Mag-log in“ข้า…” หลิงเซียวพูดไม่ออก ความกลัวตีรวนจนคอแห้งผาก นางอยากเอ่ยว่าตนไม่เคยใกล้ชิดบุรุษมาก่อน แม้แต่ถูกจับมือก็ยังไม่เคยหลังโตเป็นสาวเลยอยากให้เขาช่วยเห็นใจนางหน่อยแต่สุดท้ายนางก็ไม่กล้า
เฟิ่งเยี่ยนยกมือขึ้นจับหลังศีรษะนางเบา ๆ โน้มใบหน้าให้เข้าใกล้เขา สายตาคู่นั้นลึกเย็นเหมือนเหวลึกมองไม่เห็นก้น แต่กลับแฝงความร้อนแรงจนร่างน้อยสั่นสะท้าน เด็กสาวอายุอ่อนกว่าคนตรงหน้าอยู่เจ็ดปีถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง
“เจ้าคงอยากขอให้ข้าออมมือกระมัง” เขาเห็นแววตาของนางก็เดาออกทันทีว่าหลิงเซียวต้องการกล่าวอันใด
“แต่จงรู้ไว้เถอะว่าในยามนี้ข้ากำลังข่มตัวเองอย่างมากแล้ว” เสียงทุ้มกระซิบชิดใบหูจนหลิงเซียวสะดุ้งเฮือก ก่อนเขาจะพูดต่ออย่างไม่ปิดบัง
“ตั้งแต่เห็นเจ้าก้มหน้ารออยู่บนเตียงเมื่อครู่ ข้าก็เกือบกดเจ้าจนจมเตียงไปแล้ว ดังนั้นอย่าขอความเมตตาจากข้าเด็ดขาด!”
มือใหญ่เลื่อนมาวางบนเอวบอบบาง กดเบา ๆ ให้นางเอนกายเข้ามาใกล้จนแทบแนบชิด เฟิ่งเยี่ยนอายุยี่สิบสาม เติบโตอยู่ชายแดน ช่วงวัยหนุ่มของเขาย่อมไม่เคยอ่อนโยนกับสตรี ดังนั้นที่เขาพูดกับหลิงเซียวทั้งหมดล้วนมิได้โกหก เขาพยายามควบคุมตนเองแล้วแต่อ่อนโยนได้เท่านี้
“ท่านแม่ทัพข้า…” หลิงเซียวยกมือจับอกเสื้อเขาแน่นเพราะความสั่นเทา แต่เขากลับเลิกคิ้ว
“เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ?” น้ำเสียงนั้นแหบพร่า แววตาของเขายิ่งลึกล้ำ น่ากลัวจนสาวน้อยเช่นหลิงเซียวปากคอสั่นอย่างยากจะห้าม
“ท…ท่านแม่ทัพ…” นางตอบเขาออกไปแทบไม่เป็นคำ
“ดี” รอยยิ้มปรากฏบนมุมปาก แต่ไม่มีความอ่อนโยนแม้แต่น้อย มันเป็นรอยยิ้มของบุรุษที่พร้อมลากนางเข้ากองไฟแล้วแผดเผาจนไม่เหลือแม้แต่ธุลี
“ต่อไปก็เรียกข้าว่า ‘ท่านแม่ทัพ’ เช่นนี้แหละ เหมาะแล้ว เพราะระหว่างเราเป็นเพียงสามีภรรยาตามหน้าที่เท่านั้นอย่าเรียกข้าว่า ‘ท่านพี่’ เด็ดขาด ข้าไม่ชอบ”
คำพูดนั้นทำเอาหลิงเซียวชาวาบทั้งร่างในยามที่เฟิ่งเยี่ยนบอกสิ่งที่เขาต้องการ พลางคิดว่าโชคดีแล้วที่นางไปอุตริเรียก ‘ท่านพี่’ ออกไปมิเช่นนั้นเขาอาจหยิบดาบมาแทงนางตายก็เป็นไปได้
...ช่างน่ากลัวเกินไปแล้วสวีเฟิ่งเยี่ยน
เฟิ่งเยี่ยนกดให้นางลงบนเตียงเต็มแรง หลิงเซียวมองเขาเหมือนเขาคือหินผาที่พร้อมจะทับให้นางสิ้นใจ ส่วนตนเป็นเพียงเถาวัลย์ที่ไม่มีวันหลุดจากการรัดรึงยิ่งหายใจแรงนางอาจถึงชีวิตได้ ดังนั้นยามเขาขยับขึ้นมาคร่อมเหนือร่างน้อยอย่างรวดเร็วนางจึงไม่กล้าเคลื่อนกายหนี แต่ไม่หนีใช่ว่านางจะไม่สั่นเทา
