LOGINด้านฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวนั้น นางยังไม่ค่อยคุ้นชินกับการที่มีคนมาช่วยอาบน้ำเท่าใดนัก นานมากแล้วที่นางไม่เคยมีสาวใช้มาปรนนิบัติอาบน้ำเช่นนี้ นับตั้งแต่ตระกูลฟ่านตกต่ำนางก็สู้ชีวิตและช่วยเหลือตนเองมาโดยตลอด นางทำทุกอย่างด้วยตนเองจนรู้สึกเคยชินกับมันไปเสียแล้ว
หลังจากอาบน้ำเสร็จสาวใช้ก็ยกอาหารเข้ามาให้นาง อาหารเหล่านี้หน้าตาน่ากินมาก แต่ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวกลับไม่มีความรู้สึกอยากอาหารเลยแม้แต่น้อย นางคีบอาหารตรงหน้ากินไปเพียงสองสามคำก็รู้สึกอิ่มเสียแล้ว
"อาหารไม่ถูกปากเจ้าหรือ"
น้ำเสียงเย็นชาที่แสนคุ้นเคยของเยี่ยฉิงชางทำเอาฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวต้องรีบเงยหน้าขึ้นมามอง ดวงตาของนางฉายแววตื่นตระหนกอย่างไม่ปิดบัง เยี่ยฉิงชางที่เห็นแบบนั้นก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา นางจะกลัวเขาไปทำไมกัน เขาไม่ชอบท่าทางเช่นนี้ของนางเลย แต่ก่อนตอนเจอกันในป่านางยังเข้าหาเขา คอยช่วยทำแผลให้เขา ดวงตาของนางที่ใสกระจ่างและไร้เดียงสามันทำให้เขาจดจำไม่ลืม ตั้งแต่เกิดมาเขาแทบไม่เคยเจอสตรีใดที่มองเขาด้วยดวงตากระจ่างใสไร้ริ้วคลื่นเช่นนั้น
แต่วันนี้นางกลับมองเขาเหมือนมองคนบ้าและยังดูหวาดกลัวเขาอีกด้วย มันทำให้เขารู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรีบลุกขึ้นทำความเคารพเขา ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงอ้อมแอ้ม
"ไม่หิวเพคะ"
เยี่ยฉิงชางเดินเข้ามาดึงตัวของฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวให้นั่งลงที่โต๊ะอาหาร ก่อนจะหยิบตะเกียบคีบเนื้อหมูไปวางลงบนถ้วยข้าวของนาง
"กินซะ"
“หม่อมฉันไม่หิวเพคะ”
“ข้าบอกว่าให้กิน”
"ก็บอกว่าไม่หิว!"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเริ่มไม่พอใจแล้วที่เขาบงการและบีบบังคับนางแบบนี้จึงเผลอตะคอกใส่เขาไปทันทีก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่น เขาไม่ใช่เจ้าชีวิตของนางเสียหน่อย เหตุใดจะต้องมาคอยบังคับและบงการให้นางทำตามใจของเขาด้วย
เมื่อถูกฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวตะคอกใส่ เยี่ยฉิงชางก็จ้องมองนางด้วยสายตาเย็นชา ก่อนที่เขาจะเอ่ยคำพูดบางอย่างออกมา
"มู่ฉิน ลากพ่อครัวไปฆ่าทิ้งซะ โทษฐานทำอาหารไม่ถูกปากนาง"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวย่นหว่างคิ้ว เยี่ยฉิงชางเป็นบ้าไปแล้ว เขาติดนิสัยใช้อำนาจจนเคยตัว เที่ยวสั่งการและบงการชีวิตคนอื่นเช่นนี้มันไม่เกินไปหน่อยหรือ
ด้านองครักษ์มู่ฉินก็รีบพยักหน้ารับคำ เขากำลังจะก้าวออกไปฆ่าพ่อครัว แต่ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวกลับร้องตะโกนขึ้นมาเสียก่อน
"อย่านะ!"
