เข้าสู่ระบบฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเปล่งเสียงที่แหบพร่าร้องเรียกชื่อของเขาด้วยความหวาดหวั่น เยี่ยฉิงชางปรายตามองนางราวกับมองเศษดินเศษหญ้า ใบหน้าของเขาฉายแววคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
"ข้ามาตอบแทนบุญคุณของเจ้าแล้วเหมี่ยวเหมี่ยว"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะในใจสับสนเป็นอย่างยิ่ง เหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่ แล้วเสื้อเกราะที่เขาสวมใส่นั่นมันคือสิ่งใดกัน เขาเป็นทหารหรือ?
ความคิดสับสนวุ่นวายตีกันในหัวของฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเต็มไปหมด ท่าทางทุกอิริยาบถของนางล้วนตกอยู่ในสายตาของเยี่ยฉิงชางทั้งสิ้น ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปากก่อนจะบังคับม้าให้หยุดนิ่งอยู่กับที่แล้วจึงหันไปเอ่ยกับองครักษ์ของตน
"จัดการเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่"
"พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง ยามนี้แคว้นอวี้ไม่เหลือเชื้อพระวงศ์แม้เพียงคนเดียวแล้ว ส่วนทหารที่เหลือต่างยอมศิโรราบต่อพระองค์หมดแล้ว"
"ดี! ส่วนคนของแคว้นอวี้ที่เหลือก็จับไปเป็นเชลยให้หมด"
"พ่ะย่ะค่ะ"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเมื่อได้ยินบทสนทนาของพวกเขาก็ใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก นางไม่ใช่คนโง่ เพียงเท่านี้นางก็เข้าใจได้แล้วว่าสถานะของอาชางผู้นี้ไม่ธรรมดา
เขาคือเซียวอ๋องที่โหดเหี้ยมผู้นั้น เขาคือคนที่ฆ่ามารดาเลี้ยงและน้องชายของตนได้อย่างไร้ความเมตตาปรานี ความหวาดกลัวแล่นเข้ามาในใจของฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยว นางพยายามจะดิ้นให้หลุดพ้นจากการเกาะกุมของเขาหมายจะวิ่งหนีไปให้ไกลและไม่ต้องการของตอบแทนอะไรจากเขาทั้งสิ้น แต่นางกลับไม่อาจทำได้เพราะเขาจับตัวของนางเอาไว้แน่น เยี่ยฉิงชางปรายตามองฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวที่ดิ้นพล่านด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะยกมีดสั้นขึ้นมาวางพาดบนลำคอของนาง
"หากเจ้าดิ้นอีกเพียงหนเดียว ข้าจะปาดคอเจ้าแน่นอน"
หญิงสาวพลันชะงักไปในทันทีเมื่อได้ยินเขาเอ่ยวาจาข่มขู่ นางจึงไม่กล้าแสดงท่าทีต่อต้านเขาอีก ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวพยายามตั้งสติก่อนจะเอ่ยถามเขาออกไปด้วยน้ำเสียงที่หวาดหวั่น
"ท่านคือเซียวอ๋องจริงหรือ"
"ถูกต้อง"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยออกไปตามตรง
"ท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่ต้องการของตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น ขอเพียงมีชีวิตรอดต่อไป ขอท่านอ๋องโปรดเมตตาปล่อยหม่อมฉันไปเถอะเพคะ"
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แต่กลับไม่ได้ยินเสียงของชายหนุ่มตอบกลับมา นางจึงเอี้ยวหน้าหันไปมองเขา แต่เมื่อนางหันไปเขากลับยื่นมือมาบีบปลายคางของนางก่อนจะจูบนางอย่างป่าเถื่อน ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวดวงตาเบิกกว้าง เริ่มออกแรงต่อต้านพฤติกรรมต่ำช้าของชายหนุ่ม แต่เขาเหมือนจะไม่สนใจ อีกทั้งยังกัดปากของนางอีกด้วย ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรับรู้ได้ถึงรสชาติเค็มของเลือดที่ริมฝีปาก นางใช้แรงที่มีผลักเขาออก หญิงสาวพรูลมหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหอบ ดวงตาที่จ้องมองเขาฉายแววตื่นตระหนกระคนโกธรเคือง
"ท่านตอบแทนคนที่เคยช่วยเหลือตนเองเช่นนี้หรือ นี่น่ะหรือคือการตอบแทนของท่าน ปล่อยข้า!"
