เข้าสู่ระบบเมื่อกลับมาถึงวังอ๋องแล้ว เยี่ยฉิงชางที่ยังมีอารมณ์โมโหไม่หาย จึงขว้างปาข้าวของในตำหนักจนแตกกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดเต็มพื้น เหล่าข้ารับใช้ต่างพากันก้มหน้างุดไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยวาจาใดออกมาแม้เพียงครึ่งคำ เมื่อได้ระบายโทสะลงกับข้าวของจนพอใจแล้ว ชายหนุ่มก็พอจะคลายโทสะลงไปได้บ้าง แต่เมื่อคิดถึงใบหน้าของฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวโทสะในใจก็เริ่มจะเดือดพล่านขึ้นมาอีกหน
เขาไม่เข้าใจสตรีหน้าโง่คนนั้นเลย ทั้งที่เขาปฏิบัติกับนางดีกว่าคนอื่นๆ เขาตั้งใจมอบทุกอย่างให้กับนาง หากว่านางอยากเป็นอนุภรรยาของเขา เขาก็ยินดีจะรับนางเข้าวังอ๋อง แต่นางกลับไม่รู้ดีชั่ว แล้วยังปฏิเสธเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำราวกับไม่เห็นคุณค่าในตัวของเขาเลยแม้แต่น้อย มันช่างน่าโมโหยิ่งนัก!
เขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกที่ซับซ้อนในใจยามนี้มันทำให้เขาไม่เข้าใจตนเองสักเท่าไรนัก เขาไม่อยากจะสนใจนาง เพราะอย่างไรนางก็เป็นแค่เชลย แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดภาพของนางจึงปรากกฏในหัวของเขาซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะยกมือของตนเองขึ้นมาดู เมื่อครู่ตอนที่เขาเขวี้ยงแจกันจนแตก เศษของมันเผลอกระเด็นมาบาดนิ้วของเขาเข้าพอดี โลหิตสีแดงฉานไหลออกมาจากง่ามนิ้วเป็นทางยาว ชายหนุ่มยกยิ้มเย็นชา ก่อนจะยกมือขึ้นมาและแลบลิ้นเลียชิมเลือดที่มืออย่างช้าๆ ความคาวของโลหิตมันทำให้เขารู้สึกว่าอารมณ์ของตนเริ่มสงบขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด
เมื่ออารมณ์ที่แปรปรวนเริ่มนิ่งขึ้นมากแล้ว ดวงตาของเขาก็ฉายแววครุ่นคิด ก่อนจะเรียกข้ารับใช้คนหนึ่งเข้ามาพบ
"ส่งฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวไปที่โรงเลี้ยงม้า ให้นางกินข้าววันละสองมื้อเท่านั้น รอนางสำนึกความผิดได้เมื่อใดแล้วค่อยเสนอหน้ามาพบข้า ส่วนพวกเจ้าทุกคนหากมีใครกล้ายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือนาง ข้าจะไม่ละเว้นแม้แต่คนเดียว!"
เหล่าข้ารับใช้เมื่อได้ยินก็เอ่ยปากรับคำด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยวาจาทัดทานเลยแม้แต่น้อย
ด้านฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวนั้นหลังจากที่เยี่ยฉิงชางเดินออกจากห้องไป นางก็นอนร้องไห้จนผล็อยหลับไปตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจรู้ได้ ยามเช้าของวันต่อมานางได้ยินเสียงของใครบางคนเอ่ยเรียกชื่อนางอยู่ไม่ไกล เมื่อฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวลืมตาขึ้นมามองก็พบเข้ากับหญิงชราคนหนึ่งที่กำลังยืนมองนางอยู่ไม่ไกล แววตาของหญิงชราผู้นั้นเรียบเฉยนิ่งสงบ ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวบังเกิดความสงสัยในใจ หญิงสาวพยุงกายลุกขึ้นจากเตียงนอน ก่อนจะยกมือขึ้นมาขยี้ตาของตนเอง เพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักทำให้ดวงตาของนางบวมแดงและรู้สึกปวดตาเล็กน้อย
