LOGINคำพูดของลั่วชิงเหยาทำให้ลั่วชิงอวี้เบิกตากว้าง
“ให้หม่อมฉันเลือกเองหรือเพคะ”
“ข้าไม่ใช่คนที่จะแต่งเสียหน่อย ย่อมจะต้องให้เจ้าเป็นคนเลือกอยู่แล้ว”
“...”
ฟังดูมีเหตุผล
“แต่หม่อมฉันดูคนไม่เก่ง”
หากนางดูคนเก่งจริง คงไม่ชอบลู่จื่อเสียนมาหลายปี
ลั่วชิงเหยาหัวเราะเบา ๆ
“เจ้าดูคนไม่เก่งก็ไม่เป็นไร เลือกคนที่เจ้ามองแล้วชอบมาก่อน ส่วนเรื่องอื่นข้าจะช่วยดูให้เจ้าเอง”
ลั่วชิงอวี้พลันรู้สึกวางใจ นี่ต่างหากคือข้อดีของการมีพี่สาวเก่ง นางไม่จำเป็นต้องคิดมาก แค่เลือกคนที่หน้าตาดีก็พอ...
“เข้าใจแล้วเพคะ”
ลั่วชิงเหยามองสีหน้ากระตือรือร้นของน้องสาวก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่
“อย่าดูแต่ใบหน้า”
“หม่อมฉันไม่ได้เป็นคนเช่นนั้นเสียหน่อย”
“จริงหรือ”
“จริงเพคะ”
“แล้วเจ้าจะดูอะไรอีก”
ลั่วชิงอวี้นิ่งคิดอย่างจริงจัง
“ฐานะ!”
ลั่วชิงเหยาหลุดหัวเราะ แม้แต่เหล่าฮูหยินที่นั่งอยู่รอบข้างยังอดยิ้มไม่ได้
“เอาเถิด” ลั่วชิงเหยาโบกมือ “เจ้าไปเที่ยวเล่นก่อน ข้ายังต้องพบปะฮูหยินอีกหลายคน อย่าได้ก่อเรื่องในวัง”
“หม่อมฉันเคยก่อเรื่องเมื่อใดกัน”
“ครั้งก่อนผู้ใดปีนต้นท้อในอุทยานหลวง”
“ตอนนั้นหม่อมฉันยังเด็ก”
“ปีที่แล้วเจ้าก็ยังเด็กหรือ”
“...”
ลั่วชิงอวี้เม้มริมฝีปาก
“หม่อมฉันแค่เห็นว่าลูกท้อลูกนั้นสุกกำลังดี...”
“เจ้ารีบไปเถิด”
ลั่วชิงเหยาเอ่ยพลางยกมือขึ้นมานวดคลึงขมับ
“เพคะ”
ลั่วชิงอวี้รีบขานรับแล้วพาชุ่ยหลิงถอยออกจากศาลาก่อนที่พี่สาวจะขุดเรื่องน่าอับอายของนางขึ้นมาอีก
เมื่อนางเดินออกไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของลั่วชิงเหยาก็ค่อย ๆ จางลง ฮูหยินทั้งหลายยังคงสนทนากันตามปกติ
แต่คนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกายลั่วชิงเหยารู้ดีว่าอารมณ์ของผู้เป็นนายเปลี่ยนไปแล้ว นิ้วเรียวยาวของฮองเฮาลูบขอบถ้วยชาเบา ๆ
ลู่จื่อเสียน...
เจียงหว่านหนิง...