มู่ฉินพลันชะงักฝีเท้าก่อนจะหันมามองเยี่ยฉิงชางเจ้านายของตน เยี่ยฉิงชางยกมือไล่ให้ทุกคนออกไปจนหมด เมื่ออยู่กันตามลำพังแล้วเขาก็ใช้ตะเกียบคีบกุ้งมาวางบนถ้วยข้าวให้นางอีกหน
"ตั้งแต่เดินทางมาถึงที่นี่ข้ายังไม่เห็นเจ้ากินอะไรเลย อีกทั้งยังอาเจียนออกไปตั้งเยอะ รีบกินสิ ให้ข้าเดา เจ้าคงไม่เคยกินของดีๆ พวกนี้สินะ"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวส่งเสียงเหอะในใจ นางจะไม่เคยกินได้อย่างไรกัน นางไม่ได้เกิดมาลำบากตั้งแต่แรก แต่เพราะสถานการณ์บีบบังคับจนทำให้นางต้องอดอยากต่างหาก
"ท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่หิวจริงๆ เพคะ"
"แต่ข้าอยากให้เจ้ากิน ข้าอยากดูเจ้ากิน"
"ท่านมันคนบ้า!"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวสุดจะทนแล้วจึงตะคอกใส่เขาอีกหน แต่เยี่ยฉิงชางกลับยกยิ้มมุมปาก ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองที่ถูกนางด่าเลยแม้แต่น้อย เขาขยับเข้ามาใกล้หญิงสาว ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวคิดจะถอยหนีแต่เขากลับคว้าตัวนางเอาไว้เสียก่อน
"ข้ามีตัวเลือกให้เจ้าสองข้อ ข้อแรกหากเจ้าไม่ยอมกินอาหารข้าจะฆ่าพ่อครัวคนนั้นซะแล้วส่งพ่อครัวคนใหม่มาแทน หากเจ้ายังไม่กินอีกข้าก็ฆ่าไปเรื่อยๆ จนกว่าเจ้าจะยอมกิน และข้อที่สอง หากเจ้ายอมกินแต่โดยดีข้าจะไม่ทำร้ายคนแล้วก็จะรีบตอบแทนบุญคุณของเจ้าด้วย พวกเราจะได้ไม่ติดค้างกันอีก เป็นอย่างไรเลือกมาสักทางสิ"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมองเยี่ยฉิงชางอย่างไม่เข้าใจ เยี่ยฉิงชางฟังภาษาคนไม่ออกหรือ นางบอกว่าไม่ต้องการของตอบแทนอะไรทั้งนั้น แต่เขากลับยัดเยียดให้นางไม่หยุด
หญิงสาวถอนหายใจออกมาหนหนึ่ง ก่อนจะเอ่ย
"หม่อมฉันยอมกินแล้วเพคะ"
"ดี ข้าชอบคนว่าง่ายที่สุด"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวขยับกายถอยหนี ก่อนจะกินข้าวเข้าไปจนหมดถ้วย โดยมีเยี่ยฉิงชางคอยจ้องมองนางตาไม่กะพริบ นางรู้สึกอึดอัดไม่น้อยแต่กลับไม่กล้าปริปากไล่คน เพราะกลัวว่าหากเขาคลุ้มคลั่งขึ้นมาอาจจะคว้าดาบไล่ฆ่าคนเอาได้
เยี่ยฉิงชางรู้สึกอารมณ์ดีมากขึ้นเมื่อเห็นว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวไม่ต่อต้านเขาอีก
ตอนที่บิดายังอยู่เขาไม่สามารถมีสิทธิ์ออกเสียงเรื่องใดได้เลย ไม่ว่าแม่เลี้ยงจะข่มเหงเขาอย่างไรเขาก็ต้องน้อมรับทั้งสิ้น แม้แต่มารดาของเขาก็ยังถูกนางแพศยานั่นทำร้ายจนตรอมใจตาย เขาไม่เคยมีอำนาจใดในมือ ต้องอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุดกว่าจะมีวันนี้ เขาแอบซ่องสุมกำลังทหารเอาไว้ รอจนเสด็จพ่ออ่อนแรงจนสิ้นพระชนม์เขาก็เริ่มจัดการศัตรูจนไม่เหลือซาก วันที่เขาได้รับอำนาจมาไว้ในมือนั้น มันช่างหอมหวานเสียเหลือเกิน
การได้ใช้อำนาจกับคนอื่นแท้จริงแล้วมันดีเช่นนี้เองหรอกหรือ!
