เข้าสู่ระบบหนทางจากแคว้นอวี้ไปถึงแคว้นเซียวนั้นใช้เวลาราวสองชั่วยามก็เดินทางมาถึงแล้วเพราะทั้งสองแคว้นอยู่ห่างกันไม่มาก ระหว่างทางฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอาเจียนออกมาหลายครั้งเพราะนางไม่คุ้นชินกับการต้องมานั่งอยู่บนหลังม้าเช่นนี้ อีกทั้งเยี่ยฉิงชางก็ยังไม่สนใจด้วยซ้ำว่านางจะรู้สึกเช่นไร เขาควบม้ามุ่งหน้ากลับแคว้นเซียวโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น
เมื่อมาถึงแคว้นเซียว เชลยที่ถูกจับมาได้ต่างถูกส่งไปขังเอาไว้ก่อน จากนั้นค่อยรอรับคำสั่งว่าจะถูกส่งตัวไปทำงานรับใช้ที่ใด ก่อนหน้านี้เชลยที่ถูกจับได้จากต่างแคว้นเล็กๆ บางคนถูกนำไปเป็นบ่าวรับใช้ในวังอ๋อง บางคนถูกนำไปใช้แรงงานเยี่ยงทาสช่างน่าเวทนาไม่น้อยเลย
แต่ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวกลับต่างออกไป แม้เยี่ยฉิงชางจะบอกว่านางคือเชลยศึกแต่กลับไม่ได้จับนางไปขังรวมเอาไว้กับเชลยคนอื่นๆ ที่ถูกจับตัวมา แต่กลับพานางมายังบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับวังอ๋องของเขา บ้านหลังนี้ใหญ่โตโอ่อ่ามาก อีกทั้งด้านในยังปลูกดอกไม้เอาไว้นานาชนิด แล้วยังมีสระน้ำขนาดใหญ่ที่มีดอกบัวแสนสวยขึ้นชูช่อเต็มสระอีกด้วย บรรยากาศรอบบริเวณบ้านช่างดูร่มรื่นไม่น้อยเลย
"อยู่ที่นี่ไปก่อน แล้วข้าจะมาหาเจ้าใหม่"
เขาเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวพลันตื่นตระหนก แม้ว่าแต่ก่อนนางจะเคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ แต่เมื่อต้องมาอยู่ที่นี่เพียงลำพังนางกลับรู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินเท่าใดนัก
"ช้าก่อน หม่อมฉันอยู่คนเดียวแล้วรู้สึกไม่ปลอดภัย ท่านอ๋องได้โปรดส่งหม่อมฉันไปอยู่รวมกับชาวบ้านแคว้นอวี้ที่ถูกจับตัวมาได้หรือไม่เพคะ"
นางเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงประหม่า ตอนนี้นางคาดเดาอารมณ์ของชายหนุ่มตรงหน้าไม่ออกว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่ เยี่ยฉิงชางหันมามองฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะตรงเข้ามาหานางและกระชากแขนของนางอย่างแรง
"แต่ก่อนเจ้าเคยทำงานต่ำๆ เช่นใดมาข้าไม่สน เจ้าจะเคยคบค้ากับพวกไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างไรข้าจะไม่ถือสา แต่ยามนี้ข้าให้เจ้ามาอยู่ข้างกายข้าแล้ว เจ้าควรลืมกำพืชชั้นต่ำของตนเองไปเสีย แล้วตั้งใจอยู่กับข้าให้ดี เข้าใจหรือไม่"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวขมวดคิ้ว นางมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง นางรู้ว่าเขาสูงส่งเป็นถึงเซียวอ๋อง แต่เขามีสิทธิ์อันใดมาตัดสินว่าใครชั้นต่ำหรือไร้คุณค่ากันเล่า