หากมิใช่อวี้เอ๋อร์ขอเอาไว้ว่านางไม่ต้องการเอาเรื่องคนทั้งสอง ลั่วชิงเหยาคงไม่ปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปง่าย ๆ
น้องสาวของนางตั้งแต่เด็กจนโตถูกคนในตระกูลประคองไว้ในฝ่ามือ แม้แต่บิดายังไม่เคยยอมให้นางได้รับความอยุติธรรม แล้วลู่จื่อเสียนมีสิทธิ์อันใดมาทำให้นางต้องกลายเป็นเรื่องขบขันของคนทั้งเมืองหลวง
“เหนียงเหนียง”
นางกำนัลคนสนิทโน้มตัวลงมากระซิบ
“คนของตำหนักเฉียนหยวนส่งข่าวมาว่า ฝ่าบาทกำลังเสด็จมาทางนี้เพคะ”
ลั่วชิงเหยาพยักหน้า
“รู้แล้ว”
นางกำลังจะวางถ้วยชาลง แต่คนสนิทกลับกล่าวต่อ
“เซ่อเจิ้งอ๋องก็เสด็จมาด้วยเพคะ”
มือของลั่วชิงเหยาหยุดชะงัก เพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับเป็นปกติ
“เขามาด้วยหรือ”
“เพคะ”
แววตาของลั่วชิงเหยาเย็นชาลงเล็กน้อย หากกล่าวว่าลู่จื่อเสียนเป็นเพียงคนที่ทำให้น้องสาวของนางได้รับความอับอาย
เช่นนั้นเซียวจิ่นเหยียน... ก็คือบุรุษที่ทำให้นางไม่อาจนอนหลับตาลงอย่างวางใจได้
เซ่อเจิ้งอ๋องแห่งแคว้นต้าเยว่ พระอนุชาของอดีตฮ่องเต้ และเป็นเสด็จอาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
หลายปีก่อนเมื่ออดีตฮ่องเต้สิ้นพระชนม์กะทันหัน ราชสำนักเกิดความวุ่นวาย เหล่าองค์ชายต่างช่วงชิงราชบัลลังก์ ขุนนางแบ่งออกเป็นหลายฝ่าย
สุดท้ายเป็นเซียวจิ่นเหยียนที่ใช้กำลังและอำนาจในมือปราบความวุ่นวายทั้งหมดลง
จากนั้นเขาก็เลือกเซียวหลิงเยวียนขึ้นครองราชย์
ยามนั้นฮ่องเต้ยังทรงพระเยาว์
เซียวจิ่นเหยียนจึงรับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เวลาผ่านไปหลายปี ฮ่องเต้น้อยในวันวานเติบใหญ่จนสามารถบริหารราชกิจได้ด้วยตนเองแล้ว
แต่เซียวจิ่นเหยียนยังคงมีอำนาจอยู่ในมือ กองทัพจำนวนไม่น้อยเชื่อฟังคำสั่งของเขา ขุนนางในราชสำนักหลายคนเป็นคนของเขา
แม้แต่ราชโองการบางฉบับ หากเซ่อเจิ้งอ๋องคัดค้านก็ยากจะประกาศออกไปโดยง่าย
สำหรับลั่วชิงเหยาแล้ว... บุรุษผู้นี้ก็คือกำแพงสูงที่ขวางอยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้และขวางอยู่เบื้องหน้าตระกูลลั่วเช่นกัน
“เซ่อเจิ้งอ๋องไม่เคยสนใจงานชมบุปผา เหตุใดวันนี้จึงมีเวลามา”
ลั่วชิงเหยาเอ่ยเสียงเรียบ นางกำนัลคนสนิทไม่กล้าตอบ เพราะยังไม่ทันได้ตอบ เสียงขันทีจากด้านนอกก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ฝ่าบาทเสด็จ!”
“เซ่อเจิ้งอ๋องเสด็จ!”
