Partager

บทที่ 3 สูญเสีย

last update Date de publication: 2026-04-05 12:08:21

กว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวจะเดินทางกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาเกือบค่ำมืดเสียแล้ว โชคดีที่นางพอจะรู้จักมักคุ้นกับทหารเฝ้าเวรยามอยู่บ้าง พวกเขาเคยเห็นหน้านางอยู่บ่อยครั้งจึงยอมผ่อนปรนให้นางเข้าเมืองได้โดยไม่ถูกตรวจสอบ อีกทั้งยังสอบถามว่าเท้าของนางไปโดนอันใดมา หญิงสาวเพียงตอบบ่ายเบี่ยงว่าลื่นล้มมาเท่านั้น ทหารที่เฝ้าหน้าประตูจึงรีบมอบยาให้นางเอาไว้ทาจะได้หายเร็วขึ้น ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรับยามาถือเอาไว้และเอ่ยขอบคุณพวกเขาอย่างซาบซึ้งใจ

นางรีบนำสมุนไพรที่เก็บได้ระหว่างเดินลงเขาซึ่งเหลืออยู่ส่วนหนึ่งไปขายให้กับท่านหมอจ้าว ท่านหมอจ้าวเห็นนางเดินกระเผลกๆ จึงช่วยตรวจให้โดยไม่คิดเงินและยังบอกให้นางพักให้มาก ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรับคำก่อนจะรีบเดินออกมาจากร้านหมอทันที เมื่อได้เงินมาแล้วหญิงสาวจึงแวะไปซื้อเนื้อหมูและผักสดที่ตลาดยามเย็นเพื่อนำกลับมาปรุงอาหารให้มารดาได้กิน ก่อนจะรีบสาวเท้าก้าวเดินกลับมาที่บ้านในทันที เมื่อกลับมาถึงบ้านฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย เพราะเห็นว่าภายในบ้านเงียบเชียบอย่างยิ่งและยังมืดสนิทอีกด้วย

เหตุใดท่านแม่จึงไม่จุดเทียนเล่า?

หญิงสาวพลันย่นหัวคิ้ว รู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ที่ทำให้ใจสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก นางรีบเดินเข้าไปในบ้านพร้อมกับร้องเรียกหามารดาของตนทันที

"ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ"

นางเอ่ยปากร้องเรียกมารดาแต่ทว่าไร้เสียงตอบกลับ นั่นยิ่งทำให้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเริ่มใจคอไม่ดีขึ้นมา นางรีบก้าวเข้ามาในห้องนอนของมารดาทันที ภาพที่เห็นตรงหน้าทำเอาฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวแทบจะทรุดเข่าลงไปนั่งกองอยู่บนพื้น

"ท่านแม่!"

ตอนนี้มารดาของนางกำลังนอนฟุบหน้าอยู่บนพื้นที่เย็นเฉียบ ที่มุมปากของนางมีเลือดสดๆ ไหลออกมาเต็มพื้น ข้างกันนั้นยังมีถ้วยยาที่ตกแตกเป็นเสี่ยงร่วงกระจัดกระจายอยู่อีกด้วย ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวกรีดร้องสุดเสียงทำให้เพื่อนบ้านที่อยู่บ้านข้างกันได้ยินเสียง พวกเขาพลันแตกตื่นรีบวิ่งเข้ามาดู เมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าต่างก็ตื่นตระหนกไปตามๆ กัน มีชาวบ้านคนหนึ่งที่ตั้งสติได้ก่อนรีบบอกให้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวพามารดาไปหาท่านหมอจ้าว ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวไม่รอช้านางรีบแบกมารดาขึ้นหลัง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังโรงหมอของท่านหมอจ้าวในทันที โดยไม่สนใจว่าขาของตนจะเจ็บหรือไม่

แต่ทุกอย่างดูเหมือนจะสายเกินไป มารดาของนางสิ้นใจตายจากนางไปเสียแล้ว

ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกเหมือนว่าโลกตรงหน้ากำลังจะถล่มลงมาอย่างไรอย่างนั้น นางนิ่งอึ้งไปชั่วขณะรู้สึกราวกับว่าทุกสรรพสิ่งรอบกายเงียบงันไร้เสียง สมองของนางมึนงงจนแยกแยะสิ่งใดไม่ออก แม้กระทั่งเสียงของผู้คนรอบข้างก็ยังไม่เข้าหูของนาง ดวงตาของหญิงสาวพร่าฟางไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลรินไม่ขาดสาย