“เลิกกลัว แล้วปล่อยกายใจให้ข้านำพาก็พอ”
สิ้นคำ ริมฝีปากร้อนของเขาประทับลงมอบจุมพิตแรกให้กัน นางลืมแม้แต่หายใจ เพราะความอบอุ่นปะทะเข้ามาเต็มแรง ริมฝีปากของเขาทั้งร้อน ทั้งหนักแน่น จนร่างเล็กเหมือนถูกตรึงอยู่ใต้เขาอย่างสิ้นท่า
เขาไม่ได้จุมพิตแบบอ่อนโยน เขาจูบเหมือนจะดึงความกลัวและแรงต่อต้านทุกอย่างออกไปจากนาง จุมพิตลึก เร่าร้อนจนหลิงเซียวเผลอตอบรับโดยไม่รู้ตัว
“อื้ม…” เสียงครางแผ่วเบาของนางเหมือนเป็นประกายไฟ เฟิ่งเยี่ยนยิ่งแนบชิด ร่างหนักดันให้นางจมลงไปกับเตียงกว้าง มือใหญ่สอดรองแผ่นหลังราวกับต้องการกอดนางไว้เต็มสองแขน
“เจ้านี่มันน่ากลืนกินจริง…” เขากระซิบใกล้ริมฝีปากนาง หลิงเซียวสบตาเขาโดยไม่ตั้งใจแล้วต้องเบี่ยงหน้าหนี เพราะแววตาคู่นั้นร้อนแรงจนน่าหวาดหวั่น
นางพยายามดันแผ่นอกเขา แต่นิ้วมือกลับสั่นจนสัมผัสเหมือนเพียงแตะไม่ใช่ผลัก
“ท่านพูดอะไรน่ะ…” นางหลุบตา เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน หน้าแดงจัด
“เจ้ายังจะอายอะไร นี่มันเรื่องปกติของสามีภรรยา” เขาพูดหน้าตาเฉย ก่อนจะกดจุมพิตลงมาเต็มแรง ลูบไล้ผ่านใบหน้าและลำคอขาวผ่อง ทิ้งสัมผัสอุ่นกับร่องรอยเหมือนตราประทับของเขา
“เจ้ามันยั่วยวนราคะเกินไป ทั้งกิริยา ทั้งน้ำเสียง ไหนจะกลิ่นหอม ๆ นี่อีก…”
หลิงเซียวยิ่งมึนงง ไม่รู้ว่าเขาชมหรือด่า นางกันแน่ “ตกลงท่านชมข้าหรือด่าข้ากันแน่?”
เฟิ่งเยี่ยนหัวเราะในคอ ก่อนกระซิบชิดใบหูนาง “ย่อมชมเจ้า”
มือเขาของลูบไล้ผ่านเอวบาง แผ่นหลังขาวนวลอย่างหนักแน่นจนขึ้นรอยนิ้วทันตาเห็น หยาบคายหรือไม่หลิงเซียวไม่ทราบเพราะนางไม่เคยถูกบุรุษใดสัมผัสมาก่อน นางรู้เพียงสัมผัสหนักๆ นี้ทำให้ตนรู้สึกแปลก ไม่รังเกียจ แต่ก็ไม่ชอบ เพราะมันร้อนรุ่ม จนต้องขยับตัวอย่างห้ามไม่อยู่
“ถอดชุดให้ข้าหน่อยสิ” เขากระซิบพร้อมจุมพิตลงบนหัวไหล่นาง
“อะ…อะไรนะเจ้าคะ?” นางถามเสียงสั่น
“ถอดชุดให้ข้า มันเกะกะจะตายแล้ว”
หลิงเซียวทำหน้าตาเลิ่กลั่กจนเขาต้องกลอกตา เพราะนึกได้ว่านางเพิ่งออกจากอารามแม่ชีที่อยู่นานถึงเก้าปี จะถอดอาภรณ์ให้บุรุษไม่เป็นก็ไม่แปลก
แคว่ก!
สุดท้ายเขาปลดชุดด้วยตัวเองอย่างร้อนรนจนเกือบกลายเป็นกระชาก หลิงเซียวตกใจคว้ามือเขาไว้แน่น ใจเต้นจนเจ็บหน้าอก
“ท่านแม่ทัพ…ใจเย็นก่อนสิ”
“ข้าไม่เย็นแล้ว ข้าอยากได้เจ้าจนแทบคลั่ง หลิงเซียว” เขาตอบตรง ๆ พลางประทับริมฝีปากที่ไหปลาร้านาง
เขามันคนเสียสติ!