คนทั้งหมดภายในอุทยานหลวงรีบลุกขึ้น ลั่วชิงอวี้ที่เพิ่งคีบขนมดอกกุ้ยขึ้นมาถึงริมฝีปากจำต้องวางมันกลับลงบนจานอย่างเสียดาย
นางหันไปมองตามคนอื่น ๆ บุรุษสองคนกำลังเดินเข้ามา ผู้ที่เดินนำอยู่ด้านหน้าสวมฉลองพระองค์สีเหลืองทอง ใบหน้าหล่อเหลา ท่วงท่าสง่างาม
เขาคือเซียวหลิงเยวียน ฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเยว่
ส่วนบุรุษที่เดินอยู่ข้างกาย... ลั่วชิงอวี้มองเพียงครั้งเดียวก็รู้ว่าเขาคือผู้ใด
เซียวจิ่นเหยียน เซ่อเจิ้งอ๋องผู้สำเร็จราชการ
เขาสวมชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรสี่เล็บด้วยดิ้นเงิน เรือนร่างสูงใหญ่กว่าเซียวหลิงเยวียนเล็กน้อย ใบหน้าคมคายหล่อเหลา แต่ความเย็นชาระหว่างคิ้วทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าจ้องมองนาน
ลั่วชิงอวี้เองก็ไม่คิดจะมองนานเช่นกัน นางก้มหน้าลงพร้อมคนอื่น ๆ
“ถวายพระพรฝ่าบาท”
เซียวหลิงเยวียนยกมือ
“ไม่ต้องมากพิธี”
เมื่อทุกคนลุกขึ้น เซียวหลิงเยวียนก็เดินตรงไปหาฮองเฮา สายตาที่มองลั่วชิงเหยาอ่อนโยนกว่าตอนมองผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด
“วันนี้ฮองเฮาจัดงานได้ไม่เลว”
“ฝ่าบาททรงตรัสชมเกินไปแล้วเพคะ”
เซียวหลิงเยวียนยิ้ม
“เราได้ยินว่าเจ้าจัดงานครั้งนี้เพราะต้องการหาคู่ครองให้อวี้เอ๋อร์ด้วย”
ลั่วชิงเหยายังไม่ทันตอบ เสียงทุ้มเย็นชาของบุรุษอีกคนก็ดังขึ้น
“คุณหนูรองตระกูลลั่วเพิ่งถูกถอนหมั้นไม่กี่วัน ฮองเฮาก็รีบร้อนหาคู่ครองใหม่ให้นางแล้วหรือ”
บรรยากาศรอบด้านเงียบลงทันที ลั่วชิงเหยาหันไปมองเซียวจิ่นเหยียน
“เรื่องแต่งงานของน้องสาวหม่อมฉัน คงไม่จำเป็นต้องให้เซ่อเจิ้งอ๋องเป็นกังวลกระมัง”
เซียวจิ่นเหยียนสบตานางอย่างไม่หลบเลี่ยง
“เปิ่นหวางไม่ได้กังวล เพียงแต่เรื่องนี้กำลังเป็นที่กล่าวถึงไปทั่วเมืองหลวง หากรีบร้อนเลือกคู่ครองใหม่เกินไป เกรงว่าจะยิ่งทำให้ผู้คนเอาไปพูดสนุกปาก”
ลั่วชิงเหยายิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา
“ผู้ใดกล้าพูดถึงน้องสาวของหม่อมฉันอย่างสนุกปาก หม่อมฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขามีกี่ศีรษะให้ตัดทิ้ง”
เซียวจิ่นเหยียนหรี่ตาลงเล็กน้อย
“องค์ฮองเฮาช่างมีพระบารมียิ่งนัก”
“ย่อมไม่อาจเทียบเซ่อเจิ้งอ๋องได้เพคะ”
คำพูดสองประโยคฟังดูสุภาพ แต่คนที่อยู่ในราชสำนักมานานต่างพากันก้มหน้าลงเงียบ ๆ ใครจะไม่รู้ว่าฮองเฮากับเซ่อเจิ้งอ๋องไม่ลงรอยกัน
ฝ่ายหนึ่งเป็นฮองเฮาผู้มีตระกูลลั่วหนุนหลัง อีกฝ่ายเป็นผู้สำเร็จราชการที่กุมอำนาจมาหลายปี
ฮ่องเต้ซึ่งยืนอยู่ตรงกลางมองคนทั้งสอง ก่อนจะถอนหายใจอย่างปวดศีรษะ
“วันนี้เป็นงานชมบุปผา ไม่พูดเรื่องราชสำนัก”
คำพูดของฮ่องเต้ทำให้ลั่วชิงเหยาเป็นฝ่ายละสายตาก่อน
“เพคะ”
เซียวจิ่นเหยียนเองก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก ทว่าลั่วชิงอวี้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลกลับกะพริบตาปริบ ๆ
นางมองพี่สาว จากนั้นมองเซ่อเจิ้งอ๋อง แล้วหันไปกระซิบถามชุ่ยหลิง
“สองคนนั้นทะเลาะกันหรือ”
ชุ่ยหลิงหน้าซีด
“คุณหนู!”
