เข้าสู่ระบบเฉินเซินเร่งคุกเข่าลงกับพื้นแล้วก้มศีรษะต่ำไม่กล้าแหงนเงยใบหน้าขึ้นสบดวงตาทองอร่ามสว่างไสวงดงามตรงหน้า ทั้งที่กายน้อยนั้นพอท่านองครักษ์เฉินคุกเข่าลง เลยทำให้กายเจ้าสาวชุดงดงามเจิดจรัสเลยพอจะสูงขึ้นมาเท่ากับหัวไหล่ท่านองครักษ์หนุ่มเล็กน้อย เฉียวปิงเซียวเลยถอยห่างเพราะตกใจที่บุรุษตัวโตมาก้มศีรษะให้ตนเองเช่นนี้
“เอ่อ ท่านองครักษ์เฉิน ท่านอย่าคิดมากเลย ท่านหญิงหกของข้านั้นนางอายุก็เพียงเท่านี้ จึงยังไม่อาจแจ้งใจต่อฐานะตนเองจึงแสดงกิริยาไม่ระวัง เช่นไรต่อไปเสี่ยวเตี๋ยนั้นจะพยายามสั่งสอนนางให้รู้ความขึ้นในภายหน้าอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
เสี่ยวเตี๋ยผู้รู้เรื่องราวทุกสิ่งดีเร่งห้ามทัพไม่ให้ทั้งนายน้อยของนางและท่านองครักษ์ผู้เป็นหัวหน้าขบวนรับตัวเจ้าสาวมาจากแคว้นต้านโจวได้ผลัดกันขอบคุณไม่เลิกเสียที หาไม่จะไม่ทันฤกษ์มงคลเป็นแน่ ที่สำคัญแม่นมซางเหนียงจือนางกำลังหันกลับมามองด้วยดวงตาเรืองแสงสีเขียวขุ่นเร่งนางและนายน้อยของตนเองแล้ว
“มาเถิดเจ้าค่ะท่านหญิงหก ใกล้ฤกษ์เต็มทน มาจัดอาภรณ์ให้ดีอีกหน่อยนะเจ้าคะ”
เสี่ยวเตี๋ยจัดการงานตรงหน้าอย่างคล่องแคล่ว เพียงครู่นางก็จัดการจนเจ้าสาวตัวน้อยงดงามดังเทพธิดาในชุดเครื่องทรงเต็มพิธีการของชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ยมิขาดตกไปสักเพียงหนึ่งชิ้น
แต่เพียงแค่เท้าแสนสั้นก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างองอาจ นางเป็นลูกสาวของท่านหญิงผู้เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งเผ่าเชียวนา จะมาอ่อนแอให้ชาวจงหยวนขบขันนั้นไม่สมควรอย่างยิ่ง!
"เสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊...เตาไฟมันใหญ่ไปหรือไม่"
ผู้ที่เพิ่งบอกตนเองให้เข้มแข็ง แต่พอเห็นขนาดของเตาไฟกลับถอยหลังมาตั้งหลักเสียหกก้าวแล้วกวักมือให้สาวใช้คนสนิทก้มศีรษะลงมาให้นางกระซิบสักหน่อย ซึ่งเสี่ยวเตี๋ยนั้นมองไปก็เห็นจริง ชินหวางผู้นี้คิดจะให้ตบแต่งท่านหญิงหก หรือจะเผาท่านหญิงตัวน้อยของนางตั้งแต่พิธีข้ามเตาไฟกันเล่า?