อาจเพราะเขาถูกกดข่มและรังแกจนจิตใจบิดเบี้ยว เขาจึงกลายเป็นคนเย็นชาและอำมหิตขนาดนี้
ด้านฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เยี่ยฉิงชางกำลังคิดอะไรอยู่ในใจและนางก็ไม่อยากจะสนใจเขาด้วย หญิงสาวตั้งใจกินอาหารตรงหน้าให้หมด เมื่อกินอิ่มแล้วนางก็นั่งนิ่งๆ ไม่เอ่ยวาจาสนทนาอะไรกับเขาอีก
เยี่ยฉิงชางที่เห็นว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวกินข้าวอิ่มแล้ว เขาก็ลุกขึ้นมากระชากตัวนางให้เดินตามเข้าไปในห้องทันที ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวตื่นตระหนก รีบเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงลนลาน
"ท่านอ๋องจะลากหม่อมฉันไปไหน เหตุใดต้องลากหม่อมฉันเข้ามาในห้องนอนด้วยเพคะ!"
เยี่ยฉิงชางหันมาปรายตามองฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก่อนที่ชายหนุ่มจะยกยิ้มเย็นชา
"ตอบแทนเจ้าอย่างไรเล่า"
"ตอบแทนหม่อมฉัน?"
“ใช่แล้ว อีกเดี๋ยวข้าจะให้คนนำของมีค่ามาให้เจ้า”
“หม่อมฉันบอกแล้วว่าไม่ต้องการสิ่งใดเพคะ”
"ไม่ได้หรอก ข้าเป็นคนที่ยึดมั่นในสัจจะ หากบอกว่าจะตอบแทนแล้ว ข้าย่อมต้องตอบแทนให้ถึงที่สุด เหมี่ยวเหมี่ยว เจ้าอย่าเสแสร้งแกล้งทำไปหน่อยเลย แท้จริงแล้วเจ้าก็อยากยั่วยวนข้าใช่หรือไม่เล่า สตรีทุกคนก็เป็นเช่นนี้ ล้วนหวังมีสัมพันธ์กับข้าเพื่อไต่เต้าขึ้นที่สูง แต่เจ้าไม่ต้องกลัว สำหรับเจ้าแล้วข้าจะยกเว้นให้เป็นกรณีพิเศษ ข้าจะไม่ฆ่าเจ้าและจะไม่ลงโทษเจ้าด้วย เป็นอย่างไร วิธีตอบแทนเช่นนี้ของข้าเจ้าชอบหรือไม่?"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวสะท้านวาบในใจ ในตอนนี้นางรู้ซึ้งอย่างเต็มหัวใจแล้วว่าเยี่ยฉิงชางมันเป็นคนบ้าจริงๆ นางคิดจะหันหลังวิ่งหนี แต่เยี่ยฉิงชางกลับคว้าจับตัวนางเอาไว้ได้ ก่อนที่เขาจะทุ่มนางลงกับเตียงอย่างแรง ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกว่าแผ่นหลังของตนเองคล้ายจะหักอย่างไรอย่างนั้น เยี่ยฉิงชางเหมือนคนบ้ากระหายเลือด เขาพุ่งเข้ามาคร่อมตัวนางเอาไว้ ก่อนจะใช้ปากของตนบดขยี้ริมฝีปากของนางอย่างบ้าคลั่ง ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเกิดความหวาดกลัวในใจ นางทั้งดิ้นรนทั้งขัดขืน เมื่อหลุดพ้นจากพันธนาการอันบ้าคลั่งของเขามาได้นางก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างสุดจะกลั้น
เยี่ยฉิงชางชะงักไปชั่วขณะ ตอนนี้เขาจับมือทั้งสองข้างของนางตรึงเอาไว้กับเตียงทำให้นางไม่อาจขยับหนีไปที่ใดได้ เมื่อเห็นว่านางร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุดชายหนุ่มก็พลันย่นหว่างคิ้ว เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจะต้องร้องไห้แทบเป็นแทบตายถึงเพียงนี้ด้วยนี้ด้วย
"เจ้าไม่ชอบหรือ"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวที่นอนร้องไห้อยู่บนเตียงลอบด่าทอเยี่ยฉิงชางในใจเป็นร้อยเป็นพันครั้ง ใครจะชอบกัน นี่มันคือการทารุณชัดๆ นางไม่เต็มใจแต่เขากลับทำเช่นนี้กับนางมันไม่ต่างจากการบังคับขืนใจเลย!