"ในเมื่อท่านอ๋องคิดว่าหม่อมฉันเป็นคนชั้นต่ำ เช่นนั้นก็ไม่ต้องตอบแทนบุญคุณของหม่อมฉันหรอกเพคะ เพราะหม่อมฉันเองก็ไม่ได้อยากให้ท่านอ๋องมาตอบแทนเช่นเดียวกัน ท่านอ๋องและหม่อมฉันเหมือนยืนอยู่กันคนละโลก ต่างชนชั้นกันอย่างเห็นได้ชัด พวกเราไม่ควรเกี่ยวพันกันตั้งแต่แรก"
แววตาของชายหนุ่มฉายแววไม่พอใจขึ้นมาทันทีที่ได้ยินนางเอ่ยวาจาประชดประชันเช่นนี้ออกมา ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครกล้าต่อล้อต่อเถียงกับเขาเช่นนี้
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่เคยเถียงข้า ยามนี้ต้นหญ้าขึ้นสูงท่วมหลุมศพของเขาไปแล้ว"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวที่เห็นอย่างนั้นก็สะบัดแขนให้หลุดพ้นจากการเกาะกุมของเขา ก่อนจะขยับถอยหลังหนีแต่ชายหนุ่มตรงหน้ากลับย่างสามขุมเข้ามาหานางอย่างไม่ลดละ กลิ่นอายสังหารที่แสนดุดันทำเอาฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกเย็นเยียบไปทั่วทั้งแผ่นหลัง เขายื่นมือมาบีบปลายคางของนางเอาไว้ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือแววหงุดหงิด
"ทำตัวดีๆ แล้วได้อย่าคิดหนี ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่าชาวบ้านที่เจ้ารักนักหนาต่อหน้าเจ้าให้ดู"
"หม่อมฉันทำผิดอันใด หม่อมฉันไม่เคยทำร้ายท่านอ๋องและยังช่วยพระองค์เอาไว้ แล้วหม่อมฉันผิดที่ใดหรือเพคะ เหตุใดท่านอ๋องถึงทำกับหม่อมฉันเช่นนี้เล่า!"
"ที่เจ้าเคยช่วยข้าเอาไว้นั้นเป็นเรื่องที่ข้าจำไม่เคยลืม แต่เจ้าก็เป็นเชลยที่ข้าจับมาได้เช่นเดียวกัน"
คำพูดที่เต็มไปด้วยการดูถูกและเหยียดหยามของเขาทำให้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่เยี่ยฉิงชางคงไม่สนใจอยู่แล้วว่านางจะรู้สึกเช่นไร เอ่ยจบเขาก็เดินจากไปทันที อีกทั้งยังสั่งให้คนคุ้มกันที่นี่อย่างแน่นหนา ก่อนจะส่งสาวใช้มาสองคนเพื่อคอยดูแลนาง ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวทรุดกายลงนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ พลางเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยแววตาที่ว่างเปล่า นางรู้สึกเสียใจระคนผิดหวังในคราวเดียวกัน
หากย้อนเวลากลับไปได้ นางควรจะปล่อยเขาทิ้งลงน้ำไปเสีย หรือไม่ก็รีบหนีไปให้ไกลจากเขา ไม่ควรช่วยเขาเอาไว้ในครั้งนั้นเลย
