เข้าสู่ระบบแม่ทัพใหญ่สมญานามปีศาจภูเขา ถูกฮองไทเฮาวางแผนให้หมั้นหมาย กับหลานสาวของตน เพื่อการครอบครองอำนาจเหนือฮ่องเต้ แต่..จวิ้นอ๋องกลับปฏิเสธ ทำให้ตระกูลฟ่านอับอายไปทั่วเมือง คุณหนูฟ่านซิ่วอิงจึงต้องงัดทุกแผนการ มาทำให้หมิงจิ้นเหอต้องกลับมา ขอสมรสพระราชทานด้วยตนเอง
ดูเพิ่มเติมเสียงพูดคุยที่เริ่มดังเอะอะโวยวายแทบจะกลบดนตรีที่อึกทึกในหอจันทร์ฉาย ขณะที่บนเวทียกระดับเตี้ยๆ มีสาวงามนับสิบนาง ร่ายรำในชุดหลากสีตระการตา
หอนางโลมแห่งนี้เลื่องชื่อที่สุดในเมืองหลวงแคว้นหมิง ในหมู่บุรุษไม่ว่าระดับใดต่างปรารถนาจะมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง แต่ค่าบริการที่สูงลิ่วทำให้มีเพียงเหล่าคุณชายเงินหนากระเป๋าหนักเท่านั้นที่สามารถแวะเวียนเข้ามาใช้บริการได้
คืนนี้จวิ้นอ๋อง หมิงจิ้นเหอ แม่ทัพภาคเหนือผู้เกรียงไกร ฉายาปีศาจภูเขา เหมาหอจันทร์ฉายเพื่อเลี้ยงฉลองชัยชนะให้กับขุนศึกนายกองคนสำคัญที่ร่วมขับไล่ชนเผ่าที่รุกรานชายแดนออกไปได้สำเร็จ
“ข้าขอคารวะท่านแม่ทัพอีกหนึ่งจอก” มู่หลี่เจียง สหายคนสนิทและรองแม่ทัพฝ่ายซ้ายคู่ใจ ยกจอกเหล้าขึ้นชูตรงหน้าก่อนจะกระดกเข้าปากจนหมด
เสียงเฮฮาของบุรุษโต๊ะรอบๆ ดังลั่นขึ้นคราหนึ่ง นายทหารทั้งหมดพร้อมใจกันลุกขึ้นชูถ้วยสุราขึ้นระดับใบหน้าแล้วกล่าวพร้อมกันด้วยเสียงอันดัง
“พวกเราขอคารวะท่านแม่ทัพ”
“ดี! ดี! ข้าขอขอบใจพวกเจ้าอีกครั้งที่พร้อมใจกันสู้ศึกครั้งนี้แบบยอมตายถวายหัว จนเราได้ชัยชนะ” หมิงจิ้นเหอลุกขึ้นชูจอกเหล้าเหนือศีรษะ “ดื่ม!”
ฟ่านซิ่วอิงแอบมองชายหนุ่มร่างสูงสง่าที่ยืนนำบุรุษทั้งหลายที่ล้วนดูบึกบึนดื่มสุราด้วยอาการตะลึง
‘เขาคือ หมิงจิ้นเหอ จวิ้นอ๋องคนนั้นหรอกรึนี่ ไหนว่าเป็นปีศาจภูเขารูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว หนวดเครารุงรัง ชอบแบกดาบใหญ่ ฆ่าคนราวผักปลาชนิดตาไม่กระพริบ’
นางนึกถึงเพลงพื้นบ้านที่นางเคยได้ยินชาวบ้านร้องขู่เด็ก เนื้อหานั้นบรรยายถึงความน่าเกลียดน่ากลัวของเจ้าของฉายาปีศาจภูเขา รวมถึงความโหดเหี้ยมของเขาในยามออกสู้ศึกสงคราม
....ไม่เห็นจะเหมือนบุรุษที่นางมองเห็นตรงหน้าสักนิด...