เด็กน้อยมองเตาซึ่งนางคิดว่าหากนำแพะสักตัวมาย่างคงสุกได้ในเวลาไม่นานแล้วก็ท้อ สายตาเลยไปที่กงกงผู้ยืนวางท่ามีสีหน้าเหี้ยมโหด ลำคอสั้น ๆ เลยหดสั้นเพิ่มขึ้นไปอีกสองส่วน เห็นแล้วก็ช่างน่าสงสาร แต่พอนางนึกถึงคำสั่งของไทเฮาว่านอกบ้านชินหวางคือบุรุษผู้เป็นใหญ่และมากอำนาจที่สุด ทว่ายามอยู่ในตำหนักส่วนหลังนับจากวันนี้เป็นนางที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เด็กน้อยจึงดึงเปลือกตาแคบลงสองส่วน
"เราจะดับถ่านไฟในเตานับว่าผิดประเพณีใช่หรือไม่"
ท่านหญิงน้อยจากต้านโจวทบทวนสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้มาจากตำหนักไทเฮา แล้วคิดทบทวนว่าจะผ่านด่านเตาไฟนี้ไปได้เช่นไรไม่ให้ตนเองกลายเป็นชินหวางเฟยย่างไฟสุกหอมชวนชิมก่อนเข้าหอตามธรรมเนียมของชาวหนานสุ่ยไปเสียก่อน
"เฉินเก่อเกอ...มาทางนี้"
นิ้วกลมสั้นกระดิกเรียกท่านองครักษ์ที่ไทเฮาทรงประทานมาให้ดูแลนางอีกคน แล้วรอยยิ้มมากเล่ห์ของท่านหญิงหกก็ปรากฏเฉิดฉายออกมาจนเสี่ยวเตี๋ยเริ่มหายใจไม่เต็มท้อง เห็นแล้วนางจึงยกชายเสื้อขึ้นซับเหงื่อในทันที ก็...ท่านหญิงน้อยของนางนั้นธรรมดาที่ใดกัน...ปั่นป่วนจนเหล่าอนุภรรยาของจวินกั๋วกงร่ำไห้มาล้วนบ่อยครั้ง เหล่าพี่ชายพี่สาวร่วมบิดาหรือก็ขยาดไม่กล้ารังแก ไปจนถึงคนทางกระโจมของท่านข่านเล่อฉินเต๋อตูผู้เป็นตาก็ล้วนปั่นป่วนมาแล้วทั้งหมดกับรอยยิ้มนี้
"อุ้มหน่อย...น้า~...เฉินเก่อเกออุ้มเสี่ยวปิงหน่อย เตาไฟก็ใหญ่ เมล็ดถั่วเมล็ดงานั้นก็มาก อานม้านั่นก็...ใหญ่ยิ่งเกินไป เสี่ยวปิงเดินเองคงได้ล้มขายหน้าอีกเป็นแน่"
ดวงตาสีทองอร่ามเรืองรองงดงามนั้นแวววาวออดอ้อนมาพร้อมรอยยิ้มแสนหวาน เผยให้เห็นเขี้ยวข้างซ้ายที่โผล่ออกมาอวดโฉม พัดลายหงส์ถูกกำแน่นที่มือข้างขวา แล้วนางก็ชูแขนทั้งสองข้างรอคอยการถูกอุ้มเต็มที่...ก็จำได้ในกฎที่ได้อ่านไม่ได้ห้ามให้นางถูกอุ้มข้ามเตาไฟสักหน่อย...
...นางไม่ได้ทำผิดธรรมเนียม และแหวกม่านประเพณีใดสักนิด...ก็เพียงให้พี่ชายใจดีช่วยอุ้มนางก้าวข้ามเตาไฟเท่านั้นจะผิดที่ใดกัน ยิ่งมองเห็นอานม้ากับเมล็ดธัญพืชทั้งหลาย เด็กน้อยจึงคิดว่านางอาศัยขาแข็งแรงของพี่ชายใจดีนี่แหละงดงามเหมาะสม!
ขนาดเสี่ยวเตี๋ยผู้คุ้นเคยกับนายน้อยของนางมานับตั้งแต่ยังแบเบาะ เจอรอยยิ้มและสายตาออดอ้อนยังไม่เคยต้านทานพลังทำลายล้างสูงนี้ไปได้ แล้วองครักษ์หนุ่มมีหรือจะทานทนใจแข็งไม่ช่วยอุ้มนางไปได้ ดังนั้น ใบหน้าของเจ้าบ่าวที่แต่เดิมก็บึ้งตึงอยู่แล้ว พอเห็นว่าแผนแกล้งไม่ได้ผล ที่คิดว่ายายเด็กน่าชิงชังจากชายแดนข้ามเตาไฟไม่ผ่าน และพิธีล้มเหลว เช่นนั้นพิธีตบแต่งนางก็ไม่ต้องมีขึ้น ทว่าทุกสิ่งถล่มลงจนไม่เหลือชิ้นดีจึงมีสีหน้าดำทะมึนแตะแต้มใบหน้าเพิ่มขึ้นไปอีกสามส่วน!
แต่เฉียวปิงเซียวนอกจากหนูน้อยจะไม่สะทกสะท้านต่อสายตาอยากฆ่านางให้ตายแล้ว ยังมีแก่ใจส่งยิ้มหวานเผื่อแผ่ไปให้คนตัวโตหน้ายักษ์อีกด้วย
...ก็เพียงสายตาในยามที่ข้าอยู่จวนท่านพ่อ ถูกบรรดาแม่ ๆ ทั้งหลายลงมือฆ่าออกบ่อย ข้ายังไม่กลัวเล้ย...