"เหมี่ยวเอ๋อร์ เจ้าทำใจซะเถอะนะ มารดาของเจ้าไปสบายแล้ว นางทนทรมานมานานช่างน่าเวทนาไม่น้อย คิดเสียว่านับจากนี้ไปนางจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไปแล้ว เจ้าเองก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีรู้หรือไม่"

ท่านหมอจ้าวเอ่ยเตือนสติฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยความสงสาร ค่ายาและค่ารักษาในวันนี้เขาไม่คิดเงินสักอีแปะเดียว อีกทั้งยังมอบเงินให้นางอีกจำนวนหนึ่งเพื่อนำมาทำศพให้กับมารดาอีกด้วย

ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวร้องไห้โฮออกมาอย่างสุดจะกลั้น ชีวิตนี้นางเหลือมารดาเพียงคนเดียวเท่านั้น มารดาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของนาง ในเมื่อไม่มีมารดาแล้ว นางก็ไม่คิดที่จะอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแม้แต่วันเดียว

"อย่าคิดสั้นรู้หรือไม่ มารดาเจ้าคงเสียใจมากหากเห็นเจ้าตายตามนางไป นางก็หวังจะให้เจ้ามีชีวิตที่ดีนะ"

เสียงของเพื่อนบ้านที่เอ่ยเตือนทำให้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวพลันได้สติกลับคืนมา ก่อนจะมองไปยังโลงศพของมารดาที่ตั้งอยู่ตรงหน้า โชคดีที่เหล่าชาวบ้านใจดีช่วยกันหามศพของมารดามาส่งที่บ้านของนางและยังช่วยกันไปซื้อโลงศพมาให้กับมารดาของนางอีกด้วย พิธีการก็จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายเพียงเท่านั้น

ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวพยักหน้ารับและเอ่ยขอบคุณพวกเขาจากใจจริง หลังจากส่งแขกเหรื่อกลับไปหมดแล้ว ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก็เดินไปทิ้งกายนั่งอยู่ที่หน้าโลงศพของมารดา แสงเทียนที่วูบไหวอยู่ตรงหน้าทำให้นางรู้สึกจิตใจห่อเหี่ยวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ในขณะที่หญิงสาวกำลังนั่งเงียบๆ อยู่หน้าโลงศพของมารดาเพียงลำพัง กลับได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนดังใกล้เข้ามา เมื่อนางหันไปมองก็พบว่าเป็นไป๋เฟิ่งอวี้คู่หมั้นเก่าของนางนั่นเอง

"ท่านมาทำไม!"

นางเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงเย็นชา กับบุรุษผู้นี้นางตัดเยื่อขาดใยจากเขาไปตั้งนานแล้ว แม้นางจะไม่ถือสาที่เขาเคยทรยศนาง แต่นางก็ไม่ต้องการจะพบหน้าเขาอีก การที่เขามาที่นี่อาจจะเพิ่มเรื่องยุ่งยากให้กับนางหากอวี้เจียหลินทราบเรื่องเข้า

ไป๋เฟิ่งอวี้มองฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยแววตาที่เรียบเฉย ก่อนจะโยนเศษเงินจำนวนหนึ่งมาตรงหน้านาง

"ถือเสียว่านี่เป็นค่าช่วยทำศพมารดาเจ้าก็แล้วกัน ตอบแทนที่ครั้งหนึ่งพวกเราเคยหมั้นหมายกันมาก่อน"

ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมองดูเศษเงินที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นด้วยสายตาเยาะหยัน ก่อนจะส่งเสียงเหอะในลำคอ นางคว้าหยิบเศษเงินเหล่านั้นมาถือเอาไว้ ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเขวี้ยงเศษเงินเข้าใส่ใบหน้าของไป๋เฟิ่งอวี้อย่างแรง ทำเอาชายหนุ่มสะดุ้งโหยง แววตาที่มองฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเย็นชาขึ้นหลายสิบส่วน

"เก็บเศษเงินของเจ้ากลับคืนไปเถอะ แล้วรีบไสหัวไปซะ อย่ามาเกะกะสายตาข้า"

