Masukอวี้เจียหลินในตอนนี้รู้สึกแข้งขาอ่อนขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เรี่ยวแรงที่ใช้ตบตีฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวพลันหายไปจนหมดสิ้น นางตรงเข้าไปหาทหารผู้นั้นก่อนจะเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"เจ้าโกหกข้าใช่หรือไม่!"
"เรียนท่านหญิง ข้าน้อยเอ่ยตามความจริงขอรับ หากท่านไม่รีบหนี เห็นทีคงจะรักษาชีวิตเอาไว้ไม่ได้แล้ว ยามนี้ทหารของพวกเราล้วนตกตายไปเกือบหมดแล้ว ไม่มีผู้ใดคุ้มครองท่านได้อีกต่อไปแล้วขอรับ!"
เอ่ยจบทหารผู้นั้นก็วิ่งหนีจากไปทันที เหล่าข้ารับใช้เมื่อได้ยินว่านายเหนือหัวถูกศัตรูฆ่าตายแล้ว ความกลัวก็เข้าครอบงำทันที พวกนางรีบวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวที่ได้ยินอย่างนั้นก็ไม่รู้จะสมเพชหรือสมน้ำหน้าอวี้เจียหลินดี แม้นางจะไม่ชอบใจเท่าไรนักที่อวี้เจียหลินมาหาเรื่องนางเพราะไป๋เฟิ่งอวี้ แต่อีกใจหนึ่งนางก็เข้าใจความรู้สึกของอวี้เจียหลินที่ต้องสูญเสียบิดาและพี่ชายไปอย่างไม่มีวันกลับ จึงรู้สึกเวทนาอวี้เจียหลินไม่น้อย
ด้านไป๋เฟิ่งอวี้เมื่อได้ยินว่าอวี้อ๋องและซื่อจื่อถูกสังหารแล้ว เขาก็รู้สึกตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มรีบวิ่งเข้าไปเก็บของมีค่าทั้งหมดของตนทันที ไม่เพียงเท่านั้นเขายังเอาของมีค่าของอวี้เจียหลินติดตัวไปอีกด้วย
"สามี ท่านจะไปที่ใด พาข้าไปด้วย!"
อวี้เจียหลินที่เห็นว่าไป๋เฟิ่งอวี้กำลังจะหนีจากไปก็รีบวิ่งตามเขาไปอย่างทุลักทุเล ไป๋เฟิ่งอวี้หันมามองอวี้เจียหลินด้วยแววตาเย็นชา ก่อนหน้านี้ที่เขาแต่งงานกับนางก็เพราะว่านางคืออวี้กงจู่ แต่ตอนนี้นางไม่เหลืออะไรแล้ว เขาจะพานางไปด้วยทำไมกัน เขาไม่มีทางพาตัวภาระอย่างนางไปด้วยเป็นอันขาด!
อวี้เจียหลินรีบคว้าจับมือของไป๋เฟิ่งอวี้เอาไว้ แต่ชายหนุ่มกลับสะบัดมือของนางออกอย่างรังเกียจ อีกทั้งยังผลักอวี้เจียหลินจนล้มลงไปนอนกองกับพื้นก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ไสหัวไป! ข้าทนกับคนอย่างเจ้ามาพอแล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้ากล้ำกลืนเพียงใดที่ต้องเอ่ยวาจาหวานๆ กับเจ้า ข้าไม่เคยรักเจ้าเลย ที่ข้าแต่งกับเจ้าก็เพื่อไต่เต้าขึ้นไปสู่อำนาจเท่านั้น ในเมื่อยามนี้เจ้าไม่เหลืออะไรแล้ว ก็อย่ามาทำตัวเป็นภาระติดสอยห้อยตามข้าอีก"
อวี้เจียหลินถึงกับชะงักไปทันที ดวงตาที่จ้องมองไป๋เฟิ่งอวี้ฉายแววไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยินเขาเอ่ยออกมา
"เจ้า! นี่เจ้าคิดจะทอดทิ้งข้าอย่างนั้นหรือ ไอ้คนสารเลว ข้าจะตบตีเจ้า เจ้าห้ามหนีไปนะ แล้วก็เอาสมบัติของข้าคืนมาเดี๋ยวนี้!"
