Masuk...พลั่ก! ...
"แอ๊ก!”
หลังจากผ่านด่านแรกประตูสู่ขุมนรกของท่านหญิงตัวน้อยก็มาถึงด่านต่อไปทันที และเพราะเด็กน้อยมัวแต่คิดระวังกิริยาเลยไม่ทันตั้งตัวและสติเข้าที่ดี เฉียวปิงเซียวก็ถูกจางหลานเย่เจ้าสาวอีกคนกระแทกจนล้มลงไปนั่งจุกตัวงอ แล้วพระชายารองก็แย่งที่ซึ่งสมควรเป็นของพระชายาเอกเอาไปครอบครองอย่างไม่ละอายใจสักนิด
...ไม่เป็นไรหรอกก็เพียงตำแหน่งที่ยืนเท่านั้น เช่นไรพระชายาเอกเช่นนางก็มีอำนาจเหนือกว่าพี่สาวปากแดงผู้นี้ วันนี้นางจะต่อให้หนึ่งก้าวไปก่อนก็ได้...
เจ้าสาวตัวน้อยส่งยิ้มแฉ่งแสนจะจริงใจไปให้อีกฝ่าย เลยถูกขว้างสายตาอำมหิตคืนสนองมาหนึ่งสาย...พี่สาวช่างเป็นคนดีเสียจริง...เป็นคนดีอย่างยิ่ง...เสี่ยวปิงซาบซึ้งใจเหลือเกิน...
พิธีกราบไหว้บรรพชนผ่านพ้น ก็กราบไหว้ฟ้าและดิน กราบไหว้ญาติผู้ใหญ่ ที่มีไทเฮาและองค์จักรพรรดินั่งเด่นเป็นสง่า จนไปถึงยกน้ำชา ตลอดทุกขั้นตอนแทนที่เจ้าบ่าวจะช่วยเหลือเจ้าสาวผู้เป็นเด็กวัยเพียงหกหนาว กลับกลายเป็นองครักษ์หลวงหน้านิ่ง กับนางกำนัลสาวตัวน้อยเพียงเท่านั้น ส่วนเจ้าบ่าวนั้นหรือ? ...เขาก็สนใจแต่เพียงช่วยเหลือพระชายารอง จนแขกทั้งหลายแอบซุบซิบนินทา ไทเฮาที่แต่แรกก็รังเกียจจางหลานเย่อยู่แล้วบัดนี้พระนางจึงยิ่งมิพึงใจอย่างยิ่งที่พระโอรสองค์สุดท้องกระทำคล้ายฉีกหน้าของพระนางด้วยการทอดทิ้งเจ้าสาวที่นางคัดเลือกและประทานให้ พอจบพิธียกน้ำชาเลยเสด็จกลับไปอย่างโกรธขึ้งทันที
จวบจนถึงเวลาส่งตัวเข้าหอ เจ้าสาวตัวน้อยที่ติดตุ๊กตาผ้าสีกระดำกระด่างก็ร้องหาจะเอาให้ได้ ยังดีที่เสี่ยวเตี๋ยนางรู้หน้าที่จึงพกติดกายเอาไว้เสมอ เมื่อได้ตุ๊กตาคู่ใจความง่วงที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันก็กลืนกินสติของเด็กน้อยทันที
"อย่าเพิ่งนอนเพคะหวางเฟย ทรงต้องไปชำระร่างกายให้สะอาดรอพิธีเข้าหอก่อน"
ถึงหนังตาหนักอึ้งจนแทบแบกต่อไปไม่ไหว ทว่าคำเรียกขานถึงตำแหน่งที่ถูกโยนมาสวมตรงศีรษะ ก็ทำให้เด็กน้อยที่นับจากจำความได้นางก็ถูกคำว่าหน้าที่ผูกติดเป็นดังเงาร้ายหลอกหลอนมาตลอดก็จำทนฝืนไปทำตามที่แม่นมซางเหนียงจือนั้นต้องการโดยไร้ข้อโต้แย้งใดสักนิด
แต่อาบน้ำเสร็จผ่านไปถึงสองชั่วยามชินหวาง เจ้าบ่าวสมควรตายผู้นั้นก็ยังไม่โผล่มาแม้เพียงเงา เด็กน้อยสุดจะทานทนจึงหลับไป จนผ่านไปนานเพียงใดเด็กน้อยเช่นเฉียวปิงเซียวก็สุดจะรู้ได้
สุดท้ายกายเล็กก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ต่อให้เด็กน้อยทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย อยากดื้อดึง อยากร้องไห้งอแง แต่เพียงเหลือบสายตาไปเจอไม้เรียวเล็กจิ๋วทว่าฤทธิ์ร้ายแสบสันในมือของแม่นมสาว เฉียวปิงเซียวก็เร่งเด้งกายลุกขึ้นมานั่งตาปรือเร็วไวดังเตียงนอนนั้นคือของร้อนก็มิปาน
"ชินหวางเฟยเพคะ...ชินหวางเฟย ตื่นก่อนเพคะ ได้เวลาต้องทำหน้าที่แล้ว"
แต่ถึงร่างกายลุกขึ้นมานั่ง ทว่าดวงตายังหรี่ปรือส่วนสติย่อมจะยังคงไม่เต็มร้อย แต่คำสั่งของไทเฮาที่มีบัญชาต่อนางก่อนขึ้นเกี้ยวกลับดังสะท้อนก้องแม้จะยังคงอยู่ในห้วงกึ่งฝันกึ่งตื่นก็ตามทีเถิด
'เสี่ยวปิง จงจดจำให้ขึ้นใจ ในสามราตรีนี้เจ้าต้องไปนอนอยู่ตรงกลางระหว่างชินหวางกับพระชายารอง อย่าได้ขาด'
เช่นนี้แล้วต่อให้ง่วงนอนจนตาลืมไม่ขึ้น เฉียวปิงเซียวนางก็ลุกขึ้นแล้วออกเดินตามแรงจับจูงของแม่นมคนงามไปพร้อมกับตุ๊กตาเน่าเก่าหนึ่งตัวในอ้อมแขน
...หากนางทำหน้าที่ครบไทเฮากล่าวว่าอย่างไรนะ? ...อ้อ...ข้าจะได้ค่าขนมเป็นแผ่นทองห้าหมื่นตำลึง....
เพื่อห้าหมื่นตำลึงทองนางก็จะไว้หน้าไทเฮาสักครั้ง ไม่ดื้อ ไม่ซน ไปนอนตรงกลางอย่างดีไม่ให้ขาดตกลงไปแม้เพียงหนึ่งเค่อ...