"เหมี่ยวเหมี่ยว เจ้าอย่าทำตัวไม่รู้ดีชั่ว หากเจ้ายอมก้มหัวให้ข้าสักนิด ข้าอาจจะไปขอร้องอวี้เจียหลิน ขอให้นางอนุญาตให้ข้ารับเจ้าเป็นอนุภรรยาก็ได้ ตอนนี้เจ้าไม่มีมารดาแล้ว อย่าเล่นตัวกับข้าอีกเลย ข้าสามารถเลี้ยงดูเจ้าได้ เพียงแค่เจ้ายอมก้มหัวให้อวี้เจียหลินสักหน่อย หากนางพอใจไม่เพียงไม่ตบตีด่าทอเจ้า ยังจะมอบเงินให้เจ้าอีกด้วย เจ้ายอม…"

เพียะ!

ไป๋เฟิ่งอวี้ยังเอ่ยไม่ทันจบประโยคก็ถูกฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวตบหน้าเข้าให้อย่างจัง แรงที่นางใช้ตบเขาไม่เบาเลยแม้แต่น้อย

"ไสหัวไป! อย่ามารบกวนเวลาของข้า หากยังไม่ไปอีก ข้าจะเอาน้ำล้างเท้าสาดใส่หน้าเจ้าให้ดู แล้วต่อไปอย่าได้มาดูหมิ่นข้าอีก อนุภรรยาอันใดกัน แม่เจ้าสิอนุภรรยา!"

ไป๋เฟิ่งอวี้ที่ถูกด่าทออย่างไม่ไว้หน้าก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่เพราะเขาเห็นแก่ศพของมารดานางจึงไม่คิดจะลงไม้ลงมือตบตีคน

"เจ้าคิดให้ดีเถอะ อย่าทำตัวไม่รู้ดีชั่ว"

"ไสหัวไปซะ!"

ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเอ่ยปากไล่คนอีกครั้ง เมื่อไป๋เฟิ่งอวี้จากไปแล้ว นางก็ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้โฮอย่างสุดจะกลั้น ชะตาชีวิตของคนเราบางทีก็หน้าสมเพชเกินจะกล่าว แม้แต่ตัวนางเองก็เช่นเดียวกัน

สามวันต่อมาศพของมารดานางก็ถูกนำไปฝังที่เขานอกเมือง พิธีการถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย มีเพียงชาวบ้านที่มาช่วยส่งศพเพียงไม่กี่คน ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเอ่ยขอบคุณพวกเขาอย่างเกรงอกเกรงใจ ก่อนจะรีบเดินกลับมายังบ้านของตนทันที ตอนนี้แผลที่ข้อเท้าของนางหายดีแล้วจึงทำให้นางกลับมาเดินเหินสะดวกเหมือนแต่ก่อน

เมื่อมารดาจากไปฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก็พยายามใช้ชีวิตให้ปกติแม้จะคิดถึงมารดามากก็ตาม ระยะนี้ไป๋เฟิ่งอวี้ยังคงมาตามรังควานนางอยู่บ้างแต่นางก็สามารถหาทางหนีทีไล่ได้อยู่เสมอ

วันนี้หญิงสาวตื่นแต่เช้าเพื่อไปขายผัก เมื่อขายของเสร็จแล้วนางก็รีบเดินกลับบ้านทันที แต่ระหว่างทางนางกลับรู้สึกได้ว่าบรรยากาศในเมืองหลวงดูแปลกไปอย่างบอกไม่ถูก มีทหารมากมายที่วิ่งเข้าออกจากเมืองเป็นว่าเล่น สีหน้าของพวกเขาดูเคร่งเครียดมาก ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวซื้อขนมสองอย่างนำไปแบ่งให้ทหารที่เฝ้าหน้าประตู ก่อนจะเอ่ยถามเขา

"พี่ชาย เกิดเรื่องใดขึ้นหรือ เหตุใดแคว้นอวี้ของเราจึงดูวุ่นวายนักเล่า"

ทหารผู้นั้นรับขนมไปจากมือของฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยว ก่อนจะเอ่ยตอบ