"ปล่อยหม่อมฉันไป ฮึก ปล่อยหม่อมฉันไปเถอะเพคะ ฮือ"
ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขาใช้ชายเสื้อของตนปาดเช็ดน้ำตาให้นางอย่างลวกๆ แรงที่เช็ดก็ไม่เบาเลยแม้แต่น้อย
"หยุดร้อง! ข้ากำลังจะตอบแทนเจ้าอยู่นะ แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่ชอบ เพราะอะไร!"
"นี่ไม่ใช่การตอบแทน แต่มันคือการบังคับขืนใจท่านอ๋องไม่รู้หรือ แล้วหม่อมฉันก็ไม่เต็มใจด้วย หากให้หม่อมฉันเอาศักดิ์ศรีของตนเองมาแลก หม่อมฉันยอมไปเป็นทาสเลี้ยงม้าเลี้ยงวัวยังดีซะกว่า!"
เยี่ยฉิงชางหน้านิ่วคิ้วขมวด ก่อนที่เขาจะส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เพราะอะไรกัน! เขาสูงส่งออกปานนี้ แต่นางกลับบอกว่าหากต้องนอนกับเขา ไม่สู้ยอมไปเลี้ยงม้าเลี้ยงวัวยังดีกว่าอย่างนั้นหรือ!
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเบือนหน้าหนีเพราะไม่อยากมองหน้าเขา แต่ชายหนุ่มกลับบีบบังคับให้นางหันหน้ามาสบตากับตนอย่างเอาแต่ใจ แล้วจึงเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"เจ้าอย่าโง่ไปหน่อยเลย ในใต้หล้านี้เจ้าจะหาบุรุษใดที่ดีกว่าข้าไม่ได้อีกแล้ว ข้าคือเซียวอ๋อง มีสิ่งใดบ้างที่ข้าให้เจ้าไม่ได้ ข้าสามารถดึงเจ้าขึ้นมาจากที่ต่ำตมได้ สามารถมอบเกียรติยศให้กับเจ้าได้ ข้ามองเจ้าพิเศษกว่าสตรีคนอื่นๆ"
"ท่านอ๋องไม่ได้มองหม่อมฉันเป็นคน แต่ทรงกำลังมองหม่อมฉันเป็นเพียงของเล่นแก้เบื่อเท่านั้น หม่อมฉันไม่ได้อยากได้สิ่งใดจากท่านอ๋องเลยแม้แต่น้อย เกียรติยศอันใดหม่อมฉันก็ไม่ต้องการ!"
"ไม่เคยมีใครกล้าพูดเช่นนี้กับข้า ดี ดียิ่งนัก! ในเมื่อเจ้าอยากเลี้ยงม้าเลี้ยงวัวมากละก็ ต่อไปนี้ก็จงไปอยู่ในโรงเลี้ยงม้าเสีย กลับไปใช้ชีวิตชั้นต่ำของเจ้าให้พอใจเถอะ!"
เอ่ยจบเขาก็ผละออกและปล่อยให้นางเป็นอิสระ ก่อนจะจากไปยังหันมาปรายตามองนางที่นอนร้องไห้อยู่บนเตียงด้วยแววตาเย็นชา แล้วจึงสะบัดชายเสื้อเดินจากไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะคาดเดา
เหตุใดเขาจะต้องสนใจนางด้วยเล่า ก็แค่เศษหญ้าเศษดินเท่านั้น มีค่าให้คู่ควรให้เขาต้องชายตามองด้วยหรือ!
เมื่อเยี่ยฉิงชางจากไปแล้ว ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก็ปล่อยโฮออกมาทันที นางไม่คิดเลยว่าเขาจะใจร้ายใจดำได้ถึงเพียงนี้ ถึงกับกล้าคิดบังคับขืนใจนางอย่างทารุณ นางฟุบหน้าลงกับเตียง ก่อนจะร้องไห้ออกมาอย่างหนักอีกหน นางคิดถึงวันคืนที่แสนมีความสุขในตระกูลฟ่านและยังคิดถึงมารดาของนางมากเหลือเกิน
"ฮึก ข้าอยากกลับบ้าน อยากกลับบ้านเหลือเกิน ฮือ"
เยี่ยฉิงชางหมดสติไปร่วมหลายวัน อาการของเขาประเดี๋ยวมีไข้ ประเดี๋ยวมีเหงื่อออกสลับไปมาอยู่เช่นนั้น ทำให้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกหวาดกลัวไม่น้อยเลย ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้นางเฝ้าดูเเลเขาไม่ห่าง เพราะการรักษาที่โรงหมอไม่ค่อยสะดวกมากเท่าใดนัก นางจึงพาเขากลับมารักษาตัวต่อที่จวน นางเฉียนและนางเฉียวเมื่อได้ทราบเรื่องก็ไปช่วยหาท่านหมอที่มีฝีมือดีอีกหลายคนให้มาช่วยรักษาอาการของเยี่ยฉิงชางอีกแรง ในที่สุดก็เห็นผลอาการของเขาค่อยๆ ดีขึ้นจนกระทั่งพ้นขีดอันตรายท่านหมอถึงกับดีใจเป็นอย่างมาก เดิมทีพวกเขาคิดว่าหากเยี่ยฉิงชางฟื้นขึ้นมาแล้วอาจจะต้องพิการหรือพูดไม่ได้เป็นแน่ แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ชายหนุ่มกลับรอดพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้มาได้อย่างน่าอัศจรรย์ยามที่เยี่ยฉิงชางลืมตาตื่นขึ้นมานั้น เขาพบว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวกำลังนอนอยู่ข้างเตียงของเขา หญิงสาวฟุบหน้าลงไปกับเตียงนอน ส่วนมือของนางก็จับมือของเขาเอาไว้แน่น ชายหนุ่มยิ้มออกมาเล็กน้อย พยายามที่จะเอ่ยปากร้องเรียกนาง แต่เพราะหมดสติไปนาน ทำให้ลำคอของเขาแห้งผากเป็นอย่างยิ่งเยี่ยฉิงชางรู้สึกขมฝาดในลำคออย่างยิ่งเพราะในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาดื่มยาไปห
นับแต่นั้นเยี่ยฉิงชางก็มาเยี่ยมไข้ฉิงอวี้ทุกวัน ไม่เพียงเท่านั้นเขายังนำของเล่นแปลกใหม่มาให้เด็กน้อยไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน นานวันเข้าฉิงอวี้จึงสนิทสนมและชื่นชอบเขาเป็นอย่างมากถึงขนาดลืมสวี่รุ่ยไปเลย ไม่เพียงเท่านั้นเยี่ยฉิงชางยังหาท่านหมอฝีมือดีมารักษาบุตรชาย ไม่นานอาการของฉิงอวี้ก็ดีขึ้นจนกลับมาแข็งแรงดังเดิม โชคดีที่ช่วงนี้สำนักศึกษาปิดภาคเรียนพอดี ทำให้ฉิงอวี้มีเวลาได้พักผ่อนอยู่ที่บ้านมากกว่าเดิมก่อนหน้านี้เยี่ยฉิงชางอยากจะบอกสถานะของตนเองให้กับบุตรชายได้รับรู้ แต่กลับถูกฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเอ่ยปรามเอาไว้ เพราะไม่อยากให้ฉิงอวี้รู้สึกสับสนไปมากกว่านี้ เยี่ยฉิงชางเองก็ยอมทำตาม อย่างไรเสียระยะนี้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก็ยอมใจอ่อนกับเขามากขึ้นแล้ว นางไม่คิดจะห้ามไม่ให้เขามาพบลูกชาย แม้จะเย็นชากับเขาอยู่บ้างแต่ก็ดีที่นางไม่เอ่ยปากไล่เขาเหมือนแต่ก่อนอีกด้านสวี่รุ่ยนั้นเขาเป็นถึงนายอำเภอ แน่นอนว่าย่อมต้องมีความคิดไม่เหมือนผู้อื่น เขาสงสัยในตัวตนของเยี่ยฉิงชางมานานแล้ว และยิ่งได้เห็นว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมีท่าทีแปลกๆ ยามพบกับเยี่ยฉิงชาง เขาจึงส่งคนไปสืบดูพื้นเพของเยี่ยฉิงชางจนกระทั่งรู้ว่าคนผู้นี้
หลังจากกินของอร่อยด้วยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เยี่ยฉิงชางก็พาฉิงอวี้ไปซื้อของเล่นและของกินของใช้อีกหลายอย่าง ฉิงอวี้รู้สึกเกรงใจมากจึงคิดจะปฏิเสธแต่เพราะถูกเยี่ยฉิงชางหว่านล้อมสารพัดเขาจึงยอมตกลงรับของเหล่านั้นเอาไว้ สวี่รุ่ยมองเยี่ยฉิงชางอย่างไม่ลดละ แต่กลับไม่พบความผิดปกติอันใด แววตาที่เยี่ยฉิงชางยามมองฉิงอวี้ก็ดูอ่อนโยนเต็มไปด้วยความรักใคร่ บางคราเขาอาจจะคิดมากเกินไป ชายหนุ่มจึงคิดว่าหากฉิงอวี้มีคนที่เอ็นดูเขาเพิ่มขึ้นมาอีกคนก็นับว่าดีไม่น้อยสวี่รุ่ยลอบถอนหายใจออกมาเงียบๆ เขาหลงรักฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมาตั้งนานแล้วแต่นางกลับปฏิเสธเขา ไม่เพียงเท่านั้นมารดาของเขาก็ยังไม่ชอบนางอีก นางเองก็รู้ ส่วนตัวเขาก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้และไม่อาจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เช่นเดียวกัน จึงตกลงเป็นมิตรสหายที่ดีกับนางนับแต่นั้นและเขาเองก็เอ็นดูฉิงอวี้เป็นอย่างยิ่ง"พี่อาชาง พอแล้วขอรับ ข้าจะแบกกลับบ้านไม่ไหวแล้ว" "ก็ได้ๆหากเจ้าอยากได้สิ่งใดก็มาบอกข้าอีกนะ"ฉิงอวี้พยักหน้าเล็กน้อยแล้วจึงมองเยี่ยฉิงชางครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย"เดิมทีข้าคิดว่าท่านไม่มีเงิน"เยี่ยฉิงชางฟังจบก็รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก ในสายตาบุตร
"ท่านแม่ ลูกกลับมาแล้วขอรับ"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวที่กำลังนั่งตรวจบัญชีอยู่บนโต๊ะ เมื่อได้ยินเสียงของบุตรชายก็ยิ้มออกมาเต็มใบหน้า นางละสายตาจากบัญชีตรงหน้าก่อนจะเดินออกมารับบุตรชายที่หน้าร้านอาหารทันที ฉิงอวี้ โผเข้ามากอดมารดาอย่างมีความสุข ทำเอาฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอดยิ้มออกมาไม่ได้"เหตุใดวันนี้จึงกลับช้ายิ่งนักเล่า หรือเจ้าไปมีเรื่องกับผู้ใดมา?"