FAZER LOGINซูฉิง หมอสาวผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร ดันทะลุมิติมาพร้อมกับ 'โรคปากไวหัวใจทะลึ่ง' ที่ทำให้เธอมักพูดจาชวนคิดลึกออกมาโดยไม่ตั้งใจ ชีวิตนี้ไม่มีอะไรสำคัญเท่าการทำฟาร์มสมุนไพร เพื่อปลูกหญ้าดับไฟราคะมารักษาตัวเองให้หายขาดก่อนที่จะเผลอไปลวนลามใครเข้า แต่แล้วเธอก็ต้องมาทำงานร่วมกับ 'ท่านหมอเทวดา' อวี้เหยียน ผู้ที่เย็นชาและเคร่งครัดเรื่องศีลธรรม ภารกิจนี้จึงไม่ได้มีแค่การปลูกพืชสมุนไพร แต่คือการบำบัดความหื่นของตัวเอง และความเย็นชาของท่านหมอเทวดานี่แหละ ********** "ซูฉิง" อวี้เหยียนเรียกชื่อเธอเสียงแข็ง "โปรดรักษา มารยาทด้วย และนี่... ถือเป็นการเตือนครั้งที่หนึ่ง หากมีครั้งที่สอง... ข้าจะเริ่มแผนการรักษาโรคปากไวใจทะลึ่ง ของเจ้าอย่างจริงจัง" ซูฉิงทำตาโต เธอแสร้งทำเป็นตกใจอย่างสุดขีด ‘ท่านหมอเอ๊ย ท่านเพิ่งใช้สิทธิ์ในการเตือนไปหนึ่งครั้งแล้ว นั่นแปลว่าข้ายังมีโอกาส ป่วนท่านอีกสองครั้ง สินะ และถ้าการรักษาอย่างจริงจังของท่านคือการใช้เวลาอยู่กับข้ามากขึ้นล่ะก็... ข้าก็ยอมเป็น คนทะลึ่งตลอดไปเลยเจ้าค่ะ’ (ไม่มี NC อ่านได้ทุกเพศทุกวัย)
Ver mais夫が、私のベッドの横で別の女に口づけた。ためらいはなかった。
久保直紀(くぼ なおき)は、カーテンの隙間から朝日が差し込む、療養用に改装された部屋で、矢代あゆみ(やしろ あゆみ)の腰を引き寄せた。
触れ合った唇が離れるまで、私はまばたきさえできずに見ていた。
事故から5か月。私の意識は、あの日から一度も途切れていない。
私は久保恵美(くぼ えみ)、35歳。事故に遭うまでは、東都大学病院の脳神経外科で、難しい手術を任されていた。
治療方針を決めるときは、患者が納得して選べるまで説明を急がなかった。けれど今は、私自身の意思さえ、誰にも確かめられないまま置き去りにされている。
右手の指を動かそうとしても、白いシーツの上には何の変化も起きなかった。喉から押し出そうとした声も、かすかな呼気にしかならない。
音は聞こえる。匂いも分かる。誰かが腕へ触れれば、触れられたことも分かる。
ただ、痛いとも、嫌だとも伝えられない。
身体の内側には、事故前と変わらない私がいる。それなのに、外から見える私は、目を開けて横たわるだけの人間だった。
やめて!ここは私の家よ。
そう叫んだつもりだった。
もちろん、ふたりには届かない。
「ねえ」
あゆみが私を見下ろした。医学部時代より少し短くなった髪が、頬へかかっている。
「本当に、何も分かってないの?」
直紀は私の目の前で手を振った。
視線で追いたかった。だが、眼球を動かそうとするだけで、こめかみの奥に鋭い痛みが走る。焦点は彼の指先から外れ、白い天井へ流れた。
直紀は小さく息を吐いた。
「反応じゃない。たまたま目が動いただけだ」
主治医は、私の認知機能がどこまで保たれているか、まだ判断できないと説明していた。
「でも、恵美って昔から人の話を黙って聞くでしょう。今も全部聞かれてるみたいで、落ち着かない」
「聞こえていたとしても、意味までは分かってないよ」
医師が「まだ判断できない」と言ったことを、直紀は「恵美には理解できない」にすり替えた。
その違いを知りながら、自分に都合のいい解釈を選んだのだ。彼は医師ではない。それでも、私の意識について話すときだけは、診断を下すような口調になる。
あゆみはベッド脇の椅子へ腰を下ろし、私の手を持ち上げた。指先から力が抜け、手首が不自然な角度で垂れる。
「かわいそうな恵美」
言葉とは裏腹に、口元は笑っていた。
「大学じゃ、何をしても私より上だったのにね」
あゆみの指が、私の結婚指輪をゆっくりとなぞる。