แล้วเฉียวปิงเซียวก็ท่องไปตลอดทางว่าห้าหมื่นตำลึงทอง...ห้าหมื่นตำลึงทอง...
"พวกเจ้าทำบ้าอันใดกัน"
หากเฉียวปิงเซียวเกิดมายังไม่เคยพบพานยักษ์พ่นไฟได้ ราตรีนี้เด็กน้อยก็ได้เห็นแล้ว เป็นผู้ใดที่แสนจะใจดีแสดงงิ้วให้นางดูชมกลางดึกน่ะหรือ...ก็ชินหวางหานไท่หมิง...พระสวามีเขี้ยวยาวของนางเช่นไรเล่า...ท่าทีเช่นนี้มันช่างคล้าย...ปีศาจกระทิง!...มิผิดแน่ บัดนี้ชินหวางเขากลายร่างเป็นปีศาจกระทิงไปแล้ว เอ...แล้วเช่นนี้นางคงเป็นองค์หญิงพัดเหล็กใช่หรือไม่? ...หากนางเป็นองค์หญิงพัดเหล็ก เช่นนั้นพระชายารองก็คงจะเป็น...เมียน้อย!... คิก...คิก...คิก...งิ้วเรื่องนี้สนุกเกินไปแล้ว
...ว่าแต่สงสัยสวามีของนางผู้สวมบทบาทปีศาจกระทิงคงจะตื้นตันใจมากเป็นแน่ที่นางเสียสละมานอนร่วมเตียงเช่นนี้ น่าเอ็นดูเสียจริง...ชินหวางช่างน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง...
เด็กน้อยคิดไปก็หัวเราะคิกคักเห็นเป็นสนุก ยิ่งพี่สาวปากแดงผู้นั้นด้วยแล้ว ดูท่าจะต้องเอ็นดูนางเพิ่มอีกเกินสิบส่วน ก็ดูสายตาพี่สาวเถิด คาดว่าหากนางเป็นเนื้อหมูคงถูกสายตาจางหลานเย่สับจนเละ เวลากินคงไม่ต้องเสียเวลาเคี้ยวเพียงส่งเข้าปากย่อมกลืนลงท้องได้เลย
...พี่สาวต้องรักข้ามากแน่แท้...
ได้เห็นเช่นนี้เด็กน้อยก็รู้แจ้งว่าต่อจากนี้ภายในกำแพงสูงใหญ่นางคงมีแต่คนรักและเอ็นดูเต็มไปหมด...ช่างน่าสนุก...น่าสนุกเกินไปแล้ว
"หามิได้เพคะชินหวาง ทว่านี่คือบัญชาจากองค์ไทเฮา หากสามราตรีนี้ชินหวางไม่รับให้ชินหวางเฟยมานอนร่วมเตียงเช่นนี้ก็คงต้องส่งพระชายารองไปนอนเล่นยังตำหนักเย็นสักหลายหนาวแล้วเพคะ"
แม่นมซางเหนียงจือคนงามนางกล่าวด้วยกิริยานอบน้อม ทว่าสีหน้านั้นตึงเครียดอย่างยิ่ง หานไท่หมิงกำหมัดแล้วคลายอยู่หลายสิบครั้งสุดท้ายก็รู้คิด ก็เพียงสามราตรี หากพ้นไปได้เสด็จแม่คงไร้เหตุผลจะมาขัดขวางเขากับจางหลานเย่ไปได้
"ได้!”
คำตอบเดียวที่คลี่คลายทุกสิ่ง คนของไทเฮาล่าถอย แม่นมซางเหนียงจือนางเองก็ออกไปเช่นกัน บัดนี้ภายในห้องหอที่สมควรจะมีเพียงบ่าวสาวให้ได้เสพสุขกันอย่างหวานชื่น กลับดูชวนอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เพราะมีมือที่สามมานั่งตาใสอยู่กลางห้องพร้อมตุ๊กตาผ้าแสนเก่ามอมแมมหนึ่งตัว
"เชิญพวกท่านตามสะดวกเสี่ยวปิงง่วงไม่ไหวแล้ว"
เสียงเล็กบอกเสร็จนางก็ปีนขึ้นเตียงหลังโตแล้วกายน้อยก็ทิ้งดิ่งลงนอนแผ่หลาเต็มเตียง ไม่สนใจสองหนุ่มสาวที่ยืนมองหน้ากันไปมาเลยสักนิด เมื่อเป็นเช่นนั้น จางหลานเย่จึงคิดว่านางเด็กมารน้อยคงหลับไปแล้ว นางจึงคิดใช้เวลาเช่นนี้สานต่อเรื่องที่เพิ่งค้างคาเอาไว้เมื่อครู่ก่อนหน้าให้จบ
กายงดงามจึงขยับเข้าไปโอบกอดลูบไล้กายกำยำแล้วเบียดเข้าหาเชิญชวนอีกฝ่ายอย่างมากมายจริตมารยา สมกับที่นางถูกมารดาฝึกฝนมาอย่างดีก่อนออกเรือนถึงสามเดือน เช่นนี้บุรุษวัยฉกรรจ์ที่โลหิตกำลังเดือดพล่านเช่นหานไท่หมิงมีหรือจะไม่อ่อนไหวจึงดึงนางเข้ามากดจุมพิตเร่าร้อนเต็มอารมณ์
...ซ่า...