"ท่านป้ามีอันใดกับข้าหรือเจ้าคะ"
"รีบลุกไปทำงานได้แล้ว ท่านอ๋องทรงมีรับสั่งให้เจ้าไปทำงานที่โรงเลี้ยงม้า"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวฟังจบก็ไม่เอ่ยโต้แย้งสิ่งใด นางไม่แปลกใจเท่าใดนักที่ได้ทราบว่าเยี่ยฉิงชางส่งนางไปโรงเลี้ยงม้า เพียงเพราะนางไม่ตามใจเขาสุดท้ายแล้วเขาจึงไม่ไยดีนางและให้นางไปทำงานที่ลำบากอย่างนั้นหรือ ในใจของฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกเสียใจเล็กน้อย ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าก่อนหน้านั้นที่ช่วยเขาเอาไว้ นางเผลอรู้สึกดีกับเขาและชื่นชมที่เขามีความสามารถ แต่วันนี้นางได้รู้ซึ้งแล้วว่าคนอย่างเขามันไม่น่าชื่นชมเลยสักนิด
"รีบลุกขึ้นมาสิ หากทำงานไม่เสร็จจะต้องอดข้าว"
หญิงชราคนนั้นเอ่ยเร่งเร้า ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวพยักหน้าเล็กน้อย หญิงชราที่เห็นอย่างนั้นจึงโยนชุดสาวใช้เก่าๆ มาให้นางชุดหนึ่ง ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินตามหญิงชราคนนั้นไปที่โรงเลี้ยงม้าในทันที
โรงเลี้ยงม้าแห่งนี้อยู่ภายในวังอ๋อง หญิงชราบอกว่านางจะต้องนอนที่ห้องเล็กๆ ข้างโรงเลี้ยงม้าเพื่อคอยดูแลม้าตลอดทั้งคืน ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวยกมือขึ้นปิดจมูกทันทีเพราะภายในโรงเลี้ยงม้าค่อนข้างเหม็นอับอยู่บ้าง โรงเลี้ยงม้าแห่งนี้สร้างด้วยอิฐและไม้ หลังคามุงกระเบื้องดินเผา พื้นก็ปูด้วยหินและไม้กระดานที่ยกสูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้สามารถทำความสะอาดมูลและปัสสาวะของม้าได้ง่าย ภายในจะแบ่งเป็นคอกเดี่ยวแยกม้าแต่ละตัวเอาไว้ในที่ของมัน เพื่อป้องกันการเตะหรือกัดกัน โดยมีรางหญ้าที่ทำจากไม้ตั้งอยู่ด้านหน้า ถัดไปไม่ไกลจะมีโรงเก็บฟางและหญ้าแห้งแยกต่างหาก แล้วยังมีห้องเก็บอานม้าและเครื่องบังเหียนที่ต้องดูแลไม่ให้ขึ้นราอีกด้วย ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก นางยอมรับชะตากรรมของตนเองแล้ว อย่างน้อยการมาอยู่ที่นี่ก็ยังดีกว่าต้องไปเป็นนางบำเรอไร้ค่าให้กับเยี่ยฉิงชาง
เมื่อจัดแจงหน้าที่ให้นางฟังแล้วว่าต้องทำอะไรบ้างในแต่ละวัน หญิงชราผู้นั้นก็จากไปทันที ทิ้งให้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอยู่ที่นี่ตามลำพัง นางเดินเข้าไปในห้องเล็กๆ และจัดการกับข้าวของของตนที่นำติดตัวมา ภายในห้องมีที่นอนเก่าและผ้าห่มที่มีกลิ่นอับฉุนวางอยู่ ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพราะนางเผชิญความลำบากมาไม่น้อยแล้ว เพียงเท่านี้ไม่นับว่าย่ำแย่เท่าใด
เมื่อไม่มีอะไรแล้ว นางจึงออกมาเดินสำรวจรอบๆ โรงเลี้ยงม้า พบว่านอกจากหญ้าสดและหญ้าแห้งแล้ว ม้าศึกหรือม้าพันธุ์ดีจะได้รับอาหารเสริมเป็นถั่วเหลืองต้ม ข้าวโพดหรือรำข้าวเพื่อเพิ่มกำลังอีกด้วย แต่ละวันนางจะต้องแปรงขนและการอาบน้ำให้เจ้าม้า ส่วนในฤดูหนาวมักจะใช้ผ้าคลุมตัวม้าเพื่อรักษาอุณหภูมิให้กับมัน