"เสี่ยวปิง อาหมิง ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะจดจำคำสั่งเสียสุดท้ายของสืออีเอาไว้ให้จงดีนะ"นั่นคือสิ่งที่ฟ่านอิงเฉิงได้เอ่ยกับสองสามีภรรยาก่อนที่เขาจะจากไป ซึ่งแน่แท้ว่าเฉียวปิงเซียวและหานไท่หมิงย่อมไม่มีวันลืมว่ากว่าพวกตนจะมีวันนี้ต้องผ่านความยากลำบากอันใดมาบ้าง และต้องสูญเสียสิ่งใดไปบ้าง"เสี่ยวปิงย่อมมิอาจลืมเลือน"ซึ่งช่วงเวลาในโลกมนุษย์จะกล่าวว่ารวดเร็วนั้นก็ไม่เต็มที่ จะกล่าวว่าเนิบช้าก็มิอาจจะพูดได้เต็มปากนัก แต่ฮองเฮาเฉียวปิงเซียวกับฮ่องเต้หานกวงตี้ พวกเขานั้นก็เคียงข้างร่วมทั้งทุกข์และสุขปกครองหนานสุ่ยต่อมาอีกยี่สิบห้าหนาวก็สละราชบัลลังก์ให้แก่องค์ชายใหญ่หานกวงไถ่ได้ปกครองต่อไป ส่วนพวกเขาทั้งสองนั้นพากันหลบเร้นกายขึ้นสู่ยอดเขาอันหนิงซานในท้ายที่สุดและผ่านไปอีกสิบห้าหนาวก็มีข่าวว่าทั้งสองได้หวนคืนสวรรค์ไปไล่เลี่ยกัน ส่วนความจริงแล้วจะเป็นเช่นไรพวกเขาตายจากไปแล้วจริงหรือไม่ คงมีเพียงฮ่องเต้องค์ปัจจุบันกับชินหวางและจ่างกงจู่ผู้เป็นสายโลหิตของพวกเขาเท่านั้นที่รู้แจ้ง"เป็นเช่นไรบ้างเล่าเสี่ยวปิง บัดนี้ผ่านมาหนึ่งร้อยหนาวเจ้ายังเยาว์วัยดังดรุณีวัยสิบเจ็ดหนาว ส่วนเจ้าอาหมิง ดูสิ หลานชายหล
ตอนอวสาน"เสี่ยวปิง"กายสูงใหญ่เร่งทรุดลงนั่งลงด้านบนศีรษะของเฉียวปิงเซียวที่กำลังทรมานอย่างถึงแก่น ทว่านางไร้ลมที่จะเบ่งคลอดเอาเสี่ยวหลัวโปให้ออกมาดูโลกภายนอกได้แล้ว"เสี่ยวปิงข้ารักเจ้านะ...เพราะรักจึงต้องทำเช่นนี้"กล่าวจบเขาก็ส่งเม็ดยานั้นเข้าปากตนเองแล้วบังคับบีบแก้มกลมให้นางอ้าปากออก จากนั้นเขาก็แนบริมฝีปากบังคับป้อนยาเม็ดนั้นให้นางกลืนลงไป เพราะใจนั้นกังวลไปแล้วว่าเฉียวปิงเซียวนางจะไม่ยอมกินโอสถทิพย์ที่แลกมาด้วยสามดวงจิต ทว่าเขาคิดผิด เพราะนอกจากเฉียวปิงเซียวนางจะยอมกินโดยดีแล้ว นางกลับกัดจนยาลูกกลอนเม็ดนั้นแตกเป็นสองแล้วป้อนคืนกลับให้หานไท่หมิงนั้นกินอีกด้วย"เจ้า!"คนที่ไม่ทันตั้งเตรียมใจเลยเผลอกลืนยาครึ่งเม็ดนั้นลงท้องไปเรียบร้อย จะดุนางจะว่ากล่าวนางก็ทำไม่ลง เพราะคนทำนั้นส่งยิ้มซีดเซียวนำหน้ามาก่อนจะกล่าวว่า"ท่านไม่รู้หรือว่าผู้กลืนกินโอสถทิพย์หากเป็นเทพก็จะมีปราณกล้าแกร่ง หากเป็นมนุษย์จะอายุยืนยาวกว่าคนปกติทั่วไป หากท่านคิดให้เสี่ยวปิงอายุยืนเราก็จะต้องอายุยืนไปด้วยกัน อย่ามาคิดเอาเปรียบกลับสวรรค์ก่อนกันสิเพคะ"ซึ่งหานไท่หมิงนั้นไม่มีเวลาถกเถียงกับเด็กดื้อตรงหน้า เพราะกล่