"ยามนี้เซียวอ๋องเกิดบ้าเลือดจึงยกทัพไปตีเมืองน้อยใหญ่อย่างโหดร้าย ตอนนี้เขากำลังบุกมาทำศึกกับแคว้นอวี้ของพวกเราแล้ว ทหารของพวกเราล้มตายไปไม่น้อยเลย น่าเจ็บใจนัก ทั้งที่สองแคว้นอยู่ใกล้กันแท้ๆ ยามอดีตเซียวอ๋องยังมีชีวิตอยู่ทั้งสองแคว้นยังเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน ไม่คิดเลยว่าพอเซียวอ๋องคนใหม่ขึ้นมาครองตำแหน่งจะบ้าคลั่งไม่สนใจความสัมพันธ์อันดีก่อนหน้านี้ ระยะนี้เจ้าก็อย่าได้ออกจากเมืองสุ่มสี่สุ่มห้าเป็นอันขาดเพราะอาจจะถูกทหารแคว้นเซียวฆ่าตายเอาได้ ได้ยินว่าอวี้อ๋องสั่งเพิ่มกำลังพลเตรียมการรับมือกับเซียวอ๋องแล้ว เจ้าก็เตรียมตัวให้พร้อม หากเกิดเรื่องก็จงหนีออกจากแคว้นไปเสีย"

"สถานการณ์รุนแรงปานนั้นเชียวหรือ"

"สงครามไม่เคยปรานีผู้ใด"

ทหารผู้นั้นเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาเอ่ยขอบคุณที่นางซื้อขนมมาให้ก่อนจะไปจัดการงานของตนเองต่อ ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวที่เห็นอย่างนั้นจึงรีบกลับมาที่บ้านของตนเองทันที

แต่นางเพิ่งจะกลับมาถึงบ้านได้ไม่นาน ก็มีคนบุกเข้ามาจับตัวนางเอาไว้ ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวพยายามขัดขืนแต่คนเหล่านั้นกลับออกแรงกระชากตัวนางให้เดินตามไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาลากนางมาที่จวนของอวี้เจียหลิน ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวที่เห็นอย่างนั้นจึงรีบเอ่ยถามด้วยความไม่พอใจ

"ท่านหญิงทรงจับตัวหม่อมฉันมาทำไมเพคะ"

อวี้เจียหลินที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ในศาลารับลมปรายตามองฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอย่างไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก ก่อนหน้านี้ไป๋เฟิ่งอวี้มาฟ้องนางว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวตบตีเขาจนหน้าบวม นางที่รักสามีมากจึงอยากเอาคืนให้ จึงส่งคนไปจับตัวสตรีไม่รู้ดีชั่วผู้นี้มาที่จวน

"เจ้าตบหน้าสามีข้า ข้าจะต้องเอาความแทนเขา"

ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวที่ได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างดูแคลน ยามนี้นางไม่มีมารดาแล้วและไม่มีเรื่องใดให้ต้องห่วงหาอีกต่อไป การที่นางถูกจับตัวมาที่นี่คงยากจะมีชีวิตรอด เช่นนั้นก็ไม่ต้องรักษากิริยาอะไรอีกต่อไปแล้ว

"สามีท่านมันบัดซบ ข้าตบเขาสักทีสองทีจะเป็นไรไป!"

อวี้เจียหลินเมื่อได้ยินฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเอ่ยย้อนตนเช่นนี้ก็เริ่มมีโทสะ นางเดินเข้ามาหาฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก่อนจะยกมือขึ้นมาตบหน้าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวไปฉาดหนึ่ง ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเองก็ไม่ยอมแพ้รีบยกเท้าถีบเข้าไปที่กลางท้องของอวี้เจียหลินทันที นางยอมสตรีบ้าอำนาจคนนี้มานานเกินไปแล้ว ต่อไปนางจะไม่ยอมอีก!

ไม่เพียงแค่ยกเท้าถีบนางยังถ่มน้ำลายใส่หน้าอวี้เจียหลินอีกด้วย อวี้เจียหลินกรีดร้องเสียงหลงพุ่งเข้ามาหมายจะตบตีฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอีกรอบ ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรีบสลัดให้หลุดจากการเกาะกุม ก่อนจะพุ่งเข้าไปตบตีกับอวี้เจียหลินเช่นเดียวกัน

เอาเถอะ ไหนๆ ก็จะตายอยู่แล้ว ก่อนตายขอตบนังบ้านี่ให้สาแก่ใจก่อนก็แล้วกัน!