นางเดินสำรวจรอบๆ โรงเลี้ยงม้าอยู่นานจนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงยามเย็นก็พบเข้ากับทหารกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินกลับเข้ามาในโรงเลี้ยงม้าพอดี เมื่อพวกเขาเห็นว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมานั่งอยู่ที่นี่ก็มองหน้ากันด้วยความสงสัย พวกเขาจำได้ว่านางคือสตรีที่ท่านอ๋องพากลับแคว้นเซียวมาด้วย แล้วเหตุใดนางจึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเองก็ระแวดระวังตนเองไม่ต่างกัน หญิงสาวรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา เหตุใดเขาจึงส่งนางมายังโรงเลี้ยงม้าที่มีแต่บุรุษเต็มไปหมดเช่นนี้เล่า
"แม่นาง เจ้ามาทำอันใดที่นี่กัน หรือว่าท่านอ๋องส่งเจ้ามาตรวจโรงเลี้ยงม้า"
ทหารผู้น้อยคนหนึ่งเอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงเจือความสงสัย ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวพยายามยิ้มสู้ ก่อนจะเอ่ยตอบ
"ท่านอ๋องส่งข้ามาเลี้ยงม้าและบอกให้ข้าพักอยู่ที่ห้องเล็กๆ นั่น"
เมื่อได้ยินอย่างนั้นเหล่าทหารก็หันไปมองหน้ากันอีกหน ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวสังเกตเห็นว่าในแววตาของพวกเขาฉายแววบางอย่างที่ไม่น่าไว้วางใจ นางจึงหลีกเลี่ยงไม่สนทนากับพวกเขาให้มากความ เย็นวันนั้นหลังจากกินอาหารมื้อเย็นอิ่มแล้ว นางก็เข้าห้องนอนปิดประตูอย่างแน่นหนาทันที คืนนี้ผ่านไปอย่างราบรื่นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวตื่นขึ้นมาในเช้าของอีกวันก็ทำหน้าที่ของตนต่อไป อีกทั้งยังครุ่นคิดว่าบางครานางอาจจะคิดมากเกินไป และพวกเขาก็อาจจะไม่ได้มีความคิดประสงค์ร้ายต่อนางด้วยซ้ำ
เช้าวันนี้หญิงชรานำอาหารเช้ามาให้นาง ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเห็นว่านอกจากโจ๊กที่ใสเหมือนตาแมวและผักที่ผัดน้ำมันจนเหี่ยวแล้วก็ไม่มีอะไรอีก ราวกับว่าเยี่ยฉิงชางต้องการจะทรมานนางให้รู้สำนึกเสียอย่างนั้น ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวไม่สนใจ นางรีบกินข้าวให้อิ่มหลังจากนั้นก็ไปป้อนอาหารให้ม้าต่อทันที เมื่อทำงานเสร็จแล้วนางก็มานั่งเล่นรับลมที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเลี้ยงม้าเท่าใดนัก นอกจากนางแล้วยังมีเหล่าทหารเดินวนเวียนไปมาเป็นระยะ อีกทั้งยังใช้สายตาแปลกประหลาดมองนางอย่างไม่หยุดหย่อนอีกด้วย ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวคร้านจะสนใจ นางหยิบหินขึ้นมาก้อนหนึ่งก่อนจะเขวี้ยงมันลงไปในสระน้ำเล็กๆ เบื้องหน้าเพื่อแก้เบื่อ
"เหมี่ยวเอ๋อร์เอ๋ย!"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้เมื่อได้ยินเสียงคนร้องเรียกชื่อของตนจึงรีบหันไปมองทันที ก่อนจะแย้มยิ้มเต็มใบหน้าเมื่อพบว่าคนที่เรียกหานางก็คือท่านหมอจ้าวนั่นเอง