“ข้าพูดเบามากแล้วนะ”
“ที่นี่คือวังหลวงเจ้าค่ะ”
ลั่วชิงอวี้จึงปิดปากอย่างเชื่อฟัง แต่ในใจกลับคิดว่า... เซ่อเจิ้งอ๋องผู้นี้ดูน่ากลัวจริง ๆ แม้หน้าตาจะหล่อเหลาก็เถอะ
แต่บุรุษที่เพียงยืนเฉย ๆ ก็ทำให้คนรอบข้างไม่กล้าหายใจแรงเช่นนี้ ไม่เหมาะจะเป็นสามีของนางอย่างยิ่ง
หากแต่งกับคนเช่นนี้ วันหน้าถ้านางอยากกินของว่างตอนกลางคืนแล้วเขาไม่อนุญาตจะทำอย่างไร
ไม่ได้! ไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ลั่วชิงอวี้ส่ายหน้าอยู่ในใจ บุรุษเช่นเซ่อเจิ้งอ๋อง ต่อให้หน้าตาดีกว่านี้อีกสิบเท่า นางก็ไม่เอา
ยามที่ลั่วชิงอวิ๋นมาเยี่ยมเยียนน้องสาวที่จวนก็อดเอ่ยถึงเรื่องที่เซ่อเจิ้งอ๋องเกรงกลัวพระชายาอย่างลั่วชิงอวี้ไม่ได้“ข้าบอกแล้วว่าไม่ใช่!”ลั่วชิงอวี้กล่าวกับพี่ชายอย่างไม่พอใจ ลั่วชิงอวิ๋นที่กำลังดื่มชากับเสิ่นเยว่หลันพยักหน้า“อืม”“ท่านเชื่อข้าหรือไม่”“เชื่อ”เมื่อได้ยินเช่นนั้นลั่วชิงอวี้จึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แต่เสิ่นเยว่หลันกลับหัวเราะออกมานางหันไปมองพี่สะใภ้“พี่สะใภ้หัวเราะอะไร”เสิ่นเยว่หลันตอบตรงไปตรงมา“ข้าเพียงคิดว่าในที่สุดก็มีคนพบวิธีจัดการเซ่อเจิ้งอ๋องได้”“ข้าไม่ได้จัดการเขา”“อืม”“เขาเต็มใจตามใจข้าเอง”“อืม”“พวกท่านไม่เชื่อข้าหรือ”ลั่วชิงอวิ๋นรีบกล่าว“เชื่อ”“น้ำเสียงท่านไม่เหมือนเชื่อเลยนะ”ระหว่างที่พี่น้องกำลังโต้เถียงกันเซียวจิ่นเหยียนก็เดินเข้ามา เขามองภรรยาก่อนที่จะเอ่ยถามออกมา“ใครทำเจ้าโมโห”ลั่วชิงอวี้ชี้ไปทางพี่ชายทันที“เขา!”ลั่วชิงอวิ๋น “...”เซียวจิ่นเหยียนมองพี่ภรรยา สายตาเย็นลงเล็กน้อย เสิ่นเยว่หลันยกถ้วยชาขึ้นดื่มอย่างไม่คิดช่วยสามีลั่วชิงอวิ๋นสูดหายใจ“ข้าเพียงเห็นด้วยกับข่าวลือที่ว่าท่านอ๋องทรงเกรงกลัวพระชายา”เซียวจิ่นเหยียนนิ่งไปจากนั้นกลับ