“ข้าบอกเจ้าแต่แรกแล้วว่าไม่ใช่บุรุษอ่อนโยน”
สายตาคมของเขากวาดมองเรือนกายขาวผุดผ่องกลางแสงเทียนแดงอย่างไม่ปิดบังความปรารถนาแม้แต่น้อย หลิงเซียวไม่เคยถูกใครมองเช่นนี้มาก่อน หัวใจเต้นรุนแรงจนเจ็บไปทั้งหน้าอก
ฝ่ามือใหญ่ลูบผ่านทรวงอกนาง ทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความร้อนแรงของเขาทำให้นางสะท้าน หลิงเซียวหอบหายใจถี่ขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเขาประทับจุมพิตกลับขึ้นมาที่ริมฝีปากอีกครั้งอย่างหนักแน่น
“อื้อ…” นางครางเสียงแผ่ว ร่างนุ่มเหมือนจะไร้เรี่ยวแรงทุกครั้งที่เขาแตะต้อง มือเขาไม่หยุดกอดรัดร่างน้อยไว้ใกล้ตัวขึ้นเรื่อย ๆ
“อื้อ…ท่านแม่ทัพ…ท่านเบาหน่อย…” ขาเรียวของนางสั่นจนหนีบเข้าหากันโดยไม่ตั้งใจ แต่เขากลับสอดขาแกร่งขวางเอาไว้อย่างง่ายดาย
“ข้าเบาได้เท่านี้” เขาตอบชิดหูด้วยเสียงพร่า
หลิงเซียวถึงกับสะดุ้ง ร่างน้อยดิ้นเล็กน้อยเพราะสัมผัสที่ลื่นไหลขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องโอบรอบไหล่เขาไว้โดยไม่รู้ตัว เฟิ่งเยี่ยนยิ่งยิ้มมุมปากอย่างชอบใจ
“อา…ท่านแม่ทัพ…เดี๋ยว…” นางพยายามห้าม ทั้งเสียง ทั้งลมหายใจสั่นระรัว
แต่ยิ่งได้ยินเสียงเรียกชื่อนั้น อารมณ์ของเฟิ่งเยี่ยนกลับยิ่งพุ่งสูงนางดึงหน้าเขาให้มองกันตรง ๆ ดวงตาคมของเขามีเพียงนาง และความปรารถนาที่ปิดไม่มิด
“หยุดห้ามเสียที เจ้าคือสตรีของข้า ต้องทำใจ ข้าเป็นเช่นนี้ทนได้ก็ทน ทนไม่ได้…เจ้าก็ต้องอดทน หลิงเซียว”
เขาก้มลงจุมพิตอีกครั้ง รุนแรงจนทำให้นางแทบลืมหายใจ มือของเขาเลื่อนลงลูบเอวอรชร แล้วลูบไล้ลงไปยังต้นขาอ่อนนุ่ม นางสะท้านเฮือกตั้งแต่ปลายนิ้วแตะสัมผัสกับส่วนอ่อนไหวของตน
“อ๊า…” ใบหน้าของนางร้อนวูบวาบไปทั่วร่างยามปลายนิ้วเรียวยาวบดขยี้ที่ยอดเกสรบุปผาของนาง
“รู้สึกหรือไม่? เจ้าเสียวไหม” เขากระซิบต่ำ ก่อนจะกดสัมผัสลึกกว่าเดิมตรงจุดที่ทำให้นางอ่อนแรงที่สุด
“อ๊ะ…ท่านแม่ทัพ!” นางอุทานเสียงหวาน สะท้านจนเกร็งทั้งกาย ความร้อนแล่นวูบจากท้องน้อยลงไปลึกกว่าเดิม
เขาขยับถี่ขึ้นขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะไม่บรรยายอย่างโจ่งแจ้ง แต่ความรู้สึกสับสน หวั่นไหว และความร้อนแรงของเหตุการณ์ยังคงครบถ้วนทุกจังหวะ
หลิงเซียวเกิดมาสิบหกปีไม่เคยรู้เลยว่าเพียงสัมผัสแบบนี้จะทำให้นางรู้สึกเสียวซ่านได้ถึงเพียงนี้!