"ท่านหมอจ้าว เหตุใดจึงมาที่นี่ได้เล่าเจ้าคะ"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรีบวิ่งเข้ามาหาท่านหมอจ้าวด้วยความดีใจ ชายชรายิ้มตอบเล็กน้อยและยังมองนางด้วยสายตาเอ็นดู
"พวกเขารู้ว่าข้าเป็นหมอก็เลยส่งข้ามาที่นี่น่ะ บอกว่าหากข้ารักษาคนได้ก็ต้องรักษาม้าได้เช่นกัน เห้อ ข้าไม่รู้จะทำอย่างไรจึงต้องลองดูสักหน่อย แล้วเจ้าเล่าเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้ ไม่ใช่ว่าอยู่กับเซียวอ๋องหรอกหรือ"
ท่านหมอจ้าวเอ่ยถามฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวถอนหายใจออกมาหนหนึ่ง ก่อนจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับท่านหมอจ้าวฟังอย่างไม่ปิดบัง นางนับถือท่านหมอจ้าวเสมือนบิดาและคิดว่าการได้พูดระบายความในใจกับเขามันทำให้นางสบายใจกว่าเก็บเรื่องราวหนักใจเอาไว้เพียงลำพัง
ท่านหมอจ้าวฟังจบก็รู้สึกเวทนาในชะตาชีวิตของเด็กสาวตรงหน้าเหลือจะกล่าว เดิมทีเขาคิดว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอาจจะมีวาสนาได้เป็นอนุภรรยาของท่านอ๋องแต่มันกลับผิดคาดนัก
"ไม่เป็นอันใด อย่างน้อยก็ยังมีชีวิตรอด มีชีวิตต่อไปถึงจะแก้ไขเรื่องราวต่างๆ ได้"
ท่านหมอจ้าวเอ่ยปลอบฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอยู่สองสามคำ หญิงสาวแย้มยิ้มเต็มหน้าก่อนจะเอ่ยถามเขา
"แล้วชาวบ้านคนอื่นๆ เล่าเจ้าคะ ไปอยู่ที่ไหนกัน"
"พวกเขาถูกส่งไปทำงานยังที่ต่างๆ บ้างก็ถูกส่งไปที่โรงครัว บ้างก็ถูกส่งไปทำนาทำสวน เฮ้อ ถูกจับมาเป็นเชลยเช่นนี้จะทำอะไรได้ ก็ต้องก้มหน้ารับชะตากรรมกันต่อไปนั่นแหละ"
ท่านหมอจ้าวเอ่ยอย่างจนปัญญา ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเองเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็พูดไม่ออกเช่นเดียวกัน ที่ท่านหมอจ้าวพูดมาไม่ผิด พวกนางเป็นเชลยที่ถูกจับตัวมาจะไปมีสิทธิ์โต้แย้งผู้ใดได้ ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตายอมรับชะตากรรมไปก็เท่านั้น
เยี่ยฉิงชางหมดสติไปร่วมหลายวัน อาการของเขาประเดี๋ยวมีไข้ ประเดี๋ยวมีเหงื่อออกสลับไปมาอยู่เช่นนั้น ทำให้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกหวาดกลัวไม่น้อยเลย ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้นางเฝ้าดูเเลเขาไม่ห่าง เพราะการรักษาที่โรงหมอไม่ค่อยสะดวกมากเท่าใดนัก นางจึงพาเขากลับมารักษาตัวต่อที่จวน นางเฉียนและนางเฉียวเมื่อได้ทราบเรื่องก็ไปช่วยหาท่านหมอที่มีฝีมือดีอีกหลายคนให้มาช่วยรักษาอาการของเยี่ยฉิงชางอีกแรง ในที่สุดก็เห็นผลอาการของเขาค่อยๆ ดีขึ้นจนกระทั่งพ้นขีดอันตรายท่านหมอถึงกับดีใจเป็นอย่างมาก เดิมทีพวกเขาคิดว่าหากเยี่ยฉิงชางฟื้นขึ้นมาแล้วอาจจะต้องพิการหรือพูดไม่ได้เป็นแน่ แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ชายหนุ่มกลับรอดพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้มาได้อย่างน่าอัศจรรย์ยามที่เยี่ยฉิงชางลืมตาตื่นขึ้นมานั้น