ด้านไป๋เฟิ่งอวี้นั้นก็ไม่คิดจะห้ามอีกทั้งยังนั่งมองสตรีสองคนตบตีกันอย่างมีความสุข อีกทั้งยังรู้สึกภูมิอกภูมิใจที่มีสตรีมาตบตีแย่งชิงตนเองอีกด้วย

ในขณะที่ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวและอวี้เจียหลินกำลังลงไม้ลงมือกันอยู่นั้น ก็มีทหารเข้ามาแจ้งเรื่องบางอย่างด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก

"อวี้กงจู่ ท่านรีบหนีเถอะขอรับ ยามนี้เซียวอ๋องตีแคว้นอวี้แตกแล้ว บิดามารดาและน้องชายของท่านก็ถูกเซียวอ๋องสังหารจนสิ้นแล้วขอรับ!"

"เจ้าว่าอะไรนะ!"

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ท่านอ๋องโปรดปล่อยข้าไป!   บทที่ 41 วสันต์ที่ผันผ่าน ตอนจบ

    เยี่ยฉิงชางหมดสติไปร่วมหลายวัน อาการของเขาประเดี๋ยวมีไข้ ประเดี๋ยวมีเหงื่อออกสลับไปมาอยู่เช่นนั้น ทำให้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกหวาดกลัวไม่น้อยเลย ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้นางเฝ้าดูเเลเขาไม่ห่าง เพราะการรักษาที่โรงหมอไม่ค่อยสะดวกมากเท่าใดนัก นางจึงพาเขากลับมารักษาตัวต่อที่จวน นางเฉียนและนางเฉียวเมื่อได้ทราบเรื่องก็ไปช่วยหาท่านหมอที่มีฝีมือดีอีกหลายคนให้มาช่วยรักษาอาการของเยี่ยฉิงชางอีกแรง ในที่สุดก็เห็นผลอาการของเขาค่อยๆ ดีขึ้นจนกระทั่งพ้นขีดอันตรายท่านหมอถึงกับดีใจเป็นอย่างมาก เดิมทีพวกเขาคิดว่าหากเยี่ยฉิงชางฟื้นขึ้นมาแล้วอาจจะต้องพิการหรือพูดไม่ได้เป็นแน่ แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ชายหนุ่มกลับรอดพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้มาได้อย่างน่าอัศจรรย์ยามที่เยี่ยฉิงชางลืมตาตื่นขึ้นมานั้น เขาพบว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวกำลังนอนอยู่ข้างเตียงของเขา หญิงสาวฟุบหน้าลงไปกับเตียงนอน ส่วนมือของนางก็จับมือของเขาเอาไว้แน่น ชายหนุ่มยิ้มออกมาเล็กน้อย พยายามที่จะเอ่ยปากร้องเรียกนาง แต่เพราะหมดสติไปนาน ทำให้ลำคอของเขาแห้งผากเป็นอย่างยิ่งเยี่ยฉิงชางรู้สึกขมฝาดในลำคออย่างยิ่งเพราะในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาดื่มยาไปห

  • ท่านอ๋องโปรดปล่อยข้าไป!   บทที่ 40 ให้ได้ทั้งชีวิต

    นับแต่นั้นเยี่ยฉิงชางก็มาเยี่ยมไข้ฉิงอวี้ทุกวัน ไม่เพียงเท่านั้นเขายังนำของเล่นแปลกใหม่มาให้เด็กน้อยไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน นานวันเข้าฉิงอวี้จึงสนิทสนมและชื่นชอบเขาเป็นอย่างมากถึงขนาดลืมสวี่รุ่ยไปเลย ไม่เพียงเท่านั้นเยี่ยฉิงชางยังหาท่านหมอฝีมือดีมารักษาบุตรชาย ไม่นานอาการของฉิงอวี้ก็ดีขึ้นจนกลับมาแข็งแรงดังเดิม โชคดีที่ช่วงนี้สำนักศึกษาปิดภาคเรียนพอดี ทำให้ฉิงอวี้มีเวลาได้พักผ่อนอยู่ที่บ้านมากกว่าเดิมก่อนหน้านี้เยี่ยฉิงชางอยากจะบอกสถานะของตนเองให้กับบุตรชายได้รับรู้ แต่กลับถูกฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเอ่ยปรามเอาไว้ เพราะไม่อยากให้ฉิงอวี้รู้สึกสับสนไปมากกว่านี้ เยี่ยฉิงชางเองก็ยอมทำตาม อย่างไรเสียระยะนี้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก็ยอมใจอ่อนกับเขามากขึ้นแล้ว นางไม่คิดจะห้ามไม่ให้เขามาพบลูกชาย แม้จะเย็นชากับเขาอยู่บ้างแต่ก็ดีที่นางไม่เอ่ยปากไล่เขาเหมือนแต่ก่อนอีกด้านสวี่รุ่ยนั้นเขาเป็นถึงนายอำเภอ แน่นอนว่าย่อมต้องมีความคิดไม่เหมือนผู้อื่น เขาสงสัยในตัวตนของเยี่ยฉิงชางมานานแล้ว และยิ่งได้เห็นว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมีท่าทีแปลกๆ ยามพบกับเยี่ยฉิงชาง เขาจึงส่งคนไปสืบดูพื้นเพของเยี่ยฉิงชางจนกระทั่งรู้ว่าคนผู้นี้

  • ท่านอ๋องโปรดปล่อยข้าไป!   บทที่ 39 สำนึกผิด

    หลังจากกินของอร่อยด้วยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เยี่ยฉิงชางก็พาฉิงอวี้ไปซื้อของเล่นและของกินของใช้อีกหลายอย่าง ฉิงอวี้รู้สึกเกรงใจมากจึงคิดจะปฏิเสธแต่เพราะถูกเยี่ยฉิงชางหว่านล้อมสารพัดเขาจึงยอมตกลงรับของเหล่านั้นเอาไว้ สวี่รุ่ยมองเยี่ยฉิงชางอย่างไม่ลดละ แต่กลับไม่พบความผิดปกติอันใด แววตาที่เยี่ยฉิงชางยามมองฉิงอวี้ก็ดูอ่อนโยนเต็มไปด้วยความรักใคร่ บางคราเขาอาจจะคิดมากเกินไป ชายหนุ่มจึงคิดว่าหากฉิงอวี้มีคนที่เอ็นดูเขาเพิ่มขึ้นมาอีกคนก็นับว่าดีไม่น้อยสวี่รุ่ยลอบถอนหายใจออกมาเงียบๆ เขาหลงรักฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมาตั้งนานแล้วแต่นางกลับปฏิเสธเขา ไม่เพียงเท่านั้นมารดาของเขาก็ยังไม่ชอบนางอีก นางเองก็รู้ ส่วนตัวเขาก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้และไม่อาจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เช่นเดียวกัน จึงตกลงเป็นมิตรสหายที่ดีกับนางนับแต่นั้นและเขาเองก็เอ็นดูฉิงอวี้เป็นอย่างยิ่ง"พี่อาชาง พอแล้วขอรับ ข้าจะแบกกลับบ้านไม่ไหวแล้ว" "ก็ได้ๆหากเจ้าอยากได้สิ่งใดก็มาบอกข้าอีกนะ"ฉิงอวี้พยักหน้าเล็กน้อยแล้วจึงมองเยี่ยฉิงชางครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย"เดิมทีข้าคิดว่าท่านไม่มีเงิน"เยี่ยฉิงชางฟังจบก็รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก ในสายตาบุตร

