Masukเขารักนางในแบบที่ปีศาจรักเหยื่อ นางเกลียดเขาในแบบที่นักโทษเกลียดผู้คุมเมื่อความอดทนพังทลายและการตามล่าเริ่มต้นขึ้น ใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแห่งความชังที่ไม่มีวันสิ้นสุด!
Lihat lebih banyak"เหมี่ยวเหมี่ยว หากขายผักเสร็จแล้วก็รีบกลับบ้านนะลูก"
"เจ้าค่ะท่านแม่"
หญิงสาวเอ่ยรับคำผู้เป็นมารดา ก่อนจะรีบสะพายกระบุงที่มีผักสดขึ้นบนบ่า แล้วจึงมุ่งหน้าเดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว นางย่ำฝีเท้าไปตามทางเดินอย่างเร่งรีบจนกระทั่งมาถึงแผงตลาด จากนั้นก็เริ่มจัดเรียงเปิดแผงขายของทันที
นางมีนามว่า ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยว ปีนี้อายุสิบแปดปีแล้ว แต่กลับยังไม่ได้แต่งงานเสียที อีกทั้งยังต้องตรากตรำขายผักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงมารดา เดิมทีตระกูลฟ่านเป็นตระกูลคหบดีที่ร่ำรวย แต่เพราะบิดาของนางติดการพนันจนนำจวนไปเข้าจำนองกับพวกอันธพาล ทำให้พวกนางถูกเจ้าหนี้ตามทวงจนต้องหนีหัวซุกหัวซุนและถูกยึดบ้านจนต้องบากหน้ามาขออาศัยอยู่ในบ้านมุงฟางเก่าๆ ของเพื่อนบ้านผู้มีเมตตา ส่วนบิดาเมื่อหมดตัวก็ปลิดชีพตนเองเพื่อหนีปัญหา ทิ้งให้นางและมารดาต้องตกระกำลำบากอยู่เพียงลำพัง
ก่อนหน้านี้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมีสัญญาหมั้นหมายกับ ไป๋เฟิ่งอวี้ เขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลคหบดีเช่นเดียวกันกับนาง แต่พอบ้านของนางตกต่ำ คนตระกูลไป๋ก็เริ่มตีตัวออกห่าง เรื่องราวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่ออวี้เจียหลินกงจู่ซึ่งเป็นบุตรสาวคนโตของอวี้อ๋องเกิดมาถูกตาต้องใจไป๋เฟิ่งอวี้เข้า นางจึงใช้ทั้งเล่ห์กลมารยาหลอกล่อครอบครัวตระกูลไป๋ว่าหากไป๋เฟิ่งอวี้แต่งงานกับนางแล้วจะมีแต่ความมั่งคั่งไปชั่วชีวิต
ไป๋เฟิ่งอวี้มีความสามารถและเรียนหนังสือเก่ง จึงเป็นที่ถูกใจอวี้อ๋องอย่างมาก ไม่นานก็ถูกเรียกตัวเข้าวังอ๋องไปรับใช้ใกล้ชิดอยู่ข้างกายอวี้อ๋อง เมื่อเริ่มมีอำนาจในมือ เขาก็ตัดเยื่อใยจากฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอย่างไม่ไยดี ซึ่งฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเองก็ไม่ใช่คนที่มีนิสัยชอบตามตื้อ นางไม่คิดจะยื้อบุรุษที่หมดใจให้อยู่ข้างกายตนอย่างแน่นอน นางจึงไม่ไปตามตอแยเขาอีก หลังจากนั้นไม่นานไป๋เฟิ่งอวี้ก็แต่งงานกับอวี้เจียหลิน งานมงคลนั้นจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมฐานะธิดาคนโตที่อวี้อ๋องรักใคร่ อวี้อ๋องรักบุตรสาวคนนี้มากกว่าหลินหมินบุตรชายคนเล็กเสียอีก ต่อให้อวี้เจียหลินจะเอาแต่ใจมากเพียงใดหรือทำร้ายผู้ใดอย่างทารุณแค่ไหน อวี้อ๋องก็ไม่เคยเอ่ยปากตำหนินางเลยแม้แต่คำเดียว
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย นี่สินะคืออำนาจ ผู้ที่มีอำนาจล้วนกระทำการใดก็ได้ตามใจตน ส่วนพวกนางที่เป็นเพียงคนสามัญชนธรรมดากลับถูกมองราวกับเป็นเศษดินเศษหญ้าข้างถนน
"ผักจ้าผัก วันนี้มีผักกาดหัวงามๆ ต้นหอมอวบๆ มาขายจ้า"