“ตอนนี้ทุกอย่างผ่านไปแล้ว ท่านก็เป็นคนละคนกับวันนั้น ข้าไม่ถือโทษท่านตั้งแต่ปีแรกหลังแต่งงานแล้ว ท่านเปลี่ยนไปมาก…จนข้ารู้สึกว่า หากวันหนึ่งข้าต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีท่าน ข้าคงลำบากยิ่งกว่าเดิมเสียอีก”รอยยิ้มลึกปรากฏบนใบหน้าของเฟิ่งเยี่ยน เขาเอื้อมมือเกลี่ยไรผมบนลำคอของนาง“จริงสิช่วงหลังมานี้เจ้าเวลาเจ้าโกรธกลับไม่เคยตะโกนคำรุนแรงใส่ข้าแม้แต่ครั้งเดียวเป็นเพราะเหตุใดกันหรือ”หลิงเซียวหัวเราะหึเบาๆ“ข้าไม่ชอบให้ท่านด่าข้า ดังนั้นข้าจึงไม่ทำแบบนั้นกลับ ข้ากลัวท่านทำข้าเจ็บ ข้าย่อมไม่อยากทำให้ท่านเจ็บเช่นกัน ใจเขาใจเรา…ข้าเชื่ออย่างนั้นมาตลอด”คำพูดเรียบง่ายแต่หนักแน่นทำให้หัวใจของเฟิ่งเยี่ยนกระตุก เขาดึงมือของนางมากุมไว้ทั้งสองข้าง ราวต้องการยืนยันว่าตนโชคดีนักที่นางให้โอกาสเขา“หลิงเซียว…” เสียงของเขาแผ่วต่ำ เกือบกลายเป็นกระซิบ“ข้าขอบคุณเจ้ามากกว่าใคร ขอบคุณที่อดทน ขอบคุณที่ยังยื่นมือให้คนเช่นข้า”นางยังไม่ทันตอบ ริมฝีปากอุ่นของเขาก็แตะลงบนหน้าผากอย่างนุ่มนวล ก่อนค่อยๆ เลื่อนลงมาแตะข้างแก้ม สัมผัสนั้นมิได้เร่งรีบ หากแต่แนบแน่นจนหัวใจนางสั่นวูบหลิงเซียวหลบสายตาไม่ได้ เมื่อเขาเอียงหน้าเ
ตอนพิเศษผ่านไปครึ่งปีหลังจากสวีเฟิ่งเยี่ยนกับกู้หลิงเซียวตัดสินใจจับมือกันเดินไปข้างหน้า ชีวิตของทั้งสองสงบมั่นคงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กิจการร้านยาเหอเซียงหยู๋ที่เริ่มตั้งหลักได้มั่นคงตั้งแต่ปีก่อน บัดนี้ยิ่งรุ่งเรืองขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ลูกค้าจากเมืองใกล้เคียงแวะเวียนมาซื้อยาล้วนชมว่าตัวยาของร้านคุณภาพดี ซื่อสัตย์ ราคาเหมาะสม ทำให้หลิงเซียวเอ่ยปากปรึกษากับเฟิ่งเยี่ยนต้องให้คนไปเปิดสาขาเพิ่มอีกสองแห่ง เพียงไม่นานชื่อเสียงของร้านก็ขยายไปไกลจนแม้แต่ต่างแดนยังรู้จักร้านขายยาเหอเซียงหยู๋นี้ท่านปู่ในวัยหกสิบสองผู้ดูแลกิจการของตระกูลมาตลอด เห็นงานของหลิงเซียวและเฟิ่งเยี่ยนก้าวหน้าเช่นนี้ก็ยิ่งพอใจ วันหนึ่งท่านเรียกทั้งคู่เข้าจวน พูดอย่างจริงใจว่าต้องการยกกิจการร้านค้าอื่นๆ อีกหลายชนิดให้หลิงเซียวดูแลเพิ่ม ทั้งร้านผ้า ร้านชา รวมถึงโรงเก็บสินค้าของตระกูล เพราะเห็นว่านางมีความสามารถและซื่อสัตย์แต่หลิงเซียวกับเฟิ่งเยี่ยนกลับรีบปฏิเสธโดยพร้อมเพรียง นางเอ่ยกับท่านปู่อย่างสุภาพว่า“กิจการของตระกูลมีมากมาย ข้าไม่อาจรับทั้งหมดไว้ เฟิ่งหยวนจะแต่งฮูหยินในอีกไม่นานนี้แล้ว ท่านปู่ควรมอบกิจการบางส่วนให้