เมื่อท่านพ่อส่งจดหมายมาบอกข่าวให้นางเตรียมตัวหมั้นหมายกับเขาตามพระประสงค์ของฮองไทเฮา นางถึงกับตบอกด้วยความขัดเคือง
‘จะให้ข้าแต่งงานกับบุรุษป่าเถื่อนเยี่ยงนั้นน่ะหรือ แค่คิดก็สยดสยองแล้ว ไม่มีทางเสียหรอก คนอย่างฟ่านซิ่วอิงมีหรือจะยอมโดยง่าย ข้าจะต้องเป็นผู้ลิขิตชะตาของตนเองสิ’
หญิงสาวคิดแผนอยู่นาน นางหาทางจะทำให้บุรุษผู้นั้นเลิกคิดที่จะแต่งนางไปเป็นพระชายา แต่เพราะคนสนิทของนางทักท้วงว่าให้นางทำการอย่างรอบคอบ
...รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง...
เพราะฟ่านซิ่วอิงเชื่อคำสอนในตำราพิชัยสงคราม นางจึงต้องออกเดินทางเพื่อมาดูให้รู้ชัดว่า บุรุษที่นางตั้งข้อรังเกียจนั้นเป็นอย่างที่ผู้คนเล่าลือจริงหรือไม่
ฟ้าเริ่มมืดตอนที่นางสวมชุดเสี่ยวเอ้อ เดินมาถึงตรอกใกล้ๆ หอจันทร์ฉาย นักเลงสองคนขวางนางไว้เพราะอยากได้เงินไปดื่มสักเล็กน้อย
“พวกเจ้าเมาแล้วก็ควรจะกลับบ้านไปนอน มิใช่อยู่สร้างปัญหาให้ผู้อื่น”
“อ๊ะ! เจ้าหนุ่มนี่ เห็นทีคงอยากจะเจ็บตัวเสียกระมัง”
นักเลงทั้งสองย่างสามขุมเข้ามาหา ฟ่านซิ่วอิงไม่มีวรยุทธ์แต่นางก็มิใช่คนที่ผู้ใดจะรังแกได้โดยง่าย หญิงสาวจึงถอยหลังและมองหาสิ่งที่พอจะทดแทนอาวุธได้ นางนึกเสียใจที่ไม่พกเอามีดสั้นติดตัวมาด้วย
“คิดจะรังแกคนไม่มีทางสู้หรือ หันมาลงมือกับข้าดีกว่า”
น้ำเสียงทุ้มห้าวดังขึ้นเบื้องหลังนักเลงทั้งสอง มุมที่นางยืนอยู่ค่อนข้างสลัว บุรุษผู้นั้นจึงไม่ได้สังเกตใบหน้าของผู้ถูกรังแกชัดเจนนัก
เขาลงมือแค่ไม่กี่กระบวนท่าก็ซัดนักเลงสองคนลงไปนอนหมอบปากคาบดินอยู่บนพื้นถนน ครั้นพวกมันวิ่งหนีไปแล้ว ฟ่านซิ่วอิงจึงได้กล่าวขอบคุณ
“ทีหลัง ถ้าเจ้าไม่มีความสามารถจะปกป้องตนเองก็ไม่ควรมาแถวนี้ ย่านเหลาสุราและหอนางโลม ไม่เหมาะที่คนปวกเปียกอย่างเจ้าจะมาเดินเพ่นพ่าน”
ฟ่านซิ่วอิงก้มหน้ารับคำเบาๆ นางพยายามมิให้ผู้มีพระคุณมองเห็นใบหน้าของนางได้ถนัดเพราะเกรงเขาจะเดาออกว่านางเป็นสตรีปลอมตัวมา
“เอาเถอะ เรื่องเล็กน้อย ข้าไม่นับเป็นบุญคุณ”
คุณหนูสกุลฟ่านรู้สึกพอใจในรูปโฉมที่สง่างามของชายหนุ่มที่ช่วยเหลือนางไว้ แต่พอเห็นเขาเดินเลี้ยวเข้าไปในหอจันทร์ฉาย นางก็ร้องหึในลำคอ
‘น่าเสียดายนัก ใบหน้าราวเทพสลัก ต่อสู้ก็เก่งกาจ แต่กลับเป็นเพียงบุรุษเจ้าสำราญที่ชมชอบสถานที่เช่นนี้’