「それが今じゃ、何も言い返せないんだ」
直紀が、指輪に触れていたあゆみの手をつかんだ。
一瞬だけ、彼の顔に不快そうな色が浮かんだ。私を侮辱されたことに腹を立てたのかと思った。
けれど彼は、私の手をシーツの上へ戻すと、指輪がきちんとはまっているかを確かめただけだった。
「傷をつけるな。取材が入るかもしれない」
あゆみは唇を尖らせた。
「ずいぶん奥さん思いなのね」
「そう見えれば、それでいい」
その言葉を聞くまで、私はまだ、自宅に戻れば直紀との暮らしを取り戻せると思っていた。声を失った私とも、直紀なら夫婦として向き合ってくれると信じていた。
わずかに残っていた期待は、その一言で消えた。
事故直後、直紀は毎日病院へ来た。医師の説明を熱心に聞き、看護師へ頭を下げ、私の手を握った。
その姿は、「事故に遭った妻を支える医療機器会社社長」として記事になった。記事が出てからは、かつて私が執刀した患者や病院の同僚から、花や見舞いの品が次々と届いた。
【先生が答えを急がせずに待ってくれたから、治療を受ける決心ができました】
そんなカードを、直紀が読んでくれたこともある。
私は、彼がまだ私を愛しているのだと思っていた。
自宅での療養に移ることが決まった日も、直紀は私の耳元で言った。
「家に帰ろう。俺がずっとそばにいる」
あの「そば」に、あゆみもいるとは思わなかった。
7年前、夜遅くまで続いた手術を終えて私が病院を出るまで、直紀はロビーで待っていた。冷めた缶コーヒーを手に、疲れているはずなのに笑っていた。
「患者を助ける君が好きだ。待つくらい、どうってことない」
あの言葉まで嘘だったとは、まだ思いたくなかった。
でも、今の彼が守っているのは私ではない。「妻を献身的に支える夫」という、自分の評判だけだ。
「今日も泊まっていい?」
あゆみが尋ねた。
「好きにすればいい」
「私の着替え、もう寝室のクローゼットに入れてもいい?」
「恵美の服を少し移せば、入るだろ」
あゆみが言う「寝室」は、客用の部屋ではない。
私と直紀が使っていた、2階の寝室だ。
この家は、都内の住宅街に建つ2階建てだ。玄関から延びる廊下の右手に、かつての書斎がある。左手はリビング。奥の階段を上がれば、私と直紀が使っていた寝室だ。
病院から戻った私のために、1階の書斎は療養用の部屋へ変えられていた。一方、2階の寝室では、あゆみの服を入れるために、私の服がクローゼットから追い出されようとしている。
ベッドの正面には、壁掛けの見守りモニターがあった。玄関、1階の廊下、リビング、階段前に設置されたカメラの映像が、数秒ごとに切り替わっている。
直紀は、「家の様子が見えれば、恵美も退屈しない」と言って設置させた。取材では、妻のために整えた療養環境として紹介するつもりなのだろう。
音声は入らず、映像も保存されない。寝室などの私的な場所は映らず、私には画面を切り替えることさえできなかった。
それでも、誰が家へ入り、どちらへ向かったのかは分かる。直紀は、私に映像の意味など理解できないと思っている。
だから、あゆみが階段を上り、2階の寝室へ向かう姿が映っても、モニターを消そうとしなかった。
私が寝かされている部屋にあるのは、電動ベッドと介護用品、薬を並べたワゴン。それだけだった。
仕事で使っていた机も、書き込みだらけの論文も、手術前に必ず開いていた分厚いノートもない。両親と撮った最後の家族写真さえ、ここにはなかった。
両親はすでに亡くなっている。ひとりっ子の私にとって、直紀は残された唯一の家族だった。
スマートフォンもノートパソコンも、事故後の手続きに必要だと言って、直紀が預かっている。
壁際の棚には、直紀が選んだ花と、取材のたびにカメラへ映される私たちの結婚写真だけが置かれていた。
家へ帰ったはずなのに、ここには私が暮らしていた痕跡がない。私は直紀が世間に見せたい妻として、ここへ置かれているだけだった。
あゆみが私の顔をのぞき込んだ。
甘い香水の匂いがする。学生のころ、彼女が特別な日にだけつけていたものと同じだった。
「恵美。直紀は、私がもらうね」
そう言うと、あゆみはベッド脇のテーブルに置かれたカップを手に取った。
白い磁器に、小さな青い鳥が描かれている。結婚した年、私が直紀と選んだものだった。
あゆみはそのカップで一口飲むと、何事もなかったように元の場所へ戻した。私のものだと知りながら、わざと使ったのだ。
自分が私に勝ったことを、見せつけたいのだろう。そこまでしなければ安心できないのなら、あゆみはまだ直紀を信じ切っていない。
本当に自分が選ばれたと思っているなら、動けない私へ勝ち誇る必要などない。
見ているのは苦しかった。それでも、あゆみの表情をひとつも見落としたくなかった。