สองร่างที่กำลังนัวเนียจุมพิตกันจนอาภรณ์หลุดลุ่ยถึงกับผวาผละออกจากกันดังกับสุนัขที่กำลังกัดกันแล้วถูกน้ำสาดเข้าห้ามมิแตกต่าง เห็นแล้วเฉียวปิงเซียวนางก็ยิ้มแต้พออกพอใจอย่างยิ่ง
"เจ้า! ...เจ้าทำบ้าอันใดกัน เอาสุรามงคลมาสาดพวกข้าด้วยเหตุอันใด"
จางหลานเย่นางแทบจะกรีดร้องแล้วพุ่งกายลงไปทุบตีนางมารน้อยตรงหน้าเสียให้สาแก่ใจ ยังดีที่เป็นชินหวางหานไท่หมิงนั้นเป็นผู้ออกหน้าตวาดก้องออกไปเสียก่อน นางจึงได้สติว่าไม่สมควรแสดงกิริยาไม่ดีต่อหน้าสวามี
"ก็...พวกท่านกัดกันเช่นสุนัข เสี่ยวปิงเกรงว่าพวกท่านจะบาดเจ็บเช่นไรเล่า...แต่ชินหวางไม่ต้องขอบใจเสี่ยวปิงหรอก ถึงเสี่ยวปิงจะเป็นเด็ก แต่เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้เสี่ยวปิงไม่คิดมากเพคะ...ไม่คิดมาก ชินหวางอย่าได้เกรงใจไป"
เส้นตรงลำคอของหานไท่หมิงปูดโปนจนคาดว่าอีกนิดเดียวคงระเบิดเสียเป็นแน่ เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะข่มอารมณ์อยากบีบลำคอสั้น ๆ ของเด็กน้อยที่ยืนอุ้มตุ๊กตาผ้าแล้วทำสีหน้าเห็นอกเห็นใจเขาอย่างยิ่งนั้นให้ตายคามือ จากนั้นจึงจับโยนลงไปในกรงของเสือดำที่เขาเลี้ยงไว้จนแม้แต่กระดูกก็ไม่เหลือลงไปอย่างยากเย็นเหลือเกิน
"หรือที่แท้พวกท่านไม่ได้กัดกันเพคะ? "
เด็กน้อยเอียงคอมองทั้งสองนิ่งคล้ายกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
"อ้อ...เสี่ยวปิงเข้าใจแล้วเพคะ ต้องเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน ชินหวางกับพระชายารองไม่ได้กัดกันเช่นสุนัข...ขออภัยนะเพคะ...เสี่ยวปิงผิดแล้ว...ผิดไปแล้วจริง ๆ”
คนตัวเล็กโค้งกายลงต่ำ ศีรษะเล็กแทบโขกพื้น สีหน้าก็สำนึกผิดจากใจจริง ทว่าหานไท่หมิงถึงกับสะดุ้ง เด็กน้อยผู้นี้นางเพียงหกหนาว เหตุใดจึงเข้าใจเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่ว่า...
"ชินหวางกับพระชายารองต้องหิวข้าวเป็นแน่...ใช่ พวกท่านคงกำลังหิวข้าว...เสี่ยวปิงก็เริ่มหิวอีกแล้ว เช่นนั้นมาเถิด...เราไปกินข้าวกัน"
...!!! ...
เผชิญศึกมาทั้งแดนเหนือวนเวียนเคลื่อนไปจวบจนสุดแดนใต้ หานไท่หมิงเขาไม่เคยรู้สึกว่าตนเองจะอับจนปัญญายากจะต่อกรเช่นนี้มาก่อนสักครา...ทว่าเพียงตบแต่งพระชายาเอกตัวน้อยเข้าตำหนักยังไม่ทันข้ามคืน ไยเขาจึงรู้สึกอับจนหนทางจนอยากจะย้ายตำหนักหนียายเด็กปีศาจน้อยตรงหน้ายิ่งนัก!
“มาสิเพคะ ชินหวางดูจะหิวจัดจนหน้าเขียวเช่นนี้ต้องรีบกิน เดี๋ยวจะเป็นลมเอาได้นะเพคะ”
คนไม่รู้ตัวว่าตนเองเข้าใกล้กรงเสือไปทุกทียังมีแก่ใจมาจับจูงคนตัวโตเท่ายักษ์ดึงไปที่โต๊ะซึ่งเต็มไปด้วยอาหารและขนมมงคลสำหรับบ่าวสาวในค่ำคืนเข้าหอ
พอถึงโต๊ะคนตัวน้อยก็ไม่สนใจผู้ใหญ่ทั้งสอง นางสนใจก็เพียงอาหารตรงหน้า ถึงจะหิวมาก แต่เฉียวปิงเซียวนางก็ไม่ใช่เด็กกินมูมมาม นางกินเรียบร้อย พออิ่มก็ยังรักษามารยาทไม่ลุกขึ้นไปก่อนคนโต ต่อให้นางง่วงจนนั่งเอาศีรษะโขกกับขอบโต๊ะไปหลายรอบ แต่เด็กน้อยก็อดทนเพียรนึกถึงแต่แผ่นทองค่าจ้างที่ตนจะได้เอาไว้ไม่หยุด
…สุดท้ายค่ำคืนเข้าหอที่สูงค่ากว่าทองคำหมื่นตำลึงกลับต้องพ่ายให้แก่แผ่นทองห้าหมื่นตำลึงที่มากกว่าของไทเฮาลงไปจนได้…
เงาร่างสูงใหญ่ที่ยืนมองจากมุมของหลังคาตำหนักปล่อยพิราบสื่อสารออกไปแจ้งข่าวถึงใครบางคนว่าวันนี้ดวงใจตัวน้อยของเขานางก็ปลอดภัยดีแล้ว ในตำหนักชินหวางแห่งนี้อีกหนึ่งวันขอให้นางอย่าได้ว้าวุ่นใจไปเลย ขอให้นางเร่งจัดการงานในหน้าที่ของตนเองให้ดีเช่นเดียวกันกับตัวของเขาเอง แล้วรอเวลาอีกไม่นานจะได้มาร่วมดูแลดวงใจดวงน้อยต่อไป
“คนดี…ข้าจะปกป้องเจ้าตลอดไป…อดีตข้าผิดต่อเจ้านักเช่นนี้…ต่อไปข้านั้นจะไม่ให้มีภัยร้ายใดมาทำร้ายเจ้าได้อีก…ต่อให้เป็น…ชินหวางหานไท่หมิงเองก็ตาม ข้าก็จะขัดขวางจนสุดกำลัง หรือจำเป็นให้ต้องสังหารเขาเพื่อเจ้าข้าก็ยินดีไม่คิดมากเลย”
ถึงสายลมในยามดึกจะหนาวจนปวดกระดูก แต่ก็มิอาจทำลายความตั้งใจอันแรงกล้าของบุรุษที่ตั้งใจมุ่งมั่นแล้วว่าตนเองจะตามปกป้องดูแลคนตัวน้อยให้นางปลอดภัย ต่อให้รู้แจ้งชาตินี้มิอาจเอื้อมคว้านางมาแนบเคียงข้าง แต่แค่เพียงได้มองเห็นรอยยิ้มงามกับดวงตาสีทองผ่องอำไพนั้นเต็มไปด้วยความสุข เขาก็พึงใจแล้ว
เพราะอดีตเขาทำร้ายนางมามาก ใจอำมหิตต่อนางไม่น้อย ซึ่งในยามที่มีนางเคียงใกล้เขากลับไม่เคยรู้ค่า ไม่เคยถนอมนางให้ดี วันนี้เขาได้โอกาสใหม่อีกครั้งจึงไม่ลังเลเลยที่จะหาโอกาสมาชิดใกล้เพื่อปกป้องนาง
…ทั้งชีพนี้เขาก็จะยกให้เพื่อนางผู้เดียว เพราะอดีตชีพนางเองก็ยกให้บุรุษโง่งมเช่นเขาผู้เดียวเช่นกัน…แม่น้ำแข็งก้อนน้อยของข้า ต่อให้กลายเป็นปีศาจ หรือต้องขายวิญญาณให้จอมมารท่านพี่ล้วนยอมพลีเพื่อเจ้าแล้ว...เฉียวปิงเซียว...