แต่ยามนี้เมื่อมาคิดได้มันก็สายไปเสียแล้ว นางไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดเขาจึงเป็นคนเช่นนี้ เหตุใดจิตใจของเขาถึงอำมหิตบิดเบี้ยวได้ถึงเพียงนี้
"นายหญิง บ่าวมาปรนนิบัติท่านอาบน้ำเจ้าค่ะ"
เสียงของสาวใช้น้อยนางหนึ่งเอ่ยขึ้น ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวพลันหันไปมองด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า ก่อนจะลุกขึ้นยืน นางปัดเศษฝุ่นที่ติดตรงชายกระโปรงออกอย่างลวกๆ
"ข้าอาบเอง พวกเจ้ามีสิ่งใดก็ไปทำเถอะ"
สาวใช้น้อยสองคนเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็ลนลานรีบเอ่ยขึ้นมาทันที
"ท่านอ๋องบอกว่าให้บ่าวปรนนิบัตินายหญิง หากว่าบ่าวไม่ทำ เอ่อ ท่านอ๋องจะตัดมือบ่าวเจ้าค่ะ"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวฟังจบก็ถึงกับทำหน้าไม่ถูก เยี่ยฉิงชางคนบัดซบนั่น เขาถึงกับเห็นชีวิตคนเป็นผักปลา ไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งสิ้น ช่างบ้าอำนาจยิ่งนัก
เมื่อไม่อาจทัดทานได้และนางก็ไม่อยากเห็นสาวใช้น้อยสองคนถูกคนบ้าอย่างเยี่ยฉิงชางตัดมือ หญิงสาวจึงยอมให้สาวใช้น้อยสองนางนี้พาตนไปอาบน้ำทันที
ด้านเยี่ยฉิงชางนั้นเมื่อออกมาจากบ้านหลังนั้นแล้ว เขาก็มุ่งหน้ากลับมายังวังอ๋องอย่างรวดเร็ว เมื่อเขากลับมาถึงเหล่าข้ารับใช้ต่างรีบทำความเคารพเขาอย่างหวาดกลัว เหล่าข้ารับใช้ในวังอ๋องต่างรู้ดีว่าเจ้านายของตนเป็นคนอารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อีกทั้งยังคาดเดาอารมณ์ไม่ค่อยได้ หลายวันก่อนมีขุนนางไม่ดูตาม้าตาเรือเอ่ยวาจาไม่สมควร สุดท้ายก็ถูกลากออกไปตัดลิ้นอย่างน่าเวทนา
เซียวอ๋องพระองค์นี้จิตใจโหดร้ายกว่าอดีตเซียวอ๋องคนเก่ามากนัก อีกทั้งยังมีจิตใจทะเยอทะยานอยากรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งและตั้งตนเป็นปฐมฮ่องเต้องค์แรกของใต้หล้า ที่ผ่านมาเขาตีแคว้นต่างๆ จนแตกพ่ายไปได้ไม่น้อยแล้ว ยังเหลือเพียงแคว้นเฉินเท่านั้นที่ยังไม่อาจลงมือบุ่มบ่ามได้
แคว้นเฉินมีเฉินอ๋องหานจวินเยว่เป็นเจ้าผู้ครองแคว้น เขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเยี่ยฉิงชางและเพิ่งสืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดาเช่นเดียวกัน หานจวินเยว่นอกจากจะรูปงามและมีความสามารถแล้วกำลังทหารของเขาก็ไม่ด้อยไปกว่าเยี่ยฉิงชางเลยแม้แต่น้อย สองแคว้นต่างหยั่งเชิงกันเป็นระยะ แต่ทว่ายังคงไม่มีใครกล้าลงมือบุ่มบ่ามต่ออีกฝ่าย
เมื่อเข้ามาในตำหนักแล้ว เยี่ยฉิงชางก็จัดการอาบน้ำล้างตัวจนสะอาด ก่อนจะเข้ามาจัดการเรื่องงานต่างๆ ที่ต้องจัดการให้แล้วเสร็จ
หลายเดือนมานี้เมืองน้อยใหญ่ต่างพากันยอมสวามิภักดิ์ต่อเขาทั้งสิ้น จะมีก็เพียงแคว้นเฉินและหัวเมืองที่ขึ้นตรงต่อแคว้นเฉินเท่านั้นที่เขายังไม่อาจยึดครองมาไว้ในกำมือได้ มีหรือเขาจะไม่รู้ว่าหานจวินเยว่ก็มีความคิดที่อยากจะรวบรวมใต้หล้าให้เป็นหนึ่งเช่นเดียวกัน แน่นอนว่าเรื่องนี้เขาจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น และเขาจะต้องเป็นผู้ชนะเพียงคนเดียวเท่านั้น
ที่ผ่านมาท่านพ่อของเขาใจอ่อนเกินไปจึงไม่คิดทำสงครามกับแคว้นใด อีกทั้งยังรักภรรยารองและบุตรของนางมากกว่าเขา แล้วยังทอดทิ้งมารดาของเขาที่สุขภาพไม่ดีให้ป่วยตายอย่างโดดเดี่ยว หลังจากมารดาตายจากไปท่านพ่อก็แต่งตั้งภรรยารองสุดที่รักขึ้นมาเป็นชายาเอกคนใหม่ ทั้งที่เขาเกิดจากภรรยาเอกคนแรก แต่ท่านพ่อกลับมอบตำแหน่งซื่อจื่อให้แก่น้องชายวัยสิบสามปีของเขาโดยไม่เห็นหัวเขาเลยแม้แต่น้อย หลังจากท่านพ่อตายจากไป เขาจึงจัดการสังหารมารดาเลี้ยงและน้องชายบัดซบทิ้งไปเสียเพื่อไม่ให้เป็นขวากหนามขวางทาง ตำแหน่งนี้ควรจะเป็นของเขามาตั้งแต่แรก แล้วเรื่องอะไรเขาจะต้องยกให้กับคนอื่นด้วยเล่า ใครใช้ให้เด็กนรกนั่นเกิดมาเป็นบุตรของมารดาเลี้ยงที่เขาเกลียดชังกันเล่า
ไม่เพียงเท่านั้นเขายังจัดการตัดรากถอนโคนคนของมารดาเลี้ยงทิ้งทั้งหมดจนไม่เหลือซาก แต่ก็ยังมีปลาบางตัวที่หลุดรอดไปได้ เมื่อสบโอกาสจึงหาทางสังหารเขาเหมือนในวันนั้น หากฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวไม่ช่วยเขาเอาไว้จากฤทธิ์ยาปลุกกำหนัด คาดว่าสถานการณ์คงจะเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม
สตรีนางนั้นเป็นทั้งคนที่มีบุญคุณที่เขาจดจำและยังเป็นคนที่เขาเก็บมาอีกด้วย เขาเพียงอยากตอบแทนนางเท่านั้น คนอย่างเขาที่ผ่านมาไม่เคยก้มหัวให้ใครหรืออ่อนข้อให้ใครทั้งสิ้น หากนางยังไม่รู้จักสำนึกเขาก็จะสั่งสอนให้นางเข้าใจเองว่าในใต้หล้านี้คนต่ำต้อยเช่นนางจะหาบุรุษที่ดีพร้อมเช่นเขาคงไม่ได้อีกแล้ว
"เรียนท่านอ๋อง ท่านหญิงเยี่ยจิ่วเสียสติไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
เสียงของข้ารับใช้ที่มารายงานสั่นเครือไม่น้อยด้วยความหวาดกลัว เยี่ยฉิงชางเมื่อได้ยินก็เพียงพยักหน้าหนหนึ่ง ไม่ยินดียินร้ายต่อความเป็นความตายของเยี่ยจิ่วเลยแม้แต่น้อย เขาเอ็นดูนางนั้นเป็นเรื่องจริง แต่เพราะนางกล้าล้ำเส้นเกินกว่าที่เขาต้องการและยังเกือบทำให้เขาพบกับจุดจบที่ย่ำแย่ เขาจึงไม่อาจปล่อยนางไปได้ เขาสั่งให้คนจับตัวนางไปขังเอาไว้ในคุกมืดที่ไร้แสง สุดท้ายเมื่อนางได้รับความทรมานจนทนไม่ไหวจึงเสียสติกลายเป็นคนบ้า เช่นนี้มันก็สมควรแล้ว!