นางยิ่งผิดหวังในตัวบุรุษเมื่อครู่เป็นทวีคูณเมื่อนางเข้าไปในหอจันทร์ฉายในฐานะเสี่ยวเอ้อแล้วได้ยินผู้คนเรียกขานนามของเขาว่า ‘แม่ทัพหมิง’
‘เสียดายที่เป็นแม่ทัพผู้เก่งกาจ ผดุงคุณธรรม แต่หากชมชอบการมาหอนางโลมคงมิใช่สามีที่ข้าควรจะแต่งเข้าเรือนเสียแล้ว’
“เจ้าจะแอบอยู่ทำไม รีบเอาเหล้าไปส่งที่โต๊ะท่านแม่ทัพสิ ไม่เห็นรึว่า เหล้าหมดกาแล้ว” หัวหน้าเสี่ยวเอ้อ รีบไล่นางไปทำหน้าที่
คุณหนูฟ่านรีบยกกาเหล้าไปส่งที่โต๊ะ นางพยายามก้มหน้าเพื่อไม่ให้ใครจับพิรุธได้ แต่ในเมื่อทุกคนล้วนดื่มเหล้า ชมโฉมนางรำบนเวที ใครเล่าจะมาสนใจสังเกตเสี่ยวเอ้อชายที่แต่งกายซอมซ่อ
“ท่านแม่ทัพ ข้าได้ยินว่า ที่ท่านเข้าวังเพราะฮองไทเฮามีพระประสงค์ให้ท่านหมั้นกับบุตรีท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายมิใช่หรือ ” รองแม่ทัพฝ่ายขวายิ้มเย้า
“ฉินอี๋นั่ว การข่าวของเจ้าดีเกินไป” ท่านอ๋องหน้าเคร่ง
“แม่ทัพหมิงไม่มีทางแต่งงานกับนางหรอก รูปร่างหน้าตานางสู้นางรำบนเวทีไม่ได้ สักคน แถมยังเติบโตที่บ้านนอกอีก ข่าวว่า นางเป็นคนไม่รู้กริยามารยาทแบบคุณหนู ซ้ำยังไม่รู้หนังสืออีกด้วย” มู่หลี่เฉียงหันไปตอบแทนนาย
ปัง!
หมิงจิ้นเหอทุบโต๊ะดังลั่นจนทุกคนที่นั่งดื่มอยู่ใกล้ๆ สะดุ้ง
“ข้าไม่มีวันแต่งกับนาง!” หมิงจิ้นเหอที่เริ่มมึนเมาประกาศกร้าว
องค์ชายผู้เย่อหยิ่งรู้สึกโมโหยิ่งนัก เขารู้ว่าที่ฮองไทเฮาต้องการยัดเยียดหลานสาวให้เพราะอยากจะเกี่ยวดองอำนาจทางการทหารไว้กับตัว ในฐานะที่เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ภาคเหนือ มีทหารในสังกัดมากที่สุดในแคว้น
หากมีเขาเป็นหลานเขย ย่อมจะทำให้เหล่าข้าราชสำนักยำเกรงนางยิ่งขึ้น ฮองไทเฮาไม่ใช่มารดาที่แท้จริงของฮ่องเต้ นางจึงต้องรักษาฐานอำนาจอย่างเข้มแข็ง
ฟ่านซิ่วอิงตกใจที่เขาทำราวกับจงเกลียดจงชังนางนักหนา นางแอบเหลือบมองเขาก่อนถอยหลังไปเล็กน้อยรอฟังเรื่องราวต่อ
“ท่านเคยพบนางแล้วหรือ ข้าได้ยินมาว่า คุณหนูฟ่านร่างกายอ่อนแอต้องไปอยู่หัวเมืองเพื่อรักษาตัวตั้งแต่ยังเล็ก คุณชายใหญ่ตระกูลฟ่านหล่อเหลาปานเทพบุตรแล้วน้องสาวจะขี้เหร่ได้อย่างไร” ฉินอี๋นั่วยังเคลือบแคลงใจ ข่าวที่เขาได้ยินมากับสิ่งที่มู่หลี่เฉียงกล่าวช่างสวนทางกัน
หมิงจิ้นเหอส่ายหน้า ตั้งแต่มีคนส่งข่าวลือเกี่ยวกับตัวนาง เขาก็ไม่สนใจจะดูภาพที่จวนเสนาบดีฝ่ายซ้ายส่งมาให้ เขาสั่งให้มู่หลี่เฉียงดูแล้วเอาไปทิ้ง