คืนนั้นหลิงเซียวถูกสามีให้ใช้ปาก ใช้มือ และใช้เรือนกายเอาอกเอาใจอยู่นานเสียหนึ่งชั่วยาม กว่าจะได้เอนกายนอนอย่างสงบ…ก็เป็นครั้งแรกที่เขายอมปล่อยนางหลับก่อนโดยไม่ลากเข้าสมรภูมิรบไปอีกหลายยกวันต่อ ๆ มา ทุกอย่างดำเนินไปอย่างสงบราบรื่น ร้านเหอเซียงหยู๋และสวนสมุนไพรทั้งในเมืองนอกเมืองอยู่ภายใต้การดูแลของหลิงเซียวเต็มตัว ท่านปู่และผู้อาวุโสในตระกูลสวีทั้งหลายไว้ใจนางอย่างหมดหัวใจสองปีผ่านไป หลิงเซียวรู้ตัวว่าตนเปิดใจให้สามีมากกว่าแต่ก่อนเสียอีก แม้จะยังไม่ยอมเป็นฝ่ายเอ่ยคำรักก่อน เฟิ่งเยี่ยนก็ไม่บังคับ เพียงมองนางด้วยสายตาอ่อนโยนจนใครต่อใครลือกันทั่วจวนและในค่ายว่าแม่ทัพอยู่ใต้อำนาจภรรยาอย่างสิ้นเชิงเขากลับยืดอกยอมรับอย่างไม่อาย “พวกเจ้าพึ่งรู้หรือ ข้าอยู่ใต้ฝ่าเท้าฮูหยินมาตั้งนานแล้ว”เสียงโห่แซวตามมาไม่ขาดสาย แต่คนหน้าด้านเช่นเขาหาได้สนใจไม่แม้แต่น้อยคืนนั้นเป็นคืนวสันต์อีกครั้ง คืนที่ท้องฟ้ามืดสนิท แสงตะเกียงในห้องนอนถูกหรี่จนอบอุ่น เฟิ่งเยี่ยนเดินเข้ามาเงียบ ๆ แล้วดึงภรรยาเข้ามากอดจากด้านหลัง กลิ่นสมุนไพรจากเสื้อผ้าของนางทำให้เขาใจอ่อนทันที“วันนี้ข้าคิดถึงเจ้านัก” เขาก้มจุมพิตแผ่นหล
ตอนจบยามเหยียนลมเย็นพัดเข้ามาทางหน้าต่าง แต่ความร้อนในอกของแม่ทัพสวีกลับเดือดพลุ่งจนหลิงเซียวต้องเหลือบมองอยู่หลายครั้ง หลังคดีในจวนสงบเรียบร้อย ทั้งป้ายวิญญาณถูกตั้งเข้าที่ สุสานมารดาถูกบูรณะเสร็จสิ้น เดิมทีเฟิ่งเยี่ยนคิดว่าเรื่องทุกอย่างสงบแล้วเขากับ หลิงเซียวจะได้ปรับความเข้าใจกันอย่างแท้จริง ทว่า...เจียงถิงถิง...สตรีผู้เป็นเพียงรักเก่าแถมอีกฝ่ายเคยหักหลังเขาอย่างเลือดเย็นไม่พอหลังถูกเขาจับได้นางยังประกาศว่าตลอดมาไม่เคยรักเขามาก่อน ที่คบหาล้วนหลอกใช้ ทำเอาเขาเสียผู้เสียคนเป็นปีกว่าจะกลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้แต่คราวนี้พอตนกลายเป็นหญิงหม้ายสามีขับออกจากจวนนางกลับหน้าไม่อายคอยตามตื๊อเขาไม่พอ ยังไปก่อกวนหลิงเซียวถึงที่ร้าน แล้วกล่าวหาว่าฮูหยินเขาใจแคบไม่ยอมให้สามีรับอี๋เหนียง หางานให้เขาโดยแท้คิดว่าจัดการจวี๋ซื่อไปแล้วชีวิตเขาจะสงบสุข ดันลืมจัดการเจียงถิงถิงเสียได้ อาจเป็นเพราะเขาเห็นนางไม่สำคัญกระมังจึงลืมไปง่ายดาย แต่ในยามนี้หลิงเซียวกำลังจ้องเขาตาเขียวปั๊ด เฟิ่งเยี่ยนหายใจไม่ทั่วท้องแล้วจริงๆ“ว่าอย่างไรเจ้าค่ะ จริงหรือที่ท่านแม่ทัพคิดจะรับแม่นางเจียงเป็นอี๋เหนียง?”ขนหลังต
