เข้าสู่ระบบ“นี่เจ้า....” จวิ้นอ๋องโมโหแทบจะบีบคอนาง “เจ้าเห็นแก่เงินห้าสิบตำลึงถึงกับลอบทำร้ายข้า”
เหอเจียอีถึงกับทำตาโต “โอ้โห! ตั้งห้าสิบตำลึงเชียวนะเจ้าคะ ข้าต้องทำอาหารกี่พันจานถึงจะได้เงินขนาดนี้”
“เจ้ากล้าลอบวางยาข้า ไม่กลัวโทษเลยงั้นหรือ ” เขาทำหน้าถมึงถึง
“แต่ท่านก็ไม่ได้รับบาดเจ็บไม่ใช่หรือเจ้าคะ ข้าเห็นว่าเป็นเพียงผงนิทรามิใช่ยาพิษ ท่านก็แค่หลับไปเท่านั้นมิใช่เรื่องร้ายแรง ข้าจึงได้ยอมรับเงินก้อนนั้น” นางกัดริมฝีปาก แววตาวูบไหวคล้ายหวั่นเกรง แย้งกลับด้วยเสียงแผ่วเบา
“ข้ายินดีชดใช้ค่าเสียหายให้ท่าน”
จวิ้นอ๋องจ้องตานางเขม็ง “เจ้าแน่ใจหรือว่าจะชดใช้สิ่งที่ข้าเสียหาย” เขายื่นหน้ามาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน “คืนนั้นข้าพลาดสิ่งใดไป เจ้าต้องชดใช้สิ่งนั้น ดีหรือไม่”
หญิงสาวสะดุ้ง ใบหน้าของนางแดงก่ำด้วยความเขินอาย
“เอ่อ...ข้าหมายถึง ชดใช้เป็นเงินต่างหากเล่า ”
“ไม่! ข้าต้องการสิ่งที่ข้าสูญเสียไป” ลมหายใจผ่าวร้อนของเขารดลงบนผิวแก้มของนาง นางตกใจจนตัวแข็งทื่อ
“หญิงงามที่ต้องปรนนิบัติบนเตียง”
เขากัดฟันกรอดๆ ใจไม่ได้นึกเสียดายหญิงคณิกา แต่ศักดิ์ศรีของแม่ทัพผู้เกรียงไกรกลับต้องมาพังในน้ำมือของเสี่ยวเอ้อหน้าขาวที่แอบวางยาเขา ยังดีที่ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหลายไม่รู้เรื่องนี้ ทุกคนคิดเพียงว่าเขาเมาแล้วหลับไป
“ท่านแม่ทัพ ได้โปรดให้อภัยข้าน้อยที่ล่วงเกินด้วยเถิด”
น้ำตานางไหลอาบแก้ม ชายหนุ่มใจอ่อนลงหลายส่วน ใบหน้าจิ้มลิ้มและดวงตาหวาดกลัวของนางทำให้เขาคลายโทสะ เขาก็แค่ขู่นางไปอย่างนั้น
เรื่องที่นางทำกับเขาช่างเหมาะเจาะยิ่งนักที่จะใช้ข่มขู่ให้นางยินยอมรับข้อเสนอของเขาโดยไม่บิดพลิ้ว
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าต้องไปทำอาหารค่ำที่จวนของข้าทุกวัน จนกว่าข้าจะพอใจ”
น้ำเสียงกระด้างของเขากลายเป็นราบเรียบ เมื่อเห็นร่างของนางสั่นระริกด้วยความกลัว ทีแรกเขาก็นึกโมโหจริงๆ แต่เมื่อเห็นนางแสดงท่าทางสำนึกผิดและหวาดกลัวหัวใจที่หวั่นไหวอยู่แล้วก็พลอยยวบลง
