิ่นเยว่ตอบรับด้วยความยินดีต่อหน้าผู้คนมากมาย เรื่องก็จะเดินต่อได้ง่ายขึ้นหลายส่วน ใครจะคาดคิดว่า หลานสาวโง่เง่าสองคนจะเอาแต่ยกยอหลินหว่านโหรวไม่หยุด อีกฝ่ายเองก็เกาะติดเจิ้งเยี่ยนราวกับเถาวัลย์พันต้นไม้ จนแผนที่เตรียมไว้ไม่มีโอกาสเอ่ยออกมาแม้แต่คำเดียว ซ้ำร้ายหานจิ่นเยว่ยังเป็นฝ่ายชิงเอ่ยคำอวยพรตัดวาสนาเสียเอง จ้าวฉงจึงได้แต่ลอบกัดฟัน ช่างผิดแผนไปหมด! ทว่าพอคิดอีกที นางก็ยังไม่เชื่อว่าหานจิ่นเยว่จะตัดใจจากหลานชายของตนได้จริง รักมาเนิ่นนานถึงเพียงนั้น จะตัดได้ในไม่กี่วันหรือ? เกรงว่าคำอวยพรเมื่อครู่คงเป็นเพียงการประชด เพราะไม่พอใจที่เห็นเจิ้งเยี่ยนใกล้ชิดกับหลินหว่านโหรวมากเกินไปเสียมากกว่า ไม่เป็นไร พลาดวันนี้ ยังมีวันหน้า ตราบใดที่หานจิ่นเยว่ยังอยู่ในจวนนี้ นางก็ยังมีโอกาสจัดการทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ต้องการ ด้านเจิ้งเยี่ยนกลับไม่มีใจคิดถึงแผนการใดของผู้เป็นย่าเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่หานจิ่นเยว่ปรากฏตัวในงาน สายตาของเขาก็เหมือนจะถูกดึงไปหานางอยู่เรื่อย ยิ่งหลังคำอวยพรนั้น เหล่าคุณชายจากหลายตระกูลเริ่มผลัดกันเข้ามาพูดคุย บ้างถามไถ่ บ้างชวนสนทนาเรื่องบทกวี บ้างเพียงหาเรื่องเล็กน้อยมาสานสัมพันธ์ หานจิ่นเยว่เองก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจ ยังคงตอบกลับตามมารยาท สีหน้าผ่อนคลายกว่าที่ยามอยู่กับเขาเสียอีก เจิ้งเยี่ยนกำถ้วยชาในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่ก่อนนางเคยเอาแต่มองเขา บัดนี้กลับยิ้มให้คนอื่นอย่างนั้นหรือ? กระทั่งงานเลี้ยงสิ้นสุดลง แขกเหรื่อเริ่มทยอยกลับ เขาก็ยังไม่อาจสลัดความรู้สึกขุ่นมัวนั้นออกไปได้ ไม่นานนัก เขาก็เห็นหานจิ่นเยว่เดินออกมาจากเรือนรับรองเพียงลำพังชั่วครู่ เสี่ยวชูถูกสาวรับใช้ผู้หนึ่งรั้งไว้ด้านหลังเพื่อรับของบางอย่าง เจิ้งเยี่ยนไม่รอช้า ก้าวตรงเข้าไปคว้าแขนหานจิ่นเยว่ไว้ทันที “หานจิ่นเยว่!” หญิงสาวถูกดึงจนต้องหยุดฝีเท้า ก่อนจะหันกลับไปมองอย่างไม่สบอารมณ์ “ปล่อยข้า” ทว่าแทนที่จะฟัง เขากลับลากนางไปยังมุมอับสายตาข้างเรือนรับรอง หานจิ่นเยว่สะบัดแขนออกอย่างแรงในทันที “ท่านมีอะไร” เจิ้งเยี่ยนจ้องอีกฝ่ายเขม็ง “เหตุใดเจ้าจึงพูดเช่นนั้น” “พูดสิ่งใด” “อย่าทำเป็นไม่รู้” น้ำเสียงของเขาเข้มขึ้น “จะเรียกร้องความสนใจจากข้า ก็ควรให้มีขอบเขตสักหน่อย” หานจิ่นเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มบางจะปรากฏตรงมุมปาก ที่แท้จนถึงตอนนี้ เขายังคิดว่านางกำลังเล่นละครอยู่ “ข้าไม่ได้คิดเรียกร้องความสนใจแต่อย่างใด ข้าหมายความตามที่พูดจริง ๆ” นางตอบอย่างใจเย็น เจิ้งเยี่ยนแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน “สตรีที่เอาแต่ตามติดข้ามาหลายปี จู่ ๆ ก็ทำราวกับตัดใจได้เช่นนั้น เจ้าคิดว่ามันน่าเชื่อง่าย ๆ มากหรือ” “ท่านจะเชื่อหรือไม่ข้าไม่สน” หานจิ่นเยว่มองเขาตรง ๆ โดยไม่มีแววหลบเลี่ยง “แต่ตอนนี้ข้าไม่สนใจท่านแล้วจริง ๆ” เจิ้งเยี่ยนชะงักงัน “คนเราเจ็บแล้วควรจำ ไม่ควรพาตนเองไปเจ็บซ้ำ ๆ หากเป็นเช่นนั้นคงเรียกว่าคนโง่ ท่านว่าหรือไม่” ถ้อยคำเหล่านั้นเรียบง่าย ทว่ากลับแทงเข้ากลางใจผู้ฟังอย่างประหลาด ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ก่อนขยับเข้าไปใกล้ร่างเล็ก จนระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงไม่มาก เขาโน้มใบหน้าลงเล็กน้อย สายตาจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ราวกับต้องการค้นหาว่าเบื้องหลังความสงบนิ่งนั้นซ่อนความน้อยใจหรือความหึงหวงไว้หรือไม่ หากเป็นเมื่อก่อน หานจิ่นเยว่คงรีบหลบสายตา ใบหน้าแดงก่ำ และทำอะไรไม่ถูกเมื่อเขาอยู่ใกล้ถึงเพียงนี้ แต่วันนี้ดวงตาคู่นั้นว่างเปล่าเสียจนใจของเขากระตุกวูบ “มองพอหรือยัง” ถามแล้วใช้มือผลักอกเขาให้ออกห่าง “เอาเป็นว่าต่อไป ข้าและท่านไม่เกี่ยวข้องกัน ท่านจะชอบผู้ใด จะแต่งงานกับผู้ใดก็แล้วแต่ท่าน ขอแค่อย่ามาวุ่นวายกับข้าก็พอ” กล่าวจบก็หมุนกายเดินจากไปโดยไม่รอคำตอบ เจิ้งเยี่ยนเมื่อได้สติขึ้นมา รีบตะโกนไล่หลังทันที “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะตัดใจจากข้าง่าย ๆ!” ทว่าหานจิ่นเยว่ไม่แม้แต่จะหันกลับมาแม้แต่น้อย ยิ่งเห็นเช่นนั้น ความรู้สึกขุ่นมัวในอกเขาก็ยิ่งหนักขึ้น ทันทีที่กลับถึงเรือน หานจิ่นเยว่ก็สั่งให้เสี่ยวชูเตรียมน้ำ “ท่านหญิงจะอาบน้ำหรือเจ้าคะ” “อืม” หานจิ่นเยว่เหลือบมองแขนข้างที่เพิ่งถูกเจิ้งเยี่ยนจับ นางรังเกียจสัมผัสจากเจิ้งเยี่ยนจะแย่ ไม่รู้เมื่อก่อนนางไปชอบเขาได้อย่างไร หน้าตาหล่อเหลาก็จริง แต่นอกเหนือจากนั้น... ดูเหมือนจะไม่มีอะไรดีนัก หลังชำระกายและเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ ความอึดอัดในใจก็ค่อยคลายลง หญิงสาวกลับมานั่งที่โต๊ะ ก่อนหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา ในนั้นคือข้อมูลเกี่ยวกับรุ่ยอ๋องที่นางรวบรวมมาได้ในช่วงหลายวัน แม้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่ผู้คนทั่วไปล่วงรู้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ รุ่ยอ๋องมักไปโรงน้ำชาอวิ้นมู่เป็นครั้งคราว และจากข้อมูลที่ได้มา อีกสองวันพระองค์มีแนวโน้มจะไปที่นั่นอีก หานจิ่นเยว่ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ จะไปหารุ่ยอ๋องโดยตรง หรือควรเข้าวังไปหาซูกุ้ยเฟยก่อน? หากไปหาซูกุ้ยเฟยย่อมง่ายกว่า เพราะพระองค์เคยสนิทสนมกับมารดาของนาง และเรื่องเกี่ยวดองกันในอดีตก็เริ่มจากผู้ใหญ่สองฝ่าย แต่หากทำเช่นนั้น... รุ่ยอ๋องจะรู้สึกว่าถูกบังคับหรือไม่? หญิงสาวครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนตัดสินใจ นางควรเจรจากับเขาก่อน อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าอีกฝ่ายมีท่าทีอย่างไร หากไม่มีทางเป็นไปได้จริง ๆ ค่อยคิดวิธีอื่น สองวันต่อมา หานจิ่นเยว่ใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะหลีกเลี่ยงคนของจวนกั๋วกงที่คอยจับตามองได้สำเร็จ รถม้าที่นางเช่ามาหยุดลงด้านหลังโรงน้ำชาอวิ้นมู่ นางกับเสี่ยวชูใช้ทางเข้าด้านข้าง ก่อนขึ้นไปยังห้องส่วนตัวชั้นสองที่จองไว้ล่วงหน้า โรงน้ำชาแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเงียบสงบ มีห้องรับรองแยกเป็นสัดส่วน เหมาะกับผู้มีฐานะที่ไม่ต้องการพบผู้คนพลุกพล่าน หานจิ่นเยว่รออยู่ไม่นาน เสียงเคลื่อนไหวจากด้านนอกก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงของเสี่ยวเอ้อที่ดูนอบน้อมกว่าปกติหลายส่วน เสี่ยวชูรีบขยับเข้ามาใกล้ “ท่านหญิง...น่าจะมาแล้วเจ้าค่ะ” หานจิ่นเยว่เองก็รู้สึกหัวใจเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย จากเสียงฝีเท้าและคำพูดที่เล็ดลอดเข้ามา ดูเหมือนรุ่ยอ๋องจะอยู่ห้องข้าง ๆ จริง ๆ นางนั่งนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ โอกาสอยู่ใกล้เพียงผนังหนึ่งกั้น หากปล่อยให้ผ่านไป... ครั้งหน้าจะเข้าถึงพระองค์ได้ง่ายเช่นนี้อีกหรือไม่ก็ไม่รู้ สุดท้ายหญิงสาวจึงหยิบกระดาษขึ้นมา เขียนข้อความสั้น ๆ ขอพบเป็นการส่วนตัว เสี่ยวชูรับกระดาษมา แต่ยังไม่ยอมเดินออกไป “ท่านหญิง” “อะไร” “รุ่ยอ๋องขึ้นชื่อว่าไม่ชอบให้ผู้ใดรบกวน หากพระองค์กริ้วขึ้นมาจะทำอย่างไรเจ้าคะ” คำถามนั้นทำให้หานจิ่นเยว่ชะงักไปเล็กน้อย นางเองก็กังวลไม่ต่างกัน แต่สุดท้ายก็สูดลมหายใจเข้า “อย่างมากก็เพียงถูกปฏิเสธ” เสี่ยวชูมองผู้เป็นนายด้วยสีหน้าหวาดหวั่น “หากไม่ใช่แค่ปฏิเสธเล่าเจ้าคะ” “…..”