ชายหนุ่มโบกมือไล่ข้ารับใช้ผู้นั้นออกไป ก่อนจะเอ่ยปากเรียกมู่ฉินองครักษ์ของตนให้เข้ามาพบ
"พวกเจ้าจงไปแจ้งทหารทุกคน ช่วงนี้อย่าได้ละเลยการฝึกทางทหาร หากใครกล้าละเลยข้าจะลงโทษสถานหนัก และจงจัดการเฝ้าเวรยามให้ดี แล้วส่งคนไปสังเกตการณ์ที่แคว้นอวี้เอาไว้ด้วย"
"พ่ะย่ะค่ะ บ่าวทราบแล้ว"
องครักษ์มู่ฉินรับคำ ก่อนจะรีบไปจัดการตามคำสั่งทันที เมื่อไม่มีสิ่งใดให้ต้องทำแล้ว เยี่ยฉิงชางก็คว้าหยิบเสื้อคลุมกันลมขึ้นมาสวม ก่อนจะสั่งให้คนขับรถม้ามุ่งหน้าไปหาฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวในทันที
ถึงเวลาที่ต้องตอบแทนนางแล้ว รีบๆ ตอบแทนนางเสียจะได้ไม่ต้องรู้สึกติดค้างอันใดกับนางอีก!
เยี่ยฉิงชางหมดสติไปร่วมหลายวัน อาการของเขาประเดี๋ยวมีไข้ ประเดี๋ยวมีเหงื่อออกสลับไปมาอยู่เช่นนั้น ทำให้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกหวาดกลัวไม่น้อยเลย ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้นางเฝ้าดูเเลเขาไม่ห่าง เพราะการรักษาที่โรงหมอไม่ค่อยสะดวกมากเท่าใดนัก นางจึงพาเขากลับมารักษาตัวต่อที่จวน นางเฉียนและนางเฉียวเมื่อได้ทราบเรื่องก็ไปช่วยหาท่านหมอที่มีฝีมือดีอีกหลายคนให้มาช่วยรักษาอาการของเยี่ยฉิงชางอีกแรง ในที่สุดก็เห็นผลอาการของเขาค่อยๆ ดีขึ้นจนกระทั่งพ้นขีดอันตรายท่านหมอถึงกับดีใจเป็นอย่างมาก เดิมทีพวกเขาคิดว่าหากเยี่ยฉิงชางฟื้นขึ้นมาแล้วอาจจะต้องพิการหรือพูดไม่ได้เป็นแน่ แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ชายหนุ่มกลับรอดพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้มาได้อย่างน่าอัศจรรย์ยามที่เยี่ยฉิงชางลืมตาตื่นขึ้นมานั้น เขาพบว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวกำลังนอนอยู่ข้างเตียงของเขา หญิงสาวฟุบหน้าลงไปกับเตียงนอน ส่วนมือของนางก็จับมือของเขาเอาไว้แน่น ชายหนุ่มยิ้มออกมาเล็กน้อย พยายามที่จะเอ่ยปากร้องเรียกนาง แต่เพราะหมดสติไปนาน ทำให้ลำคอของเขาแห้งผากเป็นอย่างยิ่งเยี่ยฉิงชางรู้สึกขมฝาดในลำคออย่างยิ่งเพราะในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาดื่มยาไปห
นับแต่นั้นเยี่ยฉิงชางก็มาเยี่ยมไข้ฉิงอวี้ทุกวัน ไม่เพียงเท่านั้นเขายังนำของเล่นแปลกใหม่มาให้เด็กน้อยไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน นานวันเข้าฉิงอวี้จึงสนิทสนมและชื่นชอบเขาเป็นอย่างมากถึงขนาดลืมสวี่รุ่ยไปเลย ไม่เพียงเท่านั้นเยี่ยฉิงชางยังหาท่านหมอฝีมือดีมารักษาบุตรชาย ไม่นานอาการของฉิงอวี้ก็ดีขึ้นจนกลับมาแข็งแรงดังเดิม โชคดีที่ช่วงนี้สำนักศึกษาปิดภาคเรียนพอดี ทำให้ฉิงอวี้มีเวลาได้พักผ่อนอยู่ที่บ้านมากกว่าเดิมก่อนหน้านี้เยี่ยฉิงชางอยากจะบอกสถานะของตนเองให้กับบุตรชายได้รับรู้ แต่กลับถูกฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเอ่ยปรามเอาไว้ เพราะไม่อยากให้ฉิงอวี้รู้สึกสับสนไปมากกว่านี้ เยี่ยฉิงชางเองก็ยอมทำตาม อย่างไรเสียระยะนี้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก็ยอมใจอ่อนกับเขามากขึ้นแล้ว นางไม่คิดจะห้ามไม่ให้เขามาพบลูกชาย แม้จะเย็นชากับเขาอยู่บ้างแต่ก็ดีที่นางไม่เอ่ยปากไล่เขาเหมือนแต่ก่อนอีกด้านสวี่รุ่ยนั้นเขาเป็นถึงนายอำเภอ แน่นอนว่าย่อมต้องมีความคิดไม่เหมือนผู้อื่น เขาสงสัยในตัวตนของเยี่ยฉิงชางมานานแล้ว และยิ่งได้เห็นว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมีท่าทีแปลกๆ ยามพบกับเยี่ยฉิงชาง เขาจึงส่งคนไปสืบดูพื้นเพของเยี่ยฉิงชางจนกระทั่งรู้ว่าคนผู้นี้
หลังจากกินของอร่อยด้วยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เยี่ยฉิงชางก็พาฉิงอวี้ไปซื้อของเล่นและของกินของใช้อีกหลายอย่าง ฉิงอวี้รู้สึกเกรงใจมากจึงคิดจะปฏิเสธแต่เพราะถูกเยี่ยฉิงชางหว่านล้อมสารพัดเขาจึงยอมตกลงรับของเหล่านั้นเอาไว้ สวี่รุ่ยมองเยี่ยฉิงชางอย่างไม่ลดละ แต่กลับไม่พบความผิดปกติอันใด แววตาที่เยี่ยฉิงชางยามมองฉิงอวี้ก็ดูอ่อนโยนเต็มไปด้วยความรักใคร่ บางคราเขาอาจจะคิดมากเกินไป ชายหนุ่มจึงคิดว่าหากฉิงอวี้มีคนที่เอ็นดูเขาเพิ่มขึ้นมาอีกคนก็นับว่าดีไม่น้อยสวี่รุ่ยลอบถอนหายใจออกมาเงียบๆ เขาหลงรักฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมาตั้งนานแล้วแต่นางกลับปฏิเสธเขา ไม่เพียงเท่านั้นมารดาของเขาก็ยังไม่ชอบนางอีก นางเองก็รู้ ส่วนตัวเขาก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้และไม่อาจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เช่นเดียวกัน จึงตกลงเป็นมิตรสหายที่ดีกับนางนับแต่นั้นและเขาเองก็เอ็นดูฉิงอวี้เป็นอย่างยิ่ง"พี่อาชาง พอแล้วขอรับ ข้าจะแบกกลับบ้านไม่ไหวแล้ว" "ก็ได้ๆหากเจ้าอยากได้สิ่งใดก็มาบอกข้าอีกนะ"ฉิงอวี้พยักหน้าเล็กน้อยแล้วจึงมองเยี่ยฉิงชางครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย"เดิมทีข้าคิดว่าท่านไม่มีเงิน"เยี่ยฉิงชางฟังจบก็รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก ในสายตาบุตร
"ท่านแม่ ลูกกลับมาแล้วขอรับ"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวที่กำลังนั่งตรวจบัญชีอยู่บนโต๊ะ เมื่อได้ยินเสียงของบุตรชายก็ยิ้มออกมาเต็มใบหน้า นางละสายตาจากบัญชีตรงหน้าก่อนจะเดินออกมารับบุตรชายที่หน้าร้านอาหารทันที ฉิงอวี้ โผเข้ามากอดมารดาอย่างมีความสุข ทำเอาฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอดยิ้มออกมาไม่ได้"เหตุใดวันนี้จึงกลับช้ายิ่งนักเล่า หรือเจ้าไปมีเรื่องกับผู้ใดมา?"