“ข้าน้อยรับทราบ” นางยิ้มทั้งน้ำตา “ขอบพระคุณท่านแม่ทัพมากเจ้าค่ะที่อภัยให้ข้า” นางเอื้อมมือมาจับมือใหญ่ที่วางบนบ่าออกมาเขย่าอย่างยินดี
แม่ทัพหมิงรู้สึกราวกระแสความร้อนผ่าวแล่นปราดไปทั่วมือสองข้าง เขาเผลอใจลอยมองใบหน้างดงามที่มีน้ำตาไหลผ่านอาบแก้ม ยกมือขึ้นใช้นิ้วปาดน้ำตาให้นางทีละข้าง
“เจ้าอย่าลืมที่สัญญากับข้า พรุ่งนี้ข้าจะรอที่จวน”
หมิงจิ้นเหอได้ผลการเจรจาที่น่าพอใจแล้วก็กลับไปออกมา พยักหน้าให้มู่หลี่เฉียงกลับไปยังค่ายทหาร ครั้นแม่ทัพหนุ่มควบม้าจากไป เถ้าแก่เนี้ยเหอหันมาเขย่าแขนบุตรสาวกำมะลอ
“คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ”
“ข้ารู้ว่าเขาต้องจำข้าได้ แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้” นางทำใจดีสู้เสือยั่วโมโหเขาเพิ่มเล็กน้อย “อย่างที่ท่านสอนข้า แม่บ้านเหอ บุรุษมีอำนาจชอบให้สตรีอยู่ในอุ้งมือ ข้าก็ทำตัวเป็นกวางน้อยให้เขาไล่ต้อน”
“คุณหนูพูดเช่นนี้แสดงว่าท่านได้เข้าจวนแม่ทัพแล้วสินะเจ้าคะ” นางอุทานอย่างยินดี
“เขาเองก็คงต้องการให้ข้าเข้าจวนอยู่แล้ว จึงได้นำเอาเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขพอดี พรุ่งนี้ข้าจะเริ่มไปทำครัวที่จวนแม่ทัพ เขากำชับให้ข้าเข้าไปทุกเย็น อาจจะต้องเอาหงเซ่อไปเป็นเพื่อน ทางนี้ท่านก็เตรียมคนเพิ่มไว้ช่วยงานก็แล้วกัน”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ทางนี้ข้าจัดการได้ ขอเพียงภารกิจของคุณหนูราบรื่นก็พอ” หงจางลี่ยิ้มกว้าง
“ดูจากสายตาของเขาแล้ว ข้าว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรง” เหอเจียอียิ้มย่องผ่องใส...หมิงจิ้นเหอยามนี้ก็เหมือนลูกไก่ในกำมือของนางแล้ว
เจ้าเมืองพยัคฆ์เหินฟังข่าวที่ลูกน้องรายงานด้วยใบหน้าเหยเก เขามีลูกสาวงามถึงสองคน เสียดายที่บุตรสาวคนโตแต่งงานไปเสียก่อน เหลือเพียงบุตรสาวคนเล็ก ที่แม้จะไม่งดงามจนเลื่องชื่อเช่นคนพี่ แต่ก็ได้ชื่อว่า หนึ่งในห้าสตรีงดงามแห่งเมืองพยัคฆ์เหิน
หากจวิ้นอ๋องต้องตารับไปเป็นชายาเอกหรือชายารองคงดียิ่ง ไม่อาจเอื้อมถึงการเป็นพระชายาเอก เพราะฮองไทเฮาคงจะคัดเลือกให้จวิ้นอ๋องด้วยพระองค์เอง