เซียวจิ่นเหยียนยื่นมือแตะแก้มนางเบา ๆ ลั่วชิงอวี้ขยับตัว ก่อนลืมตาขึ้นมาเล็กน้อย“สวามี...”“ข้าทำให้เจ้าตื่นหรือ“อืม...”นางมองเขาอย่างง่วงงุน“ลูกเล่า”“หลับไปแล้ว”“ทั้งสองคนเลยหรือ”“อืม”นางพยักหน้าแล้วกำลังจะหลับต่อ แต่เซียวจิ่นเหยียนกลับเรียก“ชิงอวี้”“เพคะ”“พอแล้ว”นางลืมตา“อะไรพอ”เขามองนาง“พวกเรามีลูกสองคนก็พอแล้ว”ลั่วชิงอวี้นิ่ง“ท่านไม่อยากมีอีกหรือ”“ไม่อยากแล้ว”คำตอบรวดเร็วอย่างยิ่ง“เพราะอะไรเพคะ”เซียวจิ่นเหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบตามตรง“ข้ากลัว”ลั่วชิงอวี้ชะงัก คนอย่างเซียวจิ่นเหยียนยอมพูดคำนี้ออกมาด้วยตนเอง“วันนี้ข้ากลัวมาก”เขากุมมือนาง“ข้าไม่อยากเจอเหตุการณ์ที่อาจจะต้องสูญเสียเจ้าไปเช่นในวันนี้อีกแล้ว”ลั่วชิงอวี้มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนขยับมือไปจับมือเขากลับ“ได้เพคะ หม่อมฉันเองก็ไม่อยากจะเห็นท่านอ๋องต้องหลั่งน้ำตาเพราะหม่อมฉันอีกแล้ว”“...”เซียวจิ่นเหยียนก้มลงจุมพิตหน้าผากนาง“นอนเถอะ”นางยิ้มก่อนจะหลับตาลงอย่างอารมณ์ดี เซียวจิ่นเหยียนยังคงจ้องมองนางสุดท้ายมุมปากก็ยกขึ้น วันนี้เขาหลั่งน้ำตาออกมาอย่างไม่รู้ตัวจริงๆ หากน้ำตาไม่กี่หยดสามารถแลกกับการท
ยิ่งใกล้วันคลอด เซียวจิ่นเหยียนยิ่งนอนไม่หลับ คนที่เคยต่อสู้อย่างดุดันในสนามรบโดยไม่หวั่นเกรงกลับเฝ้าถามท่านหมอทุกวันด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลใจ“วันนี้เป็นอย่างไร”“ปกติพ่ะย่ะค่ะ”“แน่ใจหรือ”“แน่ใจพ่ะย่ะค่ะ”“เด็กเล่า”“แข็งแรงพ่ะย่ะค่ะ”“แล้วพระชายาเล่า”“แข็งแรงพ่ะย่ะค่ะ”“การคลอดจะปลอดภัยใช่หรือไม่”หมอ “...”ยังไม่คลอดเลย จะให้เขาตอบอย่างไร ไม่มีผู้ใดกล้ารับรองความปลอดภัยได้อย่างเต็มปาก สิ่งที่สามารถพูดได้ก็คือ“กระหม่อมจะดูแลพระชายาอย่างเต็มที่พ่ะย่ะค่ะ”จนกระทั่งวันคลอดมาถึงจริง ๆ เสียงลั่วชิงอวี้ร้องด้วยความเจ็บปวดดังออกมาจากห้องคลอด เซียวจิ่นเหยียนยืนอยู่ด้านนอก ใบหน้าซีดเผือดกว่าคนคลอดเสียอีก“เหตุใดจึงใช้เวลานานขนาดนี้”หมอรีบตอบ“ท่านอ๋อง การคลอดบุตรต้องใช้เวลาพ่ะย่ะค่ะ”“นางคงจะต้องเจ็บปวดมากแน่ๆ”“เป็นเรื่องปกติพ่ะย่ะค่ะ”“ปกติตรงไหน”ทุกคนเงียบ เซียวจิ่นเหยียนเดินวนอยู่หน้าประตู เดินไป เดินกลับ สุดท้ายทนไม่ไหว ก็ตะโกนออกมา“เปิดประตู”“ท่านอ๋อง!”“ข้าจะเข้าไป”“ห้องคลอดเป็นสถานที่อัปมงคล บุรุษเข้าไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!”เซียวจิ่นเหยียนหันมามอง“ใครกำหนด”“ธรรมเนียมพ่ะ