หญิงสาวไม่สนใจเรื่องไร้สาระอีก ตอนนี้สิ่งที่นางต้องกังวลมากที่สุดก็คือเรื่องของปากท้อง มารดาของนางสุขภาพไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าใดนัก แต่ละเดือนต้องใช้เงินไปกับค่ารักษาไม่น้อย ทำให้นางต้องทำงานหนักกว่าแต่ก่อน นอกจากขายผักแล้วยังต้องรับจ้างเก็บสมุนไพรไปขายที่ร้านยาอีกด้วย
ตอนที่ท่านปู่ยังอยู่ นางมีชีวิตสุขสบายอย่างยิ่ง แต่ไม่คิดเลยว่าความสุขนั้นจะแสนสั้นราวกับสายลมพัดผ่านไป
ตลาดเช้าวันนี้ค่อนข้างคึกคักไม่น้อยเลย มีผู้คนเดินขวักไขว่เพื่อจับจ่ายซื้อของกันเป็นระยะ ลูกค้าหลายคนแวะเวียนมาซื้อผักจากแผงลอยของนางไม่ขาดสาย เสียงพูดคุยที่ดังจอแจช่วยทำให้จิตใจที่หม่นหมองของฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวดีขึ้นไม่น้อย
แต่ทว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเพิ่งจะนั่งขายของได้ไม่นาน กลับมีสตรีผู้หนึ่งยกเท้าขึ้นมาเตะแผงผักของนางจนกระจัดกระจายลงไปบนพื้น เมื่อฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็นอวี้เจียหลินนั่นเอง
หญิงสาวถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย อวี้เจียหลินแม้จะแต่งงานกับไป๋เฟิ่งอวี้ไปแล้วแต่กลับไม่ยอมเลิกตามราวีนาง เพียงเพราะนางเคยเป็นคู่หมั้นของไป๋เฟิ่งอวี้เท่านั้นอวี้เจียหลินจึงหึงหวงจนหน้ามืดตามัวกลัวว่าไป๋เฟิ่งอวี้จะกลับมาหานางอีกครั้ง
"มองหน้าข้าทำไม อยากลองดีหรือ"
อวี้เจียหลินเอ่ยเย้ยหยันอย่างผู้ที่อยู่เหนือกว่า ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวกำมือแน่น เพราะนางเป็นเพียงแม่ค้าขายผักจึงไม่อาจลงมือทุบตีคนสูงศักดิ์อย่างอวี้เจียหลินได้ ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ นางพยายามไม่สนใจสตรีน่ารำคาญผู้นี้อีก จากนั้นก็รีบก้มหน้าก้มตาเก็บผักที่กระจายเกลื่อนอยู่บนพื้นใส่กระบุงเตรียมสะพายกลับบ้าน อย่างไรวันนี้ก็ขายได้พอประมาณแล้ว และนางก็ไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับอวี้เจียหลินด้วยจึงคิดจะหลีกเลี่ยงไปเสีย
ด้านอวี้เจียหลินเห็นว่าอีกฝ่ายไม่กล้าต่อกรกับตน อีกทั้งยังทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทนก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก เมื่อไม่มีเรื่องสนุกให้ทำแล้วอวี้เจียหลินจึงกลับไปหาสามีสุดที่รักของตนเองทันที ผู้คนรอบข้างต่างมองมาที่ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยแววตาสงสารเห็นใจอย่างสุดซึ้ง แต่หญิงสาวกลับไม่ใส่ใจ นางรีบเดินออกจากตลาดไปทันที
หลังจากออกมาจากตลาด ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก็มุ่งหน้าไปยังโรงหมอทันที นางมักจะมาซื้อยาที่โรงหมอแห่งนี้อยู่เสมอ ท่านหมอจ้าวเอ่ยทักทายนางสองสามประโยคก่อนจะไปจัดยาให้ อีกทั้งยังคิดเงินเพียงครึ่งราคาเพราะสงสารหญิงสาวที่ต้องแบกภาระดูแลมารดาเพียงลำพัง ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวซาบซึ้งใจมาก และยังเคารพท่านหมอจ้าวเหมือนบิดาอีกคน เพราะท่านหมอจ้าวใจดีและมีเมตตากับครอบครัวของนางมาก