การเป็นภรรยาอันดับสามหรือสี่ขององค์ชายระดับจวิ้นอ๋อง หาใช่เรื่องธรรมดาไม่ เพราะจวิ้นอ๋องหมิงจิ้นเหอพระองค์นี้ เป็นรองแต่เพียงองค์รัชทายาทเท่านั้น หนำซ้ำพระองค์ยังเป็นพระอนุชาที่ฮ่องเต้ทรงไว้วางพระทัยยิ่ง หากเขาได้เป็นท่านพ่อตาของจวิ้นอ๋องขุนนางทั้งหลายย่อมต้องเกรงบารมี
“เจ้าว่า ท่านอ๋องไปร้านตระกูลเหอบ่อยๆ รึ”
“ใช่ขอรับใต้เท้า รวมทั้งคุณชายกัง คุณชายหวัง คุณชายเถียนด้วย”
“อืม”
ขนาดคุณชายทั้งสามของตระกูลคหบดีใหญ่ยังไปเยือนร้านนั้น เห็นทีในร้านสกุลเหอต้องมีสิ่งดึงดูดไม่ธรรมดา
“เหตุใดคุณชายทั้งสามต้องไปร้านนั้นด้วย อยู่ไกลถึงหน้าค่ายพยัคฆ์เหิน ไกลจากเมืองพอสมควร”
“นายท่าน นอกจากอาหารจะเลิศรสแล้ว สองแม่ลูกตระกูลเหอมีความสะสวยอย่างยิ่ง รูปโฉมนับได้ว่าเป็นเอกจนร่ำลือกันทั่วเมือง บุตรสาวคนโตที่มีชื่อว่าเหอเจียอีมีจิตรกรวาดภาพนางไปวางขายทั่วตลาดเลยขอรับ”
เจ้าเมืองหวังลูบเคราใคร่ครวญ “เจ้าไปเชิญคุณหนูรองมาที บอกว่าข้าอยากให้นางติดตามไปร้านนอกเมือง”
สองพ่อลูกสกุลหวังนั่งรถม้ามาจนถึงหน้าภัตตาคารสกุลเหอ ทั้งสองมองหน้าร้านที่ตกแต่งสวยงามด้วยความแปลกใจ
“ท่านพ่อเจ้าคะ หน้าค่ายพยัคฆ์เหินมีร้านสวยงามเพียงนี้เมื่อใดกัน ”
“พ่อเพิ่งได้ยินจากปากบ่าวรับใช้วันนี้ว่าที่นี่ มีคุณชายมาเฝ้าอยู่ทุกวัน ถึงต้องมาดูให้หายข้องใจ”
ทั้งสองเดินเข้าไปข้างใน เถ้าแก่เนี้ยเหอแต่งตัวงดงามรอกายรอต้อนรับ “คารวะใต้เท้าหวัง ข้าน้อยหงจางลี่ยินดีอย่างยิ่งที่ใต้เท้าให้เกียรติร้านเราเจ้าค่ะ”
หวังเฉินอี้ตะลึงในความงามอ่อนหวานของนาง สตรีตรงหน้าสวยสมวัย ดูสง่างามยิ่งกว่าฮูหยินและอนุภรรยาทั้งหลายในจวนของเขาเสียอีก นึกเสียดายที่เขาพบนางช้าไป นี่ถ้าหากนางเป็นโสดหรือเป็นม่ายเขาคงไม่ลังเลที่ขอรับนางเป็นฮูหยิน
“เอ่อ....ข้าได้ยินคำร่ำลือถึงร้านนี้ จึงอยากจะมาชิมอาหารดูสักครา เถ้าแก่เนี้ยมีสิ่งใดพอจะแนะนำข้าบ้าง ”
“ท่านลองชิม เกี๊ยวน้ำ เป็ดย่าง และข้าวผัดดูก่อนเถิด นี่คืออาหารที่ทุกคนมาต้องสั่งเจ้าค่ะ”
ใต้เท้าหวังพยักหน้ายิ้มแย้ม “เจ้าจัดมาเลย”
“ใต้เท้าโปรดดื่มน้ำชารอสักครู่ ข้าจะรีบกำชับในครัวให้เร่งมือนนะเจ้าคะ” นางย่อกายลาเข้าในครัว
หวังเฉินอี้จึงนึกขึ้นมาได้ “หลี่เอ๋อร์ พ่อได้ยินเขาลือกันว่า แม่นางเหอรูปโฉมงดงามสะสวยยิ่งนัก จวิ้นอ๋องทรงโปรดเสด็จมาร้านนี้ พ่อจึงอยากให้เจ้ามาดูนางเสียหน่อย”