ฉิงอวี้ได้ยินอย่างนั้นก็ส่ายหน้าก่อนจะเอ่ย"ไม่ใช่ขอรับ วันนี้ลูกไปทำเรื่องดีๆ มา""เรื่องดีดีหรือ?"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวขมวดคิ้วและจ้องมองบุตรชายอย่างไม่ลดละ เมื่อได้ยินคำว่าเรื่องดีๆ นางก็พลันคิดถึงเยี่ยฉิงชางขึ้นมา นางจำได้ว่าเรื่องดีๆ ของเขามันไม่เคยเป็นเรื่องดีเลยสักหน"ท่านแม่ อย่ามองลูกแบบนี้สิ วันนี้ลูกไปช่วยพี่ชายคนหนึ่งมา เขามาจากต่างเมืองและยังมาเหมาถุงหอมป้าจางไปจนหมดแผง แต่กลับไม่มีเงินจ่าย ท่าทางของเขาน่าสงสารมาก สายตาก็ดูเศร้าเหมือนคนจะร้องไห้ ลูกว่าเขาจะต้องอยากได้ถุงหอมไปฝากคนรักของเขาแน่นอนเลย ลูกจึงช่วยออกเงินให้เขา แต่ท่านแม่ไม่ต้องกังวลขอรับ พี่ชายคนนั้นบอกแล้วว่าจะเอาเงินมาคืนให้ลูกอย่างแน่นอน"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวได้ยินเช่นนั้น
ด้านฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวนั้น ตอนนี้ชีวิตของนางนับว่าเข้าที่เข้าทางเป็นอย่างยิ่ง แรกเริ่มนั้นค่อนข้างทุลักทุเลอยู่ไม่น้อย แต่เพราะโชคดีมีนางเฉียวและนางเฉียนคอยช่วยเหลือทำให้ทุกอย่างราบรื่นไปได้ด้วยดี ในปีแรกที่นางคลอดฉิงอวี้ออกมาค่อนข้างลำบากไม่น้อย แต่นางก็เลี้ยงดูเขาเป็นอย่างดี นางพักอยู่ที่บ้านพักของนางเฉียน นางเฉียนเอ็นดูฉิงอวี้มาก อีกทั้งยังรักเขาเหมือนบุตรในอุทรของตน มีสิ่งใดที่ดีดีก็ล้วนมอบให้ฉิงอวี้ทั้งหมด นางเฉียวเองก็เช่นเดียวกัน เพราะพวกนางสองคนไม่มีลูกและสามี ทำให้รักฉิงอวี้เป็นอย่างมากช่วงสามปีแรกฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวยังคงช่วยงานที่โรงเตี๊ยมของนางเฉียนและไปช่วยงานที่ร้านดอกไม้ของนางเฉียวด้วย ส่วนเจินเซียงก็ไปทำงานที่ไร่ชาเหมือนเช่นทุกวัน จนกระทั่งเข้าปีที่สี่ ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวนำเงินที่เก็บหอมรอมริบได้จากการรับจ้างทำงานที่โรงเตี๊ยมมาลงทุนเปิดร้านอาหารเป็นของตนเอง อีกทั้งยังเปิดร้านขายสมุนไพรควบคู่กันไปด้วย กิจการของนางราบรื่นไปได้ดีมาก เจินเซียงจึงลาออกจากไร่ชามาช่วยนางบริหารจัดการร้าน ฉิงอวี้ก็เติบโตขึ้นทุกวันจนตอนนี้อายุห้าขวบแล้ว เขาเป็นเด็กขยันช่วยนางทำงานทุกอย่าง และยังพู
ตั้งแต่ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวจากไป วันคืนก็ล่วงเลยมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งปีเต็มแล้ว ตลอดเวลาหนึ่งปีมานี้เยี่ยฉิงชางยังคงเฝ้าตามหานางอย่างไม่ลดละ แต่กลับไม่พบร่องรอยของนางแม้แต่น้อย ราวกับว่านางได้ปิดบังชื่อแซ่หรือไม่ก็ล้มหายตายไปจากเขานานแล้ววังหลวงในยามนี้มีเรื่องราวมากมายให้เขาต้องจัดการ รวมไปถึงเรื่องของขุนนางที่มีใจเหิมเกริมคิดจะโค่นล้มบัลลังก์ของเขา เขาจัดการกำราบพวกมันจนสิ้นซาก จากนั้นก็บริหารบ้านเมืองอย่างเข้มงวด ราษฎรนับว่าอยู่ดีมีสุข เพราะเขาใช้อำนาจและความเมตตาในการปกครองร่วมกันคนอื่นดูเหมือนจะมีความสุขดี ยกเว้นตัวเขาเพียงเท่านั้นตั้งแต่นางจากไปเขาไม่เคยนอนหลับสนิทเลยแม้แต่คืนเดียว อีกทั้งความฝันที่น่ากลัวเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาอีกคราหนึ่ง ใจของเขาเริ่มหวาดหวั่น ทุกคืนต้องจุดตะเกียงเอาไว้เพื่อให้แสงสว่าง ไม่อย่างนั้นจะไม่อาจข่มตานอนหลับลงได้แม้แต่คืนเดียวคืนนี้ก็เช่นเดียวกัน เยี่ยฉิงชางยังคงนอนไม่หลับ เขานั่งอยู่ริมหน้าต่างพลางเหม่อมองไปบนท้องฟ้าอย่างเหม่อลอยอยู่ๆ ชายหนุ่มก็ได้กลิ่นเครื่องประทินโฉมที่หอมจนแสบจมูกลอยอบอวลอยู่ในห้อง เมื่อเขาหันไปมองก็พบเข้ากับฉางเหมยที่กำลังเดินเข
เมื่อกลับมาถึงวังอ๋องแล้ว เยี่ยฉิงชางที่ยังมีอารมณ์โมโหไม่หาย จึงขว้างปาข้าวของในตำหนักจนแตกกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดเต็มพื้น เหล่าข้ารับใช้ต่างพากันก้มหน้างุดไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยวาจาใดออกมาแม้เพียงครึ่งคำ เมื่อได้ระบายโทสะลงกับข้าวของจนพอใจแล้ว ชายหนุ่มก็พอจะคลายโทสะลงไปได้บ้าง แต่เมื่อคิดถึงใบหน้าขอ
ด้านฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวนั้น นางยังไม่ค่อยคุ้นชินกับการที่มีคนมาช่วยอาบน้ำเท่าใดนัก นานมากแล้วที่นางไม่เคยมีสาวใช้มาปรนนิบัติอาบน้ำเช่นนี้ นับตั้งแต่ตระกูลฟ่านตกต่ำนางก็สู้ชีวิตและช่วยเหลือตนเองมาโดยตลอด นางทำทุกอย่างด้วยตนเองจนรู้สึกเคยชินกับมันไปเสียแล้วหลังจากอาบน้ำเสร็จสาวใช้ก็ยกอาหารเข้ามาให้นา
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเปล่งเสียงที่แหบพร่าร้องเรียกชื่อของเขาด้วยความหวาดหวั่น เยี่ยฉิงชางปรายตามองนางราวกับมองเศษดินเศษหญ้า ใบหน้าของเขาฉายแววคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม"ข้ามาตอบแทนบุญคุณของเจ้าแล้วเหมี่ยวเหมี่ยว"ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะในใจสับสนเป็นอย่างยิ่ง เหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่ แล้วเสื
อวี้เจียหลินในตอนนี้รู้สึกแข้งขาอ่อนขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เรี่ยวแรงที่ใช้ตบตีฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวพลันหายไปจนหมดสิ้น นางตรงเข้าไปหาทหารผู้นั้นก่อนจะเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ"เจ้าโกหกข้าใช่หรือไม่!""เรียนท่านหญิง ข้าน้อยเอ่ยตามความจริงขอรับ หากท่านไม่รีบหนี เห็นทีคงจะรักษาชีวิตเอาไว้ไม