ความพยายามของเซียวจิ่นเหยียนในที่สุดก็ไม่ได้สูญเปล่า เช้าวันหนึ่งในต้นฤดูใบไม้ผลิ หมอประจำจวนเซ่อเจิ้งอ๋องถูกเรียกเข้ามาตรวจชีพจรของพระชายา เพราะลั่วชิงอวี้ที่ปกติให้ความสำคัญกับอาหารเหนือสิ่งอื่นใด กลับนั่งมองโจ๊กไก่ตรงหน้าแล้วขมวดคิ้ว“ไม่อร่อย”ชุ่ยหลิงตกใจ พ่อครัวตกใจ เซียวจิ่นเหยียนยิ่งตกใจ“เมื่อวานเจ้ายังบอกว่าอยากกิน”“วันนี้ไม่อยากแล้วเพคะ”“เช่นนั้นอยากกินอะไร”ลั่วชิงอวี้คิดอยู่นานก่อนส่ายหน้า“ไม่รู้”คำตอบนี้ทำให้เซียวจิ่นเหยียนเรียกหมอทันที เพราะสำหรับพระชายาของเขา การที่นางไม่รู้ว่าอยากกินอะไร นับว่าเป็นอาการผิดปกติอย่างยิ่งหมอชราจับชีพจรอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นสีหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยน เขาจับชีพจรอีกครั้งเซียวจิ่นเหยียนขมวดคิ้ว“เป็นอะไร”หมอรีบลุกขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม“ขอแสดงความยินดีกับท่านอ๋องและพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”เซียวจิ่นเหยียนชะงัก ลั่วชิงอวี้เองก็มองหมอ“ยินดีเรื่องอะไร”“พระชายาทรงมีครรภ์แล้วพ่ะย่ะค่ะ”ภายในห้องเงียบลงทันที ลั่วชิงอวี้ก้มมองหน้าท้องตนเอง ส่วนเซียวจิ่นเหยียนนิ่งไปนานเสียจนหมอเริ่มสงสัยว่าเขาได้ยินหรือไม่“ท่านอ๋อง”“แน่ใจหรือ”“แน่ใจพ่ะย่ะค่ะ”
คืนนั้นลั่วชิงอวี้นั่งกินขนมเกาลัดอยู่ในจวน เซียวจิ่นเหยียนอ่านหนังสืออยู่ตรงข้ามนางมองเขาอยู่หลายครั้งสุดท้ายเซียวจิ่นเหยียนก็วางหนังสือลง“อยากถามอะไรก็ถาม”“องค์ชายใหญ่แคว้นต้าเป่ย...”