  • ท่านอ๋องโปรดปล่อยข้าไป!   บทที่ 38 เข้าทางลูก

    "ท่านแม่ ลูกกลับมาแล้วขอรับ"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวที่กำลังนั่งตรวจบัญชีอยู่บนโต๊ะ เมื่อได้ยินเสียงของบุตรชายก็ยิ้มออกมาเต็มใบหน้า นางละสายตาจากบัญชีตรงหน้าก่อนจะเดินออกมารับบุตรชายที่หน้าร้านอาหารทันที ฉิงอวี้ โผเข้ามากอดมารดาอย่างมีความสุข ทำเอาฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอดยิ้มออกมาไม่ได้"เหตุใดวันนี้จึงกลับช้ายิ่งนักเล่า หรือเจ้าไปมีเรื่องกับผู้ใดมา?"ฉิงอวี้ได้ยินอย่างนั้นก็ส่ายหน้าก่อนจะเอ่ย"ไม่ใช่ขอรับ วันนี้ลูกไปทำเรื่องดีๆ มา""เรื่องดีดีหรือ?"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวขมวดคิ้วและจ้องมองบุตรชายอย่างไม่ลดละ เมื่อได้ยินคำว่าเรื่องดีๆ นางก็พลันคิดถึงเยี่ยฉิงชางขึ้นมา นางจำได้ว่าเรื่องดีๆ ของเขามันไม่เคยเป็นเรื่องดีเลยสักหน"ท่านแม่ อย่ามองลูกแบบนี้สิ วันนี้ลูกไปช่วยพี่ชายคนหนึ่งมา เขามาจากต่างเมืองและยังมาเหมาถุงหอมป้าจางไปจนหมดแผง แต่กลับไม่มีเงินจ่าย ท่าทางของเขาน่าสงสารมาก สายตาก็ดูเศร้าเหมือนคนจะร้องไห้ ลูกว่าเขาจะต้องอยากได้ถุงหอมไปฝากคนรักของเขาแน่นอนเลย ลูกจึงช่วยออกเงินให้เขา แต่ท่านแม่ไม่ต้องกังวลขอรับ พี่ชายคนนั้นบอกแล้วว่าจะเอาเงินมาคืนให้ลูกอย่างแน่นอน"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวได้ยินเช่นนั้น

  • ท่านอ๋องโปรดปล่อยข้าไป!   บทที่ 37 ถุงหอม

    ด้านฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวนั้น ตอนนี้ชีวิตของนางนับว่าเข้าที่เข้าทางเป็นอย่างยิ่ง แรกเริ่มนั้นค่อนข้างทุลักทุเลอยู่ไม่น้อย แต่เพราะโชคดีมีนางเฉียวและนางเฉียนคอยช่วยเหลือทำให้ทุกอย่างราบรื่นไปได้ด้วยดี ในปีแรกที่นางคลอดฉิงอวี้ออกมาค่อนข้างลำบากไม่น้อย แต่นางก็เลี้ยงดูเขาเป็นอย่างดี นางพักอยู่ที่บ้านพักของนางเฉียน นางเฉียนเอ็นดูฉิงอวี้มาก อีกทั้งยังรักเขาเหมือนบุตรในอุทรของตน มีสิ่งใดที่ดีดีก็ล้วนมอบให้ฉิงอวี้ทั้งหมด นางเฉียวเองก็เช่นเดียวกัน เพราะพวกนางสองคนไม่มีลูกและสามี ทำให้รักฉิงอวี้เป็นอย่างมากช่วงสามปีแรกฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวยังคงช่วยงานที่โรงเตี๊ยมของนางเฉียนและไปช่วยงานที่ร้านดอกไม้ของนางเฉียวด้วย ส่วนเจินเซียงก็ไปทำงานที่ไร่ชาเหมือนเช่นทุกวัน จนกระทั่งเข้าปีที่สี่ ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวนำเงินที่เก็บหอมรอมริบได้จากการรับจ้างทำงานที่โรงเตี๊ยมมาลงทุนเปิดร้านอาหารเป็นของตนเอง อีกทั้งยังเปิดร้านขายสมุนไพรควบคู่กันไปด้วย กิจการของนางราบรื่นไปได้ดีมาก เจินเซียงจึงลาออกจากไร่ชามาช่วยนางบริหารจัดการร้าน ฉิงอวี้ก็เติบโตขึ้นทุกวันจนตอนนี้อายุห้าขวบแล้ว เขาเป็นเด็กขยันช่วยนางทำงานทุกอย่าง และยังพู