อวี้เจียหลินพุ่งเข้าไปตบตีไป๋เฟิ่งอวี้อย่างรวดเร็ว ไป๋เฟิ่งอวี้รำคาญจึงผลักนางออกห่างจากตัวทันที แรงผลักของเขาไม่เบาเลยทำให้นางซถลาไปที่สวนดอกไม้ ก่อนที่ร่างของนางจะเสียบเข้ากับกิ่งไม้ไผ่แหลมคมที่คนงานเหลาเอาไว้เพื่อใช้ไปดักจับปลาในคลองหลังจวน อวี้เจียหลินกระอักเลือดสดๆ ออกมาอย่างรุนแรง ก่อนจะสิ้นใจตายจากไปทันที ด้านไป๋เฟิ่งอวี้ก็ลนลานรีบวิ่งหนีจากไปเช่นเดียวกัน
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตื่นตระหนก ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ไป๋เฟิ่งอวี้คนชั่วผู้นั้นถึงกับฆ่าอวี้เจียหลินด้วยมือของเขาเอง นางหันไปมองศพของอวี้เจียหลินอย่างเวทนา ก่อนจะพยายามตั้งสติ
ได้ยินว่าตอนนี้แคว้นอวี้แตกแล้ว นางเองก็ไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไปแล้วเช่นเดียวกัน
นางไม่มีสมบัติอะไรให้ต้องเก็บติดตัวไปด้วย มีเพียงเงินเล็กน้อยเท่านั้น หญิงสาวรีบวิ่งหนีออกมาจากจวนของอวี้เจียหลินอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบว่าตอนนี้ผู้คนในแคว้นก็กำลังพากันวิ่งหนีตายอย่างโกลาหลวุ่นวายเช่นเดียวกัน รอบกายยามนี้มีแต่เสียงรบราฆ่าฟัน เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาทไปทั่วทั้งผืนดิน อีกทั้งยังมีเสียงกรีดร้องอย่างน่าเวทนาของผู้คนดังขึ้นเป็นระยะอีกด้วย
'สงครามไม่เคยปรานีผู้ใด'
คำพูดของนายทหารผู้นั้นดังขึ้นในหัวของฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยว นางหันซ้ายมองขวา ก่อนจะรีบวิ่งไปยังตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่งหมายจะใช้ทางลัดตรงนั้นหนีออกจากเมืองหลวงแคว้นอวี้โดยเร็วที่สุด ยามนี้แคว้นอวี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่านางจะไปที่ใดล้วนมีแต่คนตายและเสียงกรีดร้องดังโหยหวนไปทั่วทุกหนแห่ง
อยู่ๆ ก็มีทหารผู้หนึ่งหันมาเห็นนางเข้าพอดี ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวตื่นตระหนก นางรู้ได้ทันทีว่าทหารตรงหน้าไม่ใช่ทหารของแคว้นอวี้ สัญชาตญาณป้องกันตัวของนางทำงานทันที หญิงสาวรีบวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อหวังจะเอาตัวรอด ในขณะที่นางกำลังวิ่งหนีอย่างสุดชีวิตอยู่นั้น กลับได้ยินเสียงฝีเท้าม้าที่หนักแน่นดังไล่หลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวไม่กล้าหันกลับไปมองเพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับตนจึงรีบวิ่งหนีอย่างรวดเร็วและเร่งฝีเท้าให้ว่องไวมากยิ่งขึ้น แต่ดูเหมือนว่ายิ่งนางพยายามวิ่งหนีเสียงกีบเท้าม้าก็ยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ไม่นานก็มือของใครบางคนยื่นมาคว้าเอวของนางเอาไว้ ตัวของหญิงสาวพลันลอยหวืดขึ้นมากลางอากาศก่อนจะถูกจับให้ขึ้นมานั่งบนหลังม้าอย่างรวดเร็ว ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวใจเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง เมื่อนางเงยหน้าขึ้นไปมองก็ถึงกับต้องชะงักค้าง