ดังนั้นแล้วในช่วงสายของวันต่อมา ผู้ที่สดชื่นแจ่มใสจึงมีเพียงชินหวางเฟยตัวน้อยหนึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนอีกสองชีวิตช่างมีสภาพใต้ดวงตาดำคล้ำจนชวนเห็นใจ ซึ่งหากเป็นคนนอกตำหนักเห็นเข้าคงคิดเอาว่าท่านอ๋องสิบแปดคงจะหนักมือกับค่ำคืนเข้าหอไปสักหน่อย แต่บุรุษใดก็คงจะเข้าใจ ก็ในเมื่อพระชายารองจางนั้นงดงามปานล่มเมืองจะถูกพระสวามีที่เพิ่งกลับมาจากชายแดนรังแกมากไปสักหน่อยย่อมไม่ผิด หากแต่...
ความจริงที่ทุกผู้ในตำหนักรู้แจ้งก็คือ...ผู้ที่ลงมือและลงเท้าเหี้ยมโหดล้วนเป็นชินหวางเฟยตัวน้อยแก้มแดงนั่นเอง...ก็ตลอดทั้งราตรีพอนางกินอิ่มทิ้งกายดิ่งลงไปบนที่นอนซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นตรงกลางเตียงไม่ขาดไปจากคำสั่งไทเฮา ทุกหนึ่งเค่อนางก็ถีบสลับฝั่งระหว่างกายกำยำของสวามีที่นอนอยู่ด้านนอก
ถึงไม่อาจทำให้เขาตกเตียง แต่ก็เจ็บใช่น้อย ทุกคราวที่มือบ้างเท้าบ้างพาดลงที่ใบหน้า...กลางลำตัว...สีข้าง...แต่ที่สาหัสที่สุดก็คงเพียงเท้าที่พาดโครมเข้าใส่ส่วนสงวนของบุรุษโดยไร้ปรานี เจ็บแทบขาดใจทว่าไม่ถึงตายเป็นเช่นไรสิบเก้าหนาวที่ผ่านมาหานไท่หมิงไม่เคยรู้แจ้ง หากแต่เมื่อราตรีเข้าหอที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงรู้ซึ้ง คาดว่าตายไปอีกสามชาติก็ยากจะลืมเลือนราตรีที่ผ่านมาได้ลงเสียเป็นแน่
...เวรกรรมอันใดเช่นนี้? ...นั่นน่ะสิ เวรกรรมอันใดของเจ้าบ่าวเช่นเขากัน!...
ส่วนฟากฝั่งของพระชายารองจางหลานเย่เองนั้น นางก็มีหรือจะน้อยหน้า เพราะหลักฐานในยามสายหลังจากนางก้าวติดตามพระสวามีออกมาจากห้องหอมันฟ้องชัดเจนไม่ว่าจะเป็นปากอวบอิ่มนั้นมันอิ่มจนบวมปูดเพียงมุมซ้ายด้านเดียว
ส่วนที่เบ้าตาข้างเดียวกันก็มีสีเขียวปนม่วงแตะแต้มเห็นแล้วชวนตระหนกและขบขันไปในคราเดียวกันนั่นก็ด้วย คาดว่าสองบ่าวสาวทั้งสองชั่วชีวิตนี้พวกเขาก็คงยากจะลืมเลือนราตรีเข้าหออันหวานชื่นที่ผ่านมาไปได้โดยง่ายไม่แตกต่างกันอย่างแน่แท้
...หวานชื่นอันใด...นรกถามหาเกินไปทั้งนั้น...
จะมีก็แต่ชินหวางเฟยตัวน้อยที่ช่างดูสดใสดังแสงแรกของอรุณรุ่งมาเยือน เพราะกายน้อย ๆ นั้นนางเดินบ้างกระโดดบ้างนำหน้าทั้งสองชายหญิง ในอ้อมแขนมีตุ๊กตาผ้าตัวโปรดกอดเอาไว้แน่น ริมฝีปากน้อย ๆ ก็ร้องเพลงประจำเผ่าซีเป่ยของมารดาอย่างเริงร่า เห็นแล้วหานไท่หมิงก็อยากจับนางไปโยนในกรงเสือเสียนัก!
“เฉินเก่อเกอ...”
ดวงตาสีทองเรืองรองสดใสแวววาวขึ้นทันใดที่นางพบกับพี่ชายใจดีหนึ่งเดียวในจงหยวนแห่งนี้ ซึ่งก็น่าแปลกเพราะคนที่ยากจะยิ้ม หรือไม่เคยแสดงอารมณ์ใดก็ล้วนยากจะแยกได้สำหรับองครักษ์หลวงวัยสิบเจ็ดหนาวผู้นี้ ขนาดชินหวางเองเขาพบพานเจ้าคนหน้าทึ่มทื่อแข็งเสียยิ่งกว่าแผ่นศิลาในวิหารหลวงมาร่วมสองหนาว สักครั้งหานไท่หมิงนั้นยังไม่เคยพบเห็นมันยิ้มให้ผู้ใด หากแต่วันนี้นอกจากจะยิ้มตอบเด็กหญิงตัวน้อยร้ายกาจเช่นเด็กปีศาจน้ำแข็งเฉียวปิงเซียวแล้ว มันยังตรงมาโค้งกายรอที่หน้าเรือนม่านเมฆาของเขาอีกด้วย ก็รู้แจ้งว่ามันมีหน้าที่ปกป้องชินหวางเฟย ทว่าหน้าที่มารอรับหน้าเรือนมิใช่ต้องเป็นนางกำนัลคนสนิทหรือซางเหนียงจือแม่นมที่พระมารดาของเขาประทานให้มาดูแลชินหวางเฟยตัวน้อยหรอกหรือ? ...
“เฉินเซินถวายพระพรชินหวาง ชินหวางเฟย พระยาชารองจางพ่ะย่ะค่ะ”
ยิ่งเรื่องมากมารยาทเช่นนี้ เจ้าหมอนี่ล้วนไม่เคยกระทำ บางครั้งเดินสวนทางกันมันก็เพียงก้มศีรษะจนปลายคางชิดหน้าอกเท่านั้น จะมองเขาโดยตรงหานไท่หมิงจดจำได้ว่าไม่เคยมีเลยสักครา
ยิ่งคิดชินหวางหนุ่มเขาก็ยิ่งจับจ้ององครักษ์เงาข้างกายไทเฮาตรงหน้านิ่งตามประสาแม่ทัพใหญ่และชินหวางข้างกายองค์จักรพรรดิที่ยากจะวางใจคนได้โดยง่าย ต่อให้มันอยู่ข้างกายพระมารดาของตนเองมาหลายหนาวแล้วก็ตาม
แต่คาดว่าเขาคงอดนอนผสมกับโมโหพระชายาเด็กมากไปจึงสมองทึบอ่านสายตาของเจ้าองครักษ์ที่วัยคงน้อยกว่าเขาราวสองหนาวไม่ออกเลยสักนิด น่าแปลก อายุมันก็เท่านี้หากแต่สายตาดังกับคนผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อยกว่าสามสิบหนาวเลยทีเดียว
“เปิ่นหวางจะไปห้องหนังสือ คนของเจ้าก็มารับไปดูแล เปิ่นหวางหาใช่พี่เลี้ยงเด็กอ่อนเช่นเจ้า...หลานเอ๋อร์เราไปรับสำรับอาหารมื้อเช้าที่เรือนริมบึงบัวของเจ้ากันเถิด”
กล่าวจบหานไท่หมิงเขาก็สะบัดแขนเสื้อเดินแยกไปอีกทางโดยมีจางหลานเย่ตามติดยิ่งกว่าเงาแสนน่ากลัว เด็กน้อยเองก็ไม่สนใจอยู่แล้ว ในเมื่อหน้าที่ซึ่งไทเฮากำชับต่อนางมีเพียงให้ไปนอนกลางเตียง เวลานี้พวกเขาไปห้องหนังสือไยนางจะต้องตามไป ในเมื่อ...ตำหนักชินหวางอันกว้างใหญ่มีที่ให้นางเล่นซนอีกตั้งมาก...
“เฉินเก่อเกอ...”
น้ำเสียงออดอ้อนมาพร้อมนัยน์ตาแวววาวสีทองหวานซึ้ง ยิ่งมันถูกแสงแดดของปลายยามเฉินสาดส่องสีทองอร่ามนั้นกลับยิ่งงดงามจนกายสูงใหญ่ในอาภรณ์องครักษ์หลวงทรุดลงนั่งทับส้นเท้าตนเองเพื่อที่คนตัวเล็กนางจะไม่ต้องลำบากแหงนเงยมองดูเขาจนกายนั้นแทบหงายไปด้านหลังอยู่แล้ว
“ที่แห่งนี้มีสถานที่เล่นสนุกหรือไม่...วันนี้เสี่ยวปิงมีพลังเหลือเฟืออยากหาที่เล่นสนุกสักหน่อย”
นางเห็นเงาของแม่นมซางเหนียงจืออยู่ไม่ไกลจึงไม่กล้าส่งเสียงดัง ต้องแอบยื่นใบหน้ากลมเข้าไปกระซิบถามพี่ชายใจดีเท่านั้น เด็กน้อยย่อมไม่คิดสิ่งใด เพราะในหัวน้อย ๆ นอกจากเล่นสนุกก็ไม่มีสิ่งใดอยู่เลย
แต่สำหรับเฉินเซินนั้นย่อมมีเพียงเขาที่รู้ดีที่สุด ภายในความคิดของเฉียวปิงเซียวนั้นนางกำลังมองแสงของดวงอาทิตย์ก็พอจะคาดเดาได้ว่าที่แม่นมเร่งมุ่งหน้ามาทางนี้คงหนีไม่พ้นจะมารับนางไปฝึกวิชาการเรือนและกฎระเบียบของการเป็นคนในราชวงศ์อีกแล้วก็...เพียงเห็นปลายไม้เรียวในมือซางเหนียงจือนางย่อมไหวตัวทันอยู่แล้วเจอมาตลอดหนึ่งเดือน มีหรือจะลืมเลือนเวลาถูกไม้เรียวลงโทษ
“ย่อมมีพ่ะย่ะค่ะ แต่...ชินหวางเฟยต้องตามแม่นมซางไปเรียนก่อน เมื่อเรียนเสร็จแล้วกระหม่อมจะพาพระองค์ไปท่องเที่ยวเอง...เช่นนี้พอจะรับได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะชินหวางเฟย”
เด็กตัวกลมแก้มป่องทำท่าทางคิดหนัก จากนั้นจึงยิ้มหวาน แล้วส่งนิ้วก้อยสั้นป้อมไปตรงหน้า ‘เฉินเก่อเกอ’ ทันทีบอกชัดเจนว่านางต้องการทำสัญญาก่อนที่จะถูกแม่นมมาหิ้วไปเสียก่อน
“ได้...เสี่ยวปิงสัญญาวันนี้จะเป็นเด็กดีไม่ลงมือกับแม่นมซางจนนางร่ำไห้อีก แต่เฉินเก่อเกอต้องสัญญาก่อนว่าจะพาเสี่ยวปิงไปท่องเที่ยวจริง”
เฉินเซินอดจะยิ้มตามนางเสียมิได้ ก็แต่ละคราวที่นางยิ้มโลกสีดำของเขาก็สว่างไสวดังกับมีดวงอาทิตย์สักสองดวงส่องแสงเข้ามาในหัวใจอันเหน็บหนาวของเขา จนอบอุ่นในช่องอกทุกครั้งที่ได้พบเห็น คนผู้นั้นช่างมีดวงตาแต่ไร้แววเสียจริงมีอัญมณีล้ำค่ากลับไม่รักษา ไปฝักใฝ่แต่กับงูพิษ!
“กระหม่อมสัญญา มิใช่เพียงวันนี้ ทว่าจะเป็นทุกวันที่ชินหวางเฟยต้องการ”
ปลายนิ้วเรียวยาวขาวสะอาดส่งมาเกี่ยวก้อยร้อยรัดกับนิ้วแสนสั้นดุ๊กดิ๊กน่าเอ็นดูตรงหน้าแล้วจึงส่งยิ้มที่อบอุ่นให้นายน้อยคนใหม่ของตนอีกครั้ง...เพียงนางยังมีรอยยิ้มสดใสทุกวันเขาล้วนพึงใจเหลือเกิน...
“ชินหวางเฟยเพคะ”
ซางเหนียงจือเข้ามายืนโค้งกายด้านซ้ายมือให้แก่เด็กน้อยตัวกลมดุ๊กดิ๊กน่ารัก หากแต่ดวงตาของนางมองตรงไปที่องครักษ์หนุ่มรุ่นน้องด้วยสายตาตำหนิชัดเจน แต่คนตัวโตจะสนใจหรือหวั่นไหวหรือก็เปล่า เขายังคงยืนสงบนิ่งคล้ายเป็นเสาต้นที่สามกลางเรือนก็ไม่ปาน
ในขณะที่ผู้ใหญ่ทั้งสองผู้หนึ่งใช้สายตาตำหนิชัดเจนส่วนอีกฝ่ายก็วางเฉยไร้ทุกอารมณ์ เด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวมีหรือจะไปรู้แจ้งอันใดด้วย เฉียวปิงเซียวนางรู้เพียงสายแล้วท้องของนางอยากได้อาหารมาใส่ให้เต็ม พอนึกถึงของกินสหายทั้งหลายในท้องกลม ๆ นั่นจึงตะโกนประท้วงเอ็ดอึงขึ้นทันที
…จ๊อก…
“อุ๊ย! ...แหะ ๆ”
คนตัวน้อยเขินจนสองแก้มแดงระเรื่อ ซางเหนียงจือต่อให้นางเป็นคนเข้มงวดอย่างยิ่ง พอพบพานความเขินอายอย่างเป็นธรรมชาติไร้จริตปรุงแต่งเช่นเหล่าเชื้อพระวงศ์เด็กรุ่นเดียวกับพระชายาเอกในชินหวางก็อดใจไม่ไหว ต้องทรุดกายลงนั่งให้ใบหน้าของนางอยู่ในระดับเดียวกับกายกลมป้อม
“หิวเช่นนี้ข้าวเช้าที่ทางห้องเครื่องจัดมาให้ไม่ถูกปากหรือเพคะชินหวางเฟย”
ก็อยู่ที่ตำหนักไทเฮามาหนึ่งเดือนนอกจากเสี่ยวเตี๋ยสาวใช้กึ่งพี่เลี้ยงที่ตามกันมาจากบ้านเดิม ก็มีนางเท่านั้นที่คอยดูแลจัดหาอาหารให้แก่เด็กน้อยจากชายแดนที่ไม่ค่อยคุ้นลิ้นกับอาหารที่มีรสจืดและมันของชาวจงหยวน เพราะถึงเฉียวปิงเซียวจะมีวัยเพียงเท่านี้ หากแต่เด็กน้อยกินรสจัดยิ่งกว่านางเสียอีก
“เหนียงจืออย่าได้กล่าวดังไป หากรู้ไปถึงหูพ่อครัวหรือแม่ครัวใหญ่ในห้องเครื่องพวกเขาจะเสียใจเอาได้ ดูจากอาหารทุกจานที่จัดมางดงามวิจิตร กว่าจะปรุง กว่าจะจัดตกแต่งเสี่ยวปิงคิดว่าท่านลุงท่านป้าทั้งหลายต้องทุ่มเททั้งกำลังกายและแรงใจไปไม่น้อย”
ฟังคำกล่าวของเด็กน้อยวัยก็เท่านี้ซางเหนียงจือนางหรือจะอดใจไหวกับความน่าเอ็นดูและความรู้จักเป็นห่วงความรู้สึกข้ารองบาท จึงกดปลายจมูกหอมแก้มกลมนุ่มที่คล้ายกับผู้เป็นเจ้าของซ่อนซาลาเปาเอาไว้ที่แก้มทั้งสองไปข้างละหนึ่งครั้ง จากนั้นจึงขยับกายลุกขึ้นแล้วจับจูงมือเล็กตรงไปยังศาลาด้านข้างเรือนม่านชิงหลัวที่ใกล้ห้องเครื่อง หวังจะไปปรุงโจ๊กลูกบัวที่คนตัวน้อยกินได้มากที่สุดนับตั้งแต่มาถึงจงหยวนแห่งนี้
เด็กน้อยก่อนจากไปก็ยังหันมาโบกมือโบกไม้ให้แก่คนที่นางวางใจให้เขาเป็นพี่ชายคนใหม่ในจงหยวน ซึ่งสุดท้ายซางเหนียงจือนางก็ได้คิดว่า เด็กน้อยที่นางจับจูงนี้ก็เพียงเด็กวัยหกหนาวผู้น่าสงสาร สิ้นมารดาไม่พอ บิดาก็ลืมเลือนญาติผู้ใหญ่ก็ไม่เอ็นดู เพราะรูปกายภายนอกนางไม่เหมือนลูกหลานคนอื่น ๆ สุดท้ายยังต้องตบแต่งให้แก่บุรุษเช่นชินหวางมาอยู่ตรงกลางการแย่งชิงและริษยาของผู้ใหญ่ คงไม่ผิดหากจะมีผู้ใดมาเอ็นดูหนูน้อยเพิ่มอีกคน
หลังจากแยกตัวกลับเรือนหลันฮวาที่พระสวามีทรงสร้างเอาไว้เพื่อนาง จางหลานเย่นางก็เรียกหาสาวใช้คนสนิทเช่น ‘ฟางลี่’ ทันที
"จงให้คนของเราคอยติดตามนางเด็กปีศาจปิงเซียวเอาไว้ ดูว่าในหนึ่งวันมันทำอันใด และไปที่ใด ภายในเจ็ดวันข้าจะต้องรู้แจ้งให้หมด"
นางออกคำสั่งออกไปทันที เพราะสำหรับนางแล้วเหล่าบรรดาคุณหนูทั้งหลายที่หวังช่วงชิงตำแหน่งชินหวางเฟยกับตนเองล้วนกำจัดมาจนสิ้น เช่นนี้เพียงเด็กน้อยวัยหกหนาวย่อมไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ถึงในช่วงก่อนวันวิวาห์มิอาจแตะต้องเฉียวปิงเซียวได้ เพราะนางเด็กปีศาจมันอยู่ใต้ปีกของไทเฮา ทว่าบัดนี้...มันมาอยู่ใกล้นางถึงเพียงนี้ นางก็จะช่วยสงเคราะห์มันให้ได้ไปอยู่กับมารดาเสียในเร็ววันนี้!