เขาพบว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวกำลังนอนอยู่ข้างเตียงของเขา หญิงสาวฟุบหน้าลงไปกับเตียงนอน ส่วนมือของนางก็จับมือของเขาเอาไว้แน่น ชายหนุ่มยิ้มออกมาเล็กน้อย พยายามที่จะเอ่ยปากร้องเรียกนาง แต่เพราะหมดสติไปนาน ทำให้ลำคอของเขาแห้งผากเป็นอย่างยิ่งเยี่ยฉิงชางรู้สึกขมฝาดในลำคออย่างยิ่งเพราะในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาดื่มยาไปห
นับแต่นั้นเยี่ยฉิงชางก็มาเยี่ยมไข้ฉิงอวี้ทุกวัน ไม่เพียงเท่านั้นเขายังนำของเล่นแปลกใหม่มาให้เด็กน้อยไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน นานวันเข้าฉิงอวี้จึงสนิทสนมและชื่นชอบเขาเป็นอย่างมากถึงขนาดลืมสวี่รุ่ยไปเลย ไม่เพียงเท่านั้นเยี่ยฉิงชางยังหาท่านหมอฝีมือดีมารักษาบุตรชาย ไม่นานอาการของฉิงอวี้ก็ดีขึ้นจนกลับมาแข็งแรงดังเดิม โชคดีที่ช่วงนี้สำนักศึกษาปิดภาคเรียนพอดี ทำให้ฉิงอวี้มีเวลาได้พักผ่อนอยู่ที่บ้านมากกว่าเดิมก่อนหน้านี้เยี่ยฉิงชางอยากจะบอกสถานะของตนเองให้กับบุตรชายได้รับรู้ แต่กลับถูกฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเอ่ยปรามเอาไว้ เพราะไม่อยากให้ฉิงอวี้รู้สึกสับสนไปมากกว่านี้ เยี่ยฉิงชางเองก็ยอมทำตาม อย่างไรเสียระยะนี้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก็ยอมใจอ่อนกับเขามากขึ้นแล้ว นางไม่คิดจะห้ามไม่ให้เขามาพบลูกชาย แม้จะเย็นชากับเขาอยู่บ้างแต่ก็ดีที่นางไม่เอ่ยปากไล่เขาเหมือนแต่ก่อนอีกด้านสวี่รุ่ยนั้นเขาเป็นถึงนายอำเภอ แน่นอนว่าย่อมต้องมีความคิดไม่เหมือนผู้อื่น เขาสงสัยในตัวตนของเยี่ยฉิงชางมานานแล้ว และยิ่งได้เห็นว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมีท่าทีแปลกๆ ยามพบกับเยี่ยฉิงชาง เขาจึงส่งคนไปสืบดูพื้นเพของเยี่ยฉิงชางจนกระทั่งรู้ว่าคนผู้นี้
หลังจากกินของอร่อยด้วยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เยี่ยฉิงชางก็พาฉิงอวี้ไปซื้อของเล่นและของกินของใช้อีกหลายอย่าง ฉิงอวี้รู้สึกเกรงใจมากจึงคิดจะปฏิเสธแต่เพราะถูกเยี่ยฉิงชางหว่านล้อมสารพัดเขาจึงยอมตกลงรับของเหล่านั้นเอาไว้ สวี่รุ่ยมองเยี่ยฉิงชางอย่างไม่ลดละ แต่กลับไม่พบความผิดปกติอันใด แววตาที่เยี่ยฉิงชางยามมองฉิงอวี้ก็ดูอ่อนโยนเต็มไปด้วยความรักใคร่ บางคราเขาอาจจะคิดมากเกินไป ชายหนุ่มจึงคิดว่าหากฉิงอวี้มีคนที่เอ็นดูเขาเพิ่มขึ้นมาอีกคนก็นับว่าดีไม่น้อยสวี่รุ่ยลอบถอนหายใจออกมาเงียบๆ เขาหลงรักฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมาตั้งนานแล้วแต่นางกลับปฏิเสธเขา ไม่เพียงเท่านั้นมารดาของเขาก็ยังไม่ชอบนางอีก นางเองก็รู้ ส่วนตัวเขาก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้และไม่อาจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เช่นเดียวกัน จึงตกลงเป็นมิตรสหายที่ดีกับนางนับแต่นั้นและเขาเองก็เอ็นดูฉิงอวี้เป็นอย่างยิ่ง"พี่อาชาง พอแล้วขอรับ ข้าจะแบกกลับบ้านไม่ไหวแล้ว" "ก็ได้ๆหากเจ้าอยากได้สิ่งใดก็มาบอกข้าอีกนะ"ฉิงอวี้พยักหน้าเล็กน้อยแล้วจึงมองเยี่ยฉิงชางครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย"เดิมทีข้าคิดว่าท่านไม่มีเงิน"เยี่ยฉิงชางฟังจบก็รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก ในสายตาบุตร