"ท่านลุงจ้าว พรุ่งนี้ข้าจะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรมาให้ท่านนะเจ้าคะ คาดว่าครั้งนี้อาจจะต้องเดินทางออกนอกเขตแคว้นอวี้เสียหน่อย"
ท่านหมอจ้าวเมื่อได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด
"เหมี่ยวเอ๋อร์เอ๋ย เจ้าระวังตัวให้มากหน่อยนะ ได้ยินว่ายามนี้ แคว้นเซียวเพิ่งเปลี่ยนท่านอ๋ององค์ใหม่ขึ้นครองเมือง ชื่อเสียงของเขาโหดเหี้ยมมาก ทั้งสังหารมารดาเลี้ยง ฆ่าน้องชายต่างมารดาที่อายุเพียงสิบสามปีอย่างอำมหิต อีกทั้งยังคิดจะบุกตีแคว้นอื่นเพื่อรวบรวมอำนาจอีกด้วย สถานการณ์ในยามนี้อันตรายมาก เจ้าจงระวังตัวให้มาก"
"เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว ขอบคุณท่านลุงจ้าวมาก"
หญิงสาวเอ่ยรับคำ ก่อนจะจัดการเก็บห่อยาใส่กระบุงแล้วมุ่งหน้ากลับบ้านทันที เมื่อถึงบ้านนางก็จัดการต้มยาให้มารดาและปรุงอาหารง่ายๆ สองอย่างเอาไว้กินกันสองคนแม่ลูก เมื่อเห็นว่ามารดากินข้าวอิ่มแล้วนางจึงป้อนยาให้มารดากินอย่างใส่ใจ ก่อนจะรีบเข้านอนแต่หัววันเพื่อเตรียมตัวขึ้นเขาในเช้ามืดของวันรุ่งขึ้น
เช้ามืดวันต่อมา ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก็ออกจากบ้านมุ่งหน้าไปเก็บสมุนไพรในทันที ก่อนไปนางยังต้มโจ๊กและอุ่นยาเตรียมไว้ให้มารดาเรียบร้อยอีกด้วย แม่ของนางยังพอเดินเหินได้จึงสามารถลุกขึ้นมากินอาหารและยาเองได้ยามนางต้องออกไปทำงาน
ก่อนหน้านี้แคว้นอวี้ไม่ได้เข้มงวดเรื่องการเดินทางเข้าออกเมืองเท่าใดนัก แต่ระยะนี้อาจเพราะสถานการณ์รอบนอกตึงเครียดทำให้ต้องกวดขันเข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิม กว่านางจะออกจากเมืองได้ก็ใช้เวลาไปพอสมควร นายทหารกำชับให้นางกลับมาก่อนท้องฟ้าจะมืดค่ำ หญิงสาวรับปากอย่างนอบน้อมจากนั้นก็แบกกระบุงมุ่งหน้าขึ้นเขาไปทันที
ภูเขาที่นางขึ้นไปนั้นเดิมทีอยู่ในเขตแดนของแคว้นอวี้ แต่เพราะมีผู้คนมาเก็บสมุนไพรไปเกือบหมด ทำให้นางต้องเดินลึกเข้าไปในป่าที่เป็นเขตเชื่อมต่อระหว่างแคว้นเซียวกับแคว้นอวี้ซึ่งนางไม่เคยเดินล่วงล้ำมาจนถึงที่นี่เลย นี่นับว่าเป็นครั้งแรก เมื่อมาถึงก็พบว่ามีสมุนไพรมากมายขึ้นอยู่เต็มไปหมด ทั้งสมุนไพรห้ามเลือด สมุนไพรบำรุงร่างกายและสมุนไพรแก้พิษ หญิงสาวดีใจมากจึงรีบเก็บสมุนไพรเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว คาดว่าหนนี้คงจะได้เงินหลายตำลึง พอเป็นค่ายาให้มารดาได้อีกหลายเดือนเลยทีเดียว
แต่ทว่าในขณะที่นางกำลังก้มเก็บสมุนไพรอยู่นั้น กลับมีมือของใครบางคนยื่นมาปิดปากของนางเอาไว้ ก่อนที่คนผู้นั้นจะลากนางเข้าไปในป่าลึกอย่างไม่ปรานีปราศรัย แรงลากนั้นมหาศาลจนรองเท้าของนางหลุดลุ่ย เท้าที่ครูดไปกับดินถูกกิ่งไม้เกี่ยวจนเป็นบาดแผลมีเลือดไหลออกมาเล็กน้อย ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวพยายามขัดขืนแต่กลับไม่เป็นผล นางถูกลากมาจนถึงหลังกอไผ่ใหญ่ ก่อนจะถูกจับเหวี่ยงลงพื้นหญ้าอย่างแรง จากนั้นก็มีบุรุษผู้หนึ่งโถมกายเข้ามาหานาง
"ช่วยข้าที ข้าไม่ไหวแล้ว!"