ตอนพิเศษ ความสุขที่เคยไม่กล้าฝัน“พอแล้ว”หานจิ่นเยว่ลืมตามองเขาอย่างอ่อนแรง“อะไรหรือเพคะ”“เรามีบุตรเพียงคนเดียวก็พอแล้ว”แม้หมดเรี่ยวแรง นางก็ยังหัวเราะออกมา“พระองค์ช่างมักน้อยยิ่ง”หลิ่งจื่อเชียนส่ายหน้า“ข้าไม่ได้มักน้อย”เขาก้มลงจุมพิตหลังมือนาง“ข้าเพียงไม่อยากเห็นเจ้าต้องเจ็บเช่นนี้อีก”ดวงตาของหานจิ่นเยว่พลันร้อนผ่าว ยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใด เสียงร้องของเด็กน้อยก็ดังขึ้นอีกครั้ง หมอหญิงอุ้มทารกเข้ามาใกล้ ก่อนเอ่ยถาม“ท่านอ๋องจะทรงอุ้มท่านชายน้อยหรือไม่เพคะ”หลิ่งจื่อเชียนมองห่อผ้าเล็ก ๆ ตรงหน้าอย่างลังเล ทว่าเมื่อรับเด็กมาไว้ในอ้อมแขน ร่างทั้งร่างของเขาก็พลันแข็งค้าง“เหตุใดตัวเล็กเช่นนี้”หมอหญิงรีบแนะนำ“ท่านอ๋องต้องประคองศีรษะท่านชายน้อยไว้เช่นนี้เพคะ”หลิ่งจื่อเชียนไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย หานจิ่นเยว่มองภาพนั้นแล้วหัวเราะทั้งน้ำตาบุรุษผู้ไม่เคยหวาดกลัวศัตรูใด กลับทำตัวไม่ถูกเมื่อต้องอุ้มบุตรชายของตนเอง รุ่ยอ๋องก้มมองเด็กน้อยในอ้อมแขนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ต่อจากนี้ เจ้าห้ามรังแกแม่ของเจ้าอีก นางลำบากเพื่อเจ้ามามากแล้ว”ราวกับได้ยินคำพูดนั้น มือเล็ก ๆ ขอ
ตอนพิเศษความสุขที่เคยไม่กล้าฝันหลังจากรู้ว่าพระชายาตั้งครรภ์ ชีวิตประจำวันภายในตำหนักซ่งหยางก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากหรือกล่าวให้ถูก...ชีวิตของหานจิ่นเยว่ต่างหากที่เปลี่ยนไป“เดินช้าหน่อย”“ท่านอ๋อง หม่อมฉันเดินช้ามากแล้วนะเพคะ”“ยังเร็วเกินไป”“…..”“สมุดบัญชีเหล่านั้นให้คนอื่นถือ”“มีเพียงสองเล่มเองเพคะ”“สองเล่มก็หนัก”“…..”“อย่าขึ้นบันไดเพียงลำพัง”“บันไดมีเพียงสามขั้น”“สามขั้นก็อาจล้มได้”“…..”ไม่เพียงห้ามเดินเร็ว ยังห้ามถือสมุดบัญชีหลายเล่ม ห้ามขึ้นบันไดคนเดียว และห้ามออกจากตำหนักโดยไม่มีคนติดตามแม้แต่นั่งตรวจบัญชีนานเกินไป หลิ่งจื่อเชียนก็ไม่ยินยอม หากนางยื่นมือไปหยิบถ้วยชา เขาก็จะเป็นคนหยิบส่งให้ หากเขาไม่อยู่ คนในตำหนักก็ต้องรีบเข้ามาช่วยเหลือแทน เพราะทุกคนได้รับคำสั่งไว้แล้วอย่างเคร่งครัด วันหนึ่งหานจิ่นเยว่ทนไม่ไหว จึงเอ่ยถามขึ้น“ท่านอ๋อง หม่อมฉันเพียงตั้งครรภ์ มิได้กลายเป็นคนพิการนะเพคะ”หลิ่งจื่อเชียนพยักหน้า“ข้ารู้”“แล้วเหตุใดจึงไม่ให้หม่อมฉันทำสิ่งใดเลย”“เพราะเจ้าและลูกสำคัญที่สุด”“ข้าจะไม่ยอมเสี่ยงเด็ดขาด” เขาตอบด้วยสีหน้าจริงจังหานจิ่นเยว่ได้แต่อ้าปาก ก่อน