“ข้าดูแล้ว ภาพวาดของนาง หาความงดงามมิได้ ไม่คู่ควรกับแม่ทัพของเราแม้สักนิด” รองแม่ทัพมู่ประกาศกร้าว
บุรุษรอบโต๊ะส่งเสียงฮือฮา เห็นด้วยที่ท่านอ๋องปฏิเสธการหมั้นหมาย
“แต่ท่านเสนาบดีฟ่านน่ะสิ มาคอยดักท่านอ๋อง ขอให้พิจารณาบุตรีของตนครั้งแล้วครั้งเล่าจนข้ารำคาญแทน” มู่หลี่เฉียงยังคงสุมไฟในวงสุราต่อ
“แบบนี้ก็เท่ากับข่าวลือที่เกี่ยวกับนางมีมูลความจริงน่ะสิ บุตรสาวตนเองแย่ขนาดนี้ยังจะกล้ายัดเยียดให้ท่านอีก” ฉินอี๋นั่วส่ายหน้า
คนที่เหลือต่างหันไปวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองเดียวกัน
คุณหนูฟ่านที่ยืนก้มหน้ารอรับใช้อยู่ด้านหลังได้ยินทุกถ้อยคำ หน้าถึงกับหน้าร้อนผ่าวด้วยความโกรธ
“ช่างเถอะ! ถึงอย่างไรข้า หมิงจิ้นเหอก็ไม่มีวันจะหมั้นหรือแต่งคุณหนูตระกูลฟ่านเด็ดขาด”
แม้จะเริ่มยืนเซ แต่จวิ้นอ๋องผู้มีรูปหน้าคมสันเหยียดร่างเต็มความสูง ชูจอกเหล้าขึ้นประกาศต่อหน้าเหล่าทหาร จนสร้างเสียงเฮรับดังสนั่น สะท้านสะเทือนใจฟ่านซิ่วอิงยิ่งนัก
นางไม่คิดฝันว่า ความดีใจที่ท่านอ๋องปฏิเสธการหมั้นกับนางกลับ กลายเป็นความอัปยศให้ผู้คนเหยียดหยันทั้งตัวนางและบิดา
“ในเมื่อท่านแม่ทัพปฏิเสธนางแบบนี้แล้ว คงไม่มีคุณชายตระกูลใดกล้ามาสู่ขอนางเป็นภรรยาแน่ จุ๊ๆ ช่างน่าสงสารเสียจริง ฟ่านซิ่วอิงผู้อาภัพ”
“พวกเจ้าเลิกพูดถึงนางได้แล้ว ท่านแม่ทัพไม่สนใจนาง พวกเราก็ไม่ควรสนใจ โน่นแน่ะ! แม่นางหลี่ใกล้จะออกมาให้ยลโฉมแล้ว”
บุรุษทั้งหมดเริ่มยุติการถกเถียงเมื่อนางรำเริ่มถอยเข้าหลังฉาก ไม่นานนักแม่นางหลี่ที่เป็นดาวเด่นหอจันทร์ฉายก็ปรากฏตัวในชุดสีชมพูสดสวย ที่ผ่านมานางขายเพียงฝีมือการเล่นพิณอันโดดเด่น แต่ไม่ยอมขายเรือนร่าง
จวบจนสองวันที่ผ่านมามีประกาศว่าหอจันทร์ฉายจะเปิดการประมูลตัวนาง
“ท่านแม่ทัพ ท่านน่าจะประมูลนะ แม้แต่สาวใช้อุ่นเตียงก็ยังไม่มี ข้าว่าถือโอกาสเชยชมสาวงามบริสุทธิ์ผุดผ่องก่อนจะเดินทางกลับพยัคฆ์เหินเถอะ”
มู่หลี่เฉียง[1]กระเซ้า เขาเป็นคนเดียวที่กล้าหยอกล้อท่านอ๋องผู้มีใบหน้าเคร่งขรึม หากไม่เติบโตมาด้วยกันและรักกันดุจพี่น้อง กล้าพูดจาเช่นนี้กับแม่ทัพหมิงคงถูกสั่งโบยจนไม่มีหลังจะให้ขาด