ตอนที่15บุรุษที่เคยเยือกเย็นต่อให้ชายอาภรณ์ถูกเผาบัดนี้แตกตื่นจนแทบทำอันใดไม่ถูก เมื่อแลเห็นนางดูเจ็บปวดสาหัสใกล้ควบคุมสติไม่อยู่เตรียมกรีดร้อง แต่ก็เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจสติคืนกลับมามั่นคงได้เช่นเดิม ส่งนิ้วตนเองเข้าปากกัดจนโลหิตเข้มข้นไหลรินแล้วป้อนเข้า ปากน้อยทันที กิริยาดิ้นทุรนทุรายเพราะหนอนร้ายตื่นเตลิดจึงแน่นิ่งไป หยุดยั้งเสียงกรีดร้องที่อาจสังหารคนได้มิใช่น้อยเสียทันการณ์ "บิดาพบเจ้าช้าไปสามก้าวหรือนี่...มิน่าเลย" ในขณะที่เฉียวปิงเซียวต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแทบควบคุมสติตนเองไม่ไหว บุรุษผู้กำลังวางแผนการศึกอยู่ห่างไกลร่วมพันลี้เองก็พลันเจ็บจุกแน่นแล่นร้าวไปทั้งช่องหน้าอกด้านซ้าย ก่อนจะสำลักเอาโลหิตออกมากองใหญ่แล้วสิ้นสติไปทันที "ชินหวาง! / ชินหวาง! / น้องสิบแปด!” ทุกผู้ในห้องกว้างต่างแตกตื่นเสียขวัญด้วยคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองเสียทีฝ่ายศัตรูถูกวางยาพิษเข้าเสียแล้วเป็นแน่มิมีผู้ใดจะคาดถึงว่าแท้จริงผู้มอบพิษร้ายนี้กับมือจะเป็นมารดาของชินหวางเลยสักคน...ซึ่งแม้แต่ตัวของหานไท่หมิงเองก็คาดไม่ถึงเฉกเช่นกัน! ...ต่อให้เป็นเฉินเซินเองความลับนี้เขาก็ยังมิทันรู้แจ้งว่าที่แ
ตอนที่14ทว่าในยามที่นางก้าวพ้นสนามสอบกลับออกมาเป็นคนแรกนั้น ทุกสายตาที่เคยมองเด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวผู้นี้แปดส่วนเกินจะคาดถึง ที่เหลืออีกสองส่วนก็คือกังขา ซึ่งก็มิอาจมีสิ่งใดไปคัดค้าน เพราะชินหวางเฟยตัวน้อยผู้นี้นางทดสอบข้อเขียนอย่างโปร่งใสหมดจด แต่พอผลการสอบถูกประกาศขึ้นบนป้ายกระดานขนาดใหญ่ด้านหน้าศาลาต้อนรับของฮุ่ยเจ๋อ ทุกสายตาต่างจับจ้องที่ชื่ออันดับหนึ่งว่าที่แท้เป็นบุตรหลานจากสกุลใดกันจึงมีคะแนนสูงสุดทิ้งห่างอันดับที่สองไปไกลถึงกึ่งหนึ่ง บุรุษหนึ่งที่นั่งจิบน้ำชาอยู่มุมศาลามองไปที่กายน้อยกิริยาดูสดใส มุมปากเรียวสวยยกขึ้นสูง ฟ่านอิงเฉิงก้าวมายืนด้านข้างผู้ที่นั่งจิบชาเดินหมากล้อมอยู่แต่เพียงลำพัง แล้วอมยิ้มพึงใจก็ฉายชัดขึ้นมาอีกผู้ "เป็นเช่นไรบ้างท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคง นางพอจะเป็นศิษย์ในรอบหลายร้อยหนาวของท่านไหวหรือไม่" ดวงตาเรียวสวยหลุบสายตาลงมองกระดานหมากล้อมตรงหน้าแล้วก็ยิ้มเยือกเย็น ก่อนหมากล้อมตัวสุดท้ายจะถูกวางลงบนกระดานนั้นแล้วเขาจึงขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ศิษย์หนึ่งครั้งวาสนาพันผูกมิอาจปล่อยวาง...ดังบิดาผูกพันสายเลือดร้อยรัดยาวนาน...จะกี่ภพชาติหมุนผ่าน นาง
ตอนที่13"มิได้!" ...ทว่าผู้ตอบหาใช่ท่านหัวหน้าเสิ่น หากแต่เป็นเทพเซียนผู้หนึ่ง!? ... ถูกต้อง! ... ...มิใช่ผู้หนึ่ง ทว่าเป็นสอง... หนึ่งบุรุษอาภรณ์ขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง จนสีขาวนั้นสะท้อนกับแสงแดดอ่อนยามต้นอรุณรุ่งที่ดวงอาทิตย์เพิ่งตื่นนอน เห็นแล้วดวงตาของเฉียวปิงเซียวก็พร่าเลือนไปชั่วครู่ "เด็กน้อยผู้นี้ข้าพบนางก่อนเจ้า อย่าบังอาจมาแย่งศิษย์คนที่สี่ของข้าสิเจี้ยนหลุน" ท่านเทพเซียนสาวกล่าวดุดัน "ผู้ใดกล่าวกัน ข้าพบนางก่อน เช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้ก็เป็นศิษย์ลำดับที่หกของข้าแล้วฉิงเซียน" หากแต่ท่านเทพบุรุษผู้งดงามก็มิอ่อนข้อ "เจ้า! ...เด็กน้อยผู้นี้คือศิษย์น้องสี่ของข้า!" ท่านเซียนสตรีงดงามเริ่มใบหน้าเขียวไปครึ่งแถบ "นางคือศิษย์น้องหกของข้า" ท่านเซียนบุรุษก็ใบหูแดงพร้อมคิ้วใบหลิวเริ่มพาดเฉียงชี้เชิดสูงขึ้นทุกที ...อา...ไยพวกเขามิสอบถามนางบ้างว่าอยากเป็นศิษย์ของพวกเขาหรือไม่? ... เฉียวปิงเซียวมองท่านเซียนทั้งสองถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงแล้วจึงหันมามองทั้งเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊กับท่านองครักษ์ข้างกายทั้งสามในเชิงปรึกษาว่าตนเองสมควรย้ายสถานที่ใหม่ดีหรือไม่ ...อาจารย์ฮุ่ยเ