หลังพวกเขาขุดศพขึ้นมาได้ในคืนนั้น ทุกอย่างก็ประจักษ์แจ้งทั้งหลักฐานและพยาน ไม่มีสิ่งใดสามารถปกปิดความจริงได้อีกต่อไป กระดูกที่ถูกพิษจนดำคล้ำ แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีแต่ยังมองเห็นชัดว่าผู้ตายต้องทรมานเพียงใดก่อนสิ้นใจ ใบหน้าของเฟิ่งเยี่ยนกับเฟิ่งหยวนขณะยืนมองศพของมารดาถูกยกขึ้นจากดินนั้นซีดเผือดยิ่งกว่าคืนหิมะ ตะเกียงที่จิ่งหมัวมัวถือส่องสว่างเพียงเล็กน้อย แต่ความจริงที่เปิดเผยกลับหนักจนทุกคนแทบหายใจไม่ทั่วท้องรุ่งเช้าวันต่อมา ในช่วงยามอู่ สือซานนำกังลังพร้อมทหารเฝ้าศาลต้าหลี่มาถึงจวนติ้งถิงโหวทันที พวกเขาได้รับคำสั่งจากทางการให้จับกุมจวี๋ซื่ออย่างเร่งด่วนโดยไม่ต้องมีการแจ้งล่วงหน้า จวี๋ซื่อที่กำลังนั่งดื่มยาคลายอาการปวดศีรษะอยู่ในห้องโถงยังไม่ทันตั้งตัวเมื่อบานประตูถูกผลักเปิดกว้าง เสียงประกาศกร้าวดังขึ้น“จวี๋ซื่อ แห่งสกุลสวี รับคำสั่งศาลต้าหลี่ ต้องถูกควบคุมตัวในข้อหาฆ่าคนตาย ปลอมหลักฐาน และปิดบังความผิดของตนมานานหลายปี!”จวี๋ซื่อหน้าเปลี่ยนสีในชั่วพริบตา มือที่ถือถ้วยน้ำชาสั่นจนหกเลอะโต๊ะ นางมองรอบตัวอย่างหาที่พึ่ง แต่บ่าวที่เคยภักดีล้วนหลบสายตาทั้งหมด ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้แม้แต่น้อ
ตอนที่ 30หลังจัดการหลอกให้หลินซื่อออกมาจากจวนสำเร็จ ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่จวี๋ซื่อคาดหวังไว้แต่แรกอันที่จริงนางวางแผนนี้มานานจนแทบจำไม่ได้ว่าวันใดเริ่มคิดอยากกำจัดศัตรูหัวใจตนเองเสียทีวันนั้น จวี๋ซื่อสั่งให้บ่าวที่ไว้วางใจ พาหลินซื่อไปยังบ้านร้างนอกกำแพงเมือง ความเงียบงันของสถานที่เหมาะสำหรับจัดการใครสักคน หลินซื่อเองย่อมไม่คิดว่าวันนั้นจะเป็นวันสุดท้ายในชีวิต ตั้งแต่ออกจากจวนก็ยังคิดว่าจวี๋ซื่อคงหวังดีต่อตนเองจากใจทว่าเมื่อถูกเชื้อเชิญให้นั่งพัก และถ้วยชาถูกยื่นให้ นางก็รับมันมาดื่มด้วยความเกรงใจ ไม่ทันคิดว่ากลิ่นหอมของใบชานั้นแฝงกลิ่นยาพิษที่ร้ายกาจเพียงใด ไม่นานนัก ร่างของหลินซื่อก็ล้มลงอย่างใกล้สิ้นลมหายใจ ดวงตาเบิกขึ้นครั้งสุดท้ายเห็นใบหน้าของจวี๋ซื่อยืนเหนือหัวของตน รอยยิ้มที่เคยเห็นว่าอ่อนหวาน กลับดูเหมือนคนที่รอวันกำจัดศัตรูมานาน“ข้ารอเวลานี้มาหลายปี” จวี๋ซื่อพูดเบาๆ คล้ายพึมพำกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับคนที่กำลังจะตาย “ในที่สุดก็สมหวังสักครา”พอหลินซื่อสิ้นใจ นางก็สั่งบ่าวชายสามคนให้ช่วยกันย้ายศพไปฝังด้านหลังเรือนร้างราวกับฝังสุนัขหนึ่งตัว แม้แต่ดินที่กลบก็ยังขรุขระราวกับชีว