สิ้นคำเขาก็บังคับจูบนางทันที สัมผัสของชายหนุ่มไม่ได้อ่อนโยนเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังป่าเถื่อนดุดันอย่างเห็นได้ชัด ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวพยายามเบือนหน้าหนีแต่เขากลับยิ่งบังคับจูบนางอย่างบ้าคลั่ง ความหวาดกลัวเริ่มปกคุลมจิตใจของฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยว นางตัวสั่นเทาเป็นอย่างมาก หญิงสาวพยายามตั้งสติพยายามผลักเขาออกแต่กลับไม่เป็นผล ใบหน้าของบุรุษปริศนาหล่อเหลาเอาการแต่กลับแดงระเรื่ออย่างผิดสังเกต ลมหายใจของเขาก็ถี่กระชั้นไม่น้อย ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวชะงักไปทันที อยู่ๆ หญิงสาวก็พลันรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของชายหนุ่มตรงหน้า เพราะคลุกคลีอยู่ที่ร้านยาบ่อยครั้งและท่านหมอจ้าวก็เคยสอนนางอยู่บ้าง ทำให้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเริ่มคาดเดาว่าคนตรงหน้าอาจจะถูกวางยาปลุกกำหนัดมา!
นางรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีผลักเขาออกแล้วใช้เท้าของตนยื่นไปยันกางลำตัวเขาเอาไว้ ดวงตาคู่สวยสอดส่ายมองไปโดยรอบ จนพบเข้ากับลำธารสายหนึ่ง ตอนนี้ชายหนุ่มปริศนาเริ่มอ่อนแรงลงไปมาก นางจึงรีบประคองเขาไปที่แม่น้ำแล้วลากตัวเขาลงไปแช่ในน้ำทันที ความเย็นของสายน้ำช่วยทำให้อาการของเขาดีขึ้นเล็กน้อย ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอาศัยจังหวะนี้คว้าหยิบสมุนไพรบางอย่างมายัดใส่ปากเขา นางบังคับให้เขาเคี้ยวและกลืนลงไป สมุนไพรนี้มีฤทธิ์ยับยั้งและบรรเทาอาการจากยาปลุกกำหนัดได้ ชายหนุ่มตรงหน้ามีท่าทีดึงดั้นไม่ยอมกินสมุนไพรนั้นแต่นางก็พยายามทุกวิถีทางจนเขายอมกลืนยาสมุนไพรลงไป ไม่นานใบหน้าของเขาก็เริ่มหายแดง ลมหายใจกลับมาสม่ำเสมอมากขึ้น จากนั้นชายหนุ่มก็หมดสติไปทันที
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเริ่มคิดหนัก หญิงสาวทั้งหวาดกลัวและระแวง นางจ้องมองเขาอย่างไม่ลดละก่อนจะพบว่าบุรุษผู้นี้หน้าตาหล่อเหลายิ่งนัก เขาสวมชุดหรูหรามีราคาเหมือนพวกคุณชายสูงศักดิ์ที่นางเคยเห็น นางไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงมาปรากฏตัวในป่าลึกนี่และไม่รู้ว่าระหว่างทางเกิดเรื่องใดขึ้นจึงทำให้เขาถูกวางยาเช่นนี้
เพราะนางออกมาจากเมืองนานแล้วเดิมทีควรจะรีบกลับ แต่ก็อดรู้สึกเวทนาชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้ เขาหมดสติไปแล้วอีกทั้งที่นี่ยังเป็นป่าไร้ผู้คนเดินสัญจรไปมา หากเขาถูกสัตว์ร้ายมาทำร้ายเข้าจะทำเช่นไร แม้จะโมโหที่เขาลวนลามตนเมื่อครู่นี้ แต่ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวกลับไม่อยากถือสาเมื่อรู้ว่าเขาถูกฤทธิ์ยาปลุกกำหนัด แล้วยังรู้สึกสงสารเขาขึ้นมาอีกด้วย