ใบหน้าของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าของนางช่างหล่อเหลายิ่งนักแต่กลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายอันตราย ดวงตาของเขาเย็นชาเป็นอย่างยิ่ง
"อาชาง"
เยี่ยฉิงชางหมดสติไปร่วมหลายวัน อาการของเขาประเดี๋ยวมีไข้ ประเดี๋ยวมีเหงื่อออกสลับไปมาอยู่เช่นนั้น ทำให้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกหวาดกลัวไม่น้อยเลย ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้นางเฝ้าดูเเลเขาไม่ห่าง เพราะการรักษาที่โรงหมอไม่ค่อยสะดวกมากเท่าใดนัก นางจึงพาเขากลับมารักษาตัวต่อที่จวน นางเฉียนและนางเฉียวเมื่อได้ทราบเรื่องก็ไปช่วยหาท่านหมอที่มีฝีมือดีอีกหลายคนให้มาช่วยรักษาอาการของเยี่ยฉิงชางอีกแรง ในที่สุดก็เห็นผลอาการของเขาค่อยๆ ดีขึ้นจนกระทั่งพ้นขีดอันตรายท่านหมอถึงกับดีใจเป็นอย่างมาก เดิมทีพวกเขาคิดว่าหากเยี่ยฉิงชางฟื้นขึ้นมาแล้วอาจจะต้องพิการหรือพูดไม่ได้เป็นแน่ แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ชายหนุ่มกลับรอดพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้มาได้อย่างน่าอัศจรรย์ยามที่เยี่ยฉิงชางลืมตาตื่นขึ้นมานั้น เขาพบว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวกำลังนอนอยู่ข้างเตียงของเขา หญิงสาวฟุบหน้าลงไปกับเตียงนอน ส่วนมือของนางก็จับมือของเขาเอาไว้แน่น ชายหนุ่มยิ้มออกมาเล็กน้อย พยายามที่จะเอ่ยปากร้องเรียกนาง แต่เพราะหมดสติไปนาน ทำให้ลำคอของเขาแห้งผากเป็นอย่างยิ่งเยี่ยฉิงชางรู้สึกขมฝาดในลำคออย่างยิ่งเพราะในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาดื่มยาไปห
นับแต่นั้นเยี่ยฉิงชางก็มาเยี่ยมไข้ฉิงอวี้ทุกวัน ไม่เพียงเท่านั้นเขายังนำของเล่นแปลกใหม่มาให้เด็กน้อยไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน นานวันเข้าฉิงอวี้จึงสนิทสนมและชื่นชอบเขาเป็นอย่างมากถึงขนาดลืมสวี่รุ่ยไปเลย ไม่เพียงเท่านั้นเยี่ยฉิงชางยังหาท่านหมอฝีมือดีมารักษาบุตรชาย ไม่นานอาการของฉิงอวี้ก็ดีขึ้นจนกลับมาแข็งแรงดังเดิม โชคดีที่ช่วงนี้สำนักศึกษาปิดภาคเรียนพอดี ทำให้ฉิงอวี้มีเวลาได้พักผ่อนอยู่ที่บ้านมากกว่าเดิมก่อนหน้านี้เยี่ยฉิงชางอยากจะบอกสถานะของตนเองให้กับบุตรชายได้รับรู้ แต่กลับถูกฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเอ่ยปรามเอาไว้ เพราะไม่อยากให้ฉิงอวี้รู้สึกสับสนไปมากกว่านี้ เยี่ยฉิงชางเองก็ยอมทำตาม อย่างไรเสียระยะนี้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก็ยอมใจอ่อนกับเขามากขึ้นแล้ว นางไม่คิดจะห้ามไม่ให้เขามาพบลูกชาย แม้จะเย็นชากับเขาอยู่บ้างแต่ก็ดีที่นางไม่เอ่ยปากไล่เขาเหมือนแต่ก่อนอีกด้านสวี่รุ่ยนั้นเขาเป็นถึงนายอำเภอ แน่นอนว่าย่อมต้องมีความคิดไม่เหมือนผู้อื่น เขาสงสัยในตัวตนของเยี่ยฉิงชางมานานแล้ว และยิ่งได้เห็นว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมีท่าทีแปลกๆ ยามพบกับเยี่ยฉิงชาง เขาจึงส่งคนไปสืบดูพื้นเพของเยี่ยฉิงชางจนกระทั่งรู้ว่าคนผู้นี้
หลังจากกินของอร่อยด้วยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เยี่ยฉิงชางก็พาฉิงอวี้ไปซื้อของเล่นและของกินของใช้อีกหลายอย่าง ฉิงอวี้รู้สึกเกรงใจมากจึงคิดจะปฏิเสธแต่เพราะถูกเยี่ยฉิงชางหว่านล้อมสารพัดเขาจึงยอมตกลงรับของเหล่านั้นเอาไว้ สวี่รุ่ยมองเยี่ยฉิงชางอย่างไม่ลดละ แต่กลับไม่พบความผิดปกติอันใด แววตาที่เยี่ยฉิงชางยามมองฉิงอวี้ก็ดูอ่อนโยนเต็มไปด้วยความรักใคร่ บางคราเขาอาจจะคิดมากเกินไป ชายหนุ่มจึงคิดว่าหากฉิงอวี้มีคนที่เอ็นดูเขาเพิ่มขึ้นมาอีกคนก็นับว่าดีไม่น้อยสวี่รุ่ยลอบถอนหายใจออกมาเงียบๆ เขาหลงรักฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมาตั้งนานแล้วแต่นางกลับปฏิเสธเขา ไม่เพียงเท่านั้นมารดาของเขาก็ยังไม่ชอบนางอีก นางเองก็รู้ ส่วนตัวเขาก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้และไม่อาจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เช่นเดียวกัน จึงตกลงเป็นมิตรสหายที่ดีกับนางนับแต่นั้นและเขาเองก็เอ็นดูฉิงอวี้เป็นอย่างยิ่ง"พี่อาชาง พอแล้วขอรับ ข้าจะแบกกลับบ้านไม่ไหวแล้ว" "ก็ได้ๆหากเจ้าอยากได้สิ่งใดก็มาบอกข้าอีกนะ"ฉิงอวี้พยักหน้าเล็กน้อยแล้วจึงมองเยี่ยฉิงชางครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย"เดิมทีข้าคิดว่าท่านไม่มีเงิน"เยี่ยฉิงชางฟังจบก็รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก ในสายตาบุตร
"ท่านแม่ ลูกกลับมาแล้วขอรับ"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวที่กำลังนั่งตรวจบัญชีอยู่บนโต๊ะ เมื่อได้ยินเสียงของบุตรชายก็ยิ้มออกมาเต็มใบหน้า นางละสายตาจากบัญชีตรงหน้าก่อนจะเดินออกมารับบุตรชายที่หน้าร้านอาหารทันที ฉิงอวี้ โผเข้ามากอดมารดาอย่างมีความสุข ทำเอาฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอดยิ้มออกมาไม่ได้"เหตุใดวันนี้จึงกลับช้ายิ่งนักเล่า หรือเจ้าไปมีเรื่องกับผู้ใดมา?"