あゆみの声がわずかに震えた瞬間も、直紀を見るときの目つきも、私の指輪に触れたときの笑みも、覚えておく。
今の私にできるのは、それだけだ。ならば、すべて覚える。
誰が、いつ、この部屋へ入ったのか。どんな言葉を交わし、何を持ち出し、何を隠したのか。
紙にも端末にも残せない。だから、起きた順に整理して覚える。時刻、話した人、言葉、動作。手術前、複雑な術式を頭の中で何度も確認したときと同じように、今見た場面をひとつずつ区切り、何度も思い返す。
悲しいのか、悔しいのか。それを考えるのは、あとでいい。
私は脳外科医として、患者のわずかな変化を見逃さないよう訓練してきた。呼吸の間隔、瞳孔の動き、指先の震え。小さな兆候から異変を疑い、検査で確かめる。
今、見落としてはならないのは、このふたりだ。
直紀は私の掛け布団を整えた。
その仕草だけをカメラが切り取れば、献身的な夫に見えただろう。
けれど直紀は、その直後、同じ手であゆみの腰を抱き寄せた。
「行こう。恵美には、何も分からない」
ふたりの足音が遠ざかり、扉が閉まった。
私は動かない指へ、もう一度だけ力を込めた。
分かっている。
聞こえている。
あなたたちが私の前で交わした言葉は、すべて。
อวี้เหยียนหน้าตึง “ข้า... ข้าจะวัดอุณหภูมิที่... ลิ้นของข้าเอง”“ไม่ได้เจ้าค่ะ” ซูฉิงรีบปฏิเสธ “การวัดที่ลิ้นนั้นไม่แม่นยำพอ ข้าต้องวัดที่จุดสัมผัสหลักที่เป็นแหล่งรวมพลังหยางในร่างกายของท่าน” ซูฉิงพยายามจะยื่นปรอทวัดไข้เข้าไปใกล้ลำคอของเขา แต่อวี้เหยียนรีบผงะหนีไปทันที“พอแล้ว ซูฉิง ข้าจะรายงานความรู้สึกของข้าให้เจ้าฟังแทน ข้าไม่ต้องการการสัมผัสใดๆ อีก” อวี้เหยียนกล่าวอย่างหงุดหงิดซูฉิงยอมถอย เธอหยิบพู่กันขึ้นมาบันทึกข้อมูล “ก็ได้เจ้าค่ะ ท่านหมอ โปรดรายงานความรู้สึกภายในของท่านอย่างตรงไปตรงมา”อวี้เหยียนพยายามรวบรวมคำพูดที่วิชาการที่สุด “ข้า... ข้าสัมผัสได้ว่าพลังชี่ของข้ามีการไหลเวียนผิดปกติ มัน... มันพลุ่งพล่านและรุนแรงอยู่ภายในร่างกายของข้า หัวใจของข้าเต้นเร่าอย่างรวดเร็ว ข้าไม่รู้ว่านี่เป็นผลจากยาหรือจากความอับอายที่เจ้าสร้างขึ้น”ซูฉิงยิ้มอย่างมีชัย เธอรีบจดบันทึกทุกคำพูดของเขา “ยอดเยี่ยมเจ้าค่ะท่านหมอ ชีพจรเต้นเร่า พลังชี่พลุ่งพล่าน นี่คือปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่ออคติถูกทำลาย ข้าจะตีความว่ายานี้ได้ผลในการกระตุ้นการปลดปล่อย ท่านหมอไม่ต้องอับอายนะเจ้าคะ ท่านกำลังปลดปล่
ขณะที่ทั้งสองกำลังยืนอยู่ข้างโต๊ะทดลอง พื้นที่ว่างที่จำกัดทำให้ร่างกายของพวกเขาใกล้ชิดกันโดยไม่ได้ตั้งใจ อวี้เหยียนพยายามรักษาระยะห่างตามสัญชาตญาณ แต่ซูฉิงกลับเอนตัวเข้าไปหาเล็กน้อยเพื่อหยิบเครื่องมือ “ท่านหมอเจ้าคะ” ซูฉิงกล่าวขณะยื่นมือเข้าไปใกล้แขนของเขาเพื่อหยิบ ปฏิทินวัดชีพจร “ข้าต้องวัดชีพจรท่านก่อนที่เราจะชิมยานะเจ้าคะ เพื่อให้เราได้ข้อมูลพื้นฐาน”อวี้เหยียนถึงกับตัวแข็งทื่อ เขาจำกฎเหล็กข้อที่ 2 ห้ามสัมผัสร่างกายได้ขึ้นใจ และถึงแม้กฎจะถูกยกเลิกแล้ว