ตอนที่12หลังจากเดินทางรอนแรมอยู่อีกสิบสี่วันเฉียวปิงเซียวและผู้ติดตามซึ่งเป็นองครักษ์เสียสามคน กับนางกำนัล และเส้ากงกง พร้อมทั้งซางเหนียงจือที่ไทเฮาประทานให้ ยังไม่รวมคนควบคุมรถม้ากับบ่าวชายหญิงกว่าสิบชีวิตก็มาถึงเมืองซั่วหยางเสียที เด็กน้อยตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองที่อยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ ความสวยงามนั้นแม้ความเจริญรุ่งเรืองอาจไม่เท่าเทียมกับเทียนคงเฉิงที่เป็นเมืองหลวง แต่เฉียวปิงเซียวนางกลับชื่นชอบที่แห่งนี้มากกว่าเมืองหลวงเหลือเกิน เพียงแค่ขบวนรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองนั่นเลยทีเดียว ที่ซั่วหยางนั้นช่างสมกับเป็นเมืองรอง ซึ่งมีเอาไว้ให้องค์จักรพรรดิและเหล่าเชื้อพระวงศ์มาพักผ่อนแปรพระราชฐานกันอยู่เป็นนิจ อากาศสดชื่นของกลิ่นดินกับต้นหญ้าบางชนิดพัดโชยอ่อนทำเอาเด็กน้อยต้องเอื้อมมือไปขยับแย้มผ้าม่านของรถม้าออกไปสูดเอาความสดชื่นนั้นมากักเก็บจนเต็มท้อง “แม่นมซางเหตุใดคนในเมืองซั่วหยางนี้จึงดูคึกคักดังกับเมืองหลวงเลยเจ้าคะ” เสี่ยวเตี๋ยมองสองข้างทางที่ตรงไปยังตำหนักเคียงจันทราจากบนรถม้า ซึ่งตำหนักเคียงจันทรานี้จะเป็นที่พำนักของชินหวางเฟยจนกว่าจะสำเร็จการศึกษานั้นกลับมีผู้คนที่แต่งก
ตอนที่11การเดินทางเข้าสู่วันที่สิบห้าก็มาถึงครึ่งทางระหว่างซั่วหยางและเทียนคงเฉิง ที่พักม้าวันนี้บรรยากาศโดยรอบช่างดูแปลกไปสำหรับองครักษ์ผู้ติดตามทั้งสามของชินหวางเฟยตัวน้อย ซึ่งหลายคนที่พบเห็นโดยที่พวกเขาต่างไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้นั้นนางเป็นถึงชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ย พวกเขามองเห็นก็แค่เพียงคุณหนูตัวน้อยวัยคงไม่เกินหกถึงเจ็ดหนาวผู้หนึ่ง ไยจึงมีคนแต่งกายคล้ายองครักษ์หลวงคอยคุ้มกัน ซึ่งเพียงเห็นแวบแรกทุกผู้ย่อมมองออกว่าทั้งสามนี้มากฝีมือเพียงใด แต่อย่าว่าแต่ผู้อื่นพบเห็นแล้วต่างสงสัยเลย เพราะขนาดตัวของเฉียวปิงเซียวเองนางก็ยังไม่เคยทราบเหตุผลที่ตนเองต้องมีคนคุ้มกันแน่นหนากว่าท่านอ๋องบางพระองค์เสียอีก นอกจากไทเฮาและชินหวางเท่านั้นที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใด นอกนั้นบางทีองค์จักรพรรดิเองก็อาจยังไม่ทราบได้เช่นกัน "แม่นมซาง แม่นางน้อยเสี่ยวเตี๋ย วันนี้ลำบากทั้งสองช่วยดูแลชินหวางเฟยให้ดีสักหน่อย ข้าเกรงว่าอาจมีภัย เช่นไรราตรีนี้ข้าจะให้สืออีมาดูแลความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งด้วยก็แล้วกัน" เสิ่นอี้ถงบอกแก่สองสาวต่างวัยคนสนิทของชินหวางเฟยตัวน้อยด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยจึงห
ตอนที่ 10จากนั้นเขาก็กดจุมพิตนางลงมาอีก พอนางต่อต้านก็ถูกบีบกรามสองข้างเจ็บร้าวจนน้ำตาซึมจึงได้ยอมเปิดริมฝีปากอ้าออกให้เขาได้เริ่มดันปลายลิ้นหนักขึ้น จนนางอยากจะร่ำไห้ มิใช่ถึงขั้นขยะแขยง ทว่านางก็ไม่ยินดีจะถูกขืนใจ วูบหนึ่งนางจึงลืมเลือนหน้าที่ พยายามรวบกำลังใช้เท้าขวายกขึ้นแล้วก็ถีบมันออกไป แต่เหมือนแรงถีบของนางนั้นจะทำอันใดบุรุษผู้นี้ไม่ได้เลย คงเพราะเขาตัวโตและทั้งสูงใหญ่ขนาดนั้น เรี่ยวแรงสตรีบอบบางเช่นนางหรือจะไปต่อกรด้วยได้กับความเป็นนักรบแกร่งกล้าของท่านข่านน้อยแห่งซูปี้ เขาเพียงขยับกายเบี่ยงเบนถอยออกไปไม่กี่ก้าว จากนั้นก็รีบเดินกลับเข้ามาหานางด้วยใบหน้าที่เริ่มโมโหสุดเหวี่ยง จึงตบหน้าของนางอย่างแรง แล้วจึงตามมาด้วยกำปั้นชกโครมเข้ามาที่ท้องน้อยของนางจนนางนั้นจุกทรุดตัวงองุ้มอย่างสิ้นแรงไปต่อไม่ถูก ก่อนจะถึงกับหมดแรงล้มนอนคว่ำลงไปที่พื้นร้องไม่ออกสักประโยค “เพิ่งแจ้งแก่ใจว่าสตรีแห่งจงหยวนที่แท้ก็ชอบเจ็บตัวก่อนจึงจะเล่นสนุกต่อกันได้” ...แควก! ...แควก! ... สองมือกำยำจับกายงดงามอวบอัดขึ้นมาฉีกกระชากอาภรณ์บางพลิ้วอยู่ไม่กี่ครั้งก็ขาดรุ่งริ่งลงในทันใด พอสิ่งเกะกะสายตาหมดไป