  • ท่านอ๋องโปรดปล่อยข้าไป!   บทที่ 36 ล้างไพ่ขุนนางชั่ว

    ตั้งแต่ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวจากไป วันคืนก็ล่วงเลยมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งปีเต็มแล้ว ตลอดเวลาหนึ่งปีมานี้เยี่ยฉิงชางยังคงเฝ้าตามหานางอย่างไม่ลดละ แต่กลับไม่พบร่องรอยของนางแม้แต่น้อย ราวกับว่านางได้ปิดบังชื่อแซ่หรือไม่ก็ล้มหายตายไปจากเขานานแล้ววังหลวงในยามนี้มีเรื่องราวมากมายให้เขาต้องจัดการ รวมไปถึงเรื่องของขุนนางที่มีใจเหิมเกริมคิดจะโค่นล้มบัลลังก์ของเขา เขาจัดการกำราบพวกมันจนสิ้นซาก จากนั้นก็บริหารบ้านเมืองอย่างเข้มงวด ราษฎรนับว่าอยู่ดีมีสุข เพราะเขาใช้อำนาจและความเมตตาในการปกครองร่วมกันคนอื่นดูเหมือนจะมีความสุขดี ยกเว้นตัวเขาเพียงเท่านั้นตั้งแต่นางจากไปเขาไม่เคยนอนหลับสนิทเลยแม้แต่คืนเดียว อีกทั้งความฝันที่น่ากลัวเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาอีกคราหนึ่ง ใจของเขาเริ่มหวาดหวั่น ทุกคืนต้องจุดตะเกียงเอาไว้เพื่อให้แสงสว่าง ไม่อย่างนั้นจะไม่อาจข่มตานอนหลับลงได้แม้แต่คืนเดียวคืนนี้ก็เช่นเดียวกัน เยี่ยฉิงชางยังคงนอนไม่หลับ เขานั่งอยู่ริมหน้าต่างพลางเหม่อมองไปบนท้องฟ้าอย่างเหม่อลอยอยู่ๆ ชายหนุ่มก็ได้กลิ่นเครื่องประทินโฉมที่หอมจนแสบจมูกลอยอบอวลอยู่ในห้อง เมื่อเขาหันไปมองก็พบเข้ากับฉางเหมยที่กำลังเดินเข

  • ท่านอ๋องโปรดปล่อยข้าไป!   บทที่ 7-1 โรงเลี้ยงม้า

    เมื่อกลับมาถึงวังอ๋องแล้ว เยี่ยฉิงชางที่ยังมีอารมณ์โมโหไม่หาย จึงขว้างปาข้าวของในตำหนักจนแตกกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดเต็มพื้น เหล่าข้ารับใช้ต่างพากันก้มหน้างุดไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยวาจาใดออกมาแม้เพียงครึ่งคำ เมื่อได้ระบายโทสะลงกับข้าวของจนพอใจแล้ว ชายหนุ่มก็พอจะคลายโทสะลงไปได้บ้าง แต่เมื่อคิดถึงใบหน้าขอ

  • ท่านอ๋องโปรดปล่อยข้าไป!   บทที่ 4-1 ยึดแคว้น

    อวี้เจียหลินในตอนนี้รู้สึกแข้งขาอ่อนขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เรี่ยวแรงที่ใช้ตบตีฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวพลันหายไปจนหมดสิ้น นางตรงเข้าไปหาทหารผู้นั้นก่อนจะเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ"เจ้าโกหกข้าใช่หรือไม่!""เรียนท่านหญิง ข้าน้อยเอ่ยตามความจริงขอรับ หากท่านไม่รีบหนี เห็นทีคงจะรักษาชีวิตเอาไว้ไม

  • ท่านอ๋องโปรดปล่อยข้าไป!   บทที่ 2 ไม่หวังสิ่งตอบแทน

    ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี ดวงตาที่มองชายหนุ่มตรงหน้าฉายแววหวาดกลัวระคนโมโหในคราวเดียวกัน ให้ตายเถอะ! นางอุตส่าห์ช่วยเขาเอาไว้แท้ๆ แต่พอเขาฟื้นขึ้นมากลับไม่ฟังเหตุผลไม่ถามไถ่ต้นสายปลายเหตุก็คิดจะลงมือกับนางเสียแล้วแม้จะไม่พอใจมากเพียงใดแต่ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก็รู้ดีว่าสถาณการณ์ในยามนี้ไ

  • ท่านอ๋องโปรดปล่อยข้าไป!   บทที่ 1 ช่วยคน

    "เหมี่ยวเหมี่ยว หากขายผักเสร็จแล้วก็รีบกลับบ้านนะลูก""เจ้าค่ะท่านแม่"หญิงสาวเอ่ยรับคำผู้เป็นมารดา ก่อนจะรีบสะพายกระบุงที่มีผักสดขึ้นบนบ่า แล้วจึงมุ่งหน้าเดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว นางย่ำฝีเท้าไปตามทางเดินอย่างเร่งรีบจนกระทั่งมาถึงแผงตลาด จากนั้นก็เริ่มจัดเรียงเปิดแผงขายของทันทีนางมีนามว่า ฟ่าน

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status