ฉิงอวี้ได้ยินอย่างนั้นก็ส่ายหน้าก่อนจะเอ่ย"ไม่ใช่ขอรับ วันนี้ลูกไปทำเรื่องดีๆ มา""เรื่องดีดีหรือ?"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวขมวดคิ้วและจ้องมองบุตรชายอย่างไม่ลดละ เมื่อได้ยินคำว่าเรื่องดีๆ นางก็พลันคิดถึงเยี่ยฉิงชางขึ้นมา นางจำได้ว่าเรื่องดีๆ ของเขามันไม่เคยเป็นเรื่องดีเลยสักหน"ท่านแม่ อย่ามองลูกแบบนี้สิ วันนี้ลูกไปช่วยพี่ชายคนหนึ่งมา เขามาจากต่างเมืองและยังมาเหมาถุงหอมป้าจางไปจนหมดแผง แต่กลับไม่มีเงินจ่าย ท่าทางของเขาน่าสงสารมาก สายตาก็ดูเศร้าเหมือนคนจะร้องไห้ ลูกว่าเขาจะต้องอยากได้ถุงหอมไปฝากคนรักของเขาแน่นอนเลย ลูกจึงช่วยออกเงินให้เขา แต่ท่านแม่ไม่ต้องกังวลขอรับ พี่ชายคนนั้นบอกแล้วว่าจะเอาเงินมาคืนให้ลูกอย่างแน่นอน"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวได้ยินเช่นนั้น
ด้านฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวนั้น ตอนนี้ชีวิตของนางนับว่าเข้าที่เข้าทางเป็นอย่างยิ่ง แรกเริ่มนั้นค่อนข้างทุลักทุเลอยู่ไม่น้อย แต่เพราะโชคดีมีนางเฉียวและนางเฉียนคอยช่วยเหลือทำให้ทุกอย่างราบรื่นไปได้ด้วยดี ในปีแรกที่นางคลอดฉิงอวี้ออกมาค่อนข้างลำบากไม่น้อย แต่นางก็เลี้ยงดูเขาเป็นอย่างดี นางพักอยู่ที่บ้านพักของนางเฉียน นางเฉียนเอ็นดูฉิงอวี้มาก อีกทั้งยังรักเขาเหมือนบุตรในอุทรของตน มีสิ่งใดที่ดีดีก็ล้วนมอบให้ฉิงอวี้ทั้งหมด นางเฉียวเองก็เช่นเดียวกัน เพราะพวกนางสองคนไม่มีลูกและสามี ทำให้รักฉิงอวี้เป็นอย่างมากช่วงสามปีแรกฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวยังคงช่วยงานที่โรงเตี๊ยมของนางเฉียนและไปช่วยงานที่ร้านดอกไม้ของนางเฉียวด้วย ส่วนเจินเซียงก็ไปทำงานที่ไร่ชาเหมือนเช่นทุกวัน จนกระทั่งเข้าปีที่สี่ ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวนำเงินที่เก็บหอมรอมริบได้จากการรับจ้างทำงานที่โรงเตี๊ยมมาลงทุนเปิดร้านอาหารเป็นของตนเอง อีกทั้งยังเปิดร้านขายสมุนไพรควบคู่กันไปด้วย กิจการของนางราบรื่นไปได้ดีมาก เจินเซียงจึงลาออกจากไร่ชามาช่วยนางบริหารจัดการร้าน ฉิงอวี้ก็เติบโตขึ้นทุกวันจนตอนนี้อายุห้าขวบแล้ว เขาเป็นเด็กขยันช่วยนางทำงานทุกอย่าง และยังพู
ตั้งแต่ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวจากไป วันคืนก็ล่วงเลยมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งปีเต็มแล้ว ตลอดเวลาหนึ่งปีมานี้เยี่ยฉิงชางยังคงเฝ้าตามหานางอย่างไม่ลดละ แต่กลับไม่พบร่องรอยของนางแม้แต่น้อย ราวกับว่านางได้ปิดบังชื่อแซ่หรือไม่ก็ล้มหายตายไปจากเขานานแล้ววังหลวงในยามนี้มีเรื่องราวมากมายให้เขาต้องจัดการ รวมไปถึงเรื่องของขุนนางที่มีใจเหิมเกริมคิดจะโค่นล้มบัลลังก์ของเขา เขาจัดการกำราบพวกมันจนสิ้นซาก จากนั้นก็บริหารบ้านเมืองอย่างเข้มงวด ราษฎรนับว่าอยู่ดีมีสุข เพราะเขาใช้อำนาจและความเมตตาในการปกครองร่วมกันคนอื่นดูเหมือนจะมีความสุขดี ยกเว้นตัวเขาเพียงเท่านั้นตั้งแต่นางจากไปเขาไม่เคยนอนหลับสนิทเลยแม้แต่คืนเดียว อีกทั้งความฝันที่น่ากลัวเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาอีกคราหนึ่ง ใจของเขาเริ่มหวาดหวั่น ทุกคืนต้องจุดตะเกียงเอาไว้เพื่อให้แสงสว่าง ไม่อย่างนั้นจะไม่อาจข่มตานอนหลับลงได้แม้แต่คืนเดียวคืนนี้ก็เช่นเดียวกัน เยี่ยฉิงชางยังคงนอนไม่หลับ เขานั่งอยู่ริมหน้าต่างพลางเหม่อมองไปบนท้องฟ้าอย่างเหม่อลอยอยู่ๆ ชายหนุ่มก็ได้กลิ่นเครื่องประทินโฉมที่หอมจนแสบจมูกลอยอบอวลอยู่ในห้อง เมื่อเขาหันไปมองก็พบเข้ากับฉางเหมยที่กำลังเดินเข
เมื่อกลับมาถึงวังอ๋องแล้ว เยี่ยฉิงชางที่ยังมีอารมณ์โมโหไม่หาย จึงขว้างปาข้าวของในตำหนักจนแตกกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดเต็มพื้น เหล่าข้ารับใช้ต่างพากันก้มหน้างุดไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยวาจาใดออกมาแม้เพียงครึ่งคำ เมื่อได้ระบายโทสะลงกับข้าวของจนพอใจแล้ว ชายหนุ่มก็พอจะคลายโทสะลงไปได้บ้าง แต่เมื่อคิดถึงใบหน้าขอ
ด้านฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวนั้น นางยังไม่ค่อยคุ้นชินกับการที่มีคนมาช่วยอาบน้ำเท่าใดนัก นานมากแล้วที่นางไม่เคยมีสาวใช้มาปรนนิบัติอาบน้ำเช่นนี้ นับตั้งแต่ตระกูลฟ่านตกต่ำนางก็สู้ชีวิตและช่วยเหลือตนเองมาโดยตลอด นางทำทุกอย่างด้วยตนเองจนรู้สึกเคยชินกับมันไปเสียแล้วหลังจากอาบน้ำเสร็จสาวใช้ก็ยกอาหารเข้ามาให้นา
หนทางจากแคว้นอวี้ไปถึงแคว้นเซียวนั้นใช้เวลาราวสองชั่วยามก็เดินทางมาถึงแล้วเพราะทั้งสองแคว้นอยู่ห่างกันไม่มาก ระหว่างทางฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอาเจียนออกมาหลายครั้งเพราะนางไม่คุ้นชินกับการต้องมานั่งอยู่บนหลังม้าเช่นนี้ อีกทั้งเยี่ยฉิงชางก็ยังไม่สนใจด้วยซ้ำว่านางจะรู้สึกเช่นไร เขาควบม้ามุ่งหน้ากลับแคว้นเซ
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเปล่งเสียงที่แหบพร่าร้องเรียกชื่อของเขาด้วยความหวาดหวั่น เยี่ยฉิงชางปรายตามองนางราวกับมองเศษดินเศษหญ้า ใบหน้าของเขาฉายแววคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม"ข้ามาตอบแทนบุญคุณของเจ้าแล้วเหมี่ยวเหมี่ยว"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะในใจสับสนเป็นอย่างยิ่ง เหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่ แล้วเสื