การถูกสัมผัสด้วยความใกล้ชิดเช่นนี้ก็ยังทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้ “ซูฉิง ข้า... ข้าจะวัดชีพจรตัวเอง” อวี้เหยียนรีบดึงแขนกลับ แต่ซูฉิงเร็วกว่า“ไม่ได้เจ้าค่ะ ข้าต้องเป็นคนวัดเอง เพื่อความแม่นยำและเป็นกลาง” ซูฉิงกล่าวอย่างจริงจัง เธอจับข้อมือของอวี้เหยียนอย่างรวดเร็วและใช้นิ้วมือของเธอสัมผัสจุดชีพจรของเขาเบาๆ อวี้เหยียนรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างแล่นไปทั่วแขนของเขา เขาพยายามมองไปที่อื่นเพื่อไม่ให้ความรู้สึกส่วนตัวมาทำลายการทดลอง“ชีพจรท่าน... เต้นเร็วกว่าปกติเล็กน้อยนะเจ้าคะท่านหมอ นี่อาจจะเป็นผลจากความตื่นเต้นหรือความอย
“ถูกต้องเจ้าค่ะ” ซูฉิงพยักหน้า “แต่มันมีความเสี่ยง ข้ากลัวว่าถ้ายานี้ถูกสกัดอย่างไม่สมบูรณ์ มันอาจจะออกฤทธิ์ผิดพลาดกลายเป็นยาเพิ่มความปรารถนาให้แก่บุรุษเพศแทน”อวี้เหยียนหน้าตึงทันที คำว่า ออกฤทธิ์ผิดพลาด และ เพิ่มความปรารถนา ทำให้เขากลับเข้าสู่โหมดเคร่งครัด “แล้วเจ้ามาหาข้าด้วยเหตุใด เจ้าควรจะไปหาผู้ช่วยหญิงคนอื่นมาทดสอบ”“ท่านหมอ นั่นแหละคือสิ่งที่ข้ามาขอท่านเจ้าค่ะ” ซูฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ซูฉิงเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานอีกก้าว เธอยื่นถ้วยยาอีกใบที่เตรียมไว้ให้เขา “ท่านหมอเจ้าคะ ไม่มีใครในโลกนี้ที่เหมาะสมกับการทดสอบยานี้เท่าท่านอีกแล้ว”อวี้เหยียนถึงกับตัวแข็งทื่อ เขาไม่เข้าใจความหมายของซูฉิง “อะไรนะ เจ้าหมายความว่าอย่างไร”“ข้าหมายความว่า... ท่านหมอเป็นบุรุษที่เคร่งครัดและมีการควบคุมตนเองสูงที่สุดในใต้หล้า” ซูฉิงอธิบายอย่างจริงจัง “ถ้าหากยานี้ออกฤทธิ์ผิดพลาดกลายเป็นยาเพิ่มความปรารถนาจริงๆ... ท่านหมอจะเป็นคนเดียวที่สามารถยับยั้งผลกระทบของมันได้”ซูฉิงส่งถ้วยยาให้เขาพร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความท้าทาย “ดังนั้น ข้าจึงขอเชิญท่านหมอ... ร่วมพิสูจน์รสชาติครั้ง
หลังจากที่ท่านหมอเทวดาอวี้เหยียนยอมจำนนต่อความสามารถของซูฉิงและตัดสินใจเข้าร่วมแผนการบำบัดด้วยการดูแลใกล้ชิดที่ซูฉิงเสนอ โรงหมอบำรุงกายใจก็กลับมามีความสุขอีกครั้ง ซูฉิงไม่ได้ละเมิดกฎเหล็กใดๆ อีก แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับอวี้เหยียนกลับพัฒนาไปในทิศทางที่โรแมนติกแบบลับๆแต่ซูฉิงก็รู้ดีว่าเธอไม่สามารถปล่อยปละละเลยโรคปากไวใจทะลึ่งของตัวเองได้ เธอต้องการให้ตัวเองหายขาดจริงๆ ไม่ใช่แค่ควบคุมอาการได้ชั่วคราวจากการที่ใจเต้นแรงเพราะท่านหมอ ดังนั้นภารกิจเร่งด่วนที่สุดของซูฉิงในวันนี้คือการทดสอบประสิทธิภาพของหญ้าสงบจิตที่เธอปลูกในแปลงข้างห้องทำงานของพระเอก“ศิษย์น้องเถียนเถียน” ซูฉิงกล่าวขณะกำลังจัดเตรียมอุปกรณ์ในโรงยา “วันนี้เราจะมาทำการสกัดสมุนไพรพิเศษที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนสูงสุด”เถียนเถียนตาเป็นประกาย เธอเชื่อว่าการสกัดนี้คือพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ทางการแพทย์ “เจ้าค่ะ ศิษย์พี่ซูฉิง ท่านกำลังจะสกัดความรู้บริสุทธิ์จากพืชออกมาใช่หรือไม่เจ้าคะ”“ถูกต้องที่สุดศิษย์น้อง” ซูฉิงยิ้มแห้งๆ ถ้าเจ้าจะตีความให้สูงส่งขนาดนั้นก็เอาที่สบายใจเลย “หญ้าสงบจิตนี้มันซับซ้อนมาก เราต้องสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภา
เธอใช้ศัพท์ใหม่ในการพูดกับคนงานเพื่อไม่ให้ถูกเตือนครั้งที่ 2 “อาฟู่ จงนำน้ำบริสุทธิ์ไปทำละลายสมุนไพรกลุ่มอัลคาลอยด์ชนิดนี้ให้ข้า ข้าต้องการสารสกัดเข้มข้นที่จะช่วยให้จิตวิญญาณของเราเกิดความสมดุล”แม้คำพูดจะดูสุภาพขึ้น แต่ซูฉิงก็ไม่ลืมที่จะแฝงนัยยะตลกๆ ลงไปเสมอหลังจากถูกท่านหมอเทวดาอวี้เหยียนสั่งห้
อวี้เหยียนขมวดคิ้ว เขาเดินเข้าไปใกล้แปลงดิน และมองดูต้นกล้าเล็กๆ ที่เพิ่งถูกปลูกลงไป “แล้วหญ้าสงบจิตที่เจ้าพูดถึงคือสมุนไพรชนิดใด ทำไมวิธีการปลูกของเจ้าจึงใช้เครื่องมือที่พิสดารถึงเพียงนี้” อวี้เหยียนถามด้วยน้ำเสียงที่แสดงความไม่ไว้วางใจอย่างถึงที่สุดซูฉิงเห็นท่านหมอเทวดาสนใจ ก็รีบใช้ความรู้ทางการ
รุ่งอรุณของวันใหม่มาถึงพร้อมกับความตื่นเต้นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างของซูฉิง วันนี้เป็นวันเริ่มต้นโครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเธอ—การเปิดฟาร์มสมุนไพรหยางเพื่อปลูกหญ้าดับไฟราคะมารักษาโรคปากไวใจทะลึ่งของตัวเอง และเพื่อให้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกับท่านหมอเทวดาอวี้เหยียนมากขึ้นซูฉิงมาถึงแปลงดินขนาด 3 วาด้
ซูฉิงใช้เวลาช่วงบ่ายอย่างมีความสุขกับการปรับปรุงพื้นที่ปลูกสมุนไพรของเธอ ซึ่งบัดนี้ถูกขนานนามในใจว่า “ฟาร์มสมุนไพรหยางอันเร่าร้อน” เธอขุดดิน พลิกหน้าดิน และเตรียมแปลงอย่างพิถีพิถัน สมุนไพรชุดแรกที่เธอปลูกลงไปคือสมุนไพรที่ใช้สำหรับการทดลองรักษาตัวเอง โดยเธอได้เปลี่ยนชื่อให้ดูบริสุทธิ์ตามคำสั่งของอวี