ฉิงอวี้ได้ยินอย่างนั้นก็ส่ายหน้าก่อนจะเอ่ย"ไม่ใช่ขอรับ วันนี้ลูกไปทำเรื่องดีๆ มา""เรื่องดีดีหรือ?"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวขมวดคิ้วและจ้องมองบุตรชายอย่างไม่ลดละ เมื่อได้ยินคำว่าเรื่องดีๆ นางก็พลันคิดถึงเยี่ยฉิงชางขึ้นมา นางจำได้ว่าเรื่องดีๆ ของเขามันไม่เคยเป็นเรื่องดีเลยสักหน"ท่านแม่ อย่ามองลูกแบบนี้สิ วันนี้ลูกไปช่วยพี่ชายคนหนึ่งมา เขามาจากต่างเมืองและยังมาเหมาถุงหอมป้าจางไปจนหมดแผง แต่กลับไม่มีเงินจ่าย ท่าทางของเขาน่าสงสารมาก สายตาก็ดูเศร้าเหมือนคนจะร้องไห้ ลูกว่าเขาจะต้องอยากได้ถุงหอมไปฝากคนรักของเขาแน่นอนเลย ลูกจึงช่วยออกเงินให้เขา แต่ท่านแม่ไม่ต้องกังวลขอรับ พี่ชายคนนั้นบอกแล้วว่าจะเอาเงินมาคืนให้ลูกอย่างแน่นอน"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวได้ยินเช่นนั้น
ด้านฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวนั้น ตอนนี้ชีวิตของนางนับว่าเข้าที่เข้าทางเป็นอย่างยิ่ง แรกเริ่มนั้นค่อนข้างทุลักทุเลอยู่ไม่น้อย แต่เพราะโชคดีมีนางเฉียวและนางเฉียนคอยช่วยเหลือทำให้ทุกอย่างราบรื่นไปได้ด้วยดี ในปีแรกที่นางคลอดฉิงอวี้ออกมาค่อนข้างลำบากไม่น้อย แต่นางก็เลี้ยงดูเขาเป็นอย่างดี นางพักอยู่ที่บ้านพักของนางเฉียน นางเฉียนเอ็นดูฉิงอวี้มาก อีกทั้งยังรักเขาเหมือนบุตรในอุทรของตน มีสิ่งใดที่ดีดีก็ล้วนมอบให้ฉิงอวี้ทั้งหมด นางเฉียวเองก็เช่นเดียวกัน เพราะพวกนางสองคนไม่มีลูกและสามี ทำให้รักฉิงอวี้เป็นอย่างมากช่วงสามปีแรกฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวยังคงช่วยงานที่โรงเตี๊ยมของนางเฉียนและไปช่วยงานที่ร้านดอกไม้ของนางเฉียวด้วย ส่วนเจินเซียงก็ไปทำงานที่ไร่ชาเหมือนเช่นทุกวัน จนกระทั่งเข้าปีที่สี่ ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวนำเงินที่เก็บหอมรอมริบได้จากการรับจ้างทำงานที่โรงเตี๊ยมมาลงทุนเปิดร้านอาหารเป็นของตนเอง อีกทั้งยังเปิดร้านขายสมุนไพรควบคู่กันไปด้วย กิจการของนางราบรื่นไปได้ดีมาก เจินเซียงจึงลาออกจากไร่ชามาช่วยนางบริหารจัดการร้าน ฉิงอวี้ก็เติบโตขึ้นทุกวันจนตอนนี้อายุห้าขวบแล้ว เขาเป็นเด็กขยันช่วยนางทำงานทุกอย่าง และยังพู
ตั้งแต่ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวจากไป วันคืนก็ล่วงเลยมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งปีเต็มแล้ว ตลอดเวลาหนึ่งปีมานี้เยี่ยฉิงชางยังคงเฝ้าตามหานางอย่างไม่ลดละ แต่กลับไม่พบร่องรอยของนางแม้แต่น้อย ราวกับว่านางได้ปิดบังชื่อแซ่หรือไม่ก็ล้มหายตายไปจากเขานานแล้ววังหลวงในยามนี้มีเรื่องราวมากมายให้เขาต้องจัดการ รวมไปถึงเรื่องของขุนนางที่มีใจเหิมเกริมคิดจะโค่นล้มบัลลังก์ของเขา เขาจัดการกำราบพวกมันจนสิ้นซาก จากนั้นก็บริหารบ้านเมืองอย่างเข้มงวด ราษฎรนับว่าอยู่ดีมีสุข เพราะเขาใช้อำนาจและความเมตตาในการปกครองร่วมกันคนอื่นดูเหมือนจะมีความสุขดี ยกเว้นตัวเขาเพียงเท่านั้นตั้งแต่นางจากไปเขาไม่เคยนอนหลับสนิทเลยแม้แต่คืนเดียว อีกทั้งความฝันที่น่ากลัวเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาอีกคราหนึ่ง ใจของเขาเริ่มหวาดหวั่น ทุกคืนต้องจุดตะเกียงเอาไว้เพื่อให้แสงสว่าง ไม่อย่างนั้นจะไม่อาจข่มตานอนหลับลงได้แม้แต่คืนเดียวคืนนี้ก็เช่นเดียวกัน เยี่ยฉิงชางยังคงนอนไม่หลับ เขานั่งอยู่ริมหน้าต่างพลางเหม่อมองไปบนท้องฟ้าอย่างเหม่อลอยอยู่ๆ ชายหนุ่มก็ได้กลิ่นเครื่องประทินโฉมที่หอมจนแสบจมูกลอยอบอวลอยู่ในห้อง เมื่อเขาหันไปมองก็พบเข้ากับฉางเหมยที่กำลังเดินเข
เมื่อกลับมาถึงวังอ๋องแล้ว เยี่ยฉิงชางที่ยังมีอารมณ์โมโหไม่หาย จึงขว้างปาข้าวของในตำหนักจนแตกกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดเต็มพื้น เหล่าข้ารับใช้ต่างพากันก้มหน้างุดไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยวาจาใดออกมาแม้เพียงครึ่งคำ เมื่อได้ระบายโทสะลงกับข้าวของจนพอใจแล้ว ชายหนุ่มก็พอจะคลายโทสะลงไปได้บ้าง แต่เมื่อคิดถึงใบหน้าขอ
กว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวจะเดินทางกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาเกือบค่ำมืดเสียแล้ว โชคดีที่นางพอจะรู้จักมักคุ้นกับทหารเฝ้าเวรยามอยู่บ้าง พวกเขาเคยเห็นหน้านางอยู่บ่อยครั้งจึงยอมผ่อนปรนให้นางเข้าเมืองได้โดยไม่ถูกตรวจสอบ อีกทั้งยังสอบถามว่าเท้าของนางไปโดนอันใดมา หญิงสาวเพียงตอบบ่ายเบี่ยงว่าลื่นล้มมาเท่านั้น ทห
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี ดวงตาที่มองชายหนุ่มตรงหน้าฉายแววหวาดกลัวระคนโมโหในคราวเดียวกัน ให้ตายเถอะ! นางอุตส่าห์ช่วยเขาเอาไว้แท้ๆ แต่พอเขาฟื้นขึ้นมากลับไม่ฟังเหตุผลไม่ถามไถ่ต้นสายปลายเหตุก็คิดจะลงมือกับนางเสียแล้วแม้จะไม่พอใจมากเพียงใดแต่ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก็รู้ดีว่าสถาณการณ์ในยามนี้ไ
"เหมี่ยวเหมี่ยว หากขายผักเสร็จแล้วก็รีบกลับบ้านนะลูก""เจ้าค่ะท่านแม่"หญิงสาวเอ่ยรับคำผู้เป็นมารดา ก่อนจะรีบสะพายกระบุงที่มีผักสดขึ้นบนบ่า แล้วจึงมุ่งหน้าเดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว นางย่ำฝีเท้าไปตามทางเดินอย่างเร่งรีบจนกระทั่งมาถึงแผงตลาด จากนั้นก็เริ่มจัดเรียงเปิดแผงขายของทันทีนางมีนามว่า ฟ่าน