ช่างเถอะ รอให้เขาฟื้นก่อนแล้วนางค่อยจากไปก็แล้วกัน อย่างน้อยก็คิดว่ามีเมตตาต่อคนใกล้จะตาย เผื่อว่าบุญกุศลนี้จะช่วยให้มารดาของนางหายป่วยในเร็ววัน
เมื่อคิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงพยุงเขาขึ้นจากน้ำมานั่งพิงใต้ต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะก่อไฟเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับเขา ทั้งที่ตนเองก็เจ็บเท้าไม่น้อยเลยแต่ต้องพยายามอดทนเอาไว้ เพราะก่อนหน้านี้เขากินสมุนไพรแก้พิษยาเข้าไป ไม่นานนักชายหนุ่มก็ได้สติกลับคืนมา เขายกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วที่ปวดหนึบอย่างทรมาน รู้สึกว่าร่างกายค่อนข้างร้อนระอุอยู่เล็กน้อย
"ท่านฟื้นแล้วหรือ เป็นเช่นไรบ้าง ดื่มน้ำก่อนเถิด"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวที่เห็นว่าชายหนุ่มฟื้นขึ้นมาแล้วก็พอจะเบาใจลงไปได้บ้าง นางเอ่ยถามเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ในเมื่อเขาได้สติแล้วนางจะได้รีบกลับบ้านไปหาท่านแม่เสียที
แต่ทว่าอยู่ๆ ชายหนุ่มคนนั้นกลับหันมาจ้องมองนางด้วยแววตาที่วาวโรจน์ ก่อนจะพุ่งเข้ามากดตัวนางลงไปกับพื้นหญ้าแล้วจึงใช้มีดสั้นวางพาดลงมาบนลำคอระหงของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว
"สตรีต่ำช้า เจ้ากล้าล่วงเกินข้าหรือ!"
เยี่ยฉิงชางหมดสติไปร่วมหลายวัน อาการของเขาประเดี๋ยวมีไข้ ประเดี๋ยวมีเหงื่อออกสลับไปมาอยู่เช่นนั้น ทำให้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกหวาดกลัวไม่น้อยเลย ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้นางเฝ้าดูเเลเขาไม่ห่าง เพราะการรักษาที่โรงหมอไม่ค่อยสะดวกมากเท่าใดนัก นางจึงพาเขากลับมารักษาตัวต่อที่จวน นางเฉียนและนางเฉียวเมื่อได้ทราบเรื่องก็ไปช่วยหาท่านหมอที่มีฝีมือดีอีกหลายคนให้มาช่วยรักษาอาการของเยี่ยฉิงชางอีกแรง ในที่สุดก็เห็นผลอาการของเขาค่อยๆ ดีขึ้นจนกระทั่งพ้นขีดอันตรายท่านหมอถึงกับดีใจเป็นอย่างมาก เดิมทีพวกเขาคิดว่าหากเยี่ยฉิงชางฟื้นขึ้นมาแล้วอาจจะต้องพิการหรือพูดไม่ได้เป็นแน่ แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ชายหนุ่มกลับรอดพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้มาได้อย่างน่าอัศจรรย์ยามที่เยี่ยฉิงชางลืมตาตื่นขึ้นมานั้น เขาพบว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวกำลังนอนอยู่ข้างเตียงของเขา หญิงสาวฟุบหน้าลงไปกับเตียงนอน ส่วนมือของนางก็จับมือของเขาเอาไว้แน่น ชายหนุ่มยิ้มออกมาเล็กน้อย พยายามที่จะเอ่ยปากร้องเรียกนาง แต่เพราะหมดสติไปนาน ทำให้ลำคอของเขาแห้งผากเป็นอย่างยิ่งเยี่ยฉิงชางรู้สึกขมฝาดในลำคออย่างยิ่งเพราะในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาดื่มยาไปห