"ท่านแม่ ลูกกลับมาแล้วขอรับ"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวที่กำลังนั่งตรวจบัญชีอยู่บนโต๊ะ เมื่อได้ยินเสียงของบุตรชายก็ยิ้มออกมาเต็มใบหน้า นางละสายตาจากบัญชีตรงหน้าก่อนจะเดินออกมารับบุตรชายที่หน้าร้านอาหารทันที ฉิงอวี้ โผเข้ามากอดมารดาอย่างมีความสุข ทำเอาฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอดยิ้มออกมาไม่ได้"เหตุใดวันนี้จึงกลับช้ายิ่งนักเล่า หรือเจ้าไปมีเรื่องกับผู้ใดมา?"ฉิงอวี้ได้ยินอย่างนั้นก็ส่ายหน้าก่อนจะเอ่ย"ไม่ใช่ขอรับ วันนี้ลูกไปทำเรื่องดีๆ มา""เรื่องดีดีหรือ?"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวขมวดคิ้วและจ้องมองบุตรชายอย่างไม่ลดละ เมื่อได้ยินคำว่าเรื่องดีๆ นางก็พลันคิดถึงเยี่ยฉิงชางขึ้นมา นางจำได้ว่าเรื่องดีๆ ของเขามันไม่เคยเป็นเรื่องดีเลยสักหน"ท่านแม่ อย่ามองลูกแบบนี้สิ วันนี้ลูกไปช่วยพี่ชายคนหนึ่งมา เขามาจากต่างเมืองและยังมาเหมาถุงหอมป้าจางไปจนหมดแผง แต่กลับไม่มีเงินจ่าย ท่าทางของเขาน่าสงสารมาก สายตาก็ดูเศร้าเหมือนคนจะร้องไห้ ลูกว่าเขาจะต้องอยากได้ถุงหอมไปฝากคนรักของเขาแน่นอนเลย ลูกจึงช่วยออกเงินให้เขา แต่ท่านแม่ไม่ต้องกังวลขอรับ พี่ชายคนนั้นบอกแล้วว่าจะเอาเงินมาคืนให้ลูกอย่างแน่นอน"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวได้ยินเช่นนั้น
ด้านฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวนั้น ตอนนี้ชีวิตของนางนับว่าเข้าที่เข้าทางเป็นอย่างยิ่ง แรกเริ่มนั้นค่อนข้างทุลักทุเลอยู่ไม่น้อย แต่เพราะโชคดีมีนางเฉียวและนางเฉียนคอยช่วยเหลือทำให้ทุกอย่างราบรื่นไปได้ด้วยดี ในปีแรกที่นางคลอดฉิงอวี้ออกมาค่อนข้างลำบากไม่น้อย แต่นางก็เลี้ยงดูเขาเป็นอย่างดี นางพักอยู่ที่บ้านพักของนางเฉียน นางเฉียนเอ็นดูฉิงอวี้มาก อีกทั้งยังรักเขาเหมือนบุตรในอุทรของตน มีสิ่งใดที่ดีดีก็ล้วนมอบให้ฉิงอวี้ทั้งหมด นางเฉียวเองก็เช่นเดียวกัน เพราะพวกนางสองคนไม่มีลูกและสามี ทำให้รักฉิงอวี้เป็นอย่างมากช่วงสามปีแรกฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวยังคงช่วยงานที่โรงเตี๊ยมของนางเฉียนและไปช่วยงานที่ร้านดอกไม้ของนางเฉียวด้วย ส่วนเจินเซียงก็ไปทำงานที่ไร่ชาเหมือนเช่นทุกวัน จนกระทั่งเข้าปีที่สี่ ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวนำเงินที่เก็บหอมรอมริบได้จากการรับจ้างทำงานที่โรงเตี๊ยมมาลงทุนเปิดร้านอาหารเป็นของตนเอง อีกทั้งยังเปิดร้านขายสมุนไพรควบคู่กันไปด้วย กิจการของนางราบรื่นไปได้ดีมาก เจินเซียงจึงลาออกจากไร่ชามาช่วยนางบริหารจัดการร้าน ฉิงอวี้ก็เติบโตขึ้นทุกวันจนตอนนี้อายุห้าขวบแล้ว เขาเป็นเด็กขยันช่วยนางทำงานทุกอย่าง และยังพู