"เชลยมีสิทธิ์ร้องขอด้วยหรือ ข้าสั่งให้เจ้าทำสิ่งใดเจ้าก็ต้องทำ นี่นับว่าข้าปรานีเจ้ามากแล้ว เพราะเจ้าเคยช่วยชีวิตข้าเอาไว้"
"ผู้ใดอยากร้องขอความปรานีจากท่านกัน หากรู้ว่าท่านจะป่าเถื่อนฆ่าคนเป็นผักปลาเช่นนี้ มิสู้ข้าปล่อยให้ท่านถูกวางยาปลุกกำหนัดจนตายไปเสียดีกว่า!"
เมื่อถูกนางเอ่ยวาจาด่าทออย่างไม่ไว้หน้าเช่นนี้ เยี่ยฉิงชางก็มองนางด้วยแววตาเย็นชาทันที เขายื่นมือมากระชากผมของนางอย่างแรง ก่อนจะเอ่ยกระซิบที่ข้างหูของนางด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกจนฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวขนลุกขนชันไปทั้งตัว
"ข้ายังไม่รีบตายหรอก เพราะยังต้องอยู่ตอบแทนผู้มีพระคุณอย่างเจ้าก่อน"
"ปล่อยเพคะ"
เยี่ยฉิงชางไม่ฟังเสียงร้องขอของฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเลยแม้แต่น้อย เขาพานางควบม้ามายังวังอ๋องซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของอวี้อ๋องก่อนหน้านี้ จากนั้นก็ฉุดกระชากนางลงมาจากหลังม้าอย่างไม่ปรานีปราศรัย เหล่าทหารต่างทำเป็นมองไม่เห็นการกระทำของเจ้านาย แต่ไหนแต่ไรเซียวอ๋องก็ป่าเถื่อนเช่นนี้มาโดยตลอด เห็นทีคงจะมีเพียงท่านหญิงเยี่ยจิ่วที่เท่านั้นที่ท่านอ๋องพอจะเมตตาอยู่บ้าง
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวพยายามขัดขืนแต่ยิ่งนางทำเช่นนั้น เยี่ยฉิงชางยิ่งออกแรงกระชากตัวนางอย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้น เมื่อเห็นว่านางขัดขืนหนักเข้า เขาจึงใช้เชือกมัดข้อมือของนางเอาไว้และลากนางเหมือนลากวัวลากม้า นางรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่ช่วยคนต่ำช้าเช่นนี้เอาไว้ นางไม่รู้ว่าเขาคือเซียวอ๋องที่จะมาทำลายแว่นแคว้นและบ้านเกิดของนางในวันนี้
ตอนนี้วังอ๋องต่างเต็มไปด้วยศพคนตาย กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวแทบอยากจะอาเจียนออกมา เมื่อนางหันไปมองโดยรอบก็พบกับท่านหมอจ้าวที่กำลังถูกจับขังเอาไว้ในกรงไม้รวมกับชาวบ้านคนอื่นๆ
"ท่านลุงจ้าว!"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวร้องเรียกท่านหมอจ้าวทันที ท่านหมอจ้าวหันมามองนางก่อนจะยิ้มอย่างยอมรับชะตากรรม เขาอายุมากแล้วไม่กลัวตาย หากวันนี้จะต้องตายเขาก็ไม่เสียดายอะไรอีกแล้ว
เยี่ยฉิงชางปรายตามองท่านหมอจ้าวหนหนึ่ง ก่อนจะหันมาเอ่ยถามฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"เจ้ารู้จักไอ้แก่นั่นด้วยหรือ"
"เขาช่วยรักษามารดาของหม่อมฉัน เหตุใดหม่อมฉันจึงจะไม่รู้จักเขาเล่า"
นางหันมาเอ่ยตอบเขาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ทำเอาเยี่ยฉิงชางรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างประหลาด ความไม่ชอบใจสายหนึ่งพาดผ่านเข้ามาในจิตใจ เขาจึงหันไปออกคำสั่งกับคนของตนทันที
"ลากไอ้แก่นั่นไปโบยให้ตาย"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวพลันตื่นตระหนก นางรีบเอ่ยกับเยี่ยฉิงชางทันที
"ท่านอ๋องจะทำสิ่งใด ท่านหมอจ้าวแก่มากแล้ว แม้แต่คนแก่ท่านก็ยังไม่ละเว้นอีกอย่างนั้นหรือ!"