นับแต่นั้นเยี่ยฉิงชางก็มาเยี่ยมไข้ฉิงอวี้ทุกวัน ไม่เพียงเท่านั้นเขายังนำของเล่นแปลกใหม่มาให้เด็กน้อยไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน นานวันเข้าฉิงอวี้จึงสนิทสนมและชื่นชอบเขาเป็นอย่างมากถึงขนาดลืมสวี่รุ่ยไปเลย ไม่เพียงเท่านั้นเยี่ยฉิงชางยังหาท่านหมอฝีมือดีมารักษาบุตรชาย ไม่นานอาการของฉิงอวี้ก็ดีขึ้นจนกลับมาแข็งแรงดังเดิม โชคดีที่ช่วงนี้สำนักศึกษาปิดภาคเรียนพอดี ทำให้ฉิงอวี้มีเวลาได้พักผ่อนอยู่ที่บ้านมากกว่าเดิมก่อนหน้านี้เยี่ยฉิงชางอยากจะบอกสถานะของตนเองให้กับบุตรชายได้รับรู้ แต่กลับถูกฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเอ่ยปรามเอาไว้ เพราะไม่อยากให้ฉิงอวี้รู้สึกสับสนไปมากกว่านี้ เยี่ยฉิงชางเองก็ยอมทำตาม อย่างไรเสียระยะนี้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก็ยอมใจอ่อนกับเขามากขึ้นแล้ว นางไม่คิดจะห้ามไม่ให้เขามาพบลูกชาย แม้จะเย็นชากับเขาอยู่บ้างแต่ก็ดีที่นางไม่เอ่ยปากไล่เขาเหมือนแต่ก่อนอีกด้านสวี่รุ่ยนั้นเขาเป็นถึงนายอำเภอ แน่นอนว่าย่อมต้องมีความคิดไม่เหมือนผู้อื่น เขาสงสัยในตัวตนของเยี่ยฉิงชางมานานแล้ว และยิ่งได้เห็นว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมีท่าทีแปลกๆ ยามพบกับเยี่ยฉิงชาง เขาจึงส่งคนไปสืบดูพื้นเพของเยี่ยฉิงชางจนกระทั่งรู้ว่าคนผู้นี้
หลังจากกินของอร่อยด้วยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เยี่ยฉิงชางก็พาฉิงอวี้ไปซื้อของเล่นและของกินของใช้อีกหลายอย่าง ฉิงอวี้รู้สึกเกรงใจมากจึงคิดจะปฏิเสธแต่เพราะถูกเยี่ยฉิงชางหว่านล้อมสารพัดเขาจึงยอมตกลงรับของเหล่านั้นเอาไว้ สวี่รุ่ยมองเยี่ยฉิงชางอย่างไม่ลดละ แต่กลับไม่พบความผิดปกติอันใด แววตาที่เยี่ยฉิงชางยามมองฉิงอวี้ก็ดูอ่อนโยนเต็มไปด้วยความรักใคร่ บางคราเขาอาจจะคิดมากเกินไป ชายหนุ่มจึงคิดว่าหากฉิงอวี้มีคนที่เอ็นดูเขาเพิ่มขึ้นมาอีกคนก็นับว่าดีไม่น้อยสวี่รุ่ยลอบถอนหายใจออกมาเงียบๆ เขาหลงรักฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมาตั้งนานแล้วแต่นางกลับปฏิเสธเขา ไม่เพียงเท่านั้นมารดาของเขาก็ยังไม่ชอบนางอีก นางเองก็รู้ ส่วนตัวเขาก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้และไม่อาจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เช่นเดียวกัน จึงตกลงเป็นมิตรสหายที่ดีกับนางนับแต่นั้นและเขาเองก็เอ็นดูฉิงอวี้เป็นอย่างยิ่ง"พี่อาชาง พอแล้วขอรับ ข้าจะแบกกลับบ้านไม่ไหวแล้ว" "ก็ได้ๆหากเจ้าอยากได้สิ่งใดก็มาบอกข้าอีกนะ"ฉิงอวี้พยักหน้าเล็กน้อยแล้วจึงมองเยี่ยฉิงชางครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย"เดิมทีข้าคิดว่าท่านไม่มีเงิน"เยี่ยฉิงชางฟังจบก็รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก ในสายตาบุตร