ตั้งแต่ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวจากไป วันคืนก็ล่วงเลยมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งปีเต็มแล้ว ตลอดเวลาหนึ่งปีมานี้เยี่ยฉิงชางยังคงเฝ้าตามหานางอย่างไม่ลดละ แต่กลับไม่พบร่องรอยของนางแม้แต่น้อย ราวกับว่านางได้ปิดบังชื่อแซ่หรือไม่ก็ล้มหายตายไปจากเขานานแล้ววังหลวงในยามนี้มีเรื่องราวมากมายให้เขาต้องจัดการ รวมไปถึงเรื่องของขุนนางที่มีใจเหิมเกริมคิดจะโค่นล้มบัลลังก์ของเขา เขาจัดการกำราบพวกมันจนสิ้นซาก จากนั้นก็บริหารบ้านเมืองอย่างเข้มงวด ราษฎรนับว่าอยู่ดีมีสุข เพราะเขาใช้อำนาจและความเมตตาในการปกครองร่วมกันคนอื่นดูเหมือนจะมีความสุขดี ยกเว้นตัวเขาเพียงเท่านั้นตั้งแต่นางจากไปเขาไม่เคยนอนหลับสนิทเลยแม้แต่คืนเดียว อีกทั้งความฝันที่น่ากลัวเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาอีกคราหนึ่ง ใจของเขาเริ่มหวาดหวั่น ทุกคืนต้องจุดตะเกียงเอาไว้เพื่อให้แสงสว่าง ไม่อย่างนั้นจะไม่อาจข่มตานอนหลับลงได้แม้แต่คืนเดียวคืนนี้ก็เช่นเดียวกัน เยี่ยฉิงชางยังคงนอนไม่หลับ เขานั่งอยู่ริมหน้าต่างพลางเหม่อมองไปบนท้องฟ้าอย่างเหม่อลอยอยู่ๆ ชายหนุ่มก็ได้กลิ่นเครื่องประทินโฉมที่หอมจนแสบจมูกลอยอบอวลอยู่ในห้อง เมื่อเขาหันไปมองก็พบเข้ากับฉางเหมยที่กำลังเดินเข
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี ดวงตาที่มองชายหนุ่มตรงหน้าฉายแววหวาดกลัวระคนโมโหในคราวเดียวกัน ให้ตายเถอะ! นางอุตส่าห์ช่วยเขาเอาไว้แท้ๆ แต่พอเขาฟื้นขึ้นมากลับไม่ฟังเหตุผลไม่ถามไถ่ต้นสายปลายเหตุก็คิดจะลงมือกับนางเสียแล้วแม้จะไม่พอใจมากเพียงใดแต่ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก็รู้ดีว่าสถาณการณ์ในยามนี้ไ
"เหมี่ยวเหมี่ยว หากขายผักเสร็จแล้วก็รีบกลับบ้านนะลูก""เจ้าค่ะท่านแม่"หญิงสาวเอ่ยรับคำผู้เป็นมารดา ก่อนจะรีบสะพายกระบุงที่มีผักสดขึ้นบนบ่า แล้วจึงมุ่งหน้าเดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว นางย่ำฝีเท้าไปตามทางเดินอย่างเร่งรีบจนกระทั่งมาถึงแผงตลาด จากนั้นก็เริ่มจัดเรียงเปิดแผงขายของทันทีนางมีนามว่า ฟ่าน
ด้านฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวนั้น นางยังไม่ค่อยคุ้นชินกับการที่มีคนมาช่วยอาบน้ำเท่าใดนัก นานมากแล้วที่นางไม่เคยมีสาวใช้มาปรนนิบัติอาบน้ำเช่นนี้ นับตั้งแต่ตระกูลฟ่านตกต่ำนางก็สู้ชีวิตและช่วยเหลือตนเองมาโดยตลอด นางทำทุกอย่างด้วยตนเองจนรู้สึกเคยชินกับมันไปเสียแล้วหลังจากอาบน้ำเสร็จสาวใช้ก็ยกอาหารเข้ามาให้นา
หนทางจากแคว้นอวี้ไปถึงแคว้นเซียวนั้นใช้เวลาราวสองชั่วยามก็เดินทางมาถึงแล้วเพราะทั้งสองแคว้นอยู่ห่างกันไม่มาก ระหว่างทางฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอาเจียนออกมาหลายครั้งเพราะนางไม่คุ้นชินกับการต้องมานั่งอยู่บนหลังม้าเช่นนี้ อีกทั้งเยี่ยฉิงชางก็ยังไม่สนใจด้วยซ้ำว่านางจะรู้สึกเช่นไร เขาควบม้ามุ่งหน้ากลับแคว้นเซ