"เจ้าออกรับแทนเขาหรือ หรือว่าเจ้า..."
"หม่อมฉันไม่คิดเลยว่าท่านอ๋องจะมีความคิดต่ำช้าเช่นนี้ หม่อมฉันนับถือท่านหมอจ้าวเสมือนบิดาคนหนึ่งเท่านั้น ไม่เพียงท่านหมอจ้าว ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็เป็นผู้บริสุทธิ์ พวกเขาไม่สมควรจะได้รับการลงโทษอย่างทารุณเช่นนี้!"
เยี่ยฉิงชางส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งราวกับว่าคำพูดของนางคือเรื่องตลกขบขันที่ทำให้เขามีความสุขอย่างไรอย่างนั้น เขาขยับเข้ามาใกล้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยว หญิงสาวคิดจะหนีแต่เขากลับกระชากนางเข้าหาตัว
"เจ้านี่ช่างจิตใจดีเหลือเกินนะ ถ้าเช่นนั้นพวกเรามาทำข้อตกลงกันดีหรือไม่ หากเจ้ายอมตามข้ากลับแคว้นเซียว ข้าก็จะไม่ฆ่าพวกเขา แต่ถ้าเจ้าไม่เชื่อฟังข้า ข้าก็จะฆ่าคนชั้นต่ำเหล่านั้นต่อหน้าเจ้าทีละคน ว่าอย่างไร เจ้าจะเลือกต่อต้านข้าหรือยอมทำตามใจข้าเล่า?"
"ท่านยังมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่"
"ตอบ!"
เยี่ยฉิงชางตะคอกใส่หญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่ปรานี ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวสะดุ้งโหยง ดวงตาของนางแดงก่ำ หญิงสาวหันไปมองชาวบ้านที่นั่งหวาดกลัวจนตัวสั่นด้วยความเวทนา ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันมาเอ่ยกับเขา
"ได้ แต่ท่านต้องห้ามทำร้ายพวกเขาเด็ดขาด แล้วหม่อมฉันจะยอมเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ท่าน"
"ดี ในเมื่อผู้มีพระคุณขอร้อง เช่นนั้นข้าก็จะยอมทำตามสักหนหนึ่ง"
เอ่ยจบเขาก็สั่งให้คนของตนพาชาวบ้านเหล่านั้นเดินเท้ากลับไปเป็นเชลยที่แคว้นเซียวในทันที อย่างไรก็เป็นเพียงชาวบ้านแก่ๆ ย่อมไม่ก่อคลื่นลมให้กับเขาอยู่แล้ว เมื่อไปถึงแคว้นเซียวก็ให้ไปทำงานรวมกับทาสรับใช้คนอื่นๆ ก็สิ้นเรื่อง
เมื่อฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเห็นว่าเยี่ยฉิงชางยอมรับปากว่าจะไม่ฆ่าคน นางก็รู้สึกโล่งใจลงไปได้มาก อย่างน้อยก็ถือว่าได้ตอบแทนที่ชาวบ้านเหล่านั้นเคยช่วยเหลือค้ำจุนนางและมารดาเอาไว้
แต่เมื่อหันมามองเยี่ยฉิงชางนางก็ถึงกับเอ่ยวาจาใดไม่ออก นางไม่คิดเลยว่าความคิดและจิตใจของเขามันจะบิดเบี้ยวถึงขนาดนี้ ไม่เคยมีใครสั่งสอนเขาหรือว่าการตอบแทนผู้มีพระคุณไม่ควรทำตัวป่าเถื่อนเช่นนี้
เยี่ยฉิงชางรับรู้ได้ว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวกำลังจ้องมองตน เขาจึงหันมามองนางด้วยใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรับรู้ได้ถึงสัญญาณอันตรายบางอย่าง นางจึงคิดจะถอยหลังหนี