ลั่วชิงอวี้ลากเสียง“ทำไมหรือ”“หม่อมฉันเคยเห็นเขาในจวนของเราสองสามครั้ง”มือของเซียวจิ่นเหยียนหยุดเล็กน้อย ลั่วชิงอวี้ยิ้ม“ตอนนั้นท่านบอกว่าเป็นแขกจากแดนเหนือ”“เขาก็มาจากแดนเหนือจริง”“เพคะ”นางพยักหน้า“แต่ท่านไม่ได้บอกว่าแขกคนนั้นเป็นองค์ชายใหญ่ต้าเป่ย”เซียวจิ่นเหยียนเงียบ ลั่วชิงอวี้กินเกาลัดอีกคำ“การก่อการเกิดขึ้นเร็วเกินไป”“กองทัพพร้อมเกินไป”“คนในราชสำนักต้าเป่ยเปลี่ยนข้างเร็วเกินไป”“แล้วพอขึ้นครองอำนาจ สิ่งแรกที่เขาทำกลับเป็นการประหารมู่หรงหว่าน ส่งศีรษะมาให้ต้าเยว่ และขอสวามิภักดิ์ทันที”นางเอียงศีรษะ“บังเอิญจริง ๆ นะเพคะ”เซียวจิ่นเหยียนมองภรรยา“เจ้าคิดมากไป”“อ้อ”ลั่วชิงอวี้พยักหน้าอย่างว่าง่าย“เช่นนั้นก็ถือว่าหม่อมฉันคิดมากไป”นางไม่ได้ถามต่อเพราะคำตอบอยู่ตรงหน้าแล้ว เซียวจิ่นเหยียนวางมือจากราชสำนักต้าเยว่ ไม่ได้หมายความว่าเครือข่ายที่เขาสร้างมาตลอดหลายปีจะหายไปคนที่สามารถถอนรา
เสียงร้องของทารกดังขึ้นภายในตำหนักเฟิ่งอี๋ในยามรุ่งสาง หลังจากนั้นไม่นานนักเสียงประกาศด้วยความยินดีก็ดังก้องไปทั่วพระราชวัง“ประสูติแล้ว!”“ฮองเฮาทรงประสูติพระโอรสแล้วพ่ะย่ะค่ะ”เซียวหลิงเยวียนที่ยืนรออยู่ด้านนอกแทบลืมฐานะฮ่องเต้“พระโอรสหรือ”“พ่ะย่ะค่ะ!”แพทย์หญิงยิ้มจนใบหน้าแทบเป็นดอกไม้“เป็นพระโอรส ร่างกายแข็งแรง พระสุรเสียงดังยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”เซียวหลิงเยวียนนิ่งไปชั่วขณะก่อนหัวเราะออกมา“ดี!”“ตกรางวัล ให้แก่ทุกคน”พระองค์ก้าวไปถึงประตูแล้วกลับถูกนางกำนัลขวางเอาไว้“ฝ่าบาท ยังเข้าไปไม่ได้เพคะ ด้านในยังจัดการไม่เรียบร้อยเพคะ”เซียวหลิงเยวียนขมวดพระขนง“ข้าเป็นสามีของนาง”“ฝ่าบาท...”“ข้าแค่เข้าไปดูชิงเหยา”“ไม่ได้เพคะ”ฮ่องเต้ผู้สามารถตัดสินชีวิตขุนนางทั้งราชสำนักได้กลับถูกนางกำนัลขวางอยู่หน้าห้องคลอดลั่วชิงอวี้ที่เพิ่งมาถึงเห็นภาพนั้นพอดี นางรีบเดินเข้ามา“พี่หญิงเป็นอย่างไรบ้างเพคะ”เซียวหลิงเยวียนหันมา“ปลอดภัยทั้งแม่และลูก”ดวงตาของลั่วชิงอวี้สว่างขึ้นทันที“จริงหรือเพคะ”“อืม”“หม่อมฉันมีหลานแล้ว”ความตื่นเต้นของนางทำให้เซียวหลิงเยวียนหัวเราะ“ใช่ เจ้ามีหลานแล้ว”ลั่วชิงอว