นางกระซิบน้ำเสียงเหี้ยมโหด กว่าเสิ่นลี่เย่นางจะรู้ตนว่านางพลาดไปใหญ่หลวงก็เมื่อดวงจิตค่อย ๆ แตกกระจายกลายเป็นผงธุลีไปเสียแล้ว ทว่ากายของสืออีนั้นพอแตกสลายกลับกลายเป็นต้นกล้าของดอกรุ่ยเซียงหนึ่งต้น ฟ่านอิงเฉิงจึงใช้สองมือประคองต้นกล้าดังกล่าวแล้วร่ายมนตร์ลืมเลือนหนึ่งครั้งเพื่อให้ชาวประชาหลายพันชีวิตลืมเลือนเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเมื่อครู่ไปเสีย จากนั้นเขาก็ป้อนความทรงจำใหม่ว่าเป็นฮองเฮาที่ครรภ์แก่เต็มทนเหน็ดเหนื่อยเกินไปกับพิธีการจึงเป็นลม แล้วให้หานไท่หมิงเร่งพากายอวบอั๋นเข้าไปพักที่ตำหนักด้านในโดยด่วน"ฝ่าบาททรงทราบใช่หรือไม่?"นั่นคือคำถามแรกที่เฉียวปิงเซียวนางเอ่ยถามท่านปีศาจกระทิงเฒ่าแสนจะมากเล่ห์ร้อยกลของตนเอง เพราะนางจับสังเกตได้ในยามที่เกิดเหตุฉุกเฉินแล้วเขาปกป้องนางได้ทันท่วงที โดยไม่ทำให้นางล้ม หรือกระทบกระเทือนไปถึงครรภ์เลยเช่นนี้"ยอมรับว่ารู้แจ้งที่เสิ่นลี่เย่นางสามารถหลบหนีออกมาจากน้ำเต้ากักปราณได้ จนถึงรู้ว่าเฉินเซินนั้นจะสละชีพตนเองในวันนี้ แต่เรื่องสืออีนั้นอยู่นอกเหนือแผนการทั้งสิ้น ข้าเองก็ไม่คิดว่านางจะ...จะสละชีพทั้งที่...ทั้งที่...""นางกำลังมีครรภ์อ่อน"เป็นฟ่าน
ตอนที่ 104พอถึงฤกษ์ดีเหมาะสมแก่เวลา กายสูงสง่าของหานไท่หมิงที่สวมอาภรณ์วิจิตรทรงเครื่องครบครันตามราชประเพณีก็ก้าวเท้ามั่นคงขึ้นสู่บัลลังก์ทองนั้นด้วยกิริยาสงบเยือกเย็น สีหน้านั้นมิได้หวั่นไหวตกประหม่าต่อสายตาของเหล่าขุนนางทั้งหลายมากมายมืดฟ้ามัวดินตรงหน้าสักนิด ซึ่งหากกะคำนวณด้วยสายตาคงร่วมสองถึงสามพันชีวิต ข้างกายเยื้องออกไปทางด้านหลังคือเฉินเซินในชุดองครักษ์ดูเคร่งขรึมการนี้มิใช่เพียงเหล่าขุนนางของหนานสุ่ยเท่านั้น ทว่ายังรวมเอาชาวเมืองมาพร้อมกันไม่น้อยอีกด้วย ซึ่งแน่แท้แล้วว่านอกจากชาวเมืองแล้วยังมีราชทูตของต่างดินแดนต่างเผ่ามาร่วมงานนี้ไม่น้อย พิธีการต่างผ่านไปด้วยดี จวบจนในยามที่กายสูงสง่าก้าวขึ้นไปนั่งลงบนบัลลังก์เสียงแซ่ซ้องกึกก้อง ใบหน้าหล่อนั้นเปิดรอยยิ้มจริงใจส่งไปให้ปวงประชา ถึงจะทราบดีว่าห่างไกลถึงเพียงนี้พวกเขาคงยากจะมองเห็น แต่เขาก็อยากจะยิ้มมอบให้ประชาชนของตนเองอยู่ดี ...ก่อนที่ดวงตาเรียวทรงดอกท้อนั้นจะดึงกลับมาจากลานด้านล่างแล้วลุกขึ้นเดินมุ่งตรงไปเบื้องหน้า เท้าแกร่งนั้นหยัดยืนขึ้นแช่มช้า จุดหมายคือหน้ามุขซึ่งเชื่อมต่อไปยังลานกว้างที่มีชาวหนานสุ่ยมากมายรอคอยยลโฉมพระ