“มารดาเจ้าเล่าอยู่ที่ใด”
หญิงสาวชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินชายหนุ่มตรงหน้าเอ่ยถามเรื่องของมารดาตนขึ้นมา
“มารดาหม่อมฉันตายไปแล้ว ศพถูกฝังอยู่นอกเมืองเพคะ”
“อ้อ”
เขาร้องอ้อออกมาคำเดียว จากนั้นก็ไม่เอ่ยสิ่งใดต่ออีก ก่อนจะกระชากตัวนางขึ้นไปนั่งบนม้าตัวเดียวกันกับเขาและมุ่งหน้ากลับแคว้นเซียวในทันที
เยี่ยฉิงชางหมดสติไปร่วมหลายวัน อาการของเขาประเดี๋ยวมีไข้ ประเดี๋ยวมีเหงื่อออกสลับไปมาอยู่เช่นนั้น ทำให้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกหวาดกลัวไม่น้อยเลย ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้นางเฝ้าดูเเลเขาไม่ห่าง เพราะการรักษาที่โรงหมอไม่ค่อยสะดวกมากเท่าใดนัก นางจึงพาเขากลับมารักษาตัวต่อที่จวน นางเฉียนและนางเฉียวเมื่อได้ทราบเรื่องก็ไปช่วยหาท่านหมอที่มีฝีมือดีอีกหลายคนให้มาช่วยรักษาอาการของเยี่ยฉิงชางอีกแรง ในที่สุดก็เห็นผลอาการของเขาค่อยๆ ดีขึ้นจนกระทั่งพ้นขีดอันตรายท่านหมอถึงกับดีใจเป็นอย่างมาก เดิมทีพวกเขาคิดว่าหากเยี่ยฉิงชางฟื้นขึ้นมาแล้วอาจจะต้องพิการหรือพูดไม่ได้เป็นแน่ แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ชายหนุ่มกลับรอดพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้มาได้อย่างน่าอัศจรรย์ยามที่เยี่ยฉิงชางลืมตาตื่นขึ้นมานั้น เขาพบว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวกำลังนอนอยู่ข้างเตียงของเขา หญิงสาวฟุบหน้าลงไปกับเตียงนอน ส่วนมือของนางก็จับมือของเขาเอาไว้แน่น ชายหนุ่มยิ้มออกมาเล็กน้อย พยายามที่จะเอ่ยปากร้องเรียกนาง แต่เพราะหมดสติไปนาน ทำให้ลำคอของเขาแห้งผากเป็นอย่างยิ่งเยี่ยฉิงชางรู้สึกขมฝาดในลำคออย่างยิ่งเพราะในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาดื่มยาไปห
นับแต่นั้นเยี่ยฉิงชางก็มาเยี่ยมไข้ฉิงอวี้ทุกวัน ไม่เพียงเท่านั้นเขายังนำของเล่นแปลกใหม่มาให้เด็กน้อยไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน นานวันเข้าฉิงอวี้จึงสนิทสนมและชื่นชอบเขาเป็นอย่างมากถึงขนาดลืมสวี่รุ่ยไปเลย ไม่เพียงเท่านั้นเยี่ยฉิงชางยังหาท่านหมอฝีมือดีมารักษาบุตรชาย ไม่นานอาการของฉิงอวี้ก็ดีขึ้นจนกลับมาแข็งแรงดังเดิม โชคดีที่ช่วงนี้สำนักศึกษาปิดภาคเรียนพอดี ทำให้ฉิงอวี้มีเวลาได้พักผ่อนอยู่ที่บ้านมากกว่าเดิมก่อนหน้านี้เยี่ยฉิงชางอยากจะบอกสถานะของตนเองให้กับบุตรชายได้รับรู้ แต่กลับถูกฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเอ่ยปรามเอาไว้ เพราะไม่อยากให้ฉิงอวี้รู้สึกสับสนไปมากกว่านี้ เยี่ยฉิงชางเองก็ยอมทำตาม อย่างไรเสียระยะนี้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก็ยอมใจอ่อนกับเขามากขึ้นแล้ว นางไม่คิดจะห้ามไม่ให้เขามาพบลูกชาย แม้จะเย็นชากับเขาอยู่บ้างแต่ก็ดีที่นางไม่เอ่ยปากไล่เขาเหมือนแต่ก่อนอีกด้านสวี่รุ่ยนั้นเขาเป็นถึงนายอำเภอ แน่นอนว่าย่อมต้องมีความคิดไม่เหมือนผู้อื่น เขาสงสัยในตัวตนของเยี่ยฉิงชางมานานแล้ว และยิ่งได้เห็นว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมีท่าทีแปลกๆ ยามพบกับเยี่ยฉิงชาง เขาจึงส่งคนไปสืบดูพื้นเพของเยี่ยฉิงชางจนกระทั่งรู้ว่าคนผู้นี้
หลังจากกินของอร่อยด้วยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เยี่ยฉิงชางก็พาฉิงอวี้ไปซื้อของเล่นและของกินของใช้อีกหลายอย่าง ฉิงอวี้รู้สึกเกรงใจมากจึงคิดจะปฏิเสธแต่เพราะถูกเยี่ยฉิงชางหว่านล้อมสารพัดเขาจึงยอมตกลงรับของเหล่านั้นเอาไว้ สวี่รุ่ยมองเยี่ยฉิงชางอย่างไม่ลดละ แต่กลับไม่พบความผิดปกติอันใด แววตาที่เยี่ยฉิงชางยามมองฉิงอวี้ก็ดูอ่อนโยนเต็มไปด้วยความรักใคร่ บางคราเขาอาจจะคิดมากเกินไป ชายหนุ่มจึงคิดว่าหากฉิงอวี้มีคนที่เอ็นดูเขาเพิ่มขึ้นมาอีกคนก็นับว่าดีไม่น้อยสวี่รุ่ยลอบถอนหายใจออกมาเงียบๆ เขาหลงรักฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมาตั้งนานแล้วแต่นางกลับปฏิเสธเขา ไม่เพียงเท่านั้นมารดาของเขาก็ยังไม่ชอบนางอีก นางเองก็รู้ ส่วนตัวเขาก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้และไม่อาจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เช่นเดียวกัน จึงตกลงเป็นมิตรสหายที่ดีกับนางนับแต่นั้นและเขาเองก็เอ็นดูฉิงอวี้เป็นอย่างยิ่ง"พี่อาชาง พอแล้วขอรับ ข้าจะแบกกลับบ้านไม่ไหวแล้ว" "ก็ได้ๆหากเจ้าอยากได้สิ่งใดก็มาบอกข้าอีกนะ"ฉิงอวี้พยักหน้าเล็กน้อยแล้วจึงมองเยี่ยฉิงชางครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย"เดิมทีข้าคิดว่าท่านไม่มีเงิน"เยี่ยฉิงชางฟังจบก็รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก ในสายตาบุตร
"ท่านแม่ ลูกกลับมาแล้วขอรับ"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวที่กำลังนั่งตรวจบัญชีอยู่บนโต๊ะ เมื่อได้ยินเสียงของบุตรชายก็ยิ้มออกมาเต็มใบหน้า นางละสายตาจากบัญชีตรงหน้าก่อนจะเดินออกมารับบุตรชายที่หน้าร้านอาหารทันที ฉิงอวี้ โผเข้ามากอดมารดาอย่างมีความสุข ทำเอาฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอดยิ้มออกมาไม่ได้"เหตุใดวันนี้จึงกลับช้ายิ่งนักเล่า หรือเจ้าไปมีเรื่องกับผู้ใดมา?"