“ก็ดี ข้าสนใจ” หมิงจิ้นเหอที่หงุดหงิดมาทั้งวันก็นึกครึ้มใจ นานทีเขาจึงจะหลับนอนกับนางคณิกา แต่เพราะความถือตัว จึงเน้นเฉพาะรายที่เปิดประมูลครั้งแรกเท่านั้น
‘หึ! นินทาข้าจบแล้ว คิดจะประมูลหญิงงามไปร่วมหลับนอนรึ หมิงจิ้นเหอ อย่าหวังเลยว่า คืนนี้ท่านจะได้เสวยสุข’
[1] มู่หลี่เฉียง พระเอกจากเรื่อง “ทาสรักแม่ทัพมู่”
ฮูหยินผู้เฒ่าก็ทำเช่นกัน นางรีบกล่าวขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาให้หลานทุกคนร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง “ท่านแม่ น่ายินดีนัก หลานๆ ของพวกเรามาคราวเดียวถึงสี่คนเลยขอรับ” ใต้เท้าฟ่านจับมือมารดาข้างหนึ่ง จับมือภรรยาข้างหนึ่ง “ท่านพี่ ช่างเป็นเรื่องมงคลของจวนเรานัก”พระสนมหยางเวียนอุ้มทารกทีละคนด้วยความตื่นเต้น แววตาของพระนางเปี่ยมสุขล้นใต้เท้าฟ่านและฟ่านฮูหยินนึกอัศจรรย์ในบุตรีของตนที่สามารถคลอดเจ้าเด็กทารกทั้งสี่คนนี้ออกมาได้อย่างปลอดภัยบรรดาปู่ย่าตายายล้วนคิดถึงภาพที่จะได้จูงมือเล็กของหลานๆ เดินเล่นในเทศกาลประจำปีอย่างมีความสุข“ต่อไปข้าก็จะได้ซื้อโคมไฟเพื่อให้เด็กๆ ทั้งสี่เดินถือเล่นในงานเทศกาลแล้ว ช่างน่าตื่นใจนัก ข้ามีหลานคราวเดียวถึงสี่คน” ใต้เท้าฟ่านพึมพำอย่างเปี่ยมสุข พลางหันไปดูหน้าฟ่านหลี่เจี๋ย“ใช่ๆ ข้าก็จะได้ซื้อขนมในยามที่พวกเขางอแงด้วยขอรับ” ฟ่านหลี่เจี๋ยเองก็ตื่นเต้นที่จะมีหลานตัวน้อยเมื่อกงกงกราบทูลฮ่องเต้ พระองค์มีใบหน้าอึมครึมเล็กน้อย‘เจ้าห้า แม้แต่เรื่องลูก เจ้าก็ยังไม่ไว้หน้าข้า นับว่ายังดีที่เรื่องภรรยา...ข้ามีได้มากกว่าเจ้า’มู่หลี่เฉียงที่เดินทางมาถึงเมืองห
เหอหงเซ่อที่อาสามาเฝ้าหน้าห้องในคืนอภิเษกได้ยินเสียงนั้นแล้วอมยิ้ม แอบส่งสายตายั่วยวนให้สามีที่แฝงกายอยู่ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ นางบอกนางกำนัลคนอื่นให้ไปรอที่เรือนถัดไป หากต้องการก็จะไปเรียกใช้รอจนค่อนคืนถึงยามเปลี่ยนเวรของทั้งสองสามีภรรยา องครักษ์ฉินผู้น้องที่เห็นพี่ชายแว่บตามร่างของเหอหงเซ่อหายไปทางห้องนอนของนางก็ได้แต่ถอนใจด้วยความอิจฉา‘พอมีภรรยาก็ลืมน้อง พี่ชายเลว แต่ก่อนเฝ้าเวรยามด้วยกันจนรุ่งสาง เดี๋ยวนี้หมดเวรก็รีบไปทันที’ฉินผู้พี่ผลุบเข้าไปในห้องนอนของภรรยาได้รีบระบายความอัดอั้นจากการต้องทนฟังเสียงของท่านอ๋องและพระชายาปลอดรักกันทันที“หงเซ่อ เจ้าว่าเราสองคนคืนนี้ควรจะนอนหรือไม่ ”“เรื่องนี้ ข้าแล้วแต่ท่านพี่เจ้าค่ะ”ผ่านไปหลายเดือน ครรภ์ของฟ่านซิ่วอิงอุ้ยอ้ายนัก ชินอ๋องหมิงจิ้นเหอเชิญหมอหลวงที่เก่งกาจหลายท่านมาตรวจดูคนล้วนยินดีกับชีพจรมงคลที่มีหลายชีพจร“สัมผัสได้ สองชีพจร พะยะค่ะ”“สัมผัสได้ สามชีพจร พะยะค่ะ”“เอาแน่ๆ ตรวจให้ละเอียดและชัดเจน บุตรของข้าจะมีกี่คนก็ได้ ขอแค่นางปลอดภัยก็พอ” น้ำเสียงดุดันของชินอ๋องลั่นวังหมอหลวงตัวสั่นงันงก เชื่อแน่ว่า อย่างน้อยก็มีสองชีพจรอยู่ในคร
การสมรสครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ฮองไทเฮา ญาติผู้พี่ของใต้เท้าฟ่านสมหวังในการวางฐานอำนาจเท่านั้น หากแต่ยังเป็นเครื่องรับประกันความปลอดภัยของคนในตระกูลอีกด้วย...ด้วยฐานะของเขยผู้นี้ทำให้ผู้อื่นยากจะแตะต้องคนสกุลฟ่านแล้ว...ฮ่องเต้จูงพระหัตถ์พระมารดานำหน้าฮองเฮาเข้ามาในวังจวิ้นอ๋อง ครั้งนี้พระองค์ไม่ต้องห่วงเรื่องการลอบสังหาร เพราะวังของจวิ้นอ๋องแม้แต่นกตัวเดียวก็ไม่อาจบินผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาตบรรดานายทหารระดับสูงล้วนพร้อมหน้ามาอวยพรแก่แม่ทัพหมิง สุราอาหารล้วนจัดมาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอาหารตำรับชาววังที่ฮ่องเต้พระราชทานมา และยังมีอาหารพิเศษจากภัตตาคารสกุลเหอที่เถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยนำลูกน้องมาทำถึงในวัง ทำให้แขกเหรื่อปลาบปลื้มกับความอร่อยเลิศ“งานอภิเษกสมรสครั้งนี้ จะว่าไปเป็นรองแต่เพียงการอภิเษกของฮ่องเต้เท่านั้น สมแล้วที่เป็นงานมงคลของแม่ทัพใหญ่ของแคว้น” มู่หลี่เฉียงหันไปมองรอบๆ ในใจก็หวังให้มีมือสังหารมาสร้างความปั่นป่วนบ้าง“สายตาเจ้าดูไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นเลยนะรองแม่ทัพ”“ข้ากำลังภาวนาให้มีนักฆ่าโผล่มาสร้างความวุ่นวายบ้างนะ คุณชายจิน” สีหน้าของมู่หลี่เฉียงเคร่งขรึมจินวั่งซูห
หากไม่พูดถึงเรื่องราวระหว่างเขากับนางที่เกิดขึ้นในพยัคฆ์เหิน เขาก็ทำใจกล่อมแกล้มลืมมันไป แต่ครั้นมีผู้มาสะกิดบาดแผลนี้ เขาก็จุกถึงคอหอยฟ่านซิ่วอิงช่างหลอกลวงได้เจ็บแสบนัก ตั้งแต่วางผงนิทราเขาในหอนางโลม หลอกให้จ่ายเงินไถ่หนี้ แสร้งเป็นสาวใช้อุ่นเตียง โกหกว่าจำต้องไปแต่งงานตามท่านย่าขอร้องเมื่อทบทวนย้อนหลังก็พบว่า ล้วนเป็นนางวางแผนให้เขาต้องรีบตามมา