หวังหลี่น่ายิ้มเหยียด “เช่นนั้นรึเจ้าคะ นางเป็นเพียงแม่ครัวร้านเล็กๆ จะเทียบเท่าสาวงามอันดับหนึ่งแห่งพยัคฆ์เหินอย่างข้าได้เชียวหรือ ”
คนเป็นบิดาได้ยินบุตรสาวชมตนเองเช่นนั้นก็ยิ้มน้อยๆ
“เพราะได้ยินผู้คนร่ำลือนั่นล่ะ เจ้ากับพ่อจึงต้องมาให้เห็นด้วยตาตนเองอย่างไรเล่า ”
“ไหนล่ะเจ้าคะ แม่นางคนงามที่ท่านพ่อว่า”
“นางเป็นแม่ครัว ย่อมจะอยู่ในครัว คงต้องรอให้นางทำอาหารเสร็จก่อน เราค่อยเชิญนางให้ออกมาพบ”
รสชาติอาหารของภัตตาคารสกุลเหออร่อยสมคำร่ำลือ ใต้เท้าหวังถึงกับออกปากชม หวังหลี่น่าเองก็เห็นด้วยกับบิดา เมื่อรับประทานเสร็จใต้เท้าหวังก็ขอให้เถ้าแก่เนี้ยช่วยเชิญเหอเจียอีออกมาพบ
ครั้นเหอเจียอีย่างเท้ามายืนอยู่ตรงหน้า สองพ่อลูกสกุลหวังถึงกับอ้าปากค้าง ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณ รูปร่าง หน้าตา หรือกริยา ดูราวกับนางเป็นชนชั้นสูงจากในรั้วในวัง ความงามที่เหนือกว่าอย่างชัดเจนของเหอเจียอี ทำให้หวัง หลี่น่า ถึงกับเก็บอาการเคืองขุ่นไว้ไม่ได้
ขณะนั้นโต๊ะอาหารมีผู้คนเข้าจับจองเต็มทุกโต๊ะ คุณชายเถียน บุตรชายของคหบดีเถียนเจ้าของร้านค้าข้าวสารที่ใหญ่ที่สุดในเมือง มานั่งปั้นยิ้มคอยชำเลืองมองแม่นางเหอเจียอี ที่ทักทายลูกค้า ส่วนคุณชายกังมานั่งอยู่นานพอสมควรคอยจ้องมองหญิงสาวไม่วางตา
“เจ้าดูสิ หนุ่มพวกนั้น ล้วนแล้วแต่มาเพื่อเมียงมองนางกันทั้งนั้น”
หวังหลี่น่าสะบัดหน้า “ท่านพ่อ ข้าว่าเรากลับเถอะ เห็นทีท่านจะต้องพาข้าไปเยือนจวนแม่ทัพสักหน่อยแล้วเจ้าค่ะ”
เจ้าเมืองหวังพยักหน้า หากปล่อยเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่แน่ว่า ท่านอ๋องอาจจะทรงเป็นหนึ่งในคุณชายเหล่านี้ที่มาหลงใหลในตัวของเหอเจียอีก
หากจวิ้นอ๋องทรงนึกอยากรับแม่นางเหอไปเป็นชายารอง ความหวังที่จะได้เป็นพระญาติกับฮ่องเต้ก็คงแหลกสลาย