"ท่านแม่ ลูกกลับมาแล้วขอรับ"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวที่กำลังนั่งตรวจบัญชีอยู่บนโต๊ะ เมื่อได้ยินเสียงของบุตรชายก็ยิ้มออกมาเต็มใบหน้า นางละสายตาจากบัญชีตรงหน้าก่อนจะเดินออกมารับบุตรชายที่หน้าร้านอาหารทันที ฉิงอวี้ โผเข้ามากอดมารดาอย่างมีความสุข ทำเอาฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอดยิ้มออกมาไม่ได้"เหตุใดวันนี้จึงกลับช้ายิ่งนักเล่า หรือเจ้าไปมีเรื่องกับผู้ใดมา?"ฉิงอวี้ได้ยินอย่างนั้นก็ส่ายหน้าก่อนจะเอ่ย"ไม่ใช่ขอรับ วันนี้ลูกไปทำเรื่องดีๆ มา""เรื่องดีดีหรือ?"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวขมวดคิ้วและจ้องมองบุตรชายอย่างไม่ลดละ เมื่อได้ยินคำว่าเรื่องดีๆ นางก็พลันคิดถึงเยี่ยฉิงชางขึ้นมา นางจำได้ว่าเรื่องดีๆ ของเขามันไม่เคยเป็นเรื่องดีเลยสักหน"ท่านแม่ อย่ามองลูกแบบนี้สิ วันนี้ลูกไปช่วยพี่ชายคนหนึ่งมา เขามาจากต่างเมืองและยังมาเหมาถุงหอมป้าจางไปจนหมดแผง แต่กลับไม่มีเงินจ่าย ท่าทางของเขาน่าสงสารมาก สายตาก็ดูเศร้าเหมือนคนจะร้องไห้ ลูกว่าเขาจะต้องอยากได้ถุงหอมไปฝากคนรักของเขาแน่นอนเลย ลูกจึงช่วยออกเงินให้เขา แต่ท่านแม่ไม่ต้องกังวลขอรับ พี่ชายคนนั้นบอกแล้วว่าจะเอาเงินมาคืนให้ลูกอย่างแน่นอน"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวได้ยินเช่นนั้น
เมื่อกลับมาถึงวังอ๋องแล้ว เยี่ยฉิงชางที่ยังมีอารมณ์โมโหไม่หาย จึงขว้างปาข้าวของในตำหนักจนแตกกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดเต็มพื้น เหล่าข้ารับใช้ต่างพากันก้มหน้างุดไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยวาจาใดออกมาแม้เพียงครึ่งคำ เมื่อได้ระบายโทสะลงกับข้าวของจนพอใจแล้ว ชายหนุ่มก็พอจะคลายโทสะลงไปได้บ้าง แต่เมื่อคิดถึงใบหน้าขอ
ด้านฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวนั้น นางยังไม่ค่อยคุ้นชินกับการที่มีคนมาช่วยอาบน้ำเท่าใดนัก นานมากแล้วที่นางไม่เคยมีสาวใช้มาปรนนิบัติอาบน้ำเช่นนี้ นับตั้งแต่ตระกูลฟ่านตกต่ำนางก็สู้ชีวิตและช่วยเหลือตนเองมาโดยตลอด นางทำทุกอย่างด้วยตนเองจนรู้สึกเคยชินกับมันไปเสียแล้วหลังจากอาบน้ำเสร็จสาวใช้ก็ยกอาหารเข้ามาให้นา
หนทางจากแคว้นอวี้ไปถึงแคว้นเซียวนั้นใช้เวลาราวสองชั่วยามก็เดินทางมาถึงแล้วเพราะทั้งสองแคว้นอยู่ห่างกันไม่มาก ระหว่างทางฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอาเจียนออกมาหลายครั้งเพราะนางไม่คุ้นชินกับการต้องมานั่งอยู่บนหลังม้าเช่นนี้ อีกทั้งเยี่ยฉิงชางก็ยังไม่สนใจด้วยซ้ำว่านางจะรู้สึกเช่นไร เขาควบม้ามุ่งหน้ากลับแคว้นเซ
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเปล่งเสียงที่แหบพร่าร้องเรียกชื่อของเขาด้วยความหวาดหวั่น เยี่ยฉิงชางปรายตามองนางราวกับมองเศษดินเศษหญ้า ใบหน้าของเขาฉายแววคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม"ข้ามาตอบแทนบุญคุณของเจ้าแล้วเหมี่ยวเหมี่ยว"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะในใจสับสนเป็นอย่างยิ่ง เหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่ แล้วเสื












Ulasan-ulasan