ยามที่นางหึงหวงก็ยังจับเขาวางยาให้ไร้เรี่ยวแรง แล้วพอเขาคิดจะแก้แค้นนางบ้าง นางกลับสารภาพว่า ตั้งครรภ์บุตรให้เขาแล้ว“คุณหนูของพวกเจ้าช่างเป็นดาวพิฆาตข้าเสียจริง”“ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ควรทำให้คุณหนูเกิดความแค้นเพคะ”ครั้นได้ยินเถ้าแก่เนี้ยเหอเตือนสติ ท่านอ๋องก็พลันสำนึกได้ว่า...ตนเองไม่ควรทำให้ฟ่านซิ่วอิงโมโหแม้ว่านางจะเป็นดาวเคราะห์ของเขา แต่ขณะเดียวกัน นางก็เป็นดั่งแก้วล้ำค่าจะวางไว้ในมือก็กลัวจะตกแตก จะอมไว้ในปากก็กลัวจะละลาย...พระชายาเอกของตน ช่างร้ายกาจจนผู้อื่นยากจะเท่าเทียม...“เจ้า....” ท่านอ๋องกำหมัดแน่น จ้องมองสองสามีภรรยาเขม็ง “ได้! ข้าจะไปคิดบัญชีกับนางก็แล้วกัน”ในเมื่อไม่กล้าลงมือกับคนของนาง เอาไว้ไปจัดการกับต้นตอแผนการดีกว่า ค
มู่หลี่เฉียงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กลิ่นหอมของนางยังติดอยู่ที่ปลายจมูก ท่าทางดื้อดึงของนางน่าแกล้งเป็นนักหนา แต่นางก็ไม่ค่อยขัดขืนตอนที่เขาซุกจมูกและริมฝีปากไปตามใบหน้าของนาง หรือว่าเขาจะข่มขู่นางแรงเกินไป คิดมาถึงตอนนี้ มู่หลี่เฉียงก็ตั้งใจว่า คราวหน้าจะข่มขู่นางให้น้อยลงแล้วเกลี้ยกล่อมนางให้
“แม่นางเหอ เจ้าไม่อยู่ดูแลจวิ้นอ๋องดอกหรือ” เขารู้ฐานะสาวใช้อุ่นเตียงของนาง และรู้ดีว่าท่านอ๋องหวงนางอย่างมาก“วันนี้ท่านอ๋องมีคุณหนูจางดูแลแล้ว ข้ามันชาติตระกูลต่ำต้อยเป็นแค่ลูกร้านขายอาหาร จะสู้คุณหนูจางลูกสาวท่านเสนาบดี หลานสาวฮองเฮาได้อย่างไร อีกไม่นานท่านอ๋องอาจจะตบแต่งพระชายาเอกก็เป็นได้” นั
จางเลี่ยงหรงได้ข่าวว่าน้องสาวของเขากลับมาแล้วก็ดีใจจนแทบจะตรงเข้ามาอุ้มน้องสาว เมื่อเห็นนางเดินเข้ามาในจวนแม่ทัพ “เจ้าหายไปไหนมา รีบไปพบจวิ้นอ๋องเร็ว พระองค์เองก็ร้อนใจเรื่องเจ้าไม่แพ้พี่” พี่ชายของนางรีบจับจูงมือเดินเข้าไปห้องโถง คุณหนูจางแววตาชอกช้ำ ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
รองแม่ทัพมู่นึกถึงตอนที่บุกตะลุยจากบนเนินสูง มองเห็นกองกำลังอีกฝ่ายหนาพรึบไปตามแนวไหล่เขา“ข้าจะให้กองทัพตะวันออกส่งคนมาช่วย ถึงอย่างไร ศึกครั้งนี้ก็ประมาทไม่ได้” จวิ้นอ๋องส่งสาส์นด่วนไปถึงฮ่องเต้เพื่อแจ้งสถานการณ์ศึกโดยเร่งด่วนเหอเจียอีที่ชะเง้อชะแง้รอที่จวนแม่ทัพได้พบหน้าท่านอ๋องเพียงช่วงมาเปลี่