ฮูหยินผู้เฒ่าก็ทำเช่นกัน นางรีบกล่าวขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาให้หลานทุกคนร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง “ท่านแม่ น่ายินดีนัก หลานๆ ของพวกเรามาคราวเดียวถึงสี่คนเลยขอรับ” ใต้เท้าฟ่านจับมือมารดาข้างหนึ่ง จับมือภรรยาข้างหนึ่ง “ท่านพี่ ช่างเป็นเรื่องมงคลของจวนเรานัก”พระสนมหยางเวียนอุ้มทารกทีละคนด้วยความตื่นเต้น แววตาของพระนางเปี่ยมสุขล้นใต้เท้าฟ่านและฟ่านฮูหยินนึกอัศจรรย์ในบุตรีของตนที่สามารถคลอดเจ้าเด็กทารกทั้งสี่คนนี้ออกมาได้อย่างปลอดภัยบรรดาปู่ย่าตายายล้วนคิดถึงภาพที่จะได้จูงมือเล็กของหลานๆ เดินเล่นในเทศกาลประจำปีอย่างมีความสุข“ต่อไปข้าก็จะได้ซื้อโคมไฟเพื่อให้เด็กๆ ทั้งสี่เดินถือเล่นในงานเทศกาลแล้ว ช่างน่าตื่นใจนัก ข้ามีหลานคราวเดียวถึงสี่คน” ใต้เท้าฟ่านพึมพำอย่างเปี่ยมสุข พลางหันไปดูหน้าฟ่านหลี่เจี๋ย“ใช่ๆ ข้าก็จะได้ซื้อขนมในยามที่พวกเขางอแงด้วยขอรับ” ฟ่านหลี่เจี๋ยเองก็ตื่นเต้นที่จะมีหลานตัวน้อยเมื่อกงกงกราบทูลฮ่องเต้ พระองค์มีใบหน้าอึมครึมเล็กน้อย‘เจ้าห้า แม้แต่เรื่องลูก เจ้าก็ยังไม่ไว้หน้าข้า นับว่ายังดีที่เรื่องภรรยา...ข้ามีได้มากกว่าเจ้า’มู่หลี่เฉียงที่เดินทางมาถึงเมืองห
เหอหงเซ่อที่อาสามาเฝ้าหน้าห้องในคืนอภิเษกได้ยินเสียงนั้นแล้วอมยิ้ม แอบส่งสายตายั่วยวนให้สามีที่แฝงกายอยู่ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ นางบอกนางกำนัลคนอื่นให้ไปรอที่เรือนถัดไป หากต้องการก็จะไปเรียกใช้รอจนค่อนคืนถึงยามเปลี่ยนเวรของทั้งสองสามีภรรยา องครักษ์ฉินผู้น้องที่เห็นพี่ชายแว่บตามร่างของเหอหงเซ่อหายไปทางห้องนอนของนางก็ได้แต่ถอนใจด้วยความอิจฉา‘พอมีภรรยาก็ลืมน้อง พี่ชายเลว แต่ก่อนเฝ้าเวรยามด้วยกันจนรุ่งสาง เดี๋ยวนี้หมดเวรก็รีบไปทันที’ฉินผู้พี่ผลุบเข้าไปในห้องนอนของภรรยาได้รีบระบายความอัดอั้นจากการต้องทนฟังเสียงของท่านอ๋องและพระชายาปลอดรักกันทันที“หงเซ่อ เจ้าว่าเราสองคนคืนนี้ควรจะนอนหรือไม่ ”“เรื่องนี้ ข้าแล้วแต่ท่านพี่เจ้าค่ะ”ผ่านไปหลายเดือน ครรภ์ของฟ่านซิ่วอิงอุ้ยอ้ายนัก ชินอ๋องหมิงจิ้นเหอเชิญหมอหลวงที่เก่งกาจหลายท่านมาตรวจดูคนล้วนยินดีกับชีพจรมงคลที่มีหลายชีพจร“สัมผัสได้ สองชีพจร พะยะค่ะ”“สัมผัสได้ สามชีพจร พะยะค่ะ”“เอาแน่ๆ ตรวจให้ละเอียดและชัดเจน บุตรของข้าจะมีกี่คนก็ได้ ขอแค่นางปลอดภัยก็พอ” น้ำเสียงดุดันของชินอ๋องลั่นวังหมอหลวงตัวสั่นงันงก เชื่อแน่ว่า อย่างน้อยก็มีสองชีพจรอยู่ในคร
การสมรสครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ฮองไทเฮา ญาติผู้พี่ของใต้เท้าฟ่านสมหวังในการวางฐานอำนาจเท่านั้น หากแต่ยังเป็นเครื่องรับประกันความปลอดภัยของคนในตระกูลอีกด้วย...ด้วยฐานะของเขยผู้นี้ทำให้ผู้อื่นยากจะแตะต้องคนสกุลฟ่านแล้ว...ฮ่องเต้จูงพระหัตถ์พระมารดานำหน้าฮองเฮาเข้ามาในวังจวิ้นอ๋อง ครั้งนี้พระองค์ไม่ต้องห่วงเรื่องการลอบสังหาร เพราะวังของจวิ้นอ๋องแม้แต่นกตัวเดียวก็ไม่อาจบินผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาตบรรดานายทหารระดับสูงล้วนพร้อมหน้ามาอวยพรแก่แม่ทัพหมิง สุราอาหารล้วนจัดมาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอาหารตำรับชาววังที่ฮ่องเต้พระราชทานมา และยังมีอาหารพิเศษจากภัตตาคารสกุลเหอที่เถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยนำลูกน้องมาทำถึงในวัง ทำให้แขกเหรื่อปลาบปลื้มกับความอร่อยเลิศ“งานอภิเษกสมรสครั้งนี้ จะว่าไปเป็นรองแต่เพียงการอภิเษกของฮ่องเต้เท่านั้น สมแล้วที่เป็นงานมงคลของแม่ทัพใหญ่ของแคว้น” มู่หลี่เฉียงหันไปมองรอบๆ ในใจก็หวังให้มีมือสังหารมาสร้างความปั่นป่วนบ้าง“สายตาเจ้าดูไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นเลยนะรองแม่ทัพ”“ข้ากำลังภาวนาให้มีนักฆ่าโผล่มาสร้างความวุ่นวายบ้างนะ คุณชายจิน” สีหน้าของมู่หลี่เฉียงเคร่งขรึมจินวั่งซูห
หากไม่พูดถึงเรื่องราวระหว่างเขากับนางที่เกิดขึ้นในพยัคฆ์เหิน เขาก็ทำใจกล่อมแกล้มลืมมันไป แต่ครั้นมีผู้มาสะกิดบาดแผลนี้ เขาก็จุกถึงคอหอยฟ่านซิ่วอิงช่างหลอกลวงได้เจ็บแสบนัก ตั้งแต่วางผงนิทราเขาในหอนางโลม หลอกให้จ่ายเงินไถ่หนี้ แสร้งเป็นสาวใช้อุ่นเตียง โกหกว่าจำต้องไปแต่งงานตามท่านย่าขอร้องเมื่อทบทวนย้อนหลังก็พบว่า ล้วนเป็นนางวางแผนให้เขาต้องรีบตามมา ยามที่นางหึงหวงก็ยังจับเขาวางยาให้ไร้เรี่ยวแรง แล้วพอเขาคิดจะแก้แค้นนางบ้าง นางกลับสารภาพว่า ตั้งครรภ์บุตรให้เขาแล้ว“คุณหนูของพวกเจ้าช่างเป็นดาวพิฆาตข้าเสียจริง”“ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ควรทำให้คุณหนูเกิดความแค้นเพคะ”ครั้นได้ยินเถ้าแก่เนี้ยเหอเตือนสติ ท่านอ๋องก็พลันสำนึกได้ว่า...