ตอนพิเศษความสุขที่เคยไม่กล้าฝันช่วงหลายวันมานี้ หานจิ่นเยว่รู้สึกว่าร่างกายของตนผิดปกติไปเล็กน้อย นางมักอ่อนเพลียง่าย ทั้งที่ไม่ได้ออกแรงมาก บางครั้งยังกินอาหารไม่ค่อยลง และรู้สึกเหม็นกลิ่นอาหารบางอย่างโดยไม่มีสาเหตุ ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ได้คิดมากนักเพราะช่วงนี้นางต้องจัดการทั้งบัญชีร้านค้าและเรื่องภายในตำหนัก บางวันนั่งตรวจเอกสารตั้งแต่เช้าจรดเย็น จึงคิดเพียงว่าตนอาจพักผ่อนน้อยเกินไปกระทั่งวันหนึ่ง ระหว่างรับประทานอาหารร่วมกับรุ่ยอ๋อง กลิ่นปลานึ่งตรงหน้ากลับลอยมาแตะจมูกทันใดนั้นความรู้สึกคลื่นไส้ก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หานจิ่นเยว่รีบยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปาก ก่อนเบือนหน้าออกไปอีกทาง หลิ่งจื่อเชียนเห็นเช่นนั้น สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปทันที“เยว่เออร์ เจ้าเป็นอะไร”“หม่อมฉันเพียงรู้สึกคลื่นไส้เล็กน้อยเพคะ”นางตอบก่อนยกมือห้ามเมื่อเห็นเขาเตรียมลุกขึ้น“ช่วงนี้หม่อมฉันอาจพักผ่อนน้อยไปหน่อย พระองค์ไม่ต้องทรงกังวล…”“ไปตามหมอหลวงมา”รุ่ยอ๋องออกคำสั่งโดยไม่รอให้นางกล่าวจบ พ่อบ้านเผยรีบรับคำ ก่อนส่งคนออกจากตำหนักทันที หานจิ่นเยว่ได้แต่ถอนหายใจในความวิตกของอีกฝ่าย“ท่านอ๋อง หม่อมฉันอาจเพียงเหนื่อ
ตอนที่[16]สวามีของหานจิ่นเยว่เพียงผู้เดียว (ตอนจบ)ตกเย็นครอบครัวของรุ่ยอ๋องขึ้นไปกินอาหารบนเรือลำใหญ่ที่ถูกจองไว้เป็นการส่วนตัว กลางแม่น้ำสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองผิงอันได้อย่างชัดเจน โคมไฟนับพันส่องสว่างอยู่ตามสองฝั่งน้ำ รอเพียงเวลาที่ดอกไม้ไฟจะถูกจุดขึ้นเหนือท้องฟ้าหลิ่งจื่อเช่อวิ่งเล่นอยู่บนดาดฟ้าเรือในอ้อมกอดยังคงมีแมวขาวตัวเดิม โดยมีเสี่ยวชูและซิ่วเจ๋อคอยดูแลอย่างใกล้ชิดหลังเหตุการณ์ช่วงกลางวัน ไม่มีผู้ใดยอมปล่อยให้ท่านชายน้อยคลาดสายตาอีกแม้แต่ก้าวเดียวหลิ่งจื่อเชียนเดินเข้ามาหาหานจิ่นเยว่ ก่อนโอบเอวนางจากด้านหลังเขาไม่ได้ถามว่านางหายไปที่ใดมา แต่รายงานจากองครักษ์ทำให้เขารู้ทุกอย่างแล้ว และคำตอบที่นางมอบให้เจิ้งเยี่ยน ก็ทำให้หัวใจของเขาสงบลงอย่างแท้จริง คิดแล้วก็ก้มลงหอมแก้มพระชายาเสียงดังฟอด!“อืม สดชื่น”หานจิ่นเยว่จึงหันไปตีแขนเขาเบา ๆ“พระองค์ทำอะไรเพคะ คนอยู่เต็มไปหมด”“ผู้ใดกล้ามอง”รุ่ยอ๋องกวาดสายตาไปรอบกาย ซิ่วเจ๋อรีบหันหน้าไปอีกทาง ส่วนเสี่ยวชูก็ก้มลงจัดเสื้อผ้าให้ท่านชายน้อยราวกับไม่เห็นสิ่งใด หานจิ่นเยว่จึงส่ายหน้าอย่างจนใจบุรุษผู้นี้ นับวันยิ่งทำตัวตามใจม