ฉิงอวี้ได้ยินอย่างนั้นก็ส่ายหน้าก่อนจะเอ่ย"ไม่ใช่ขอรับ วันนี้ลูกไปทำเรื่องดีๆ มา""เรื่องดีดีหรือ?"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวขมวดคิ้วและจ้องมองบุตรชายอย่างไม่ลดละ เมื่อได้ยินคำว่าเรื่องดีๆ นางก็พลันคิดถึงเยี่ยฉิงชางขึ้นมา นางจำได้ว่าเรื่องดีๆ ของเขามันไม่เคยเป็นเรื่องดีเลยสักหน"ท่านแม่ อย่ามองลูกแบบนี้สิ วันนี้ลูกไปช่วยพี่ชายคนหนึ่งมา เขามาจากต่างเมืองและยังมาเหมาถุงหอมป้าจางไปจนหมดแผง แต่กลับไม่มีเงินจ่าย ท่าทางของเขาน่าสงสารมาก สายตาก็ดูเศร้าเหมือนคนจะร้องไห้ ลูกว่าเขาจะต้องอยากได้ถุงหอมไปฝากคนรักของเขาแน่นอนเลย ลูกจึงช่วยออกเงินให้เขา แต่ท่านแม่ไม่ต้องกังวลขอรับ พี่ชายคนนั้นบอกแล้วว่าจะเอาเงินมาคืนให้ลูกอย่างแน่นอน"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวได้ยินเช่นนั้น
ด้านฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวนั้น ตอนนี้ชีวิตของนางนับว่าเข้าที่เข้าทางเป็นอย่างยิ่ง แรกเริ่มนั้นค่อนข้างทุลักทุเลอยู่ไม่น้อย แต่เพราะโชคดีมีนางเฉียวและนางเฉียนคอยช่วยเหลือทำให้ทุกอย่างราบรื่นไปได้ด้วยดี ในปีแรกที่นางคลอดฉิงอวี้ออกมาค่อนข้างลำบากไม่น้อย แต่นางก็เลี้ยงดูเขาเป็นอย่างดี นางพักอยู่ที่บ้านพักของนางเฉียน นางเฉียนเอ็นดูฉิงอวี้มาก อีกทั้งยังรักเขาเหมือนบุตรในอุทรของตน มีสิ่งใดที่ดีดีก็ล้วนมอบให้ฉิงอวี้ทั้งหมด นางเฉียวเองก็เช่นเดียวกัน เพราะพวกนางสองคนไม่มีลูกและสามี ทำให้รักฉิงอวี้เป็นอย่างมากช่วงสามปีแรกฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวยังคงช่วยงานที่โรงเตี๊ยมของนางเฉียนและไปช่วยงานที่ร้านดอกไม้ของนางเฉียวด้วย ส่วนเจินเซียงก็ไปทำงานที่ไร่ชาเหมือนเช่นทุกวัน จนกระทั่งเข้าปีที่สี่ ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวนำเงินที่เก็บหอมรอมริบได้จากการรับจ้างทำงานที่โรงเตี๊ยมมาลงทุนเปิดร้านอาหารเป็นของตนเอง อีกทั้งยังเปิดร้านขายสมุนไพรควบคู่กันไปด้วย กิจการของนางราบรื่นไปได้ดีมาก เจินเซียงจึงลาออกจากไร่ชามาช่วยนางบริหารจัดการร้าน ฉิงอวี้ก็เติบโตขึ้นทุกวันจนตอนนี้อายุห้าขวบแล้ว เขาเป็นเด็กขยันช่วยนางทำงานทุกอย่าง และยังพู
ตั้งแต่ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวจากไป วันคืนก็ล่วงเลยมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งปีเต็มแล้ว ตลอดเวลาหนึ่งปีมานี้เยี่ยฉิงชางยังคงเฝ้าตามหานางอย่างไม่ลดละ แต่กลับไม่พบร่องรอยของนางแม้แต่น้อย ราวกับว่านางได้ปิดบังชื่อแซ่หรือไม่ก็ล้มหายตายไปจากเขานานแล้ววังหลวงในยามนี้มีเรื่องราวมากมายให้เขาต้องจัดการ รวมไปถึงเรื่องของขุนนางที่มีใจเหิมเกริมคิดจะโค่นล้มบัลลังก์ของเขา เขาจัดการกำราบพวกมันจนสิ้นซาก จากนั้นก็บริหารบ้านเมืองอย่างเข้มงวด ราษฎรนับว่าอยู่ดีมีสุข เพราะเขาใช้อำนาจและความเมตตาในการปกครองร่วมกันคนอื่นดูเหมือนจะมีความสุขดี ยกเว้นตัวเขาเพียงเท่านั้นตั้งแต่นางจากไปเขาไม่เคยนอนหลับสนิทเลยแม้แต่คืนเดียว อีกทั้งความฝันที่น่ากลัวเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาอีกคราหนึ่ง ใจของเขาเริ่มหวาดหวั่น ทุกคืนต้องจุดตะเกียงเอาไว้เพื่อให้แสงสว่าง ไม่อย่างนั้นจะไม่อาจข่มตานอนหลับลงได้แม้แต่คืนเดียวคืนนี้ก็เช่นเดียวกัน เยี่ยฉิงชางยังคงนอนไม่หลับ เขานั่งอยู่ริมหน้าต่างพลางเหม่อมองไปบนท้องฟ้าอย่างเหม่อลอยอยู่ๆ ชายหนุ่มก็ได้กลิ่นเครื่องประทินโฉมที่หอมจนแสบจมูกลอยอบอวลอยู่ในห้อง เมื่อเขาหันไปมองก็พบเข้ากับฉางเหมยที่กำลังเดินเข
เมื่อกลับมาถึงวังอ๋องแล้ว เยี่ยฉิงชางที่ยังมีอารมณ์โมโหไม่หาย จึงขว้างปาข้าวของในตำหนักจนแตกกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดเต็มพื้น เหล่าข้ารับใช้ต่างพากันก้มหน้างุดไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยวาจาใดออกมาแม้เพียงครึ่งคำ เมื่อได้ระบายโทสะลงกับข้าวของจนพอใจแล้ว ชายหนุ่มก็พอจะคลายโทสะลงไปได้บ้าง แต่เมื่อคิดถึงใบหน้าขอ
ด้านฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวนั้น นางยังไม่ค่อยคุ้นชินกับการที่มีคนมาช่วยอาบน้ำเท่าใดนัก นานมากแล้วที่นางไม่เคยมีสาวใช้มาปรนนิบัติอาบน้ำเช่นนี้ นับตั้งแต่ตระกูลฟ่านตกต่ำนางก็สู้ชีวิตและช่วยเหลือตนเองมาโดยตลอด นางทำทุกอย่างด้วยตนเองจนรู้สึกเคยชินกับมันไปเสียแล้วหลังจากอาบน้ำเสร็จสาวใช้ก็ยกอาหารเข้ามาให้นา
หนทางจากแคว้นอวี้ไปถึงแคว้นเซียวนั้นใช้เวลาราวสองชั่วยามก็เดินทางมาถึงแล้วเพราะทั้งสองแคว้นอยู่ห่างกันไม่มาก ระหว่างทางฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอาเจียนออกมาหลายครั้งเพราะนางไม่คุ้นชินกับการต้องมานั่งอยู่บนหลังม้าเช่นนี้ อีกทั้งเยี่ยฉิงชางก็ยังไม่สนใจด้วยซ้ำว่านางจะรู้สึกเช่นไร เขาควบม้ามุ่งหน้ากลับแคว้นเซ
อวี้เจียหลินในตอนนี้รู้สึกแข้งขาอ่อนขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เรี่ยวแรงที่ใช้ตบตีฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวพลันหายไปจนหมดสิ้น นางตรงเข้าไปหาทหารผู้นั้นก่อนจะเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ"เจ้าโกหกข้าใช่หรือไม่!""เรียนท่านหญิง ข้าน้อยเอ่ยตามความจริงขอรับ หากท่านไม่รีบหนี เห็นทีคงจะรักษาชีวิตเอาไว้ไม