ตนเองไม่ควรทำให้ฟ่านซิ่วอิงโมโหแม้ว่านางจะเป็นดาวเคราะห์ของเขา แต่ขณะเดียวกัน นางก็เป็นดั่งแก้วล้ำค่าจะวางไว้ในมือก็กลัวจะตกแตก จะอมไว้ในปากก็กลัวจะละลาย...พระชายาเอกของตน ช่างร้ายกาจจนผู้อื่นยากจะเท่าเทียม...“เจ้า....” ท่านอ๋องกำหมัดแน่น จ้องมองสองสามีภรรยาเขม็ง “ได้! ข้าจะไปคิดบัญชีกับนางก็แล้วกัน”ในเมื่อไม่กล้าลงมือกับคนของนาง เอาไว้ไปจัดการกับต้นตอแผนการดีกว่า ค
“นางพึงใจในวังของเจ้า และคืนที่เจ้าช่วยเหลือนาง เหล่าข้าราชสำนักและข้าราชบริพารทั้งหลายต่างเห็นกันทั่วหน้า เรื่องซุบซิบนินทาเช่นนี้ยากจะลบล้างมลทินให้นางได้ จึงจำเป็นต้องเป็นเจ้า” องค์ชายเก้าถึงกับผงะ คืนนั้นเพราะเห็นแก่ชีวิตของนาง จึงยอมทุ่มพละกำลังแบกนางขึ้นหลัง กว่าจะส่งนางไปถึงตำหนักด้านในได้ถึงกับเข่าทรุด‘นี่ข้า ทำคุณได้โทษโปรดสัตว์ได้บาปแท้ๆ เชียว’เมื่อเห็นว่า ชะตากรรมนี้คงหลีกไม่ได้แล้ว ก็ได้วางแผนให้นางไปอยู่ในเรือนด้านใน ปลูกผัก เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ในที่ดินเปล่า เอาไว้เลี้ยงดูตัวนางเองก็แล้วกัน‘ช่างเถิด คิดเสียว่า มีสัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นในวังอีกตัว’ “จวิ้นอ๋อง เจ้าคงไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้วสิ์ ” ฮ่องเต้ยิ้มพระสรวลมองพระอนุชาคนโปรด “พระราชโองการเท่านั้น พะยะค่ะ”ฮ่องเต้หยิบม้วนราชโองการที่เตรียมไว้ยื่นให้กงกง“กงกง เจ้ารีบจัดการยามนี้เลย น้องชายเราใจจะขาดแล้ว”“กระหม่อมจะเร่งมือให้เร็วที่สุด พะยะค่ะ”ฮ่องเต้ทรงหันมายิ้มให้จวิ้นอ๋อง หากไม่มีน้องชายผู้นี้ โอกาสฟ้าเปิดย่อมหาได้ยากยิ่ง“ข้าทำแบบนี้ เจ้าพอใจหรือยัง ”“ขอบพระทัย พะยะค่ะ”
ไม่เพียงแต่พูด ชายหนุ่มยังยกขึ้นมาดมให้นางดู เขาดมแล้วก็มองนางด้วยสายตากรุ้มกริ่ม“ดมแล้วข้าก็คิดถึงแต่เจ้า มิได้สนใจสตรีอื่นใดอีก”จางเลี่ยงหวงหน้าแดงระเรื่อ ยื่นหน้าไปจูบริมฝีปากสามีเบาๆ“ท่านพี่...