ตอนที่[16]สวามีของหานจิ่นเยว่เพียงผู้เดียว (ตอนจบ)ห้าปีต่อมาเมืองผิงอันยังคงคึกคักเช่นทุกปี ช่วงเทศกาลดอกไม้ไฟ ถนนสายหลักถูกประดับด้วยโคมหลากสี ร้านค้าตั้งแผงเรียงรายตลอดสองข้างทาง ผู้คนจากต่างเมืองต่างหลั่งไหลเข้ามาชมงานอย่างเนืองแน่น ครอบครัวของรุ่ยอ๋องเองก็มาพักผ่อนที่นี่เป็นประจำทุกปีหลังจากหานจิ่นเยว่จัดการบัญชีร้านค้าและเรื่องภายในตำหนักครั้งใหญ่เสร็จ ช่วงเทศกาลนี้จึงเป็นเวลาสำหรับครอบครัวโดยเฉพาะทว่าครั้งนี้กลับเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น“เช่อเออร์!”หานจิ่นเยว่หันมองไปรอบกายด้วยใบหน้าซีดเผือด เพราะยามนี้ หลิ่งจื่อเช่อ บุตรชายวัยห้าขวบของนางหายตัวไปท่ามกลางฝูงชน องครักษ์และนางกำนัลถูกส่งออกไปตามหาทั่วเมือง แต่ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยามก็ยังไม่พบแม้แต่เงา“ยังหาไม่พบหรือ”“ยังพ่ะย่ะค่ะ”หานจิ่นเยว่ได้ยินคำตอบก็แทบทรุดลง หลิ่งจื่อเชียนจึงรีบเข้ามาประคองร่างนางไว้“เยว่เออร์ ใจเย็นก่อน”“ลูกยังเล็กถึงเพียงนั้น หากพบคนไม่ดี...”“เขาจะต้องไม่เป็นอะไร”แม้ภายในใจจะร้อนรนไม่ต่างกัน แต่เขายังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“เราจะต้องหาเขาพบแน่”ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด เสียงเล็ก ๆ ที
ตอนที่[16]สวามีของหานจิ่นเยว่เพียงผู้เดียว (ตอนจบ)รุ่งเช้า แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ลอดผ่านม่านเข้ามาภายในห้อง หานจิ่นเยว่ค่อย ๆ ลืมตาตื่น ก่อนจะพบว่าตนยังคงนอนอยู่ภายในอ้อมแขนของรุ่ยอ๋อง แขนแกร่งโอบอยู่รอบเอว ใบหน้าหล่อเหลาห่างจากนางเพียงไม่กี่ชุ่น ลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเขายังคงหลับสนิทหญิงสาวมองภาพตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนริมฝีปากจะค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเมื่อคืนนี้ไม่มีหมอนกั้นกลางระหว่างคนทั้งสองอีกแล้วและเป็นครั้งแรกที่นางตื่นขึ้นมาโดยไม่รู้สึกว่าการอยู่ในอ้อมแขนของเขาเป็นเรื่องน่าอึดอัด และมันมีมวลอบอุ่นดังเช่นที่นางเคยรู้สึกมาตลอดหลายคืนที่ผ่านมาหานจิ่นเยว่ขยับตัวเล็กน้อย คิดจะลุกออกไปอย่างเงียบ ๆ ทว่าแขนที่โอบเอวกลับกระชับแน่นขึ้น“จะไปที่ใด”เสียงทุ้มแหบพร่าดังขึ้นเหนือศีรษะ“พระองค์ตื่นแล้วหรือเพคะ”“หากเจ้าไม่ขยับ ข้าคงหลับต่อได้อีกหน่อย”หลิ่งจื่อเชียนลืมตาขึ้น ก่อนก้มมองหญิงสาวในอ้อมแขน“เมื่อคืนหลับสบายดีหรือไม่”เมื่อนึกถึงจุมพิตเมื่อคืน ใบหน้าของหานจิ่นเยว่ก็พลันร้อนขึ้น“ก็...พอใช้ได้เพคะ”“เพียงพอใช้ได้หรือ”เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย“เช่นนั้นคืนนี้ข้าคงต้องพยายามให้มากก