เช่นคราวนี้ที่หยางเทียนจวินถูกจับได้ว่าเขาถูกจิตมารเข้ากลืนกินปราณเทพอาวุโสจนถูกปลดจากอำนาจปลดลงจากตำแหน่ง ด้วยมติของสภาเทพอาวุโสและเหล่าเทพบรรพกาล และลงทัณฑ์ให้ลงมาเวียนว่ายตายเกิดยังภพมนุษย์ไปอีกหลายหมื่นปียากจะหลุดพ้นกลับคืนแดนเซียน ส่วนทางฝ่ายราชามารเช่นอวี่จงเจี้ยนนั้นต่อให้จะมิไร้หัวหรือขาดหาง แต่ก็มิได้แข็งแกร่งมากพอจะมาต่อกรกับแดนเผ่าสวรรค์ในเร็ววันนี้ดังนั้นทุกสิ่งในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาจึงสงบดีแล้วทั้งหกดินแดนสี่บรรจบ จะมีก็เพียงกลิ่นอายความแค้นของเสิ่นลี่เย่เท่านั้น นี่ต่างหากคือด่านเคราะห์อันแท้จริงของศิษย์รักหนึ่งเดียวของเขา...เฉียวปิงเซียว...หากวันนี้นางผ่านมันไปได้ อายุขัยของนางก็อาจจะยืนยาวต่อไป ทว่าหากไม่ ก็ถือว่าสองพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าชาติที่ผ่านมาบนโลกมนุษย์สูญเปล่า กับเวลาบนเผ่าเทพหนึ่งหมื่นหกพันปีสลายสิ้น เทพธิดาโอสถจะเหลือสภาพเพียงซากต้นโสมแดงหนึ่งหัวเท่านั้น มิอาจทราบได้ว่าจะต้องบำเพ็ญเพียรไปอีกกี่หมื่นกี่แสนปี นางจึงจะได้โอกาสหวนคืนทำเนียบเซียนอีกคราว"หมิงเกอ"นิ้วมือเล็กขาวนั้นถูกบีบกระชับจากฝ่ามือแกร่ง วันนี้สุดท้ายก็มาถึงจนได้ ซึ่งหานไท่หมิงเองเขาก็
ตอนที่ 103แต่เพราะบัดนี้นางสูญสิ้นอำนาจไม่พอ ท่านจอมปีศาจเนี่ยฉืออู่ผู้เป็น 'นายท่าน' ของนางเขายังถูกเจ้าเฒ่าเสวี่ยจิ่นคงจับกลับไปคุมขังยังดินแดนโลกันตร์รอรับโทษประหาร นางจึงขาดคนช่วยเหลือได้ทั้งหมด มีแต่ต้องช่วยตนเองในวันนี้ แต่ขาดกำลังผู้ช่วยเหลือนั่นยังไม่สำคัญเท่า นางไร้คนประกอบพิธีอาบโลหิตและดื่มกินดวงใจเด็กน้อยมาถึงสองรอบแล้วสภาพดวงจิตนี้อ่อนแอไม่น้อย ต่อให้นางไปยึดร่างกายมนุษย์ได้มา แต่ก็เป็นร่างกายของศพหญิงชราเท่านั้น เพียงสามวันที่ครอบครองซากศพนี้จึงมีแต่ถดถอยรอวันกายนี้เน่าสลายไปเท่านั้น เช่นนั้นเวลาของนางจึงใกล้จบสิ้นลงเต็มทน ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้เสิ่นลี่เย่นางยกความดีความชอบจนนางมิอาจปล่อยวางชำระแค้นไปได้ก็คือหนึ่งบุรุษกับหนึ่งสตรีไร้ยางอายเช่นเฉียวปิงเซียวที่มันกำลังจะสุขสมหวังทุกประการนั่นผู้เดียวเท่านั้น"หึ!...หากวันนี้เจ้ามิถูกข้าเผาผลาญจนสิ้นชาติกลายเป็นเพียงน้ำแข็งถูกสลายจนมิอาจหวนกลับคืนสวรรค์ ต้องกลายไปเป็นเพียงต้นโสมหนึ่งต้นก็อย่างได้มาเรียกข้าว่าเสิ่นลี่เย่อีกต่อไปเลยเฉียวปิงเซียว"ดวงตาคมของสตรีแก่ชราวัยใกล้เฉียดร้อยในสายตาของชาวบ้านที่พบเห็นนั้นจับจ้องไปที่เกี้