ท่านน่ารักยิ่งนัก”“นี่ควรเป็นคำชมของข้ามิใช่หรือน้องหญิง ” เขาลูบไล้แผ่นหลังเปลือยเปล่าของนางต่ำลงไปจนถึงบั้นท้ายแล้วบีบเบาๆ ก่อนจะผงกศีรษะขึ้นจูบนางอย่างเรียกร้อง“เป็นเพราะข้าต้องอดกลั้น คืนนี้เจ้าจึงต้องทำหน้าที่ฮูหยินให้เต็มที่ ข้าจะได้ไม่มีแรงไปที่นั่นอีก”มือใหญ่ทั้งสองข้างบีบไปตามร่างกายของนางเบาๆจางเลี่ยงหวงกดคอสามีให้ก้มลงจูบนาง ยกขาเรียวขึ้นเหนี่ยวเอวของเขาไว้ มู่หลี่เฉียงครางฮึ่มฮั่มในลำคอก่อนจะเริ่มทำให้นางอ่อนแรงอีกครั้ง หลังเหตุการณ์วันนั้น เสนาบดีฟ่านจึงให้พ่อบ้านไปทูลเชิญจวิ้นอ๋องถึงวังให้เสด็จมาเสวยพระยาหารค่ำที่จวนสกุลฟ่าน ใบหน้าของจวิ้นอ๋องระบายด้วยรอยยิ้ม มิคาดว่า จินวั่งซูจะทำหน้าหนาติดตามมา “ข้าเป็นผู้อารักขาคุณหนูฟ่าน ท่านควรเชิญข้าไปด้วยจึงจะถูก” พ่อบ้านสกุลฟ่านจนด้วยคำพูดจึงได้แต่รับคำ หลังเสวยแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าและ
จวิ้นอ๋อง มองดูภัตตาคารแห่งใหม่ที่สร้างเสร็จแล้วอย่างงุนงง ขนาดของร้านใหญ่กว่าเพิงเดิมหลายเท่า ดูสวยงามและโอ่อ่าพอสมควร ถ้าจะว่าไปน่าจะใช้เวลาอีกสักเดือนถึงจะเสร็จ “หลี่เฉียง ข้าว่า ที่นี่สร้างเสร็จเร็วเหนือกว่าคาดไว้มาก” มู่หลี่เฉียงที่คันปากอยากจะเล่าอยู่แล้ว เขารีบบรรย
คุณหนูฟ่านหรือชื่อปลอมคือเหอเจียอี ถึงกับกลั้นหัวเราะจนตัวโยนเมื่อเห็นนายกองซ่งควบม้ากลับค่ายพยัคฆ์เหินจนฝุ่นตลบ “คุณหนูเจ้าคะ ดูเหมือนนายกองผู้นั้นจะถูกส่งมาดูตัวคุณหนูนะเจ้าคะ” เหอหงเซ่อน้องสาวอุปโลกน์ยิ้มกลั้วหัวเราะ “ข้าเห็นมานั่งเมียงๆ มองๆ จ้องประตูทางเข้าครัวอยู่นานสองนานแล
หมิงจิ้นเหอรู้สึกแปลกใจที่ระยะหลังเขาได้พบคุณชายคหบดีหลายตระกูลมารับประทานอาหารที่เพิงขายอาหารเล็กๆ แห่งนี้“หลี่เฉียง เจ้าดูสิ เหตุใดคุณชายพวกนั้นระเห็จออกมาที่นี่ ร้านในตัวเมืองมีถมเถมิใช่หรือ”“ทีท่านยังติดใจในรสชาติอาหารร้านนี้ แล้วผู้อื่นจะไม่ชื่นชอบได้อย่างไร เรื่องของปากท้อง ล้
พ่อบ้านเการีบกระวีกระวาดนำเถ้าแก่เหอไปพบเจ้านายของตนที่ห้องตำรา จวิ้นอ๋องทรงโปรดอาหารร้านนี้ยิ่งนัก แม้พ่อบ้านเกาจะพยายามให้แม่ครัวในจวนแม่ทัพทำรสชาติอาหารเลียนแบบอย่างไรก็ไม่อาจทำให้ท่านอ๋องพอใจได้ตอนเช้าท่านอ๋องเสด็จไปเพิงขายอาหารเล็กๆ นั่น กลางวันก็ยังออกจากค่ายมาเสวยอีก ตกเย็นยังสั่งให้เขาออกม







